ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ

ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ พร้อมรับฟังปัญหาจากพื้นที่

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้ลงพื้นที่ จ.นราธิวาส เพื่อติดตามคดีระเบิดปั๊มน้ำมัน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ รวมถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและการหาแนวทางป้องกันในระยะยาว

เสียงสะท้อนจากหน่วยความมั่นคงและการปฏิบัติงานจริง

จากการรายงานของ กอ.รมน. และกรมทหารพรานที่ 44 พบว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังคงมีความซับซ้อน โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม BRN อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือเรื่องของอัตรากำลังพลที่ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับภัยคุกคามในปัจจุบัน ทางด้านทหารได้สะท้อนปัญหาอย่างตรงไปตรงมาว่า ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ เหตุการณ์ในลักษณะนี้ทุกจุด เนื่องมีการปรับลดกำลังพลลงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี

  • การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดอย่างเป็นธรรม
  • ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลในพื้นที่เสี่ยงภัย
  • แนวทางการปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยในแหล่งชุมชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริมว่า ทางพรรคประชาชนและฝ่ายค้านพร้อมที่จะผลักดันการจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัยและจำเป็น เพื่อเสริมศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น การที่เจ้าหน้าที่สามารถระบุตัวบุคคลผู้ก่อเหตุได้แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด

ในฐานะมุมมองจากผู้ติดตามสถานการณ์ ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่แค่เรื่องของกองกำลังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการสื่อสารระหว่างฝ่ายการเมืองและผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน การที่ ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ และลงลึกถึงปัญหาอย่าง ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าภาครัฐจะหันมาทบทวนรูปแบบการจัดวางกำลังและทรัพยากรใหม่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการพิจารณาใหม่ของฝ่ายการเมืองจะเปลี่ยนบทบาทของกองกำลังในพื้นที่ไปในทิศทางใด

ที่มา – ผู้นำฝ่ายค้าน รุดติดตามเหตุระเบิดปั๊มที่นราฯ ด้านทหารสะท้อน กำลังพลไม่พอรับมือ

ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ

ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานีเพื่อติดตามประเด็นร้อนแรงที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของพี่น้องภาคใต้ โดยเฉพาะเรื่อง ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งในส่วนของโครงการโรงไฟฟ้าขยะที่ชาวบ้านกังวล และความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลในพื้นที่อ่าวปัตตานี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับฟังปัญหาจากชาวบ้าน แต่ยังเป็นการนำทีมคณะกรรมาธิการมาเพื่อร่วมวางแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่า ปัญหาโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ยามูนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังขาดการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและทั่วถึง ทำให้เกิดเป็นข้อกังวลอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโครงการยังไม่มีการดำเนินการใดๆ จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะเปิดเวทีรับฟังและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกับคนในพื้นที่ต่อไป

แนวทางแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ

สำหรับประเด็นอ่าวปัตตานี ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติอันล้ำค่าของจังหวัด พบว่าระบบนิเวศได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในอดีต ทำให้สันดอนทรายและการไหลเวียนของน้ำเปลี่ยนไป ชาวประมงท้องถิ่นสะท้อนว่าสัตว์น้ำจับได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด การที่ ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ จึงเป็นข้อเสนอแนะเชิงวิชาการและวิถีชาวบ้านที่น่าสนใจ เพื่อให้น้ำทะเลหนุนเข้าสู่ระบบนิเวศอ่าวได้ดีขึ้น

ข้อเสนอในการฟื้นฟูพื้นที่อ่าวปัตตานี มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การเปิดปากอ่าวให้กว้างขึ้นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำทะเล
  • การจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
  • การให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อมูลต่อสภาอย่างโปร่งใส
  • การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาพื้นที่อ่าวปัตตานี

เรื่องราวของ ณัฐพงษ์ ลุยปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวฟื้นนิเวศ เป็นบทพิสูจน์ว่า การจัดการปัญหาขยะและการฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่สามารถใช้วิธีการแบบบนลงล่างเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัยเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่เป็นตัวตั้ง เพื่อให้ได้ทางออกที่ยั่งยืนที่สุด เชื่อว่าการตั้งคณะทำงานร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ จะช่วยคลี่คลายความกังวลใจของชาวบ้าน และคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทะเลปัตตานีได้อีกครั้ง หากมีการติดตามงานอย่างใกล้ชิดและจริงจัง

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ลุยชายแดนใต้ รับฟังปัญหาขยะยามู-อ่าวปัตตานี แนะเปิดปากอ่าวให้น้ำทะเลหนุน ฟื้นระบบนิเวศ

