ซิมผี

สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วนหลอกสแกนใบหน้าแจกซิม

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นข่าวใหญ่กันเลยครับ สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วน หลังพบเคสหลอกนักเรียนสแกนใบหน้าแจกซิมฟรี จี้เข้มมาตรการควบคุม เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นอุทาหรณ์สำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในยุคดิจิทัล ที่ข้อมูลใบหน้าของเรามีค่ามากกว่าที่คิด!

สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วน หลังพบเคสหลอกนักเรียนสแกนใบหน้าแจกซิมฟรี จี้เข้มมาตรการควบคุม

ทุกอย่างเริ่มต้นจากปฏิบัติการ “SAFE ดอย BOY” เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 โดยศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ACSC) ร่วมกับกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้บุกตรวจค้น 8 จุดในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ สมุทรปราการ และประจวบคีรีขันธ์ พบว่ามีกลุ่มมิจฉาชีพปลอมตัวเป็นตัวแทนค่ายมือถือ หลอกนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรม “แจกซิมฟรี” โดยให้สแกนใบหน้าเพื่อลงทะเบียน แต่จริงๆ แล้วเอาไปสร้าง “ซิมผี” กว่า 2,000 เบอร์ ส่งต่อให้แก๊งสแกมเมอร์โกงเงินประชาชน

ผลจากการจับกุม จับผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 3 ราย ยึดของกลางเพียบ ทั้งซิมการ์ด 2,160 ซิม โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง เอกสารตัวแทนจำหน่าย และโฆษณาขายซิม เหตุการณ์นี้ทำให้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC ออกโรงทันที สั่งให้ค่ายมือถือทั้งหมดชี้แจงข้อเท็จจริง และทบทวนมาตรการคุ้มครองข้อมูลให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

ปฏิบัติการ SAFE ดอย BOY เกิดอะไรขึ้นบ้าง

  • เป้าหมายการตรวจค้น: 8 จุดใน 4 จังหวัดหลัก
  • ผู้ต้องหาที่จับกุม: 3 รายตามหมายจับ
  • ของกลางสำคัญ: ซิม 2,160 ซิม, มือถือ 2 เครื่อง, เอกสารตัวแทนและโฆษณา
  • พฤติกรรม: หลอกสแกนใบหน้าเด็กนักเรียนเพื่อลงทะเบียนซิมผี

พันตำรวจเอก สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เน้นย้ำว่า ค่ายมือถือในฐานะ “ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล” ต้องกำกับดูแลพนักงาน ตัวแทน และบุคลากรให้ปฏิบัติตามมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุต้องทบทวนทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ซ้ำรอย

หน้าที่ค่ายมือถือตามกฎหมาย PDPA

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ค่ายมือถือมีหน้าที่หลักดังนี้

  • จัดมาตรการกำกับดูแลตัวแทนและพนักงาน
  • รักษาความปลอดภัยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า
  • แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลหากเกิดขึ้น
  • ทบทวนและปรับปรุงนโยบายอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนโรงเรียนเองก็ต้องระวัง! ควรตรวจสอบบุคคลภายนอกที่มาทำกิจกรรมเก็บข้อมูลนักเรียน โดยเฉพาะข้อมูล biometric อย่างการสแกนใบหน้าที่เป็น “ข้อมูลอ่อนไหว” มีผลกระทบสูงต่อเด็กซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ต้องระมัดระวังการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยเป็นพิเศษ

เคสนี้แสดงให้เห็นชัดว่าการหลอกลวงแบบนี้ร้ายแรงแค่ไหน ซิมผีเหล่านี้ถูกใช้โทรหลอกโกง สร้างความเสียหายให้สังคมมหาศาล ข้อมูลใบหน้าถูกขโมยไปอาจนำไปใช้ปลอมตัวตน หลอกยืมเงิน หรือแม้แต่ deepfake ในอนาคต ผู้ปกครองควรเตือนลูกๆ อย่ารับกิจกรรมแจกของฟรีจากคนแปลกหน้าที่ขอสแกนใบหน้าหรือข้อมูลส่วนตัวโดยง่าย

สคส. ยืนยันว่าจะกำกับดูแลค่ายมือถือให้ปฏิบัติตาม PDPA อย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชนเต็มที่ หากคุณสงสัยว่าถูกละเมิดข้อมูล ติดต่อได้ที่โทร. 0 2111 8800 หรือ Facebook: สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล-สคส.

ในมุมมองของผม PDPA ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่เป็นเกราะป้องกันในยุคที่ข้อมูลคือสมบัติล้ำค่า ทุกคนต้องตื่นตัว รู้สิทธิตัวเอง และรายงานเหตุผิดปกติทันที เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่ออีกต่อไป คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ครับ!

