ดนุชา พิชยนันท์

นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ จับตา MOU 44

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้มีเรื่องน่าจับตามองสุดๆ เลยนะ นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือกันก่อนเข้าประชุมใหญ่ของ สมช. ซึ่งคาดว่าจะมีประเด็นร้อนอย่างการยกเลิก MOU 44 และการตั้งคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้ มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ

เมื่อเช้าวันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 08.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ต้อนรับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) การ นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ ครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนประชุม สมช. ในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน

คาดว่านายสีหศักดิ์จะรายงานผลการเยือนเมียนมา ซึ่งเพิ่งกลับมา รวมถึงประเด็นความมั่นคงต่างๆ ส่วนนายฉัตรชัยจะสรุปแนวทางเรื่องการตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ที่จะมีการประชุมและแต่งตั้งในวันนี้เลย เรียกได้ว่าเป็นการหารือแบบเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของชาติ

จับตาประเด็นจ่อยกเลิก MOU 44

ประเด็นหลักที่ทุกคนจับตาคือการพิจารณายกเลิก MOU 44 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและกำหนดเขตแดนในอ่าวไทยระหว่างไทย-กัมพูชา ปี 2544 ที่ประชุม สมช. นำโดยนายกฯ อนุทิน คาดว่าจะมีมติให้ยกเลิก และหันมาใช้กลไกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แทน ซึ่งกัมพูชาเองก็เป็นสมาชิก ทำให้เป็นกรอบกฎหมายสากลที่ครอบคลุมการใช้ทะเลและทรัพยากรทั้งหมด

MOU 44 นี้เคยเป็นเครื่องมือช่วยเจรจาเรื่องพื้นที่ทับซ้อน แต่ผ่านมานานเกิดปัญหามากมาย โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในทรัพยากรน้ำมันก๊าซ การยกเลิกนี้อาจนำไปสู่ความชัดเจนมากขึ้น ช่วยให้ไทยได้ประโยชน์จากทะเลอ่าวไทยเต็มที่ แถมยังทบทวน MOU 43 เรื่องพื้นที่อ้างซ้อนร่วมพัฒนา (Overlapping Claims Area – OCA) ด้วย

ตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

อีกประเด็นสำคัญคือการตั้งคณะกรรมการพูดคุยเพื่อสันติสุขชายแดนใต้ ซึ่งครอบคลุมจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และส่วนของสงขลา ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่นี้ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ส่งผลกระทบชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจ การตั้งคณะใหม่นี้หวังจะเปิดช่องเจรจากับกลุ่มผู้เห็นต่าง เพื่อนำไปสู่สันติภาพยั่งยืน

นายฉัตรชัย เลขา สมช. จะนำสรุปแนวทาง โดยคาดว่าจะมีการประชุมแต่งตั้งทันทีวันนี้ นี่เป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลอนุทินให้ความสำคัญกับความมั่นคงภายใน

  • วาระสำคัญในที่ประชุม สมช.
  • รายงานผลเยือนเมียนมาโดยนายสีหศักดิ์
  • พิจารณายกเลิก MOU 44 ใช้ UNCLOS
  • ทบทวน MOU 43
  • แต่งตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้
  • ประเด็นความมั่นคงอื่นๆ

การ นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ แบบนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังเร่งแก้ปัญหาความมั่นคงทั้งภายนอกและภายในอย่างจริงจัง ในมุมมองผม การยกเลิก MOU 44 ไปใช้ UNCLOS น่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะเป็นกฎสากลที่ยุติธรรมและไทยมีสิทธิ์เท่าเทียม ส่วนชายแดนใต้ ถ้าเจรจาได้ผล จะช่วยให้ภาคใต้สงบสุข เศรษฐกิจฟื้นตัวแน่นอน

คุณคิดว่าการตัดสินใจเหล่านี้จะสำเร็จไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ เพื่อติดตามพัฒนาการข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – นายกฯ เรียก สีหศักดิ์-เลขา สมช. หารือ จับตาจ่อยกเลิก MOU 44 – ตั้งคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้

เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ชี้คลัง-ปั๊มปกติ

ช่วงนี้หลายคนกังวลเรื่องสถานการณ์น้ำมันที่ดูตึงเครียด แต่ล่าสุด เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ออกมาให้ข้อมูลอัปเดตที่ทำให้ทุกคนโล่งใจ จากการตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่พบปัญหาความผิดปกติในคลังน้ำมันหรือปั๊มบริการเลย

เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 10.07 น. นายดนุชา ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำมันล่าสุด โดย DSI และพลังงานจังหวัดได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และพ่อค้าคนกลางหรือจ็อบเบอร์ ใน 7 จังหวัดหลัก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา นครราชสีมา อุดรธานี ลำปาง พิษณุโลก ชุมพร และสงขลา ผลการตรวจพบว่าทุกอย่างปกติ จ็อบเบอร์ที่มีคลังน้ำมันมีปริมาณคงเหลือเฉลี่ย 1 หมื่นลิตร การซื้อขายเป็นไปตามปกติ ไม่มีอะไรผิดแปลก

ตรวจสอบคลังน้ำมันขนาดใหญ่และสถานีบริการ

สำหรับคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในจังหวัดสงขลาของ ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก และเชลล์แห่งประเทศไทย พบว่าน้ำมันคงเหลือไม่ถึง 50% หรือราว 10 ล้านลิตร จากความจุ 25-28 ล้านลิตร แต่เป็นการส่งออกตามปกติ โดยสถิติเดือนมีนาคม การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการ

ส่วนสถานีบริการน้ำมัน จากการสำรวจ 550 แห่งโดยหอการค้า พบว่าปั๊มที่ไม่มีน้ำมันลดลงเหลือ 390 แห่ง จากเดิม 450 แห่ง แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ดีขึ้นอย่างชัดเจน

  • จ็อบเบอร์ซื้อขายปกติ ไม่พบผิดปกติ
  • คลังสงขลาคงเหลือ 10 ล้านลิตร ส่งออกตามแผน
  • ปั๊มหมดน้ำมันลดลง 60 แห่ง

ที่สำคัญคือปริมาณน้ำมันดิบ เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ จากเดิมรายงาน 3,400 ล้านลิตร ระหว่าง 20-25 มีนาคม เข้ามาเพิ่ม 878 ล้านลิตร รวมปัจจุบัน 4,231 ล้านลิตร เพียงพอสำหรับการกลั่นให้ประชาชนใช้ นอกจากนี้ สิ้นเดือนมีนาคม จะมีเข้ามาเพิ่ม 4 ล้านบาร์เรล เมษายน 24 ล้านบาร์เรล และพฤษภาคม 8 ล้านบาร์เรล รองรับได้สบาย

แนวทางการส่งออกน้ำมันและความมั่นคงพลังงาน

ในเรื่องการส่งออก ตั้งแต่ 1-25 มีนาคม ไทยส่งน้ำมันไปลาวเฉลี่ย 4.6 ล้านลิตรต่อวัน และเมียนมา 227,000 ลิตรต่อวัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีดำริให้ศึกษาการส่งน้ำมันสำเร็จรูปไปยัง 2 ประเทศเพื่อนบ้านแทนการกลั่นในไทย ซึ่งจะช่วยเก็บน้ำมันกลั่นไว้ให้ประชาชนใช้ เพิ่มความมั่นคงพลังงานอย่างน้อย 5 ล้านลิตรต่อวัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษาความเป็นไปได้

สถานการณ์น้ำมันในไทยช่วงนี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความต้องการสูง การส่งออกเพิ่ม และปัญหาโลจิสติกส์ แต่จากข้อมูลล่าสุด รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดการได้ดี การนำเข้าน้ำมันดิบต่อเนื่อง และการตรวจสอบเข้มงวดช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

สำหรับผู้ใช้รถยนต์และธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมัน แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากแหล่ง官方อย่างสม่ำเสมอ เพื่อวางแผนการใช้พลังงานให้เหมาะสม ในอนาคต รัฐบาลอาจมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น ส่งเสริมน้ำมันทางเลือกหรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำมันดิบ

โดยรวมแล้ว เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าปัญหาน้ำมันขาดแคลนกำลังคลี่คลาย ไม่ต้องตื่นตระหนก สัญญาณบวกที่เห็นคือปริมาณคงเหลือเพิ่มและปั๊มเปิดบริการปกติ

ความเห็นส่วนตัว: นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการสื่อสารข้อมูลที่โปร่งใสจากหน่วยงานรัฐ ช่วยลดความสับสนในสังคม หากรัฐบาลดำเนินการต่อเนื่องแบบนี้ เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเร็วขึ้นแน่นอน

ติดตามข่าวสารพลังงานและเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลจริง!

ที่มา – เลขาฯ สภาพัฒน์ ย้ำน้ำมันดิบเพียงพอ ชี้ ตรวจสอบแล้วไม่พบคลังน้ำมัน-ปั๊ม จ่ายน้ำมันผิดปกติ

สทนช. เตือน! ฝนตกหนักภาคใต้รอบ 300 ปี

สถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ล่าสุด “เลขาธิการ สทนช.” ได้ออกมาเตือนให้เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง หลังพบว่าระดับน้ำสูงเกินตลิ่งกว่า 2 เมตร และยอมรับว่าเป็นเหตุการณ์ฝนตกหนักในรอบ 300 ปี ที่ระบบจัดการน้ำที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับได้ทัน

“เลขาธิการ สทนช.” เผยฝนหนักภาคใต้รอบ 300 ปี

เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งมีความแตกต่างจากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคกลางและภาคเหนือ เนื่องจากระบบจัดการน้ำของสงขลาเป็นการใช้คลองระบายน้ำเป็นหลัก

นายดนุชา กล่าวว่า สถานการณ์ในครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ เนื่องจากมีปริมาณฝนตกสะสมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในอำเภอสะเดา ทำให้คลอง ร.1 ซึ่งมีความสามารถในการรองรับน้ำได้เพียง 1,200 ลูกบาศก์เมตร ไม่สามารถรองรับปริมาณฝนสะสมที่สูงถึง 880 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงได้ นอกจากนี้ ยังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่โดยรอบ ทำให้ระบบคลองในพื้นที่ไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปริมาณฝนหนักในรอบ 300 ปี ทำสถานการณ์ทวีความรุนแรง

“เลขาธิการ สทนช.” ยอมรับว่า ปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ถือว่าหนักมากในรอบ 300 ปี และได้แนะนำแนวทางการบริหารจัดการน้ำในอนาคตว่า จำเป็นต้องขุดลอกคลอง ร.1 ให้ลึกขึ้น และขยายคลองอู่ตะเภา เพื่อรองรับสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในอนาคต แม้จะไม่บ่อยนัก

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และระดมสรรพกำลังเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่อย่างเต็มที่ และยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศเตือนว่า จะมีฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ต่อไป

จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่าระดับน้ำริมตลิ่งในช่วงเวลา 11:00-13:00 น. ของวันนี้ ได้เพิ่มสูงขึ้นอีก 2 เมตร 20 เซนติเมตร เนื่องจากมีปริมาณฝนตกหนักในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง และประชาชนในพื้นที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

การแก้ไขปัญหาระยะยาวจำเป็นต้องมีการวางแผนจัดการน้ำอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการขุดลอกคลอง การสร้างอ่างเก็บน้ำ หรือการปรับปรุงระบบระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นไปอย่างยั่งยืน และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

“เลขาธิการ สทนช.” ย้ำว่า ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยควรติดตามข่าวสารและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยหากจำเป็น เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเองและครอบครัว

แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ครั้งนี้จะรุนแรง แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้ และเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่รุนแรงและคาดเดาได้ยากมากขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

ที่มา – “เลขาธิการ สทนช.” รับฝนตกหนักภาคใต้รอบ 300 ปี ขอเฝ้าระวังต่อเนื่อง หลังน้ำสูงเกินตลิ่งกว่า 2 เมตร

Scroll to top