“เท้ง” ลุยน่าน ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ

เชื่อว่าสถานการณ์น้ำท่วมเป็นสิ่งที่คนไทยคุ้นเคยกันดี แต่ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเลิกแก้ปัญหาแค่เฉพาะหน้า? ล่าสุด คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่ จ.น่าน เพื่อติดตามความคืบหน้าหลังวิกฤตพายุวิภา โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ว่า “เท้ง” ลุยน่าน ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนรอดพ้นจากวงจรน้ำท่วมซ้ำซากเสียที

“เท้ง” ลุยน่าน ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้แค่ไปดูร่องรอยความเสียหาย แต่เป้าหมายใหญ่คือการตรวจสอบว่าภาครัฐได้นำบทเรียนราคาแพงในอดีตมาปรับแผนการรับมือให้ดีขึ้นแล้วหรือยัง คุณณัฐพงษ์ย้ำชัดเจนว่า การมุ่งเน้นไปที่การเยียวยาหลังน้ำลดเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน เพราะแท้จริงแล้ว “เท้ง” ลุยน่าน ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายกับพี่น้องประชาชนในระยะยาว

สำรวจปัญหาต้นน้ำถึงปลายน้ำเพื่อทางออกที่ยั่งยืน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้มีการเจาะลึกเข้าไปยังจุดเสี่ยงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นฝายธงน้อย จนไปถึงอำเภอเวียงสา ซึ่งพบปัญหาซ้ำซากทั้งระบบระบายน้ำและประตูระบายน้ำชำรุด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • รัฐบาลควรใช้ข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยจากหน่วยงานอิสระประกอบการใช้งบประมาณ แทนการตัดสินใจโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน
  • ระบบเตือนภัยต้องมีความแม่นยำและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานในระดับลุ่มน้ำ
  • โครงการป้องกันน้ำท่วมทุกโครงการควรมีการศึกษาเปรียบเทียบความคุ้มค่า เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้

สิ่งที่คนน่านต้องการมากที่สุดในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เงินชดเชยที่อาจจะมาถึงช้า หรือค่าซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้ไม่คุ้มเสีย แต่พวกเขาต้องการความเชื่อมั่นว่าชีวิตและทรัพย์สินจะไม่ถูกทำลายด้วยน้ำท่วมแบบเดิมๆ อีกต่อไป หากภาครัฐปรับมุมมองและวางกลยุทธ์การป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ย่อมหมายถึงการประหยัดงบประมาณมหาศาลในอนาคต

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูว่านโยบายเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่ เพราะการบริหารจัดการน้ำที่ดีคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องมอบให้ ไม่ใช่แค่โชคชะตาที่ประชาชนต้องลุ้นกันในทุกฤดูฝน สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนได้เห็นแผนป้องกันที่จับต้องได้จริง มากกว่าการแก้ปัญหาแบบขายผ้าเอาหน้ารอด

ที่มา – “เท้ง” ลุยน่าน ติดตามการแก้ปัญหาหลังวิกฤตพายุวิภา ชี้รัฐต้องบริหารจัดการทั้งลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ

“เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนพูดถึงในแวดวงการเมือง เมื่อ “เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย หากสิ่งที่ทำนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อปากท้องของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนไป แต่ผลลัพธ์ต่างหากที่สำคัญที่สุด

“เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย

การเดินทางของอดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นคุณทักษิณ คุณยิ่งลักษณ์ หรือคุณแพทองธาร ไปยังประเทศอาเซียน ได้กระตุ้นให้สังคมตั้งคำถามถึงนัยทางการเมือง แต่ในมุมของฝ่ายค้านหากการเจรจานั้นช่วยส่งเสริมการค้าการลงทุน หรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ชาวบ้านได้ ก็นับเป็นเรื่องที่รับได้ เพราะสุดท้ายประโยชน์ต้องตกอยู่ที่ประชาชน

แนะ “อนุทิน” และรัฐบาลเร่งกระตือรือร้นแก้ปัญหา

นอกจากประเด็นเรื่องการพบปะผู้นำต่างประเทศแล้ว ผู้นำฝ่ายค้านยังได้ส่งสารถึงรัฐบาลโดยเฉพาะกรณีปัญหาการส่งออกกุ้งไปมาเลเซีย ซึ่งหากรัฐบาลไม่รีบเร่งแก้ไข เกษตรกรอาจได้รับผลกระทบหนักจนไม่สามารถฟื้นตัวได้ทัน โดย “เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย แต่ในเวลาเดียวกันก็แนะ “อนุทิน” และผู้ที่มีอำนาจบริหารให้มีความกระตือรือร้นและใส่ใจแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่

