ญัตติด่วน

ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ก่อนสายเกินไป

ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อโปร่งใส

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล จากพรรคประชาชน ออกมาผลักดันอย่างหนักให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามการใช้จ่ายเงินตาม ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน บาท เนื่องจากที่ผ่านมาการจัดสรรงบประมาณในรูปแบบนี้ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเข้มข้นจากฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาความไม่โปร่งใสในอนาคต

หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา จะพบว่าโครงการเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท หรือแม้แต่พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เคยมีการตั้งกมธ.วิสามัญขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งในขณะนั้น สส.จากพรรคภูมิใจไทยที่ปัจจุบันเป็นแกนนำรัฐบาล ก็เคยร่วมเสนอญัตติและเข้าเป็นกรรมาธิการด้วยตนเอง ดังนั้นการที่ฝ่ายค้านเรียกร้องให้เกิดขึ้นในครั้งนี้ จึงถือเป็นมาตรฐานปกติที่รัฐบาลควรให้ความร่วมมือและไม่ควรปัดตกญัตติดังกล่าวแต่อย่างใด

ความคาดหวังต่อรัฐบาลในประเด็นต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

น.ส.ศิริกัญญา ยังได้ย้ำชัดเจนว่าความตั้งใจหลักของการ ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน คือการป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการอนุมัติโครงการซ้ำซ้อนหรือขาดการกลั่นกรองที่ดีพอ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การตรวจสอบโครงการที่กระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอและอนุมัติเอง
  • ความจำเป็นในการมี “หูตา” จากสภาฯ เพื่อคัดกรองโครงการให้มีประสิทธิภาพ
  • การเรียนรู้จากอดีตเพื่อไม่ให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่รั่วไหล
  • การสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันยังมีความล่าช้าในการกำหนดกรอบเวลาเพื่ออภิปรายญัตติ ซึ่งทางฝ่ายค้านหวังว่าวิปรัฐบาลจะเห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้และเปิดโอกาสให้สภาฯ ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีเหตุการณ์ในทำนองว่าการเสนอเรื่องบางอย่างจากฝ่ายค้านจะไม่ได้รับความร่วมมือ แต่ครั้งนี้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดระหว่างการรักษามารยาททางการเมือง หรือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงเป็นที่น่าจับตามองในสภาผู้แทนราษฎร ว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาลจะแสดงความจริงใจต่อการทำงานของสภาฯ มากน้อยเพียงใด เพราะการตรวจสอบงบประมาณก้อนโตไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของฝ่ายค้าน แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชนที่จะต้องร่วมกันทำให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นธรรมที่สุด

ที่มา – “ไหม” ชี้ต้องเร่งตั้งกมธ.วิสามัญฯพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวัง รัฐบาลให้ความร่วมมือ ไม่ปัดตก

“ณัฐวุฒิ” เผยเคาะประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ 2ครั้ง/เดือน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้สนใจข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้มีอัพเดทเด็ดจากสภาเลยนะครับ โดย “ณัฐวุฒิ” เผยที่ประชุมร่วม เคาะ ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แต่ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีเวลาพอในการถกเถียงวาระสำคัญๆ ที่ค้างคา ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมาย รายงานจากหน่วยงานรัฐ หรือญัตติจากประชาชน นับเป็นข่าวดีที่สภาจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.พรรคประชาชน ในฐานะตัวแทนวิปฝ่ายค้าน ได้แถลงหลังการหารือเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 กับประธานสภาผู้แทนราษฎรและผู้แทนพรรคการเมืองต่างๆ การประชุมครั้งนี้มุ่งกำหนดวัน เวลา และสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง โดยมีประเด็นหลัก 3 เรื่องที่ตกลงกันได้อย่างลงตัว

ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์

ประเด็นแรกที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องคือ การประชุมสภาฯ ปกติยังคงยึดรูปแบบเดิม คือวันพุธและพฤหัสบดีทุกสัปดาห์ แต่เพื่อรองรับวาระที่อาจคั่งคา เช่น รายงานจากหน่วยงานรัฐ ร่างกฎหมายจาก ส.ส. หรือข้อเสนอจากภาคประชาชน จึงเคาะเพิ่มวันประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน โดยเฉพาะสัปดาห์ที่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ สามารถชดเชยได้ ทำให้สภาได้นำปัญหาของประชาชนมาพูดคุยอย่างเต็มที่ การประชุมจะเริ่มเวลา 09.00 น. และจบตามวาระของวันนั้นๆ ซึ่งจะช่วยลดการสะสมงานและเร่งแก้ไขเรื่องเร่งด่วน

กำหนดระยะเวลาสมัยประชุมสภาฯ

ประเด็นที่สองคือกำหนดวันปิดสมัยประชุม สมัยประชุมสามัญครั้งที่หนึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 และปิดวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ส่วนสมัยที่สองจะเปิดวันที่ 25 สิงหาคม 2569 จนถึงช่วงคริสต์มาส 22 ธันวาคม 2569 ซึ่งเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ตลอด 4 ปีของสภา ชุดนี้ การวางแผนแบบนี้ช่วยให้ ส.ส. มีเวลาจัดการวาระได้อย่างเป็นระบบ

