ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

“แนน” สวน “ณัฐชา” ควรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน มากกว่าสร้างประเด็นว่า “ภูมิใจไทย” ทะเลาะกันเอง

เชื่อว่าในช่วงการเมืองที่ดุเดือด หลายคนคงได้เห็นประเด็นดราม่าที่พรรคฝ่ายค้านมักจะออกมาตั้งข้อสังเกตเรื่องความสัมพันธ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล โดยล่าสุดเกิดกรณีที่ “แนน” สวน “ณัฐชา” ควรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน มากกว่าสร้างประเด็นว่า “ภูมิใจไทย” ทะเลาะกันเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากว่าทำไมการทำงานการเมืองถึงเบี่ยงเบนไปสู่การจับผิดส่วนตัวแทนที่จะเน้นเรื่องงานบริการประชาชน

“แนน” สวน “ณัฐชา” ควรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน มากกว่าสร้างประเด็นว่า “ภูมิใจไทย” ทะเลาะกันเอง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ภาพถ่ายของแกนนำพรรคภูมิใจไทย ทั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายเนวิน ชิดชอบ และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ โดยตีความว่าเป็นภาพที่ต้องการสยบรอยร้าว แต่ทางด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ได้ออกมาตอบโต้ทันทีว่านี่เป็นการปั่นกระแสที่ปราศจากข้อเท็จจริง เพราะในความเป็นจริงสมาชิกพรรคภูมิใจไทยยังเหนียวแน่นและทำงานร่วมกันได้เป็นปกติไม่มีปัญหาภายในแต่อย่างใด

เหตุใดพรรคภูมิใจไทยถึงยืนยันความสามัคคี

การที่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา ได้ออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่า “แนน” สวน “ณัฐชา” ควรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน มากกว่าสร้างประเด็นว่า “ภูมิใจไทย” ทะเลาะกันเอง นั้น สะท้อนให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยมองข้ามข่าวลือที่พยายามจะสร้างความแตกแยก โดยเฉพาะในช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ ที่เป็นช่วงเวลาทองในการลงพื้นที่พบปะประชาชน แทนที่จะมาวนเวียนกับเรื่องการจินตนาการถึงรอยร้าวในพรรค ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมันไม่มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพรรคเลยแม้แต่น้อย

  • การเมืองสร้างสรรค์คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ
  • การรับฟังปัญหาประชาชนควรเป็นลำดับความสำคัญแรกของฝ่ายค้าน
  • เลิกให้ความสำคัญกับการปั่นกระแสความขัดแย้งที่ไม่เป็นความจริง

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง การวิจารณ์ด้วยเหตุและผลเป็นเรื่องที่ดี แต่การมุ่งเน้นสร้างข่าวเท็จเพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรแก่ประชาชน แทนที่จะมาจับผิดว่าใครทะเลาะกับใคร ควรเปรียบเทียบผลงานและนโยบายที่ช่วยเหลือชาวบ้านได้จริงจะดีกว่า หากทุกพรรคหันมาทำการเมืองด้วยความโปร่งใสและมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาปากท้องตามที่หาเสียงไว้ เชื่อว่าภาพลักษณ์ของนักการเมืองในสายตาประชาชนจะดูดีขึ้นอีกมาก

ที่มา – “แนน” สวน “ณัฐชา” ควรลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวบ้าน มากกว่าสร้างประเด็นว่า “ภูมิใจไทย” ทะเลาะกันเอง

ณัฐชา จับตาปรับ ครม. หนู 2 สแกนภาพสยบรอยร้าว 2น. 1พ.

เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้กำลังร้อนระอุเลยทีเดียว โดยเฉพาะประเด็นที่ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหววิพากษ์วิจารณ์ถึงภาพการเคลียร์ใจของเหล่าแกนนำพรรคภูมิใจไทย จนเป็นที่มาของวลีเด็ดที่ว่า ณัฐชา จับตาปรับ ครม. หนู 2 สแกนภาพสยบรอยร้าว 2น. 1พ. ซึ่งทำเอาคอการเมืองหลายคนต้องจับตามองว่าความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะหวานชื่นในภาพถ่ายนั้น คือเรื่องจริงหรือแค่ฉากหน้ากันแน่

ณัฐชา จับตาปรับ ครม. หนู 2 สแกนภาพสยบรอยร้าว 2น. 1พ.

