ดนุพร ปุณณกันต์

กมธ.ปปง. สภาฯ ตามเส้นทางเงินปริ้นซ์กรุ๊ป ส่อเอี่ยวสแกมเมอร์

“กมธ.ปปง. สภาฯ” ตาม เส้นทางเงิน เครือบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ป ส่อเอี่ยวแก๊ง“สแกมเมอร์”ในไทย ลั่น วันนี้รู้เรื่อง เชื่อ“เฉิน จื้อ” ซุกทรัพย์สินในไทย หนึ่งในเป้าการฟอกเงิน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่รัฐสภา นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกมธ.ว่า เราเชื่อว่านายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งบริษัทปริ้นซ์ โฮลดิง กรุ๊ป (ปริ้นซ์กรุ๊ป) มีทรัพย์สินอยู่ในประเทศไทย กมธ.จึงได้เชิญเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ,อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ สำนักอัยการสูงสุด(อสส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางการเงินบริษัทในเครือของนายเฉิน รวมถึงกรณีข่าวมีนักการเมืองไทยมีส่วนเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์ แม้สถานทูตเกาหลีจะออกมาปฏิเสธแล้วก็ตาม แต่ตนคิดว่าอาจเป็นเพราะเรื่องมารยาททางการทูตจึงได้ปฏิเสธ หาก กมธ.สืบพบว่ามีทรัพย์สินเราจะรีบแจ้งให้รัฐบาลดำเนินการโดยเร็ว เพราะหากช้า อาจมีการยักย้ายทรัพย์ ออกนอกประเทศ

ฟุ้งคนให้ข้อมูลเพียบ

“ทั้งนี้ มีคนส่งข้อมูลทางลับให้กมธ.จำนวนมาก ซึ่งตนเห็นว่าไม่ใช่ผลงานของพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะตนเคยคุยกับนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) มาแล้ว 2 ครั้ง และสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้คุยกับนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ว่าเราจะตามเส้นทางเงินให้ถึงที่สุด เพราะกระทบกับความมั่นคงของประเทศและประชาชน”ประธาน กมธ.ปปง.สภาฯ กล่าว

วันนี้รู้ผลบริษัทเอี่ยวทุนเทาเพิ่ม

เมื่อถามถึง ความล่าช้าของรัฐบาลในการจัดการสแกมเมอร์ นายดนุพร กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถไปก้าวก่ายงานของรัฐบาลได้ แต่เมื่อเรามีข้อมูล เราต้องรีบส่งให้รัฐบาลจัดการโดยเร็ว ยืนยันว่า วันนี้จะทราบผลว่า บริษัทปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กับบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ป เป็นบริษัทเดียวกันหรือไม่ และ ปปง.อาจต้องรับบางเรื่องเพื่อไปตามข้อมูลให้ กมธ.ต่อไป หากสัปดาห์นี้ไม่จบก็จะไปต่อในสัปดาห์หน้า และเชื่อว่า บริษัทปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ไม่ใช่บริษัทเดียวที่มีความเกี่ยวพัน แม้ทางบริษัทจะออกมาชี้แจงแล้วก็ตาม แต่บริษัทก็ยอมรับว่าในอดีตเคยลงทุนร่วมกัน การที่ยึดทรัพย์ได้ทั้งที่สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักรมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงเชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นเป้าหมายในการฟอกเงินก็ได้

กมธ.ปปง. สภาฯ ตาม เส้นทางเงิน เครือบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ป ส่อเอี่ยวแก๊ง “สแกมเมอร์” ในไทย

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ปที่ส่อเค้าว่าอาจมีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ในประเทศไทย ประเด็นนี้กำลังได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศและผลประโยชน์ของประชาชน

นายดนุพร ปุณณกันต์ ประธาน กมธ.ปปง.สภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบ โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะติดตามเส้นทางการเงินให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ก็ตาม ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การตรวจสอบนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ความคืบหน้าล่าสุด กมธ.ปปง. สภาฯ ตาม เส้นทางเงิน

ล่าสุด กมธ.ปปง. สภาฯ ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาและวิเคราะห์เส้นทางการเงินของบริษัทในเครือปริ้นซ์กรุ๊ป ข้อมูลที่ได้จะถูกนำไปประมวลผลและตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาความเชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์