  • เร่งแก้ปัญหาส่งออกกุ้งเพื่อเกษตรกร
  • นายกฯ ควรให้ความสำคัญกับการตอบกระทู้สดในสภา
  • เน้นการทำงานเชิงรุกแทนการรอคอย

ความเห็นในครั้งนี้ถือเป็นการเตือนสติรัฐบาลว่า แม้การมีคอนเน็กชั่นที่ดีในต่างประเทศจะเป็นเรื่องดี แต่ภารกิจพื้นฐานในสภาและการตอบสนองต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในประเทศผ่านการตอบกระทู้ถามสดนั้น เป็นหน้าที่ที่เลี่ยงไม่ได้

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่า การขยับตัวของอดีตนายกฯ หรือการเร่งมือของรัฐบาลในปัจจุบัน สิ่งใดจะเห็นผลในทางปฏิบัติมากกว่ากัน การเมืองเป็นเรื่องของการพิสูจน์ด้วยผลงานครับ

ที่มา – “เท้ง” ชี้ 3 อดีตนายกฯ ชินวัตร พบผู้นำอาเซียน ไม่เสียหาย แนะ “อนุทิน” กระตือรือร้นกว่านี้

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทยและพิรุธงบรายจ่าย

เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่า ทำไมภาษีของพวกเราถึงดูเหมือนไม่ได้ถูกนำไปพัฒนาประเทศอย่างเต็มที่เท่าที่ควร? ล่าสุด คุณณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ถึงประเด็นร้อนที่น่าสนใจมาก นั่นคือ ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย ซึ่งถือเป็นการเปิดมุมมองที่คนไทยทุกคนควรรู้เพื่อร่วมกันตรวจสอบงบประมาณของแผ่นดินครับ

ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

จากการเปิดกิจกรรม “Hack งบ 70” คุณณัฐพงษ์ได้ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างงบประมาณไทยเปรียบเสมือนวงจรที่ยากจะเปลี่ยนแปลง โดยพบว่ารายจ่ายลงทุนนั้นถูกจำกัดไว้เพียง 1 ใน 5 ของงบประมาณทั้งหมด หรือประมาณ 21% เท่าเดิมมาตลอดหลายปี ทำให้เราขาดเม็ดเงินที่จะนำไปพัฒนาอนาคตของประเทศอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการทุจริต และการจัดทำนโยบายที่มุ่งเน้นเพียงคะแนนนิยมระยะสั้นมากกว่าวิสัยทัศน์ระยะยาวอีกด้วย

เปิดปมวิกฤต: ทำไม ณัฐพงษ์ ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

นอกจากปัญหาภาพรวมแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการกระจายงบประมาณรายหัว โดยในขณะที่กรุงเทพฯ ได้รับงบสูงถึง 22,493 บาทต่อคน แต่พื้นที่ภาคอีสานกลับได้รับเพียง 5,517 บาทต่อคนเท่านั้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการงบประมาณปัจจุบันยังห่างไกลจากความเท่าเทียม ทั้งที่ภาระหนี้สาธารณะของประเทศเรานั้นสูงพอๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่รายได้รัฐกลับต่ำกว่ามาก

บทเรียนสำคัญจากกิจกรรมนี้คือ:

  • งบประมาณไทยยึดติดกับฐานเดิมจากอดีต ไม่มีการทำ Zero-Based Budgeting อย่างแท้จริง
  • โครงการส่วนใหญ่กว่า 95% เป็นโครงการต่อเนื่อง ไม่ได้มีนวัตกรรมใหม่เพื่ออนาคต
  • มีความเสี่ยงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ ที่ต้องอาศัยตาเหยี่ยวของประชาชนในการตรวจสอบ

คุณณัฐพงษ์ย้ำชัดว่า พรรคประชาชนไม่ได้เพียงแค่ติง แต่ได้เตรียมเสนอการปฏิรูปกฎหมาย ทั้งร่าง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเพิ่มความโปร่งใสให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ในฐานะประชาชนคนไทย เราอย่ามองว่าเรื่องงบประมาณเป็นเรื่องไกลตัวครับ ทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากหยาดเหงื่อของเราควรถูกใช้ไปเพื่ออนาคตของลูกหลานอย่างคุ้มค่าที่สุด มาช่วยกันจับตาดูความผิดปกติรายโครงการและส่งเสียงเรียกร้องความโปร่งใสไปพร้อมๆ กันครับ

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ชี้ปัญหาโครงสร้างงบประมาณไทย ลงทุนต่ำ-ทุจริต-ขาดวิสัยทัศน์ ชวนจับตาพิรุธงบรายจ่าย