การวิเคราะห์ของนายณัฐชานั้นชี้ให้เห็นว่า ภาพถ่ายของนายอนุทิน, นายเนวิน และนายพิพัฒน์ ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่ารอยร้าวภายในจะถูกสมานให้หายไปได้ง่ายๆ ในทางกลับกัน เขามองว่านี่คือสัญญาณเตือนของการปรับ ครม. ครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งคำว่า ณัฐชา จับตาปรับ ครม. หนู 2 สแกนภาพสยบรอยร้าว 2น. 1พ. ยังสะท้อนให้เห็นถึงความระแวงในเรื่องการแบ่งสรรอำนาจและผลประโยชน์ที่อาจไม่ลงตัว

เบื้องหลังการเมืองที่น่าจับตา

หากเราวิเคราะห์จากถ้อยคำของนายณัฐชา จะพบประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ใหม่ที่ยังไม่มีความชัดเจน
  • ปฏิกิริยาของนายกรัฐมนตรีต่อสื่อมวลชนที่ดูฉุนเฉียว ซึ่งสะท้อนถึงความกดดันภายใน
  • ความกังวลว่าประชาชนจะต้องมารับภาระจากเกมการเมืองที่ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งแฝงอยู่

นอกจากนี้ นายณัฐชายังได้ฝากเตือนไปยังผู้มีอำนาจว่า อย่าได้ประมาทในอำนาจของตนเอง การคิดว่าจะกินรวบหรือกุมอำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่คำนึงถึงประชาชน มักจะมีจุดจบที่ไม่สวยงามตามหน้าประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาเสมอ การปรับ ครม. ในรอบนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของเสถียรภาพรัฐบาลที่ถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนัก

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมือง เห็นได้ชัดว่าเกมนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การปรับ ครม. “หนู 2” จะจบแบบ “แฮปปี้เอนดิ้ง” ที่มีการแบ่งเค้กกันลงตัว หรือจะเป็นการ “หักเหลี่ยมโหด” ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนสำคัญก็คือ ผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อนเกมอำนาจของนักการเมืองเสมอ

ที่มา – “ณัฐชา” จับตาปรับ ครม. “หนู 2” สแกนภาพสยบรอยร้าว “2น. 1พ.”

“เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด

“เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่สนเอกชนนั้นเป็นใคร

สถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำยังคงเป็นวิกฤตใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรและชาวประมงอย่างมหาศาล ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีมลงพื้นที่จ.สมุทรสาคร เพื่อติดตามปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยย้ำชัดว่ารัฐบาลจะต้องจริงจังในการจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าเอกชนรายนั้นจะเป็นใครก็ตาม เพราะปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนโดยตรง

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีการจัดเวทีเสวนาเพื่อร่วมกันหาทางออก โดยมีการตั้งคำถามสำคัญไปยังรัฐบาลว่า ทำไมถึงยังไม่มีแผนการรับมือที่ชัดเจน โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ที่กรมประมงยอมรับตามตรงว่าไม่ได้เตรียมรับมือกับภัยพิบัติครั้งนี้ไว้ การที่ “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่การเรียกร้อง แต่คือการทวงถามความรับผิดชอบจากต้นตอของการนำเข้าสายพันธุ์สัตว์น้ำชนิดนี้

แนวทางการแก้ปัญหาที่รัฐบาลต้องเร่งทำ

เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลง ทางพรรคประชาชนได้เสนอแนวทางเชิงรุกเพื่อให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ ดังนี้:

  • ประกาศเขตภัยพิบัติอย่างเร่งด่วนเพื่อให้มีการเยียวยา
  • จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือฉุกเฉินแก่เกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ
  • กำหนดเขตพื้นที่เฝ้าระวังและมาตรการกำจัดอย่างเป็นระบบ
  • ดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนที่เป็นต้นเหตุของการนำเข้าสายพันธุ์อย่างถึงที่สุด