อภิปรายญัตติด่วนปัญหาพลังงานขาดแคลน

ประเด็นสุดท้ายที่ร้อนแรงคือการพิจารณาญัตติเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะราคาน้ำมันแพงและราคาพืชผลเกษตรที่ผันผวน ซึ่งค้างมาจากสัปดาห์ก่อน วันนี้ (25 มี.ค.) จะให้เวลาอภิปรายเต็มที่ คาดว่าจะมีผู้อภิปรายเกือบ 100 คน จากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ผู้เปิดญัตติแต่ละพรรคสรุปไม่เกิน 15 นาที ปิดท้ายคนละ 10 นาที ส่วนอภิปรายทั่วไปคนละ 7 นาที โดยจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ แต่รวบรวมข้อเสนอทั้งหมดส่งให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการทันที เพราะถือเป็นเรื่องด่วนสำคัญที่กระทบประชาชนโดยตรง

  • ยืนยันวันประชุมหลัก: พุธ-พฤหัสทุกสัปดาห์
  • เพิ่มประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์: ไม่เกิน 2 ครั้ง/เดือน สำหรับวาระค้าง
  • กำหนดสมัยประชุมชัดเจน: สมัย 1 (มี.ค.-ก.ค.) สมัย 2 (ส.ค.-ธ.ค.)
  • อภิปรายญัตติพลังงาน: เต็มเวลา คาด 100 ผู้ร่วม

การเคาะประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ ครั้งนี้ ถือเป็นการปรับตัวของสภาให้เข้ากับสถานการณ์ที่วาระงานหนักขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน และความมั่นคงอาหารกำลังรุมเร้าประชาชน นายณัฐวุฒิ เน้นย้ำว่าการหารือครั้งนี้เป็นการประสานงานที่ดีระหว่างทุกพรรค ทำให้สภาไทยก้าวหน้าไปอีกขั้น

ในมุมมองของผม การประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แบบจำกัดไม่เกิน 2 ครั้ง จะช่วยป้องกันการประชุมยืดเยื้อ แต่ยังคงยืดหยุ่นพอแก้ปัญหาได้ทันท่วงที โดยเฉพาะเรื่องพลังงานที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ถ้าสภาทำงานแบบนี้ต่อเนื่อง ประชาชนคงได้ประโยชน์เต็มๆ คุณล่ะคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายนี้? มาแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ข่าวกันนะครับ! ติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมือง สภาฯ และนโยบายรัฐบาลแบบเรียลไทม์

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” เผยที่ประชุมร่วม เคาะ ประชุมสภาฯ เพิ่มวันศุกร์ แต่ไม่เกิน 2 ครั้งต่อเดือน

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนโหวตนายกฯ

ถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎร 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวัน “โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32” หลังประธานสภาฯ สั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนในวันที่ 5 ก.ย.นี้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ ตามกำหนดการนัดประชุมในเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ได้กำหนดเป็นวาระประชุมนัดพิเศษ โดยมีญัตติด่วนที่น่าสนใจในทำนองเดียวกันหลายเรื่อง เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, การขอให้สภาพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา รวมถึงเรื่องที่ค้างพิจารณาอีกหลายเรื่อง

(ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ)

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนมีมติคณะกรรมการบริหารพรรคออกมาว่าจะโหวตสนับสนุนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่สำคัญคือต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยก็ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 

ทางด้านพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าทูลเกล้าฯ เสนอยุบสภาไปแล้ว แต่ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน มีกระแสข่าวว่าหนังสือดังกล่าวถูกตีกลับ ซึ่งนายภูมิธรรม ไม่ได้ตอบในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการโหวตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดประธานสภาฯ มีคำสั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เรียบร้อยแล้ว.

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 กันยายน 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกระบวนการตัดสินใจของนักการเมืองได้อย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญในการ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68

  • การพิจารณาญัตติด่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา
  • ความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ

ดังนั้น การติดตาม ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคนที่ต้องการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

มติเพื่อไทย ประชุมลับ ญัตติ MOU 43-44

“ดนุพร ปุณณกันต์” เผย มติพรรคเพื่อไทย เสนอให้ประชุมลับ ญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หวั่นกระทบความมั่นคงและคนชายแดน

วันที่ 26 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุม ส.ส. ประจำสัปดาห์ของพรรคเพื่อไทย ว่า เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนที่จะมีการเข้าญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 วันนี้ที่ประชุม ส.ส. เพื่อไทย ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางว่าการนำเรื่องนี้เสนอเข้าที่ประชุม เราจะเตรียมใครไว้เพื่ออภิปรายบ้าง เพราะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน โดยมติพรรคเพื่อไทย หากมีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา จะขอเป็นการประชุมลับ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน กระทบกับความมั่นคงและพี่น้องตามแนวชายแดน และเราจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ แต่ทางพรรคเพื่อไทยเห็นควรว่าเมื่ออภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่า หากเสียงส่วนใหญ่มีมติให้ตั้ง กมธ. วิสามัญ พรรคเพื่อไทยจะร่วมเป็น กมธ. หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า เราพร้อม แต่ต้องมีการโหวตกัน เนื่องจาก กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน มีการพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 ส.ค. ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะไปหารือกับฝ่ายค้านอีกครั้งถึงมติพรรคเพื่อไทย

มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

จากข่าวการประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทยล่าสุด ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และตัดสินใจที่จะขอให้มีการประชุมลับถือเป็นการดำเนินการที่แสดงถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการจัดการกับประเด็นละเอียดอ่อน

เหตุผลเบื้องหลังมติพรรคเพื่อไทย

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจขอให้มีการประชุมลับนั้น มาจากความกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน การประชุมลับจะช่วยให้ ส.ส. สามารถอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือจะก่อให้เกิดผลเสียต่อส่วนรวม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่จะส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป แสดงให้เห็นว่าพรรคต้องการให้ผู้ที่มีอำนาจและข้อมูลครบถ้วนเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นข้อมูลจากประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจและการวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องสื่อสารและชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้ให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและสนับสนุนจากประชาชน

การพิจารณาเรื่อง MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวังถือเป็นสิ่งที่ควรให้การสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกัน พรรคก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส เพื่อรักษาความไว้วางใจจากประชาชน การสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและความโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับประเด็นนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44 นั้นเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของประชาชนตามแนวชายแดน แต่พรรคก็ต้องระลึกเสมอว่าความโปร่งใสและการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

“ภราดร” เร่งถก ยกเลิก MOU 43-44 ในสภา

“ภราดร” กระตุกสภาฯ เร่งผลักดันถก ยกเลิก MOU 43-44 สัปดาห์หน้าต้องเห็นผล อย่ารีบปิดประชุม วอนคิดถึงชาติบ้านเมืองก่อน

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการผลักดันให้มีการยกเลิก MOU 43-44 ระหว่างไทยกับกัมพูชา ว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นความจำเป็นที่จะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามผลักดันหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ไปไหน เพราะสภาฯ มีการปิดประชุมก่อน

นายภราดร กล่าวว่า “สัปดาห์หน้าเราจะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้ยื่นญัตติด่วนไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ สิ่งสำคัญคืออยากให้สภาฯ เปิดพื้นที่ เปิดใจกว้าง รับฟังเสียงของผู้แทนราษฎรที่นำเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมืองเข้าสู่การถกเถียง ยิ่งทำได้เร็วก็ยิ่งดี เพราะนี่คือเรื่องของประเทศ ไม่ใช่การเล่นการเมือง”

“ภราดร” เร่งถก ยกเลิก MOU 43-44 ในสภา

นายภราดร ยังได้ย้ำถึงพฤติการณ์ของกัมพูชาที่ไม่เคารพต่อข้อตกลงที่เคยให้ไว้กับฝ่ายไทยตลอดช่วงที่ผ่านมา จนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ และผลประโยชน์ของประเทศ พร้อมระบุว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้องหยิบยกขึ้นมาหารือใหม่ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ และควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ ไม่ควรรอช้า

อย่างไรก็ตาม นายภราดร ยังฝากถึงเพื่อนสมาชิกในสภาฯ ว่า อย่าเพิ่งเร่งปิดประชุมหรือเลี่ยงประเด็นสำคัญ แต่ควรแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คืออนาคตของประเทศไทยทั้งประเทศ

ทำไมต้องเร่ง ยกเลิก MOU 43-44

การผลักดันให้มีการยกเลิก MOU 43-44 จึงไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติที่ต้องได้รับการพิจารณาอย่างเร่งด่วน สถานการณ์ชายแดนและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การตัดสินใจใดๆ ต้องรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว การที่นายภราดรออกมาเร่งถก ยกเลิก MOU 43-44 ในสภาฯ จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องทบทวนท่าทีและปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างจริงจัง

ความเคลื่อนไหวของนายภราดรในครั้งนี้ได้รับการจับตามองจากหลายฝ่าย ทั้งในแง่ของการเมืองภายในประเทศ และในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในสภาฯ จะนำไปสู่การพิจารณาอย่างรอบด้าน และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญของประเทศไทยในอนาคต

การที่สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดอภิปรายเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะเป็นโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองได้แสดงความคิดเห็นและเสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

นอกจากนี้ การที่เรื่องนี้ถูกนำเสนอต่อสาธารณชน จะช่วยสร้างความตระหนักและความเข้าใจในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น และกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน หาทางออกร่วมกัน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ การยกเลิก MOU 43-44 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยในระยะยาว

การตัดสินใจครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสนใจและร่วมกันผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา – “ภราดร” กระตุกสภาฯ เร่งถกยกเลิก MOU 43-44 วอนคิดถึงชาติบ้านเมือง อย่ารีบปิดประชุม

Scroll to top