ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

แคนดิเดตนายกฯ กับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ

แคนดิเดตนายกฯ กับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ

การดีเบตครั้งแรกก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ได้เปิดโอกาสให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคต่างๆ แสดงวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะประเด็นร้อนอย่างเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งแต่ละคนมีมุมมองที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในการดีเบตที่จัดโดยไทยรัฐทีวี แคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 8 คน จาก 8 พรรคการเมือง ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน), นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย), นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์), นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล (พรรคพลังประชารัฐ), นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ), นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) ได้เข้าร่วมแสดงจุดยืนและนโยบายของพรรคตนเอง

คำถามสำคัญในการดีเบตคือเรื่องจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ของแต่ละพรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะรอฟังเสียงประชาชน แต่จะเดินหน้าแก้บางเรื่องแน่นอน เช่น วุฒิสภา และการทำให้องค์กรอิสระมีความเป็นกลางมากขึ้น

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เน้นย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะผลักดันให้เรื่องการจัดการภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดมาในช่วงรัฐประหาร การแก้ไขจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ที่น่าสนใจคือ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประกาศชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมาตราใด โดยมองว่าปัญหามาจากตัวบุคคลมากกว่า

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เห็นต่าง โดยมองว่ารัฐธรรมนูญ 60 เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร การไม่แก้ระบบการเมืองจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาว่าทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า ไทยสร้างไทยจะไม่แก้หมวด 1 และ 2 แต่จะแก้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของประชาชน เช่น การให้ประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระได้

จะเห็นได้ว่า แคนดิเดตนายกฯ แต่ละคนมีมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างทางอุดมการณ์และแนวนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางใด

การแสดง จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ของแคนดิเดตนายกฯ ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการถกเถียงในประเด็นนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – แคนดิเดตนายกฯ เผยจุดยืนการแก้รัฐธรรมมูญ “ธีระชัย” ย้ำชัดไม่เห็นด้วยแน่นอน

พรรคประชาชน มั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ!

“เลขาฯ ติ่ง” มั่นใจพรรคประชาชนกวาดครบ 33 เขตเลือกตั้งใน กทม. มอง “เท้ง” ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100%

วันที่ 20 ธันวาคม 2568 นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงความมั่นใจในกระแสของพรรคประชาชนจะได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ ว่า ตนมั่นใจว่าจะสามารถรักษาพื้นที่ กทม. ได้เป็นอันดับ 1 จากการดูข้อมูลต่างๆ ความนิยมของพรรคประชาชนใน กทม. ก็ยังเป็นอันดับ 1 อยู่ รวมถึงกระบวนการคัดสรรผู้สมัครที่ผ่านมา ทั้งคนใหม่และคนเดิมก็ยังทำงานอย่างมุ่งมั่นได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งยังมั่นใจในทั้ง 33 เขตที่น่าจะได้ทั้งหมดในรอบนี้

ส่วนผลโพลที่ความนิยมของพรรคประชาชนลดลงจากการยกมือให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี รวมถึงไม่มี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาช่วยดึงดูดคะแนน พรรคประชาชนจะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ตอบว่า จากผลโพลที่ลดลงหลายคนกังวลว่าจะทำให้เราพ่ายแพ้หรือไม่ แต่ถ้าสังเกตให้ดีคะแนนที่ลดลงไม่ได้ไปอยู่ฝั่งไหน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ หมายความว่าในช่วงระยะเวลาที่เหลือประมาณ 50 วัน เราสามารถรณรงค์ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และเชื่อว่าประชาชนจะกลับมาให้การยอมรับและความเชื่อมั่นตัดสินใจเลือกพรรคประชาชนของเรา

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการปะทะกันอยู่ ในขณะที่พรรคประชาชนในอดีตเคยรณรงค์ว่าทหารมีไว้ทำไม แล้วถูกนำมาโจมตีในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำอย่างไร นายศรายุทธิ์ ยอมรับว่าที่ผ่านมาเราถูกโจมตีเรื่องนี้จากหลายทาง ซึ่งเรายังไม่สามารถชี้แจงให้กับประชาชนเข้าใจได้ทั้งหมด แต่ช่วงเวลาอีกประมาณ 50 วันนี้ ประชาชนจะตื่นตัว จะรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย เป็นโอกาสดีที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนได้ และยังเชื่อคะแนนของพรรค แม้ผลโพลจะลดลงเพราะคะแนนไปกองอยู่ที่คนยังไม่ตัดสินใจ

“หมายความว่าเขายังไม่ไปที่ไหน ยังคงรอเราอยู่ว่าเราสามารถชี้แจงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เพียงใด”

ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ปัจจุบันไม่เหมือนในอดีตที่มีกระแสเบื่อลุง แต่ครั้งนี้มีกระแสรักชาติจากสถานการณ์ชายแดนถือว่าพรรคเสียเปรียบหรือไม่ นายศรายุทธิ์ ระบุ คิดว่ากระแสการเลือกตั้งและสถานการณ์แต่ละครั้งต่างกัน แม้ครั้งนี้ไม่มีกระแสเบื่อลุง แต่ยังมีกระแสความไม่พอใจกับการแก้ปัญหาของรัฐบาล พรรคประชาชนชนะเลือกตั้งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มีรัฐบาลมา 2 ปีกว่ามีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 ครั้ง ขณะที่สถานการณ์ชายแดนก่อให้เกิดปัญหาต่อประเทศ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สแกมเมอร์ คิดว่าบรรยากาศปัจจุบันประชาชนรู้สึกหมดหวังกับสภาพที่กำลังเผชิญอยู่ ถ้าพรรคประชาชนมีนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน มีทีมบริหารที่ประชาชนเชื่อมือ เชื่อว่ายังมีโอกาสอยู่ และการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกจริงๆ

