ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล

ณัฐพล ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม สร้างปมใหม่

ณัฐพล ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม สร้างปมใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนในสภาฯ ทันที เมื่อ “ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ร่างแก้ไขกฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และ พ.ร.บ.โรงแรม อย่างเผ็ดร้อน โดยมองว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังพยายามผลักดันนั้นเข้าข่าย ณัฐพล ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม สร้างปมใหม่ และไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนแต่อย่างใด

ในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ นายณัฐพลได้ชี้ให้เห็นถึงความบกพร่อง 3 ประการหลักที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งระบบการท่องเที่ยวและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะการผลักภาระให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่ทำธุรกิจที่พักแบบไม่เป็นทางการให้ต้องเผชิญกับบทลงโทษที่หนักเกินจริง

ทำไม ณัฐพล ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม สร้างปมใหม่?

ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมามีดังนี้ครับ:

  • การยกเลิกมาตรา 37 (2): การตัดอำนาจ ตม. ในการจัดการชาวต่างชาติที่แจ้งที่อยู่เท็จ ทำให้ช่องโหว่ในการติดตามกลุ่มทุนสีเทาขยายกว้างขึ้น
  • ผลักภาระให้ผู้ประกอบการ: การเปลี่ยนวิธีการรายงานตัวของชาวต่างชาติทำให้เจ้าของที่พักต้องแบกภาระในการติดตามข้อมูลมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันระบบยังไม่เอื้ออำนวย
  • โครงสร้างค่าปรับที่ไม่เป็นธรรม: การลงโทษรายย่อยที่ปรับตามหัวคน แต่รายใหญ่อย่างโรงแรมจดทะเบียนกลับปรับเป็นรายครั้ง ทำให้รายเล็กเสียเปรียบอย่างมาก

หากวิเคราะห์ตามที่ ณัฐพล ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม สร้างปมใหม่ จะเห็นได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ดูเหมือนจะไม่ได้มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกที่แท้จริง แต่กลับเป็นการสร้างเงื่อนไขที่ซับซ้อนและทำร้ายผู้ประกอบการรายเล็กที่มีทุนจำกัด ให้ต้องมารับภาระจากกฎระเบียบที่ก้ำกึ่งและไม่ยุติธรรม ในฐานะคนทำงานด้านนโยบาย การแก้ปัญหาควรเริ่มจากการแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชนคนตัวเล็กต้องมาแบกรับโทษปรับหลักหมื่นเพียงเพราะความผิดพลาดในการรายงานข้อมูลที่ไม่ใช่ความตั้งใจ

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงยังไม่จบลงง่ายๆ ในสภาฯ เพราะทางพรรคประชาชนยืนยันจะสู้ต่อเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนให้ถึงที่สุด เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะรับฟังเสียงสะท้อนนี้หรือไม่ หรือจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายที่มีช่องโหว่ต่อไป คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ สามารถแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – “ณัฐพล” ซัดร่างแก้ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง-โรงแรม “แก้ไขน้อย ไม่แก้ปัญหา แถมสร้างเงื่อนปมใหม่”

“สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มอีเวนต์ ใช้งบไม่ตรงจุด

ในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 “สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มแต่จัดงานอีเวนต์ ใช้งบฯ ไม่ตรงจุด โดยนายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคประชาชน ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายท่องเที่ยวของรัฐบาลชุดใหม่ที่คล้ายคลึงกับรัฐบาลเก่า เน้นทุ่มงบจัดอีเวนต์และ Soft Power แต่ละเลยการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจริงจัง

“สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มแต่จัดงานอีเวนต์ ใช้งบฯ ไม่ตรงจุด