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นการสื่อสารที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข จนเกิดเป็นวิวาทะทางการเมืองที่น่าจับตามองในขณะนี้

นายพิสิษฐ์ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนั้นถือเป็นการกระทำที่คล้ายกับ IO ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองระดับประเทศ โดย สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ว่ามีการสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงทางวุฒิสภาแทบไม่ได้แก้ไขเนื้อหาในส่วนดังกล่าวเลย เว้นแต่เพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเดินอากาศเท่านั้น

อย่าใช้เยาวชนบังหน้าสร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

นอกจากประเด็นเรื่องการตีความกฎหมายแล้ว นายพิสิษฐ์ยังได้แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับการนำเยาวชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยระบุว่าพรรคประชาชนมักใช้ประเด็นเรื่องมาตรา 112 มาเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชนในปัจจุบันได้มีช่องทางช่วยเหลือและฟื้นฟูไว้อยู่แล้วผ่านศาลเยาวชนและครอบครัว

การที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเยาวชนมาบังหน้าเพื่อสร้างลัทธิปั่นหัวเด็กนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะ:

  • เยาวชนอาจขาดความเข้าใจบริบทที่แท้จริงและหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน
  • มีการสร้างภาพจำผิดๆ ว่าการทำผิดกฎหมายคือวีรกรรมการต่อสู้
  • การผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ละเลยความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ

นายพิสิษฐ์ย้ำว่า วุฒิสภามีความจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามไปยังรากฐานของสังคม การที่ สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการสร้างวาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง เราคงต้องจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้ และสังคมไทยจะสามารถแยกแยะระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศต้องการความตรงไปตรงมาและการเคารพในกติกาของรัฐสภาอย่างแท้จริง มากกว่าการเน้นยอดไลก์ยอดแชร์เพียงชั่วคราว

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ลั่นอย่าใช้เยาวชนบังหน้า สร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต

ในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่เปราะบาง การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด นายธนกร วังบุญคงชนะ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นสำคัญว่า ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต อย่างเร่งด่วน

การตัดสินใจออก พ.ร.ก. กู้เงินถือเป็นเครื่องมือสำคัญเมื่อกลไกปกติตามงบประมาณไม่สามารถตอบสนองต่อวิกฤตได้ทันท่วงที นายธนกรชี้แจงว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่าการดำเนินการนี้ไม่ขัดต่อกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกความกังวลให้กับทุกภาคส่วน พร้อมทั้งย้ำว่า ธนกร ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต เพราะนี่คือวิธีการพยุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปให้ได้

เสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านและมุมมองรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงมีความเห็นต่างจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ที่มองว่าไม่ควรใช้มาตรการนี้ นายธนกรจึงได้ออกมาโต้ตอบด้วยท่าทีที่เป็นกันเองว่าควรเลิกเล่นเกมการเมืองบนความเดือดร้อนของประชาชน และหันมามองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งแทน โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การกู้เงินมีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน
  • รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชน
  • ฝ่ายค้านยังสามารถใช้วิธีการตรวจสอบตามกลไกปกติได้โดยไม่จำเป็นต้องตีโพยตีพาย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่เป็นจังหวะที่ทุกฝ่ายควรลดกำแพงและหันหน้ามาหารือกันเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน การเถียงกันในประเด็นการเมืองอาจทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการเข้าถึงงบช่วยเหลือที่มีความล่าช้า การยอมรับกฎเกณฑ์และเดินหน้าแก้ไขปัญหาจึงเป็นทางออกที่สร้างสรรค์ที่สุดสำหรับประเทศไทยในขณะนี้

ที่มา – “ธนกร” ย้ำรัฐบาลจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แก้วิกฤต ย้อน “เท้ง” เลิกเล่นเกมการเมือง

จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้

เชื่อว่าตอนนี้หลายคนกำลังเกาะติดสถานการณ์สำคัญในแวดวงการเมืองไทย กับประเด็นที่ว่า จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกระเป๋าตังค์ของพวกเราทุกคนโดยตรงครับ โดยวันนี้เราจะมาสรุปประเด็นร้อนนี้ให้เข้าใจง่ายๆ แบบเป็นกันเองครับว่า มันเกิดอะไรขึ้นและทำไมเรื่องนี้ถึงต้องไปถึงมือศาล

จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ฝ่ายค้านมองว่า การที่รัฐบาลออก พ.ร.ก. กู้เงินก้อนใหญ่นี้มานั้น เป็นการเลี่ยงกระบวนการงบประมาณปกติหรือไม่ ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือเปล่า? งานนี้ทำเอาทั้งฝ่ายรัฐบาลและประชาชนต้องลุ้นระทึก เพราะคำวินิจฉัยในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าโครงการต่างๆ จะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

ทำไมต้องกู้เงิน 4 แสนล้านบาท?