นายศรายุทธิ์ เผยต่อไปว่า เนื่องจากการเลือกตั้งที่ผ่านมายังมี สว.อยู่ และเมื่อย้อนหลังไป 15 ปี การเลือกตั้งไม่นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลตามเสียงของประชาชน ครั้งสุดท้ายคือปี 2554 ที่ประชาชนเลือก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และได้เป็นรัฐบาล แต่หลังจากนั้นผลการเลือกตั้ง 2 ครั้งสุดท้ายไม่ได้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล นี่คือโอกาสที่ประชาชนจะรู้สึกว่าครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญที่เขาจะมีส่วนเลือกอนาคตจริงๆ มั่นใจทีมงานพรรคประชาชนที่ทำงานมาต่อเนื่อง มั่นใจว่านโยบายของเราตอบโจทย์ประชาชนได้

เมื่อถามถึงจุดยืนเรื่องมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมหรือไม่ นายศรายุทธิ์ เผยว่า คงพูดไม่ได้ หลังมีคำตัดสินจากศาลรัฐธรรมนูญ “ผมคิดว่าจะดีกว่าถ้าเราไม่พูด และไม่พูดเรื่องนี้ในการเลือกตั้ง”

ส่วนปัญหาผู้สมัครคนเก่าไม่ได้ไปต่อกับพรรค นายศรายุทธิ์ ระบุว่า ผู้สมัครมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้ง เช่น เขตบางขุนเทียน อย่าง นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ อดีต สส.กทม. ก็ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต พร้อมบอกว่า พรรคมีความเป็นมวลชน ประชาชนสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมมีความเป็นเจ้าของ “ดังนั้นในการตัดสินใจเลือกแต่ละครั้ง บางเขตอาจมีผู้สมัครเยอะ แต่เราเลือกได้แค่คนเดียว สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยก็แสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่คิดว่าสมาชิกส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในการตัดสินใจของพรรคอยู่”

ขณะเดียวกัน นายศรายุทธิ์ ยังยอมรับด้วยว่า พรรคมีความสำคัญกว่าตัวบุคคล ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ แนวทางในการสร้างพรรคของเราคือพรรคเป็นสถาบันการเมืองอย่างแท้จริง ทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าของ ดังนั้น จะเห็นว่าความนิยมของพรรคจะสูงกว่าความนิยมของตัวบุคคล และคะแนนการเลือกตั้งในแต่ละเขตก็เป็นแบบนั้นในการเลือกตั้งปี 2566 มั่นใจว่าความแข็งแกร่งของพรรคมีมากกว่าตัวบุคคล

ส่วนคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีกระแสความนิยมของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เหมือนกับกระแสของนายพิธา ที่มีออร่ามากกว่านั้น นายศรายุทธิ์ เผยว่า ความนิยมของนายพิธา เกิดขึ้น 1 เดือนก่อนการเลือกตั้ง นายณัฐพงษ์ ยังมีเวลาเหลืออีก 7 สัปดาห์ที่จะทำให้มีกระแสความนิยมได้ ซึ่งเชื่อว่าความนิยมของตัวบุคคลก่อนการเลือกตั้ง เกิดจากประชาชนมีความหวังที่มีต่อพรรคและนโยบายของพรรค อยากให้พรรคนี้เป็นรัฐบาล ทำให้คะแนนความนิยมบุคคลเพิ่มตาม เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม นายณัฐพงษ์จะเจิดจรัสไม่น้อยกว่านายพิธา

สำหรับกรณีที่นายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่าหากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนจะไปเป็นฝ่ายค้าน เป็นการปิดทางจับมือในอนาคตหรือไม่ นายศรายุทธิ์ ตอบว่า ไม่ แต่นายณัฐพงษ์มองความเป็นไปได้ คงไม่ได้หมายความว่าปิดทาง 100% แต่เป็นสิ่งที่ชี้ว่าเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น ถ้าอยากเห็นพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลจะต้องเลือกให้พรรคอันดับ 2 และ 3 ไม่สามารถจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลได้ เชื่อว่าเนื้อหาที่นายณัฐพงษ์พูดน่าจะหมายถึงแบบนี้มากกว่า เพราะถ้าพรรคประชาชนไม่ชนะเด็ดขาดในโอกาสที่จะได้เป็นรัฐบาล พรรคอันดับ 2 และ 3 อาจจะจับขั้วกันเหมือนครั้งที่ผ่านมา.

พรรคประชาชนมั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ!