ทางด้าน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า หากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยต่อสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นกว่า 2-3 เท่าตัว แบบที่เป็นอยู่นี้ ต่อไปทางพรรคจะยกระดับการตรวจสอบในการประชุมสภาสมัยหน้าอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพียงการถามรัฐมนตรี แต่จะเปิดฉากตั้งกระทู้ถามนายกฯ โดยตรงเพื่อให้สังคมเห็นคำตอบที่แท้จริง

การที่ “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเรื่องระบบนิเวศและการทำมาหากินของประชาชนเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย และภาษีของประชาชนไม่ควรถูกนำมาละลายกับปัญหาที่เกิดจากความผิดพลาดของกลุ่มผลประโยชน์ หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่น ก็ต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริงและสั่งการให้เด็ดขาด

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ได้จบแค่การจับปลา แต่คือการคืนความยุติธรรมให้กับชาวบ้านที่ต้องสูญเสียอาชีพไปเพราะความประมาทของใครบางคน รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า กฎหมายมีไว้บังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมและไม่มีอภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือกฎหมายได้ในประเทศนี้ เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลชุดนี้จะเลือกเอาใจกลุ่มทุนหรือจะเลือกยืนอยู่ข้างผู้ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง

ที่มา – “เท้ง” เกาะติดปัญหาปลาหมอคางดำ จี้รัฐบาลเอาผิดถึงที่สุด ไม่สนเอกชนนั้นเป็นใคร

ณัฐชา สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อคุณกาย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลผ่านประเด็นนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมองว่า “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างระหว่างการบริหารงานแบบเดิมกับความต้องการที่จะเห็นรัฐสวัสดิการที่ทั่วถึงมากกว่าการคัดคนออก

“ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน

ปัญหาเรื่องการคัดกรองผู้มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะในขณะที่รัฐบาลพยายามตั้งเกณฑ์เพื่อคัดคนเข้าโครงการ หลายครั้งกลับกลายเป็นว่าเกณฑ์เหล่านั้นไปปิดกั้นคนที่ลำบากจริง ๆ ให้หลุดออกจากระบบ คุณณัฐชามองว่าวิธีการนี้เหมือนกับการนำความจนมาเป็นข้อสอบให้ประชาชนต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ที่ถูกต้องของรัฐบาลในยุคสมัยนี้เลย

ทำไมการตีกรอบคนจนถึงเป็นปัญหาในระยะยาว?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการตรวจสอบความจนถึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรง คำตอบคือการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการซ้ำเติมโดยไม่รู้ตัว:

  • การสร้างคนตกหล่น: กฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนทำให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงเข้าไม่ถึงสิทธิ
  • วิธีคิดแบบบนลงล่าง: รัฐเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประชาชนแทนที่จะสนับสนุนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง: การมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างมั่นคง

คุณณัฐชาย้ำว่า “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน นั้นเป็นเพราะรัฐบาลเลือกใช้แนวคิดแบบผู้ใหญ่ใจดีที่มองประชาชนในเชิงสงเคราะห์ แทนที่จะมองว่าประชาชนควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงสวัสดิการที่เสมอภาคโดยไม่ต้องถูกตีตราหรือถูกตรวจสอบซ้ำซากจนเสียศักดิ์ศรี

ในความเป็นจริง ความยากจนเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่เติบโต และหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า การเปลี่ยนจากความคิดแบบ “คัดคนออก” ไปสู่การ “เพิ่มโอกาสให้ทั่วถึง” คือสิ่งที่คุณณัฐชาท้าทายให้รัฐบาลลองหันมามอง ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงแค่เศษเสี้ยวของความเมตตา แต่ต้องการระบบรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็งเพื่อความมั่นคงในชีวิต

เราต้องหันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า สังคมแบบไหนที่เราอยากเห็น? สังคมที่ต้องคอยแย่งชิงสิทธิความเป็นมนุษย์ หรือสังคมที่มองเห็นศักดิ์ศรีของทุกคนเท่าเทียมกัน หวังว่าเสียงสะท้อนจากสภาฯ ในครั้งนี้จะเปลี่ยนมุมมองของผู้มีอำนาจให้นำไปสู่การปฏิบัติที่สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน

ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าการเมืองไทย เมื่อคุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เคยให้คำมั่นไว้เกี่ยวกับ ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ ซึ่งวันนี้ถือว่าครบกำหนด 7 วันตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ แต่กลับไร้สัญญาณความคืบหน้าใดๆ ออกมาสู่สายตาประชาชน

ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ

ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำถือเป็นวิกฤตระดับชาติที่ทำลายระบบนิเวศอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบต่อพี่น้องชาวประมงเป็นวงกว้าง เมื่อรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นว่าจะหาความจริงมาตอบสังคมภายใน 7 วัน แต่เมื่อครบกำหนดแล้วกลับกลายเป็นความเงียบเชียบ ทำให้คำถามที่ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไรยังคงเป็นที่กังขาของคนทั้งประเทศ

บททดสอบความจริงใจในการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

นอกจากนี้ ในวันที่ 4 มิถุนายน นายณัฐชา ได้กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้เชิญฝ่ายบริหารมาร่วมหาทางออกร่วมกัน โดยหวังว่าการมาครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ว่ารัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหามากกว่าการโยนความรับผิดชอบไปมาระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรฯ ดังนี้:

  • การชี้แจงข้อเท็จจริงต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • รัฐบาลต้องเลิกเกี่ยงเรื่องอำนาจหน้าที่และหันมาบูรณาการการทำงานร่วมกัน
  • เร่งหามาตรการเยียวยาชาวประมงที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

สิ่งที่สังคมอยากเห็นไม่ใช่คำพูดที่หรูหราหรือสัญญาใหม่ๆ แต่คือคำตอบที่เป็นรูปธรรมและการลงมือทำที่จริงจัง เพราะทุกวันที่ผ่านไปโดยไร้การจัดการ ความเสียหายกลับเพิ่มพูนขึ้นอย่างประเมินค่าไม่ได้

ในมุมมองของเรา วิกฤตนี้ไม่ควรเป็นเพียงเกมการเมือง แต่คือบททดสอบสำคัญว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถรับมือกับปัญหาปากท้องและความมั่นคงทางอาหารของไทยได้หรือไม่ เราได้แต่เฝ้ารอว่าหลังจากการประชุมครั้งนี้ จะมีทางออกที่เป็นรูปธรรมหรือ ณัฐชา ทวงสัญญา สุชาติ เงียบหายไร้คำตอบความจริงปลาหมอคางดำ จะกลายเป็นเพียงเรื่องราวที่ถูกกลบฝังไปตามกาลเวลา

ที่มา – “ณัฐชา” ทวงสัญญา “สุชาติ” ครบ 7 วันแล้ว เงียบหายไร้คำตอบความจริงปัญหาปลาหมอคางดำ

ปชน. จัดทัพอาสาส้มขยายฐานผู้ว่าฯกทม. ตรวจแลนด์บริดจ์

ปชน. จัดทัพอาสาส้มขยายฐานเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ลุยใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบแลนด์บริดจ์ เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วงใกล้การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนกำลังเร่งขยายฐานเสียงในพื้นที่กรุงเทพฯ ผ่านเครือข่ายอาสาส้มที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยการตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลเร่งรัดอย่างน่าสงสัย

ปชน. จัดทัพอาสาส้มขยายฐานเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ลุยใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้จัดกิจกรรมพบปะพูดคุยกับอาสาส้มที่ที่ทำการพรรคเขตบางบอน-บางขุนเทียน เวลา 10.15 น. กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปูพรมขยายฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมาถึง โดยนายณัฐชา เน้นย้ำว่าการจัดตั้งอาสาส้มไม่ได้จำกัดแค่ผู้สมัครเลือกตั้งเท่านั้น แต่ครอบคลุมภารกิจหลากหลาย เช่น การพัฒนานโยบาย การสำรวจความคิดเห็นประชาชนในพื้นที่ และการลงพื้นที่จริงเพื่อรับฟังปัญหา