ส.ส.ณัฐพล ชี้ว่าช่วง 2-3 ปีมานี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติน้อยลงเพราะไทยขาดจุดขายใหม่ๆ ประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้า ข้อมูลชี้รายได้ท่องเที่ยว 70% กระจุกใน 5 จังหวัดหลัก อีก 30% แบ่งกันกว่า 70 จังหวัด บางพื้นที่ทุนต่างชาติแย่งส่วนแบ่งผ่านนอมินี นอกจากนี้ บางเมืองรับนักท่องเที่ยวไม่ไหว โครงสร้างพื้นฐานล่าช้า งบส่วนใหญ่หมดกับอีเวนต์ที่สำเร็จน้อย

วิเคราะห์นโยบายท่องเที่ยว 5 ด้านหลัก

นโยบายแรก: พัฒนาไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยว 365 วัน ส.ส.ณัฐพลเห็นด้วยแต่ชี้ต้องแก้ปัญหาอุปสรรค เช่น ฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่ ที่ทำให้เที่ยวไม่ได้ทั้งปี ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวควบคู่แก้ปัญหา เช่น ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปะ วัฒนธรรม อาหารไทย สปา สินค้า GI

นโยบายที่ 2: ประกันภัยนักท่องเที่ยวภาคบังคับ สนับสนุนแต่ตั้งคำถามเรื่องค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท ต้องชี้แจงชัดว่าจะใช้เงินอย่างไรเพราะกระทบภาพลักษณ์ท่องเที่ยว

  • นโยบายที่ 3: จัดการทุนนอมินีและทบทวน Free Visa – เกือบ 3 ปีไม่เพิ่มนักท่องเที่ยวแต่เพิ่มธุรกิจนอมินี ต้องแก้ พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าว กำหนดนิยามนอมินีชัดเจน เพิ่มโทษ บังคับใช้จริงจัง
  • นโยบายที่ 4: พัฒนาเชิงกายภาพ – จำเป็นแต่เหมือนนโยบายเก่า งบไม่พอลงท้องถิ่น ควรกระจายงบจริงจัง เน้นโครงสร้างไม่ใช่อีเวนต์ ป้องกันทุจริต
  • นโยบายที่ 5: มาตรการการเงิน – ต้องการมาตรการเจาะจงผู้ประกอบการท่องเที่ยว เช่น รถทัวร์ แท็กซี่ ที่เดือดร้อนจากราคาน้ำมัน ดีกว่าโครงการคนละครึ่ง

ด้านกฎหมาย: พ.ร.บ.แพลตฟอร์มดิจิทัลและโรงแรม หวังรัฐบาลใจแข็งไม่ให้ทุนใหญ่ขวาง ส่วนควบรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม ควรตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษาร่วมกัน

ข้อเสนอแนะเพื่อท่องเที่ยวยั่งยืน

ส.ส.ณัฐพลเสนอปฏิรูประบบงบปี 2570 กระจายสู่ท้องถิ่น ใส่ใจทุกก้อนงบ งบท่องเที่ยวลงถูกจุด ไม่ปล่อยทุจริตหรือมุ้งใหญ่กินรวบ กระทรวงท่องเที่ยวทั้งหมดอยู่ภูมิใจไทย ถ้ายังล้มเหลว นโยบายพลัสๆ จะกลายเป็นไมนัส

“สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มแต่จัดงานอีเวนต์ ใช้งบฯ ไม่ตรงจุด ชี้ให้เห็นปัญหาเชิงระบบที่ต้องแก้ไขด่วน เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นจุดหมายท่องเที่ยวน่าไปซ้ำ

นโยบายท่องเที่ยวที่แท้จริงต้องเน้นพัฒนาท้องถิ่น แก้ปัญหาจริง และกระจายรายได้ให้ยั่งยืน คุณคิดว่านโยบายนี้จะปรับปรุงได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการอภิปราย!