พรรคประชาชนยังคงมุ่งมั่นที่จะได้รับความไว้วางใจจากชาวกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง แม้ว่าผลสำรวจความคิดเห็นจะแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่ลดลงบ้าง แต่ทางพรรคยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพและนโยบายของตน

ทำไมพรรคประชาชนถึงมั่นใจกวาด 33 สส.กทม. ครบ?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนยังคงมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ได้แก่ ฐานเสียงที่แข็งแกร่งในกรุงเทพฯ ทีมผู้สมัครที่มีความสามารถ และนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

  • ฐานเสียงที่แข็งแกร่ง: พรรคประชาชนมีฐานเสียงที่มั่นคงในกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ
  • ทีมผู้สมัครที่มีความสามารถ: พรรคได้คัดเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน
  • นโยบายที่ตอบโจทย์: พรรคได้พัฒนานโยบายที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และสาธารณสุข ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนจะสามารถกวาดที่นั่ง สส. ในกรุงเทพฯ ได้ครบทั้ง 33 เขตหรือไม่นั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งได้

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของกรุงเทพฯ และประเทศไทย เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอีก 4 ปีข้างหน้า ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อเลือกผู้แทนที่ท่านไว้วางใจให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร

พรรคประชาชนยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การสร้างสังคมที่เป็นธรรม และการส่งเสริมประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคประชาชน อย่าลังเลที่จะให้โอกาสพรรคประชาชนได้รับใช้ท่าน

พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และพร้อมที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพวกเราทุกคน มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมด้วยการเลือกพรรคประชาชน!

ที่มา – มั่นใจพรรคประชาชนกวาดครบ 33 เก้าอี้ สส.กทม. มอง “เท้ง” ยังไม่ปิดโอกาสจับมือ 100%

รู้จัก “ศิริกัญญา ตันสกุล” ว่าที่นายกฯ พรรคประชาชน

ชวนรู้จักประวัติ “ไหม – ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกฯ หญิงคนเดียวของพรรคประชาชน นักเศรษฐศาสตร์สาว รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย เลือกตั้ง 2569 คราวนี้ มีลุ้นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศแล้ว โดยจะเปิดรับสมัครในช่วงวันที่ 27-31 ธันวาคม 2568 นี้แล้ว หลายพรรคการเมืองทยอยเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี รวมถึงพรรคประชาชน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 2 และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ฝ่ายยุทธศาสตร์การเมือง และที่ปรึกษาด้านนโยบาย แคนดิเดตลำดับที่ 3

ประวัติ “ศิริกัญญา ตันสกุล”

สำหรับประวัติของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ชื่อเล่น ไหม เกิดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2524 อายุ 44 ปี (ณ พ.ศ. 2568) จบการศึกษาระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรีและโทจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยตูลูส ประเทศฝรั่งเศส เคยทำงานให้กับสถาบันอนาคตไทยศึกษา (Thailand Future Foundation) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

เส้นทางการเมืองของ ศิริกัญญา ตันสกุล

น.ส.ศิริกัญญา เข้ามาร่วมงานการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย โดยการชักชวนจาก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้น และลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15 โดยได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก และยังได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจของสภาผู้แทนราษฎรไทย ชุดที่ 25 ด้วย. กระทั่งวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 7 ต่อ 2 เสียง ยุบพรรคอนาคตใหม่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 10 ปี จากกรณีกู้ยืมเงินจากนายธนาธร จำนวน 191 ล้านบาท เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560

ในขณะนั้น น.ส.ศิริกัญญา พร้อมด้วย สส.ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจึงย้ายมาสังกัดพรรคก้าวไกล และที่ประชุมพรรคได้เลือกให้เป็นรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่ผ่านมา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล มักมีบทบาทสำคัญ โดยรับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล แต่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคก้าวไกล เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ซึ่งในเวลาต่อมา สส. ต่างย้ายไปสังกัดพรรคใหม่ คือ พรรคประชาชน ซึ่งภายหลังการประชุมใหญ่วิสามัญครั้งแรกในนามพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ชี้แจงว่าไม่มีความประสงค์ในการรับการเสนอชื่อเป็นหัวหน้าพรรคแข่งกับ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จึงเป็นรองหัวหน้าพรรค และยังคงดูแลฝ่ายนโยบายของพรรคเช่นเดิม

ต่อมาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เสนอเพียง นายณัฐพงษ์ เพียงคนเดียวในบัญชี แต่ในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะถึงนี้ พรรคตัดสินใจเสนอชื่อ 3 คน คือ นายณัฐพงษ์, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นายวีระยุทธ ที่เชื่อมั่นว่ามีศักยภาพมากพอ พร้อมกับแสดงวิสัยทัศน์และชูนโยบาย “ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน – ไทยทันโลก” (อ่านเพิ่มเติม : “ณัฐพงษ์-ศิริกัญญา-วีระยุทธ” ไม่พลิกโผนั่ง 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน) หลังจากนี้คงต้องลุ้นกันต่อว่าการเลือกตั้งใหญ่ครั้งนี้ พรรคประชาชนจะได้เก้าอี้ตามที่คาดหวังว่าอยากจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่ รวมถึงคดี 44 สส. ที่ยังต้องลุ้นกันต่อ เนื่องด้วย น.ส.ศิริกัญญา และ นายณัฐพงษ์ ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย.