ที่มา – สคส. สั่งค่ายมือถือแจงด่วน หลังพบเคสหลอกนักเรียนสแกนใบหน้าแจกซิมฟรี จี้เข้มมาตรการควบคุม

ตัดวงจรมิจฉาชีพ กสทช. ลุยปิด “ซิมผี” ม.ค.69

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีที่ช่วยตัดวงจรมิจฉาชีพมาบอกกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ตัดวงจรมิจฉาชีพ กสทช. ลุยปิด “ซิมผี” กันแบบเข้มข้นมากในเดือนมกราคม 2569 โดยระงับเบอร์โทรศัพท์ที่ส่อเคือง่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีไปกว่า 28,112 เลขหมายทั่วประเทศ! นี่คือมาตรการเด็ดที่สำนักงาน กสทช. ร่วมกับผู้ให้บริการมือถือทำเพื่อปกป้องพวกเราจากมิจฉาชีพออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นสแกมมิ่ง คอลเซ็นเตอร์ หรือการหลอกลวงต่างๆ ที่ใช้ซิมผีโทรรบกวนไม่หยุด

กสทช. ลุยปิดซิมผี ตัดวงจรมิจฉาชีพ

ตัดวงจรมิจฉาชีพ กสทช. ลุยปิด “ซิมผี” แบบต่อเนื่อง

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้แถลงข่าวชัดเจนเลยครับว่า กสทช. ยังคงเดินหน้าป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างไม่ลดละ ตามประกาศมาตรการที่ออกไว้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่ายต้องคัดกรองเบอร์ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เช่น โทรออกซ้ำๆ จากเลขหมายเดิมในเวลาสั้นๆ ซึ่งมักเป็นสัญญาณของซิมผีที่มิจฉาชีพใช้ก่อเหตุ ถ้าตรวจพบก็ระงับบริการทันที ไม่รอช้า!

พื้นที่ชายแดนถูกเข้มงวดสุด ตัวเลขระงับซิมผีพุ่งสูง

ที่น่าสนใจคือ พื้นที่เสี่ยงสูงสุดยังคงเป็นบริเวณชายแดนครับ เพราะมิจฉาชีพชอบใช้ซิมเหล่านี้โทรข้ามชาติหลอกลวง นี่คือรายชื่อจังหวัดที่ถูกตัดวงจรไปมากที่สุดในเดือนม.ค. 2569:

  • จ.สระแก้ว: ระงับ 7,331 เลขหมาย
  • จ.เชียงราย: 4,231 เลขหมาย
  • จ.หนองคาย: 3,898 เลขหมาย
  • จ.นราธิวาส: 2,534 เลขหมาย
  • และจังหวัดอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ก็ไม่รอดนะครับ กรุงเทพฯ เองถูกระงับ 511 เลขหมาย ปริมณฑลอีก 511 เลขหมาย แบ่งเป็น จ.นนทบุรี 114, จ.ปทุมธานี 177, จ.สมุทรปราการ 126, จ.นครปฐม 54, และ จ.สมุทรสาคร 40 เลขหมาย ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า กสทช. ลุยปิด “ซิมผี” ทุกพื้นที่ ไม่มีเว้น!

ซิมผีคืออะไร และทำไมต้องตัดวงจรมิจฉาชีพด้วยการปิดซิม

เพื่อนๆ หลายคนอาจสงสัยว่า “ซิมผี” คืออะไร? มันคือเบอร์โทรที่ถูกใช้ในทางมิชอบครับ เช่น ซื้อซิมจำนวนมากมาจดทะเบียนปลอม แล้วใช้โทร spam, ส่ง SMS หลอกให้โอนเงิน หรือโทรหลอกเป็นตำรวจธนาคาร ถ้าปล่อยไว้ ประชาชนอย่างเราจะเดือดร้อน เสียเงินเสียทองไม่รู้กี่ล้าน กสทช. จึงสั่งให้ผู้ให้บริการตรวจสอบทุกสัปดาห์ และรายงานผลทันที เดือนธันวาคม 2568 ก็ปิดไปแล้ว 23,057 เลขหมาย แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของมาตรการนี้

นอกจากนี้ กสทช. ยังร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อติดตามและปราบปรามให้สิ้นซาก ช่วยลดอาชญากรรมไซเบอร์ได้เยอะมาก ถ้าพวกเรารู้ทัน ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อง่ายๆ ล่ะครับ

สรุปแล้ว การตัดวงจรมิจฉาชีพ กสทช. ลุยปิด “ซิมผี” นี้เป็นข่าวดีที่ทำให้เราอยู่ปลอดภัยขึ้นเยอะ ผมคิดว่ามาตรการแบบนี้ต้องทำต่อไปเรื่อยๆ และประชาชนอย่างเราก็ควรช่วยกัน โดยไม่รับโทรศัพท์จากเบอร์แปลกๆ หยุดชะงักถ้าถูกหลอกให้โอนเงินทันที รายงานตำรวจหรือ กสทช. เลยนะครับ

คุณล่ะเคยเจอซิมผีโทรหลอกบ้างไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วช่วยแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ กันด้วยนะ!