ที่มา – “สส.ณัฐพล” อัดนโยบายท่องเที่ยวทุ่มแต่จัดงานอีเวนต์ ใช้งบฯ ไม่ตรงจุด

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใหม่กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่ได้รับงบประมาณมหาศาลเกือบ 4,000 ล้านบาท นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นที่สำคัญ โดยณัฐพล แนะตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ ไม่ให้งบสูญเปล่าหรือตกเป็นเครื่องมือของกลุ่ม利益

ณัฐพล แนะตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

วันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายณัฐพลได้หยิบยกประเด็นนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ขึ้นมาพูดถึง แม้จะไม่ใช่นโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นมรดกจากพรรคเพื่อไทยที่ใช้งบภาษีประชาชนจำนวนมาก เขาเตือนว่ารัฐบาลใหม่ต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอย โดยเฉพาะการใช้งบประมาณปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาและจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์นี้มีงบสูงถึง 3,927.40 ล้านบาท กระจายไปใน 113 โครงการ ครอบคลุม 27 หน่วยงานภายใต้ 9 กระทรวง หากไม่มีการกำกับดูแลที่ดี เงินจำนวนนี้เสี่ยงที่จะละลายหายไปโดยเปล่าประโยชน์ นายณัฐพลแสดงความห่วงใยว่านโยบายนี้กำลังอยู่ในสภาพ “ลูกผีลูกคน” เนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่สามารถจัดตั้งหน่วยงาน THACCA ได้ตามสัญญาเลือกตั้ง

ปัญหาการจัดตั้ง THACCA ที่ล่าช้าและงบที่รั่วไหล

ย้อนกลับไปในปี 2566 พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงด้วยการสัญญาว่าจะยกระดับเศรษฐกิจไทยผ่านซอฟต์พาวเวอร์ โดยเลียนแบบ KOCCA ของเกาหลีใต้ ชื่อหน่วยงานคือ THACCA แต่หลังจาก 2 ปีผ่านไป THACCA ยังคงเป็นเพียงชื่อบนโซเชียลมีเดียเท่านั้น ไม่มีร่างกฎหมายจัดตั้งจริงจัง ร่างที่เคยพยายาม也被หน่วยงานอื่นคัดค้านเพราะซ้ำซ้อนภารกิจ

แม้หน่วยงานจะไม่เกิด แต่คณะกรรมการ THACCA ชั่วคราวกลับใช้งบไปมากโข ในปี 2567 ใช้งบกลาง 635.54 ล้านบาท ปี 2568 ได้งบปกติ 2,318.42 ล้านบาท บวกงบกลางอีก 566.18 ล้านบาท รวมกว่า 2,884.60 ล้านบาท และปี 2569 เพิ่มอีก 3,927.40 ล้านบาท สรุป 3 ปีใช้งบรวม 7,447 ล้านบาท นี่คือตัวเลขที่น่าตกใจที่นายณัฐพลนำเสนอเพื่อให้รัฐบาลตระหนัก

ข้อกังวลเรื่องการเอื้อประโยชน์และก๊วนกวาดงาน

ไม่เพียงแต่ปัญหาการจัดตั้ง นายณัฐพลยังชี้ถึงวิธีการดำเนินงานที่ลักไก่ โดยคณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีอนุกรรมการย่อยหลายชุดที่รวมเอกชนมาร่วม แต่ไม่มีเกณฑ์ชัดเจนในการคัดเลือก ทำให้กลายเป็น “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” มีการเอื้องานให้เอกชนบางกลุ่มโดยไม่โปร่งใส

ล่าสุด เพจ CSI LA ได้แฉขบวนการ “ก๊วนกวาดงานพันล้านของ ททท.” ที่เชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยวางตัวบุคคลในบอร์ดเพื่อล็อกงานให้เครือข่าย นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงในการใช้งบซอฟต์พาวเวอร์ หากไม่ตรวจสอบ

เพื่อแก้ไขปัญหา นายณัฐพลเสนอ 4 ทางเลือกให้รัฐบาลใหม่:

  • ทางเลือกที่ 1: ปล่อยให้หน่วยงานทำไปตามเดิม แม้เสี่ยงโดนโทษแต่ไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรง
  • ทางเลือกที่ 2: ตัดงบทั้งก้อน ชะลอโครงการและโอนเงินไปใช้อย่างอื่น แต่เสียความต่อเนื่อง
  • ทางเลือกที่ 3: ทำตามแนวทางเดิม ตั้งคณะกรรมการชุดเก่า
  • ทางเลือกที่ 4: คิดใหม่ทำใหม่ กำหนดหน่วยงานหลักชัดเจน มีหลักเกณฑ์คัดเลือกเอกชนที่โปร่งใส ปิดช่องเอื้อประโยชน์ แล้วกลั่นกรองโครงการให้เหลือแต่ของดี

เขาแนะนำทางเลือกที่ 4 มากที่สุด เพราะจะวางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ไม่ทิ้งงานที่ทำมาแล้ว นอกจากนี้ ยังขอให้พรรคเพื่อไทยนำเสนอโมเดลอื่นๆ ผ่านกลไกสภา เพื่อติดตามกำกับดูแลต่อไป

นโยบายซอฟต์พาวเวอร์มีศักยภาพในการผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี แฟชั่น และอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักระดับโลก หากจัดการดี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และเสริมภาพลักษณ์ประเทศ แต่หากปล่อยปละ เงินภาษีประชาชนจะสูญเปล่า รัฐบาลใหม่จึงต้องลงมือตรวจสอบและปรับปรุงทันที

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับรัฐบาลอนุทินในการแสดงความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ หากทำได้ จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอของนายณัฐพล? ลองมาแลกเปลี่ยนความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนี้ เพื่อให้เราช่วยกันผลักดันนโยบายที่ดีต่อประเทศ

ที่มา – “ณัฐพล” แนะรัฐบาลตรวจสอบการใช้งบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ วางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

สส.ณัฐพล จี้ถาม แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่

“ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของแอปพลิเคชัน (แอปฯ) ด้านการท่องเที่ยวที่กรมการท่องเที่ยวรับผิดชอบ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า แอปฯ เก่ายังไม่เสร็จ แต่กลับมีการของบประมาณเพื่อพัฒนาแอปฯ ใหม่อีก

สส.ณัฐพล จี้ถาม: แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้อภิปรายถึงมาตรา 11 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยเน้นไปที่กรมการท่องเที่ยวที่ขออนุมัติงบประมาณเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่อีก 2 แอปฯ มูลค่ารวมประมาณ 40 ล้านบาท ทั้งๆ ที่แอปฯ เก่ายังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

รายละเอียดแอปฯ ที่เป็นประเด็น

แอปฯ แรกที่ของบประมาณในปีนี้คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลรองรับการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่เดินทางมายังประเทศไทย (Muslim Friendly) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท ส่วนแอปฯ ที่สองเป็นแอปพลิเคชันที่มุ่งเน้นการโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวโบราณสถานต่างๆ ด้วยงบประมาณกว่า 32 ล้านบาท

สส.ณัฐพล กล่าวว่า แม้การใช้แอปฯ เพื่อเข้าถึงตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเป็นสิ่งจำเป็นในยุคปัจจุบัน แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าและความซ้ำซ้อน โดยย้อนกลับไปในปีงบประมาณ 2567 กรมการท่องเที่ยวเคยของบประมาณเพื่อพัฒนาแอปฯ Tourism Wallet และแอปฯ Intelligence Travel Guide มาแล้ว ซึ่งจากการชี้แจงของกรมการท่องเที่ยวต่อคณะกรรมาธิการเมื่อเดือนที่ผ่านมา พบว่าแอปฯ ตัวแรกยังไม่เสร็จสมบูรณ์ และแอปฯ ตัวที่สองในโครงการระยะที่ 1 ที่ใช้งบประมาณไปกว่า 30 ล้านบาทนั้น ยังไม่สามารถใช้งานได้จริง และยังมีการของบประมาณสำหรับระยะที่ 2 อีกกว่า 50 ล้านบาท