เจาะลึกประวัติ ศิริกัญญา ตันสกุล

การก้าวเข้าสู่สนามการเมืองของ ศิริกัญญา ตันสกุล นั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง จากนักเศรษฐศาสตร์ สู่ผู้แทนประชาชน และตอนนี้เป็นถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหญิงเพียงคนเดียวของพรรคประชาชน เส้นทางของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – ประวัติ “ศิริกัญญา ตันสกุล” แคนดิเดตนายกฯ หญิงคนเดียวของพรรคประชาชน

ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์ เปิดตัวทีมบริหารประเทศ

“ณัฐพงษ์” ร่วมประชุมใหญ่ปีกแรงงานพรรคประชาชน ชวนจับตาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ มั่นใจมัดใจประชาชนได้

วันที่ 14 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม Maple Hotel นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนกับสมาชิกเครือข่ายแรงงานพรรคประชาชน พร้อมกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

นายณัฐพงษ์ ระบุว่าในกิจกรรมขอโทษประชาชนเมื่อวานนี้(13 ธ.ค.) แม้ผู้สนับสนุนพรรคหลายคนจะแสดงความเห็นด้วยความเข้าใจว่าพรรคตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร แต่ตนเชื่อว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารพรรคที่จะต้องรับฟังความรู้สึกเจ้าของพรรคทุกคน แม้ที่ผ่านมาพรรคประชาชนจะให้สมาชิกแสดงความเห็นกันเข้ามา และกว่า 70-80% จะเห็นด้วยไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่พรรคตัดสินใจ แต่ก็ยังมีอีกประมาณ 30% ที่เห็นต่างไปอีกแบบหนึ่ง

เพราะฉะนั้นในความเป็นพรรคมวลชน สิ่งที่จำเป็นก็คือการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสมาชิกทุกคน พรรคไม่ได้ยึดหลักแค่ว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้องโดยยึดเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นความเป็นพรรคมวลชนก็จะค่อยๆ เล็กลง ทุกการตัดสินใจต่อจากนี้จะมีเรื่องยากอีกมากเต็มไปหมด ดังนั้นการเป็นพรรคมวลชนที่เติบโตขึ้นได้ต้องตัดสินใจร่วมกัน ยึดเสียงส่วนใหญ่ก็จริง แต่ก็ต้องรับฟังเสียงส่วนน้อยและแสดงความรับผิดชอบต่อคนทุกกลุ่มที่เป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า 2 ปีที่ผ่านมาที่พรรคประชาชนเดินทางมาถึงวันนี้ ชนะการเลือกตั้งแต่โดนเสียง สว. ฉุดรั้งไว้ พิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่เรื่องการทำบันทึกข้อตกลง (MOA) เองที่บางส่วนอาจจะมองว่าถูกเขาหลอกหรือไม่ ตนเห็นว่าที่จริงแล้วนี่เป็นวิถีในการทำงานการเมืองแบบที่พรรคประชาชนตั้งใจทำมา และสิ่งที่ทุกคนทำงานมามันสร้างความสำเร็จหลายอย่าง ตอนนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่คุ้มครองสิทธิลาคลอดก็ผ่านไปแล้ว นี่คือผลงานของทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ร่วมกัน ยังมีอีกหลายอย่างที่ทุกคนผลักดันร่วมกันได้สำเร็จ ในปีถัดไปเรายังมีวาระที่ต้องทำกันต่อไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีวันหยุดสัปดาห์ละ 2 วัน และยังมีสิทธิอื่นๆ ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันผลักดันต่อจากนี้

ในเรื่องของบอร์ดประกันสังคม ตามที่ทุกคนได้ทราบข่าวล่าสุด มีความน่าสงสัย กำลังจะมีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ แต่อยู่ดีๆ กลับมีการออกระเบียบในการเลือกบอร์ดประกันสังคมที่ไม่ได้มีตัวแทนจากฝั่งนายจ้างและผู้ประกันตน แต่เอาฝั่งข้าราชการมาออกกฎระเบียบทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องเฝ้าจับตามอง การทำงานของทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ผ่านมามีความสำเร็จหลายด้าน อย่างเช่นการเพิ่มสิทธิในการดูแลเด็กเล็ก หรือสิทธิดูแลในยามว่างงานที่เพิ่มขึ้น มีหลายอย่างที่มีการทำงานอยู่เบื้องหลังที่ไม่ได้ออกหน้าข่าวมาก แต่การทำงานการเมืองเช่นนี้ที่เรายึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จะเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้เมื่อถึงวันเลือกตั้งสุดท้ายประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าจากผลสำรวจคะแนนความนิยมของพรรคการเมือง คะแนนก้อนใหญ่ที่สุดก็คือคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ โดยสถานการณ์ที่รุมล้อมพรรคประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เรื่องเอ็มโอเอ หรือเรื่องใดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แนวโน้มผลโพลจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่ถ้ามองดูตัวเลขทุกพรรคการเมืองมากาง พรรคประชาชนยังมีฐานที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทุกพรรคอยู่ดี สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาชนมีผู้สนับสนุน มีคนที่เห็นการทำงานของพรรคอย่างเข้มข้นมาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ทุกคนในพรรคทำงานสะสมกันมา และทำให้ประชาชนเชื่อใจว่าพรรคทำเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศแน่นอน แล้วฐานนี้เติบโตและใหญ่ขึ้นทุกวัน

ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ

ทำไมนายณัฐพงษ์ ถึงย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ?