ที่มา – ตัดวงจรมิจฉาชีพ กสทช. ลุยปิด “ซิมผี” ม.ค. 69 ระงับแล้วกว่า 2.8 หมื่นเบอร์ เข้มพื้นที่ชายแดน

จับนายหน้าซิมผี เปิดซิมหลอกเหยื่อ!

ตำรวจบุกจับนายหน้าซิมผี! ปูพรมล่าเครือข่าย ป้อนซิมให้แก๊งมิจฉาชีพ เปิดซิมกว่า 300 หมายเลข ใช้หลอกลวงเหยื่อ เตือนประชาชนอย่ารับจ้างเปิดซิม ผิดกฎหมาย!

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ชุด Anti Scam Center กก.สส.ภ.จว.จันทบุรี นำโดย พ.ต.อ.อรรฆพงษ์ สุนทรวิภาต รอง ผบก.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.อ.พีรพล เสลารัตน์ ผกก.สส.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.ท.ธนเดช หลาบมาลา รอง ผกก.สส.ฯ และ พ.ต.ท.ภัควัต เมฆฉาย สว.กก.สส.ฯ พร้อมกำลังตำรวจ เข้าจับกุม น.ส.พรนภา หรือมิ้น อายุ 25 ปี ชาว ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี พร้อมของกลางโทรศัพท์ iPhone 8 Plus จำนวน 1 เครื่อง

สืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาใช้ Facebook โพสต์ในกลุ่มสาธารณะ โฆษณารับเปิดลงทะเบียนซิมมือถือให้คนอื่น โดยมีค่าตอบแทน เป็นนายหน้าซิมผี คือซิมที่ลงทะเบียนด้วยชื่อคนอื่น แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ใช้งานจริง

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หาคนเปิดซิมได้กว่า 200-300 หมายเลข! ตำรวจเจอประวัติในระบบรับแจ้งความออนไลน์ 2 คดี จึงควบคุมตัวส่ง สภ.ทุ่งเบญจา ดำเนินคดี

ตำรวจเตือนว่า ซิมผีเป็นช่องทางสำคัญที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ และเครือข่ายอาชญากรรมใช้หลอกลวงประชาชน เพราะตามตัวคนร้ายยาก ห้ามขายข้อมูลบัตรประชาชน ใช้ชื่อคนอื่นลงทะเบียนซิม หรือจ้างเปิดซิมเด็ดขาด! เพราะผิดกฎหมายทั้งผู้ใช้ ผู้ขาย และผู้ลงทะเบียนแทน อาจถูกนำไปก่ออาชญากรรมต่างๆ

หากเห็นการรับจ้างลงทะเบียนซิม หรือขอซื้อบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนซิม แจ้งตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร 191 ได้เลย

จับนายหน้าซิมผี เปิดซิมกว่า 300 หมายเลขป้อนแก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ

ทำไมนายหน้าซิมผีถึงเป็นภัยสังคม?

ปัญหานายหน้าซิมผีและซิมผีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการหลอกลวง แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะซิมเหล่านี้มักถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมายที่ร้ายแรง เช่น การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และการก่อการร้าย เนื่องจากยากต่อการติดตามและระบุตัวผู้กระทำผิด ทำให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงซิมจำนวนมากได้อย่างง่ายดาย ทำให้พวกเขาสามารถสร้างความเสียหายแก่ประชาชนได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงทางการเงิน การข่มขู่ หรือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ดังนั้น การกวาดล้างนายหน้าซิมผีและซิมผีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

การที่ตำรวจสามารถจับกุมนายหน้าซิมผีรายนี้ได้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ แต่ยังคงต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อกำจัดปัญหาซิมผีให้หมดไปจากสังคมไทย

อยากฝากถึงทุกคนว่า อย่าหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ผลตอบแทนง่ายๆ ในการเปิดซิม เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจทำให้คุณตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – จับนายหน้า “ซิมผี” เปิดซิมกว่า 300 หมายเลขป้อนแก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ

จเรตำรวจฯ สั่งเดินหน้า ปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้า

จเรตำรวจแห่งชาติสั่งเดินหน้า Warroom IAC และ ศปอส.ตร. ปราบคอลเซ็นเตอร์ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่ ตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบ และเป็นรูปธรรม