“ในขณะที่กรมการท่องเที่ยวยังทำแอปฯ เดิมไม่เสร็จ วันนี้กลับมาของบทำแอปฯ ใหม่อีกสองอัน ถ้าเราผ่านงบวันนี้ไป เท่ากับกรมการท่องเที่ยวกำลังทำแอปฯ อยู่ในมือ 4 แอปฯ ราคา 135 ล้านบาท ซึ่งจะเสร็จหรือเปล่า จะได้ใช้เมื่อไร แม้แต่ตัวหน่วยงานเองยังตอบไม่ได้” นายณัฐพลกล่าว

นายณัฐพลได้สรุปเหตุผล 4 ข้อที่ทำให้ต้องตัดงบประมาณส่วนนี้ ได้แก่:

  • ทุกแอปฯ ที่ระบุในคำของบประมาณ มีตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงแค่การสร้างแอปฯ ขึ้นมาได้เท่านั้น ไม่ได้มีการวัดผลถึงจำนวนผู้ใช้งานจริง ซึ่งหากคิดเพียงแค่นี้ ก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกับที่หน่วยงานราชการต่างๆ มีแอปพลิเคชันรวมกันกว่า 400 แอปฯ โดยที่หลายแอปฯ ไม่มีการใช้งาน
  • จากการวัดผลคะแนนรีวิว พบว่าแอปฯ ด้านการท่องเที่ยวที่พัฒนาโดยหน่วยงานราชการนั้น มีคุณภาพสู้แอปฯ ของภาคเอกชนไม่ได้ ทั้งของไทยและต่างชาติ
  • มีความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ที่ต่างก็พัฒนาแอปฯ ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยที่ข้อมูลไม่ได้เชื่อมโยงกัน
  • เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ โครงการเดิมยังไม่แล้วเสร็จ แต่กลับมีการของบประมาณสำหรับโครงการใหม่

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ นายณัฐพลจึงยืนยันที่จะขอปรับลดงบประมาณสำหรับแอปฯ ใหม่ทั้ง 2 แอปฯ

การที่ สส.ณัฐพล ออกมาตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของแอปฯ เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่ามากที่สุด การพัฒนาแอปฯ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อให้แอปฯ เหล่านี้สามารถใช้งานได้จริงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง เราต้องจับตาดูว่ากรมการท่องเที่ยวจะสามารถตอบคำถามของ สส.ณัฐพล และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ไปนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

แอปฯ เก่าไม่เสร็จ จะเสร็จเมื่อไหร่ เป็นคำถามที่ควรได้รับคำตอบที่ชัดเจนและโปร่งใสจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “สส.ณัฐพล” จี้กรมการท่องเที่ยวตอบ แอปฯ เก่าไม่เสร็จ ของบฯ ทำแอปฯ ใหม่จะเสร็จเมื่อไหร่

สส.ณัฐพล อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงจริง!

“ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล” ชี้กรมการปกครองของบซื้อบัตรประชาชนแพงเกินจริง จี้ปรับลดงบในชั้นกรรมาธิการแล้ว แต่ให้เหตุผลว่าต้องซื้อเผื่อไว้ กลัวต้นทุนจะเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ดูราคาย้อนหลัง 3-4 ปีก็ไม่ได้แพงขึ้น

วันที่ 14 ส.ค. 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 – 3 ในมาตรา 20 กระทรวงมหาดไทย

นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวอภิปรายถึงเรื่องบัตรประชาชนว่า โดยปกติจะประกอบด้วยบัตรสีฟ้าที่มีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 16.74 บาท และวัสดุต้นทุนอยู่ที่ 19.67 บาท เฉลี่ยรวม 36.41 บาทต่อบัตร ซึ่งคำของบประมาณที่ขอมาจากกรมการปกครองนั้น ค่าเฉลี่ย งบประมาณการซื้อบัตรประชาชนและการซื้อวัสดุเคลือบทั้งปี 68 และ 69 เท่ากัน ต่างกันแค่จำนวน ประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อให้สต๊อกไม่ขาด และไม่มีปัญหาในแต่ละปี โดยปัญหาเมื่อเปรียบเทียบดูย้อนหลังแล้ว จะพบว่าในปี 66 และปี 67 ซื้อได้ในราคา 13 – 14 บาทต่อบัตร