นายณัฐพงษ์ได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และย้ำถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจและศรัทธาให้กับประชาชน สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศถือเป็นก้าวสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์เเละเเผนการทำงานของพรรค เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้จริง

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชน และการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะสื่อสารกับประชาชน และรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงเแก้ไขแผนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

โดยสรุป การที่ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคประชาชน ในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาที่ยั่งยืน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “ณัฐพงษ์”ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ

นิด้าโพล: เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง

นิด้าโพลเผยผลสำรวจล่าสุด ชี้ คนไทยจำนวนมาก ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง พรรคประชาชน (ปชน.) ของ “เท้ง” ณัฐพงษ์ คะแนนนิยมลดลง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คะแนนพุ่งสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 4/2568” โดยทำการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ทั่วประเทศ จำนวน 2,500 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 4-12 ธันวาคม 2568 เกี่ยวกับคะแนนนิยมทางการเมือง การสำรวจนี้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) จากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” และเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0

ผลการสำรวจพบว่า เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 คือ ร้อยละ 40.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 17.20 ระบุว่าเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) อันดับ 3 ร้อยละ 12.32 ระบุว่าเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อันดับ 4 ร้อยละ 10.76 ระบุว่าเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) และอันดับอื่นๆ เป็นผู้สมัครจากพรรคอื่นๆ

ในส่วนของพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุน พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.36 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ อันดับ 2 ร้อยละ 25.28 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 ระบุว่าเป็นพรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 4 ร้อยละ 11.04 ระบุว่าเป็นพรรคเพื่อไทย และอันดับอื่นๆ เป็นพรรคอื่นๆ ที่ได้รับคะแนนเสียงน้อยกว่า

เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อเปรียบเทียบผลสำรวจทั้ง 4 ไตรมาส พบว่า คะแนนนิยมของพรรคประชาชนและตัวบุคคลลดลงอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังคงเป็นอันดับต้นๆ ก็ตาม ในขณะเดียวกัน สัดส่วนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซงกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 หลังจากที่มีการทำ MOA ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค พบว่าคะแนนนิยมทั้งในส่วนของตัวบุคคลและพรรคมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ทำไมคนถึงยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง?

ปัจจัยที่อาจส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง อาจมาจากหลายสาเหตุ เช่น ความไม่พอใจต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ หรืออาจเป็นเพราะยังไม่มีพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง อาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงการแข่งขันที่สูงขึ้นจากพรรคการเมืองอื่นๆ ในขณะที่การที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของประชาชนในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น การเลือกตั้งครั้งหน้ายังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน ดังนั้น พรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนยังคงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ พรรคการเมืองต่างๆ จะมีกลยุทธ์อย่างไรในการช่วงชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซง และปัจจัยใดที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และผลการเลือกตั้งครั้งหน้ายังคงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก สิ่งที่สำคัญคือประชาชนควรศึกษาข้อมูลและนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างรอบคอบ ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

ที่มา – เท้ง-ปชน. คะแนนนิยมลด คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครแซงที่ 1-ปชป. คะแนนพุ่ง

ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา

พรรคประชาชนเรียกประชุม สส. ต่อเนื่องจากประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพูดคุยถึงแนวทางหลังจาก ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา ช่วงเช้าวันนี้

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 00.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชนว่า ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภาแล้ว และการประชุมร่วมรัฐสภารวมถึงการแถลงข่าวของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคเสร็จสิ้นแล้ว พรรคประชาชนได้เรียกประชุม สส. ต่อที่อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นการหารือถึงแนวทางของพรรคหลังจากนี้ จากนั้นในวันนี้ (12 ธ.ค.) ต่อเนื่องกัน จะมีการประชุมผู้บริหารพรรคตลอดทั้งวัน เพื่อหารือว่าพรรคประชาชนจะดำเนินการอย่างไรต่อ

ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา

การตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรีถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง ทำให้ทุกพรรคการเมืองต้องเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น พรรคประชาชนเองก็เช่นกัน การที่ ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา อย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงสถานการณ์และความมุ่งมั่นที่จะวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง การประชุมภายในพรรคครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรค

ความสำคัญของการประชุม สส. และผู้บริหารพรรค

การประชุม สส. และผู้บริหารพรรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางของพรรคในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การหารือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค แต่ยังเป็นการระดมสมองเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการนำเสนอพรรคต่อประชาชน พรรคประชาชนจำเป็นต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจและดึงดูดคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือกันในการประชุม ได้แก่

  • การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรค
  • การสรรหาผู้สมัคร สส. ที่มีคุณภาพ
  • การวางแผนการหาเสียงและประชาสัมพันธ์
  • การเตรียมความพร้อมด้านการเงินและทรัพยากรอื่นๆ

ผลจากการประชุม ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา ในครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การตัดสินใจและแนวทางที่พรรคกำหนดขึ้น จะส่งผลต่อความนิยมของพรรคและโอกาสในการได้รับเลือกตั้ง ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคประชาชนและต่อการเมืองไทยโดยรวม

การเมืองไทยหลังการยุบสภาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่สูง พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับตัวและวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การที่พรรคประชาชนเร่งดำเนินการประชุมและหารือกันภายในพรรค แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองที่กำลังจะมาถึง

ติดตามข่าวสารการเมืองและผลการประชุมของพรรคประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมือง

ที่มา – ปชน. เรียกถก สส. ต่อ ก่อนประชุมผู้บริหารพรรค คุยแนวทางหลังยุบสภาช่วงเช้าวันนี้

“เท้ง” ยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ทำตามเอ็มโอเอ

“เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ พลิกมติหน้างาน ไม่เชื่อโน้มน้าวสว.ไม่ได้ ยังพอใจอย่างน้อยคำถามประชามติข้อ 1 ผ่านสภา หวังครม.นำไปปฏิบัติ

เมื่อเวลา 23.27 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันไม่สามารถยอมรับอำนาจของสว.ในการร่วมโหวตร่างรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็รู้จุดยืนของพรรคประชาชนดีอยู่แล้ว จึงอยากให้ประชาชนร่วมติดตามในการทำหน้าที่ว่าเอ็มโอเอที่ถูกฉีกเกิดจากใครกันแน่ ยืนยันพยายามทำตามกรอบที่จำกัดภายในอำนาจที่มีอยู่ ทุกจังหวะย่างก้าวเราพยายามใช้ทุกเสียงที่เรามีผลักดันอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ได้เป็นร่างหลัก เป็นร่างที่ยังพอรับได้