บทบาทสำคัญของอาสาส้มในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

อาสาส้มเหล่านี้จะเป็นกลไกหลักในการขยายฐานเสียง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชนเตรียมเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และทีมบริหาร รวมถึงนโยบายหลักที่เข้าใจง่ายและตอบโจทย์คนกรุง ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จากนั้นจะเร่งปฏิบัติการในช่วง 2 เดือนก่อนวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายน 2569 อาสาส้มจะลงพื้นที่ทำแบบสำรวจ สอบถามความต้องการของประชาชน เพื่อให้พรรคเข้าใจปัญหาจริงๆ เช่น ปัญหาจราจร น้ำท่วม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานราก

  • ลงพื้นที่สำรวจความต้องการประชาชน
  • ช่วยรณรงค์นโยบายพรรคประชาชน
  • เชื่อมโยงสมาชิกพรรคกับชุมชน
  • สนับสนุนการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.

การมีแกนนำพรรคไปอธิบายและมอบหมายภารกิจ ทำให้อาสาส้มพร้อมรบเต็มที่ สร้างความแข็งแกร่งให้พรรคในเวทีการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้

จับตาโครงการแลนด์บริดจ์ที่เร่งรัดผิดปกติ

ขณะที่กำลังขยายฐานใน กทม. พรรคประชาชนยังลุยตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ของรัฐบาล ซึ่งประชาชนภาคใต้กำลังจับตาอย่างใกล้ชิด นายณัฐชา ชี้ว่าการเร่งรัดโครงการนี้ดูผิดปกติ แม้จะไม่ใช่นโยบายหลักที่พรรครัฐบาลเคยสัญญาไว้กับคนใต้ แต่หลังจากขึ้นสู่อำนาจไม่กี่เดือน ก็พยายามดันทุร้นทุกขั้นตอน แม้กระทบฝ่ายบริหารด้วยกัน จนพูดถึงไม่ได้เพราะโกรธจัด สะท้อนว่ามีพลังงานบางอย่างผลักดันเบื้องหลัง

โครงการแลนด์บริดจ์ที่ใช้เงินภาษีและลงทุนเอกชนมหาศาล แต่ไม่เปิดรับฟังความเห็นประชาชนจริงจัง ทำแค่พิธีกรรมเล็กน้อย แล้วเร่งผลักดัน ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตประชาชน และโครงสร้างพื้นฐาน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรค ซึ่งเป็นแม่ทัพภาคใต้ ได้ประชุมด่วนแล้ว พรรคจะใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบเข้มข้น อาจแถลงและถกในสภาเร็วๆ นี้ เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่แค่กลุ่มทุน

ปชน. จัดทัพอาสาส้มขยายฐานเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ลุยใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบแลนด์บริดจ์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการทำงานสองทาง ทั้งขยายอิทธิพลในเมืองหลวงและปกป้องสิทธิประชาชนจากโครงการเสี่ยงภัย การเคลื่อนไหวนี้จะช่วยให้พรรคประชาชนก้าวสู่การเป็นทางเลือกหลักในเวทีการเมืองไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบโครงการใหญ่เช่นนี้จำเป็นมาก เพื่อป้องกันการใช้อำนาจไม่โปร่งใส ชาวกรุงเทพฯ และคนใต้ควรติดตามใกล้ชิด หากสนใจร่วมเป็นอาสาส้มหรืออยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อพรรคประชาชนได้ทันที เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ที่มา – ปชน. จัดทัพอาสาส้มขยายฐานเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ลุยใช้กลไกสภาฯ ตรวจสอบแลนด์บริดจ์

“ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัย บี้พิพัฒน์

“ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน เป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทย เมื่อนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแสดงจุดยืนเด็ดขาดต่อปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบผู้สูงอายุโดยตรง พร้อมเรียกร้องให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ชี้แจงกรณีการกักตุนน้ำมันที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

“ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.23 น. วันที่ 14 เมษายน 2567 ที่โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล เจตจอมทอง กรุงเทพฯ ตัวแทนพรรคประชาชนอย่าง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และนายณัฐชา ได้เข้าร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ควรเต็มไปด้วยความสุข แต่กลับถูกบดบังด้วยปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง

นายณัฐชา เน้นย้ำว่า ช่วงสงกรานต์ปีนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักสุดคือผู้สูงวัยกว่า 14 ล้านคนทั่วประเทศ ที่ต้องเผชิญค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ขาดแคลนและแพงมหาศาล สืบเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลาง การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุอีก 100 บาทต่อเดือน มองว่าไม่เพียงพอและไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงในการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ

ปัญหาน้ำมันดีเซลขาดแคลนกระทบผู้เดินทางกลับภูมิลำเนา

ประชาชนที่เดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ต้องเจอปัญหาเติมน้ำมันยากลำบาก ทุกครั้งที่แวะปั๊ม นึกถึงความรับผิดชอบของรัฐบาล โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ที่ถูกมอบหมายจากนายกฯ ให้ดูแลเรื่องนี้ แต่จนถึงบัดนี้ยังเงียบไม่ชี้แจง หลังถูกอภิปรายในสภาเรื่อง “ไอ้โม่ง” ที่กักตุนน้ำมันเก็งกำไร สร้างส่วนต่างราคา ส่งผลให้ราคาพุ่งและขาดตลาด

  • ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูง: จากสถานการณ์โลกและการกักตุนภายใน
  • น้ำมันขาดแคลน: โดยเฉพาะช่วงที่ประชาชนใช้รถเดินทางมากที่สุด
  • ผลกระทบผู้สูงวัย: ค่าครองชีพเพิ่ม ไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด
  • การอภิปรายในสภา: นายรังสิมันต์ โรม เผยหลักฐานคลังน้ำมันที่หายไป

นายณัฐชากล่าวว่า รัฐบาลต้องออกมาชี้แจงชัดเจนว่า ไอ้โม่งกักตุนกับผู้ปราบปรามต่างหากหรือไม่ หากเงียบต่อไป ประชาชนจะเข้าใจว่ารัฐบาลมีส่วนด้วย โดยเฉพาะนายพิพัฒน์ที่ถูกพาดพิงถึงความสัมพันธ์กับเจ้าของคลังน้ำมันที่ถูกกล่าวหา หลักฐานในสภาเปิดเผยจุดที่คลังน้ำมัน น้ำมันหายไปช่วงขาดแคลน แล้วขายออกเมื่อราคาขึ้น

เรียกร้องให้นายพิพัฒน์ตอบสังคม

ในที่เกิดเหตุ นายณัฐชา ย้ำว่า อย่าฉวยเทศกาลสงกรานต์มาตีเนียน ต้องขีดเส้นชัดเจน ขอให้พูดคุยกับประชาชน แก้ปัญหาช่วงเดินทางสูงสุด นอกจากนี้ ยังขอให้นายกรัฐมนตรีกำชับ รมว.ที่อ้างว่าเป็นคนเก่ง มาจัดการสถานการณ์ให้คลี่คลาย เป็นของขวัญปีใหม่ไทย

ประเด็น “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน สะท้อนปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ผู้สูงวัยซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของสังคม ควรได้รับการดูแลที่เข้มแข็งกว่านี้ ไม่ใช่แค่เพิ่มเบี้ยเล็กน้อย การกักตุนน้ำมันไม่เพียงกระทบราคา แต่ยังสะเทือนความเชื่อมั่นในรัฐบาล

จากข้อมูล สงครานต์ 2567 มีผู้เดินทางกว่า 20 ล้านคน สร้างความต้องการน้ำมันมหาศาล หากไม่แก้ไข วิกฤตจะยืดเยื้อ สังคมไทยต้องการความโปร่งใสจากผู้บริหาร เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก

สุดท้าย “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน เป็นเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านที่ประชาชนรอฟังคำตอบ คุณคิดว่ารัฐบาลควรจัดการอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

ที่มา – “ณัฐชา” ฉะรัฐบาลลอยแพผู้สูงวัยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ บี้ “พิพัฒน์” แจงปมไอ้โม่งตุนน้ำมัน

“ศิริกัญญา” นำทีม สส.กทม. ร่วมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก

“ศิริกัญญา” นำทีม สส.กทม. ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่น่าประทับใจในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ โดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำทีม สส.กรุงเทพมหานคร เข้าร่วมกิจกรรม “สวัสดีวันสงกรานต์ สุขใจ ผู้สูงวัยสำราญ” ณ โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2567

ศิริกัญญา นำทีม สส.กทม. ร่วมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอกกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก

“ศิริกัญญา” นำทีม สส.กทม. ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเคารพต่อผู้สูงอายุตามประเพณีไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสที่ สส.กทม. จากพรรคประชาชนอย่าง ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และ สส.ในเขตใกล้เคียง ได้เข้าใกล้ชิดประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยที่กำลังเผชิญปัญหาการดูแลสุขภาพและสวัสดิการในกรุงเทพฯ

สถานการณ์ผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ น่าเป็นห่วง

น.ส.ศิริกัญญา ชี้ให้เห็นว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คล้ายกับเมืองใหญ่ในหลายประเทศ มีบ้านพักคนชราและสถานอภิบาลผู้สูงวัยจำนวนมาก แต่ปัญหาความแออัด ขาดแคลนงบประมาณและบุคลากร ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ปัจจุบัน การดูแลผู้สูงอายุถูกจำกัดด้วยโครงสร้างการบริหารที่อำนาจส่วนใหญ่อยู่ที่หน่วยงานกลาง ทำให้ กทม. ไม่สามารถตอบสนองได้อย่างเต็มที่

ศิริกัญญา พูดถึงปัญหาผู้สูงอายุ กทม.

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ พรรคประชาชนผลักดันการแก้ไข พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร เพื่อกระจายอำนาจ ถ่ายโอนงบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์สู่ กทม. ทำให้การให้บริการสาธารณะรวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น

ประโยชน์จากการแก้ พ.ร.บ.กทม. เพื่อผู้สูงอายุ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า พ.ร.บ.กทม. ฉบับใหม่จะช่วยแก้ปัญหาเรื้อรังหลายประการ โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงวัย ผ่านกลไกดังนี้

  • กระจายอำนาจแบบ negative list ให้ กทม. จัดการบริการสาธารณะได้กว้างขวาง
  • เพิ่มรายได้ใหม่ เช่น ค่าธรรมเนียม พันธบัตร ร่วมทุน และนิติบุคคล
  • ปรับโครงสร้างสองชั้น: ผู้ว่าราชการ กทม. กับ ส.ก. และ นายกเขต/นคร กับ ส.ข.
  • เพิ่มการมีส่วนร่วมประชาชนผ่าน Townhall และการเสนอโครงการงบประมาณ

โครงสร้างใหม่ พ.ร.บ.กทม.ทีม สส.กทม. ร่วมกิจกรรมสงกรานต์ผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก

ด้านนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า ปัญหาสวัสดิการผู้สูงอายุเป็นเรื่องเรื้อรัง โดยเฉพาะในวิกฤตเศรษฐกิจที่กระทบกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย การช่วยเหลือที่ล่าช้าและไม่ทั่วถึง ทำให้สูญเสียโอกาส เราจำเป็นต้องเร่งปฏิรูประบบให้เข้าถึงสิทธิได้รวดเร็วและเป็นธรรม

กิจกรรม “ศิริกัญญา” นำทีม สส.กทม. ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก จึงไม่ใช่แค่พิธี แต่เป็นสัญญาณของการมุ่งมั่นแก้ปัญหาจริงจัง ในมุมมองของผู้เขียน การกระจายอำนาจสู่ กทม. จะเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

เรียกร้องให้คุณร่วมสนับสนุนนโยบายกระจายอำนาจ พรรคประชาชน เพื่อผู้สูงอายุ กทม. ที่ดีกว่า! แชร์บทความนี้และติดตามข่าวสารเพิ่มเติม

ที่มา – “ศิริกัญญา” นำทีม สส.กทม. ร่วมกิจกรรมรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ รพ.บางปะกอก

“ณัฐชา” ติง “พิพัฒน์” เงียบกริบ ปม “เสี่ยตือ”