วันที่ 7 ก.ย. 68 มีรายงานว่า วานนี้ (6 ก.ย.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (Warroom IAC) และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เปิดเผยว่า การดำเนินการของ Warroom IAC เป็นการผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับหลายภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในภาพรวมของนานาประเทศ

โดยศปอส.ตร. เป็นอีกหนึ่งศูนย์ที่ปฏิบัติการเสริม Warroom IAC ในการกวาดล้างอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ จึงได้สั่งการในที่ประชุม ศปอส.ตร. ให้เร่งรัดการปฏิบัติและการเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่ เพื่อตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเป็นระบบมากขึ้นในทุกพื้นที่ โดยให้เพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติด้วย ที่ผ่านมา ศปอส.ของพื้นที่ต่างๆ ได้เปิดปฏิบัติการจับกุมซิมผี บัญชีม้า อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ศปอส.ภ.จว.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งข้อมูลจาก ศปอส.ตร. ว่ามีกลุ่มบุคคลตระเวนพาบัญชีม้าถอนเงินสดจากธนาคารสาขา และตู้เอทีเอ็ม ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวนหลายครั้ง จึงทำการสืบสวน จนกระทั่งวันที่ 5 ก.ย. ที่ผ่านมา ทางชุดสืบสวนทราบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวเดินทางมาถอนเงินจากสาขา และตู้เอทีเอ็ม ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าสังเกตพฤติกรรมกลุ่มบุคคลดังกล่าว จนพบว่ามีบุคคลต้องสงสัยพาบุคคลอื่นมาถอนเงินออกจากบัญชีจำนวนมากและหลายครั้ง มีการยืนเฝ้ารอจนกว่าบุคคลเจ้าของบัญชีจะถอนเงินเสร็จ และรับมอบเงินสดทันที จึงได้เข้าตรวจสอบกลุ่มผู้ต้องสงสัย

จากการตรวจสอบพบว่ามีการถอนเงินสดออกจากบัญชีธนาคารที่รับเงินจากการหลอกลวงผู้เสียหายผ่านระบบคอมพิวเตอร์จริง และได้มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว จึงได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา 2 คน ได้แก่ น.ส.ณัฐนิช อายุ 40 ปี เป็นผู้ว่าจ้าง ควบคุมสั่งการ และ น.ส.สายธารอายุ 19 ปี เป็นผู้ถอนเงินสด พร้อมด้วยของกลาง เงินสดจำนวน 90,000 บาท, โทรศัพท์มือถือ และสมุดบัญชีธนาคาร

จึงดำเนินคดีในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันพยายามฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่” นำส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรนิคมอุตสาหกรรม จังหวัดลำพูน ดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และรับว่าเงินสดจำนวน 90,000 บาท ของกลางในคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจยึดไว้ ไม่ใช่เงินสดของตน และไม่มีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ใดๆ หากมีการนำเงินสดดังกล่าวคืนกลับแก่ผู้เสียหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำเงินจำนวนดังกล่าวคืนผู้เสียหายต่อไป

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวต่อว่า จากนี้ Warroom IAC จะเดินหน้าเต็มกำลังในการขับเคลื่อนการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะฐานใหญ่ของโลกในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยได้รับความร่วมมือจากนานาประเทศ และหน่วยงานต่างๆ ของไทย ทำให้สามารถร่วมกำหนดทิศทางการดำเนินการได้ชัดเจนขึ้น และนอกจาก Warroom IAC จะเดินหน้าการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติแล้ว ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดบัญชีอย่างรวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้สามารถนำเงินที่ถูกแก๊งมิจฉาชีพหลอกลวงให้โอนเงิน นำกลับคืนผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด ตามปฏิบัติการ Money Cash Back.

จเรตำรวจฯ สั่งเดินหน้า Warroom IAC-ศปอส.ตร. ปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่

เป้าหมายสำคัญคือการปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่

การที่จเรตำรวจแห่งชาติสั่งเดินหน้า Warroom IAC และ ศปอส.ตร. เพื่อ ปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กำลังแพร่หลายในปัจจุบัน การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การจับกุมผู้ต้องหาในจังหวัดลำพูนเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเป็นสัญญาณที่ดีว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความเข้มงวดขึ้น การติดตามเส้นทางการเงินและการอายัดบัญชีอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและตัดวงจรอาชญากรรม ปฏิบัติการ Money Cash Back เป็นแนวทางที่น่าสนใจที่จะช่วยให้ผู้เสียหายได้รับเงินคืน

การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และบัญชีม้าเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักรู้ถึงกลโกงต่างๆ และการระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – จเรตำรวจฯ สั่งเดินหน้า Warroom IAC-ศปอส.ตร. ปราบแก๊งคอลฯ ซิมผี-บัญชีม้าทุกพื้นที่

Scroll to top