แต่สิ่งที่ได้คุยกับสมาชิกพรรคภูมิใจไทยบางส่วนก็รู้สึกผิดหวังไม่อยากให้เป็นแบบนี้ มีการปรับหน้างานให้เป็นแบบนี้ทั้งที่มีมติวิปกันไปแล้ว หลังจากนี้จะไว้ใจภูมิใจไทยได้อีกหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้ชัดแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข เหตุการณ์ที่ทุกคนบอกว่าเกิดขึ้นหน้างาน แต่อย่างน้อยวันนี้คำถามประชามติครั้งที่1 ยังผ่านที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ อย่างน้อยคณะรัฐมนตรีควรจะมีมติทำประชามติ

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวอีกว่า เอ็มโอเอคือสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เราไม่ได้ตัดสินใจบนความเชื่อใจกันอย่างเดียว แต่ตัดสินใจด้วยข้อตกลงเอ็มโอเอ ขอย้ำว่ามติก่อนหน้านี้ก็ยืนตามกมธ.เสียงข้างมาก ต้องถามกลับไปยังภูมิใจไทยว่าทำไมจู่ๆถึงเปลี่ยนมติ

เมื่อถามว่าภราดร ปริศนานันทกุล บอกไม่สามารถสั่งสว.ได้ เชื่อหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาชนบอกว่าต้องไปดูว่าทำไมสามารถผ่านวาระหนึ่งมาได้ หากบอกว่าไม่สามารถโน้มน้าวได้ ในมุมหนึ่งหากโหวตตามกมธ.เสียงข้างมาก ยังเหลือเวลาอีก 15 วันในการทำความเข้าใจกับสว. ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีกว่า

“เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ ไม่เชื่อโน้มน้าว สว. ไม่ได้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ล่าสุด “เท้ง” ออกมายืนยันว่าพรรค “ภูมิใจไทย” ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงเอ็มโอเอ (Memorandum of Agreement) ที่ได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ประเด็นนี้สร้างความไม่พอใจและเกิดคำถามถึงความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทยในการร่วมงานทางการเมืองต่อไปในอนาคต

ทำไม “เท้ง” ถึงยืนยันว่า “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ?

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมากล่าวถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่าพรรคภูมิใจไทยได้มีการ “พลิกมติหน้างาน” ซึ่งขัดแย้งกับข้อตกลงที่เคยมีร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคประชาชนยังแสดงความผิดหวังต่อการกระทำดังกล่าว และตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต

การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “เท้ง” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวที่เกิดขึ้นระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในภาพรวม การที่พรรคการเมืองหนึ่งออกมากล่าวหาอีกพรรคหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาถึงการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ถือเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักสำหรับการทำงานร่วมกันในอนาคต

นอกจากประเด็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอแล้ว “เท้ง” ยังได้กล่าวถึงอำนาจของ สว. ในการร่วมโหวตร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในวงกว้าง พรรคประชาชนมีความชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับการที่ สว. มีอำนาจในการโหวตร่างรัฐธรรมนูญ และมองว่าการกระทำของพรรคภูมิใจไทยเป็นการยอมรับอำนาจดังกล่าว

แม้จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น แต่ “เท้ง” ก็ยังแสดงความพอใจที่อย่างน้อยคำถามประชามติข้อที่ 1 ได้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา และหวังว่าคณะรัฐมนตรีจะนำไปปฏิบัติจริง การทำประชามติถือเป็นกระบวนการสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศไทย ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และบทบาทของ สว. ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศในวันหน้า

การที่พรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหาว่า “ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ” ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชนและพรรคการเมืองอื่นๆ การแก้ไขสถานการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทยว่าจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างไร

สถานการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคนว่า การรักษาคำพูดและปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน หากนักการเมืองไม่สามารถรักษาคำพูดได้ ก็ยากที่จะได้รับการสนับสนุนและความเคารพจากประชาชน

มาร่วมกันติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมกันสร้างสังคมที่นักการเมืองมีความรับผิดชอบและเคารพในคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

ที่มา – “เท้ง” ยืนยัน “ภูมิใจไทย” ไม่ปฏิบัติตามเอ็มโอเอ ไม่เชื่อโน้มน้าว สว. ไม่ได้

“เท้ง ณัฐพงษ์” จี้รัฐ เร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิตหาดใหญ่

“เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่

“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” เรียกร้องรัฐบาล เร่งฟื้นฟูทำความสะอาดหาดใหญ่ หลังน้ำลด พร้อมเร่งระดมคนค้นหาร่างผู้เสียชีวิต เนื่องจากยังมีผู้เสียชีวิตตกค้างอยู่ในบ้านที่ถูกน้ำท่วม

วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ลงประจำการพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมทีมงานพรรคประชาชน เพื่อทำภารกิจสำคัญหลังน้ำท่วมใหญ่ เฟสต่อไปก็คือการฟื้นฟูบ้านเรือน ที่อยู่อาศัยของพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอยู่ รวมทั้งเร่งระดมกำลังค้นหาร่างผู้เสียชีวิตและเยียวยาประชาชน