“ณัฐชา” ปชน. ติง “พิพัฒน์” เงียบกริบ ไม่ตอบปม “เสี่ยตือ” กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแสดงความเห็นถึงกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เงียบสนิท ไม่ยอมชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องความเชื่อมโยงกับ “เสี่ยตือ” ในปม “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมันช่วงวิกฤตพลังงาน

“ณัฐชา” ปชน. ติง “พิพัฒน์” เงียบกริบ ไม่ตอบปม “เสี่ยตือ”

ในวันที่ 13 เมษายน 2567 นายณัฐชา ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายตั้งคำถามถึงนายพิพัฒน์ในสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ “เสี่ยตือ” และกรณี “ไอ้โม่ง” ที่ถูกกล่าวหาว่ากักตุนน้ำมัน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในช่วงราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นายณัฐชาย้ำว่านายพิพัฒน์ในฐานะรองนายกฯ และผู้เคยรับผิดชอบวิกฤตพลังงาน ไม่สามารถนิ่งเฉยได้ การเงียบไม่ตอบคำถามทั้งในสภาและต่อสาธารณะ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นายณัฐชา เรียกร้องให้นายพิพัฒน์ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหา หากยังเงียบต่อไป ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าผู้ตามล่า “ไอ้โม่ง” กับตัว “ไอ้โม่ง” อาจเป็นคนเดียวกัน ซึ่งจะกระทบความน่าเชื่อถือของรัฐบาลอย่างรุนแรง

ผลกระทบจากการเงียบของ “พิพัฒน์” ต่อรัฐบาล

การเงียบในช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังตามหาผู้กระทำผิดที่เอาเปรียบประชาชนท่ามกลางวิกฤต ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย นายณัฐชาเตือนว่านี่อาจเป็นชนวนเหตุทำให้ รัฐบาลอายุสั้น เพราะลดทอนความเชื่อมั่น แม้นโยบายรัฐบาลจะเขียนมาดี แต่การไม่สื่อสารในประเด็นที่ประชาชนสงสัย จะทำให้แก้ปัญหาไม่ได้

ประเทศไทยเผชิญความโกลาหลจากวิกฤตพลังงานก่อนเพื่อนบ้าน ทั้งที่ยิงกันไกลที่ตะวันออกกลาง สาเหตุหลักมาจากประชาชนขาดความมั่นใจในผู้นำ นายณัฐชาจึงฝากเตือนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หากยังจะใช้บริการนายพิพัฒน์ต่อ ต้องสั่งให้ชี้แจงด่วน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้คณะรัฐมนตรีและรัฐบาล

พื้นหลังปม “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน

วิกฤตนี้เริ่มจากราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลให้เกิดการกักตุนในประเทศ ผู้ที่ได้ประโยชน์คือพ่อค้าบางรายที่ถูกเรียกว่า “ไอ้โม่ง” “เสี่ยตือ” ถูกพาดพิงจากความใกล้ชิดกับนายพิพัฒน์ในอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านจึงตั้งคำถามเพื่อความโปร่งใส

  • เหตุผลที่ต้องชี้แจง: รักษาความน่าเชื่อถือรัฐบาล
  • ความเสี่ยงหากเงียบ: ประชาชนโกรธแค้นเพิ่ม รัฐบาลอายุขัยสั้น
  • ทางออก: สื่อสารเปิดเผย ใช้เทคนิคไม่ใช่แค่เงียบ
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันสูงกระทบทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ นายณัฐชา ชี้ว่าการทอดเวลายิ่งทำให้ประชาชนเดือดร้อนทุกวินาที รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเพื่อไม่ให้ปัญหาลุกลาม

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่ขาดการสื่อสารโปร่งใส หากรัฐมนตรีไม่ตอบสนอง อาจนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งใหญ่ในอนาคต

ความเห็นผู้เขียน: การเมืองไทยควรเน้นความโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่น คุณคิดว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลาย

ที่มา – “ณัฐชา” ปชน. ติง “พิพัฒน์” เงียบกริบ ไม่ตอบปม “เสี่ยตือ” เตือนนายกฯ ใช้งานต่อ ระวังรัฐบาลอายุสั้น

Scroll to top