ส่วนในปี 68 มีการซื้อบัตรประชาชนไป 2 ครั้ง ซึ่งครั้งแรกเป็นการซื้ออย่างเร่งด่วนด้วยวิธีการคัดเลือกซึ่งซื้อในราคา 18.50 บาทต่อบัตร ส่วนล็อตที่สองซื้อได้ในราคา 15.55 บาทต่อบัตร ไม่ได้เป็นไปตามคำขอ เมื่อข้อมูลปรากฏเช่นนี้ ตนเองได้พูดคุยกับกรมการปกครองในชั้นกรรมาธิการว่าหากซื้อจริงไม่ถึงจำนวนนี้ ขอปรับลดยอดที่ขอมาได้หรือไม่ ให้ใกล้เคียงกับยอดที่มีการจัดซื้อจริง

ทั้งนี้ ราคาเฉลี่ยย้อนหลัง 6 ปีใน 8 ล็อตของการซื้อบัตรประชาชนจะอยู่ที่ 16.74 บาทต่อบัตรโดยกรมการปกครองก็ทราบ แต่ยังยืนยันที่จะขอซื้อบัตรประชาชนในใบละ 19.581 บาทเท่าเดิม โดยให้เหตุผลว่าต้องเผื่อไว้เผื่อต้นทุนจะเปลี่ยนแปลง แต่หากดูย้อนหลัง 3 – 4 ปีต้นทุนไม่ได้แพงขึ้น

นายณัฐพล กล่าวอีกว่า กรมการปกครองของบซื้อซื้อบัตรประชาชนเกินจริง ถ้า e-bidding ไม่มีปัญหาคงซื้อได้ถูกกว่านี้ ถ้ายอมปรับลดตามจริงจะเหลือเงินปีละ 30 – 40 ล้านบาท และมองว่าถ้าทำได้จริง ราคาก็จะไม่ถึงเท่าตามที่ขอมา จึงขอฝากไปยังกระทรวงมหาดไทยว่าให้ติดตามการปรับกรอบเพดานงบประมาณลงมาของบัตรประชาชน ให้เป็นไปตามที่ซื้อจริง และอาจจะนำเงินส่วนต่างไปใส่ในแผนงานอื่นของกระทรวงมหาดไทยที่จำเป็นกว่านี้ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องคงกรอบเงินเดิมไว้

สส.ณัฐพล อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงกว่าราคาจริง ขอตัดแล้วแต่บอกต้องเผื่อไว้

ประเด็นที่ สส.ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล หยิบยกขึ้นมานั้น จุดประกายให้เกิดการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจึงควรมีความยืดหยุ่นและปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ประเด็นสำคัญ: ทำไมต้องของบซื้อบัตรประชาชนแพงกว่าราคาจริง?

การที่กรมการปกครองยังคงยืนยันที่จะของบประมาณซื้อบัตรประชาชนในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด แม้ว่าราคาย้อนหลังจะไม่ได้มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้สมควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส

นอกจากนี้ การที่ สส.ณัฐพล เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ และนำเงินส่วนต่างไปใช้ในแผนงานอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า นับว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะจะช่วยให้การใช้งบประมาณของกระทรวงมหาดไทยมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้งบประมาณของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคประชาชนและผู้แทนราษฎร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

ดังนั้น การที่ สส.ณัฐพล กล้าที่จะออกมาเปิดเผยและตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลในการซื้อบัตรประชาชนครั้งนี้ ถือเป็นบทบาทที่สำคัญของผู้แทนราษฎรในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “สส.ณัฐพล” อัด มท. ของบซื้อบัตรประชาชน แพงกว่าราคาจริง ขอตัดแล้วแต่บอกต้องเผื่อไว้

Scroll to top