นายณัฐพงษ์ระบุว่า ขณะนี้บ้านเรือนและร้านรวงต่างๆ รวมทั้งโรงงานในสงขลาหลายร้อยแห่งล้วนได้รับความเสียหายอย่างหนัก ต้องอาศัยน้ำประปาทำความสะอาด การปล่อยน้ำก็ต้องค่อยๆ เพิ่มแรงดันเพื่อป้องกันท่อแตก น้ำประปาจึงค่อยๆ ไหลและยังไม่สามารถใช้ได้ตามปกติ

เฟสฟื้นฟูและทำความสะอาดบ้านเรือนหลังน้ำท่วมต้องอาศัยอุปกรณ์หลายอย่าง ทั้งถุงดำเพื่อขจัดสิ่งปฏิกูล กองขยะมหาศาลที่กำลังล้นเมือง ต้องอาศัยแรงงานจากนอกพื้นที่จำนวนมากเพื่อเร่งกำจัดขยะที่กำลังเริ่มส่งกลิ่นเน่าเหม็นในหลายแห่งโดยเฉพาะบริเวณตลาดกิมหยง และต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค ต้องมีการจัดการระบบไฟฟ้า ตรวจสอบโครงสร้างบ้าน ตลอดจนจัดการเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน 

นอกจากเฟสฟื้นฟูพื้นที่แล้ว เฟสที่สำคัญไม่แพ้กันคือการเร่งระดมสรรพกำลังเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วม

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งจากสาเหตุน้ำท่วมและไม่ทราบสาเหตุ รวมถึงเสียชีวิตจากโรคประจำตัวและไม่สามารถเดินทางไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลได้ อันเนื่องมาจากสาเหตุน้ำท่วมหนัก ตลอดจนร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกกระแสน้ำพัดมาและถูกเก็บกู้โดยหน่วยกู้ภัยที่สามารถเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ขณะเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนขณะน้ำท่วม 

ปัจจุบันยังมีผู้เสียชีวิตตกค้างอยู่ในบ้านที่ถูกน้ำท่วมอยู่บ้าง ทำให้ตัวเลขที่ทางการรายงานและตัวเลขจากสถานการณ์จริงอาจยังคลาดเคลื่อนกันอยู่ เนื่องจากยังมีการลำเลียงเคสดำ หรือร่างผู้เสียชีวิตเข้าตรวจสอบ รัฐต้องเร่งระดมกำลังเพื่อค้นหาผู้ประสบภัยเพิ่มเติมและเร่งเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตโดยด่วน

นอกจากนี้ เรื่องสำคัญอีกเรื่องคือการเร่งเยียวยาประชาชนทั้งผู้ประสบภัยที่เป็นประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ

นายณัฐพงษ์ย้ำว่าประเด็นการเยียวยาประชาชนนั้น รัฐต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ ทั้งในส่วนของเงินช่วยเหลือเยียวยา ค่าครองชีพอื่นๆ เช่น ค่าน้ำ – ค่าไฟ การพักชำระหนี้ การให้กู้ฉุกเฉินแบบปลอดดอกเบี้ย สินเชื่อสำหรับเงินทุนหมุนเวียน ตลอดจนการจัดหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจพื้นที่น้ำท่วมเพื่อคืนวิถีชีวิตปกติของประชาชนโดยเร็ว 

พรุ่งนี้ นายณัฐพงษ์จะเข้าพื้นที่พร้อมทีมงาน เพื่อรวบรวมข้อมูลและเตรียมนำเสนอแผนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ รวมถึงการฟื้นฟูสภาพเมือง มาตรการเยียวยาผู้ประสบภัย และแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

ทำไมรัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิต?

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ครั้งนี้ สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การที่ “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่ จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็น เพราะการดำเนินการที่รวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้สูญเสีย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาวก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ภาครัฐควรเข้ามาสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อีกครั้ง

“เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่ เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ รัฐบาลเร่งเก็บกู้-ค้นหาร่างผู้เสียชีวิตในพื้นที่หาดใหญ่

“ณัฐพงษ์” ชวนส่งพลัง! พรรคประชาชนเสียงเกินครึ่ง

“ณัฐพงษ์” ยืนยันพรรคประชาชนตรงไปตรงมา เสนอชื่อ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคได้รับเลือกตั้งครึ่งหนึ่งของสภาฯ ให้ไปจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำการพรรคประชาชน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุปัญหาของประเทศไทยทั้ง ปัญหาสังคม เศรษฐกิจ โดยระบุว่า เด็กไทย 13% แคระแกร็น และมากขึ้นทุกปี เด็กไทย 1 ล้านคนหลุดจากระบบการศึกษา ประชาชนมีอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนน 18,000 ต่อปี โดยในจำนวนนี้ 74% มาจากการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ และ 86% ของคนไทยวันเกษียณยังต้องทำงาน

เสนอตั้งหน่วยฉก.ยึดทรัพย์ทุนเทา

นายณัฐพงษ์ เปรียบประเทศไทยคือสมาร์ทโฟน แต่เป็นสมาร์ทโฟนที่มีปัญหาที่ตัวระบบ ต้องสร้างแพลตฟอร์มที่ดีให้คนอยากย้ายเข้าประเทศ ไม่ใช่อยากย้ายออก ยืนยัน นโยบาย “ ไทยไม่เทา – ไทยเท่ากัน และไทยทันโลก” โดยเสนอให้ตั้งหน่วยเฉพาะกิจยึดทรัพย์ เอาระบบเอไอเข้าไปจับ ยึดทรัพย์ก่อนแล้วเรียกมาคุยกัน

หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า ในระดับภูมิภาคเสนอให้ตั้งศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ ข่าวกรองแม่น้ำโขง ต้องทำการทูตสง่างาม ยึดผลประโยชน์ชาติ ไม่เลือกข้าง แต่ยึดหลักการ เอาวาระของโลกเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ต้องไปหงอ ทำตัวเล็กๆกับประเทศมหาอำนาจ

ปฏิรูประบบราชการ

ส่วนในเรื่องของเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มทักษะ มองวาระสูงวัยให้เป็นโอกาสในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์คนสูงวัย ใช้องค์ความรู้พัฒนาการเกษตรให้พลิกฟื้น ใช้นโยบาย Fair and Fight ใช้พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า สู้ทุนเทาครองเมือง

ขณะที่การพัฒนาระบบราชการใหม่ ต้องรีบกอบกู้ความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยยึดความโปร่งใส ประสิทธิภาพ สร้างความมีส่วนร่วมกับประชาชน ไม่ทนคอร์รัปชัน ปฏิรูปงบประมาณ กิโยตินกฎหมายและกระจายอำนาจ

รัฐบาลต้องเอาจริง

เช่นเดียวกับการลงทุนคุณภาพชีวิตใหม่ ขอเน้นเรื่องที่ดินและสิ่งแวดล้อม ต้องปฏิรูปที่ดิน เพราะมีที่ดินที่มีโฉนดประมาณ 100 ล้านไร่ มีผู้ถือครองประมาณ 20 ล้านคน โดย 100 คนใน 20 ล้านคน ถือครองที่ดินไปแล้วครึ่งหนึ่งของประเทศ รัฐบาลที่จะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ต้องเป็นรัฐบาลที่เอาจริง มีเจตจำนงทางการเมือง เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะกับตำแหน่งงาน ไม่ได้มาจากการโควตาทางการเมือง และควรวางบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกให้เหมาะสม

เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

จากนี้พรรคประชาชนจะทยอยเปิดตัวคณะทำงานออกมาเรื่อยๆ อย่าเชื่อข้อมูลที่คาดเดาว่าใครจะมาเป็นว่าที่รัฐมนตรีของพรรค ขอยืนยันว่าเป็นเฟกนิวส์ พร้อมเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนทั้ง 3 คน ประกอบด้วย

  1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
  2. ศิริกัญญา ตันสกุล
  3. รศ.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

ขอเลือกตั้ง ปชน.เกินครึ่ง

นายณัฐพงษ์เชื่อว่าแคนดิเดตของพรรคทุกคนมีศักยภาพ โดยเฉพาะ น.ส.ศิริกัญญา และรศ.วีระยุทธ รู้เรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ มีความรู้ความสามารถ สาเหตุที่ต้องประกาศลำดับให้ชัดเจน เพราะต้องการตรงไปตรงมากับประชาชน หากเกิดเหตุการณืไม่คาดฝันจะได้รู้ว่าใครจะรับช่วงต่อไป  ทั้งนี้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า เงื่อนไขการเมืองอื่นๆเริ่มคลายล็อกไปบ้างแล้ว จำเป็นต้องได้ใบอนุญาตที่1 ถ้าเราได้ 20 ล้านเสียง ถ้าได้ครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะมีใครปฏิเสธพรรคประชาชนเป็นรัฐบาลได้อีกหรือ จึงขอให้ช่วยส่งต่อพลัง เพื่อจะได้รู้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงแล้วจริงๆ

พร้อมกำจัดคอรัปชันให้ไทยไม่เทา

พร้อมยืนยันด้วยว่า คนเป็นผู้นำรัฐบาลต้องกล้าจัดการ หากพบว่าคนในรัฐบาลหรือรัฐมนตรีไม่สุจริต ดังนั้นพรรคประชาชนขอยืนยันว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะทำทุกวิถีทางทำให้ไทยไม่เทา กำจัดธุรกิจคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศนี้

“ณัฐพงษ์” เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเรียกร้องให้ประชาชนช่วยส่งต่อพลัง สนับสนุนและเลือกพรรคประชาชนให้ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งของสภา เพื่อให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลและเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริง โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่

ทำไมต้องส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง

การที่พรรคประชาชนได้รับการสนับสนุนจนได้เสียงเกินครึ่ง ไม่เพียงแต่จะทำให้พรรคสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เท่านั้น แต่ยังเป็นการมอบอำนาจและความไว้วางใจให้พรรคสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนได้อย่างเต็มที่ การมีเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น จะทำให้พรรคมีเสถียรภาพในการบริหารประเทศและผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ณัฐพงษ์” จึงขอให้ประชาชนทุกคนร่วมกันส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง

พรรคประชาชน มีนโยบายที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน การปฏิรูประบบราชการ และการสร้างความเป็นธรรมในสังคม การที่พรรคได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง จะทำให้พรรคมีอำนาจในการต่อต้านและกำจัดอิทธิพลของกลุ่มทุนเทา และสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

การส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง คือการมอบโอกาสให้ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น การมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ จะทำให้ประเทศสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง และสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของเรา

มาร่วมกันส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง เพื่อสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม! ร่วมสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศของเรา!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” เรียกร้องช่วยส่งต่อพลังให้พรรคประชาชนได้เสียงเกินครึ่ง จัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนแปลงประเทศ

Scroll to top