รัฐบาลยืนยันว่ามีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในไทยพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลจึงต้องรีบกู้เงินมาเพื่อแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ:

  • บรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า (2 แสนล้านบาท): เน้นเยียวยาประชาชนผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส, เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และช่วยประคอง SME ไม่ให้ปิดตัว
  • ปรับโครงสร้างพลังงาน (2 แสนล้านบาท): เน้นลงทุนพลังงานสะอาด, สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพัฒนาทักษะแรงงานสีเขียว เพื่อความยั่งยืนในอนาคต

หาก จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้ ออกมาในทิศทางที่ผ่านการเห็นชอบ กระทรวงการคลังก็จะเริ่มดำเนินงานตามแผนงานที่วางไว้ทันที โดยคาดว่าหนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่ายังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ครับ

สุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลการวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนคนตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังแบกรับภาระค่าครองชีพอยู่ ใครที่กำลังรอโครงการเหล่านี้อยู่ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้ แล้วเราจะมาอัปเดตสถานการณ์กันอีกครั้งครับ!

ที่มา – จับตา ศาลรัฐธรรมนูญ นัดชี้ชะตา ร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท 9 ก.ค. นี้

นิด้าโพล เผยคนอยากให้ เท้ง นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน

เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุด “นิด้าโพล” ได้ผลการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาสครั้งที่ 2/2569 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า “นิด้าโพล” เผย คนอยากให้ “เท้ง” นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน มาที่ 1 ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงการเมืองไทยเป็นอย่างมาก

นิด้าโพล เผย คนอยากให้ เท้ง นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน

สำหรับการสำรวจในรอบไตรมาสที่ 2 นี้ ทางศูนย์สำรวจความคิดเห็นของนิด้าได้ทำการสุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศกว่า 2,500 คน พบว่าคะแนนนิยมของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ “เท้ง” นั้นมาแรงแซงโค้ง ขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่ประชาชนอยากให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากที่สุด โดยมีรายละเอียดดังนี้

รายละเอียดผลสำรวจ นิด้าโพล เผย คนอยากให้ เท้ง นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน

เมื่อเจาะลึกเข้าไปในผลโพล เราจะพบกับตัวเลขที่น่าสนใจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น:

  • อันดับ 1: นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ได้รับคะแนนสนับสนุนที่ 26.08%
  • อันดับ 2: นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย) อยู่ที่ 21.68%
  • อันดับ 3: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์) อยู่ที่ 11.80%
  • อันดับ 4: นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย) อยู่ที่ 11.64%

นอกจากตัวบุคคลแล้ว ในส่วนของพรรคการเมืองที่ประชาชนให้การสนับสนุนมากที่สุดก็ยังคงเป็น พรรคประชาชน เช่นกัน โดยได้รับความนิยมสูงถึง 34.80% ตามมาด้วยพรรคภูมิใจไทยที่ 17.00% และพรรคเพื่อไทยที่ 16.84% ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเทรนด์ของฐานเสียงในกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงกำลังให้ความสำคัญกับทิศทางของพรรคประชาชนเป็นหลัก

หากวิเคราะห์ตามกลุ่มประชากรศาสตร์ การสำรวจครั้งนี้ครอบคลุมทุกอาชีพ ทุกภูมิภาค ตั้งแต่นักเรียนนักศึกษาไปจนถึงกลุ่มเกษตรกรและคนวัยทำงาน ซึ่งผลสรุปที่ออกมาในทิศทางเดียวกันนี้แสดงให้เห็นว่ากระแสตอบรับต่อพรรคประชาชนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายตัวไปหลายพื้นที่ทั่วไทย ความน่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือสัญญาณว่าผู้คนคาดหวังถึงวิธีการดำเนินนโยบายใหม่ๆ ในอนาคต

บทเรียนจากผลโพลนี้ถือเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นความต้องการของภาคประชาชน ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงและทางเลือกใหม่ในสนามการเมือง ซึ่งการที่จะครองใจประชาชนได้ยาวนานนั้น พรรคการเมืองต่างๆ ต้องเร่งลงมือทำนโยบายให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับฐานเสียงของตัวเองต่อไปครับ

ที่มา – “นิด้าโพล” เผย คนอยากให้ “เท้ง” นั่งนายกฯ พร้อมหนุนพรรคประชาชน มาที่ 1

Scroll to top