นอกจากนี้ กมธ.ยังได้รับข้อมูลทางลับจากประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสืบสวน ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปตรวจสอบและยืนยันความถูกต้อง ก่อนนำไปใช้ในการดำเนินการต่อไป

ความโปร่งใสและความรวดเร็วในการดำเนินการเป็นสิ่งสำคัญที่ กมธ.ปปง. สภาฯ ยึดมั่น เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์

การดำเนินการของ กมธ.ปปง. สภาฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในประเทศไทย การติดตามเส้นทางการเงินของเครือบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ปอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้สามารถระบุและจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการตรวจสอบนี้จะนำไปสู่การเปิดโปงขบวนการสแกมเมอร์ที่แฝงตัวอยู่ในประเทศไทย และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

การที่ กมธ.ปปง. สภาฯ ตาม เส้นทางเงิน ของปริ้นซ์กรุ๊ปอย่างเข้มข้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน การร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “กมธ.ปปง. สภาฯ” ตาม เส้นทางเงิน เครือบริษัทปริ้นซ์กรุ๊ป ส่อเอี่ยวแก๊ง “สแกมเมอร์” ในไทย

โรม สวน ดนุพร ถามทักษิณ ตั๋วช้าง หยุดแกว่งปาก

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการโต้ตอบร้อนแรง ล่าสุดมีประเด็นน่าสนใจเกิดขึ้นระหว่าง ส.ส. รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน กับ ส.ส. ดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่กำลังกลายเป็นหัวข้อสนทนาบนโซเชียลมีเดีย

โรม สวน ดนุพร ไล่ถามทักษิณเรื่องตั๋วช้าง

วันที่ 28 กันยายน 2567 นายรังสิมันต์ โรม ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพื่อตอบโต้คำกล่าวอ้างของนายดนุพร ที่ระบุว่าพรรคสีน้ำเงินได้รับการชุบชีวิตจาก ‘ตั๋วช้าง’ สีส้ม โรมได้ย้อนกลับไปบอกว่าถ้าอยากรู้เรื่องตั๋วช้างจริงๆ ก็ให้ไปถามนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนนั้นรู้ดีที่สุด นอกจากนี้ โรมยังแนะนำให้ดนุพรหัดโทษตัวเองบ้าง อย่ามัวแต่โทษคนอื่น เพราะรัฐบาลที่เป็นอยู่มานานสองปีแล้ว แต่กลับไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม สร้างแต่ปัญหาใหม่ๆ ให้ประชาชน

คำพูดของโรมนี้ชัดเจนและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประโยคที่ว่า “เวลาที่เหลืออยู่ หยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว ทำงานบ้างอะไรบ้าง” ซึ่งสะท้อนถึงความคับข้องใจต่อฝ่ายรัฐบาลที่มัวแต่เล่นเกมการเมืองแทนการแก้ปัญหาให้ประชาชน

บริบทของประเด็นตั๋วช้างในพรรคการเมือง

เพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ‘ตั๋วช้าง’ ในที่นี้หมายถึงอิทธิพลหรือการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญที่มีน้ำหนักในวงการการเมือง โดยเฉพาะนายทักษิณที่ถูกมองว่าเป็นผู้มีบทบาทเบื้องหลังพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหลายครั้งในอดีต โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้เกิดการถกเถียงว่าอิทธิพลดังกล่าวช่วย ‘ชุบชีวิต’ พรรคการเมืองที่เคยอ่อนแอได้จริงหรือไม่

โรมในฐานะ ส.ส. จากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้านที่เน้นการตรวจสอบรัฐบาล มองว่าการโจมตีแบบนี้จากฝ่ายรัฐบาลเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลเพื่อไทยซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก บริหารงานมาเกือบสองปี แต่ผลงานที่จับต้องได้ยังไม่ชัดเจน เช่น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และการปฏิรูปที่เคยสัญญาไว้

  • ผลงานรัฐบาลสองปี: ยังไม่มีนโยบายเด่นที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริง
  • ปัญหาที่เกิดใหม่: การเมืองภายในพรรคและการทุจริตที่ถูกตั้งคำถาม
  • คำแนะนำจากโรม: หยุดการโต้เถียงไร้สาระ เริ่มทำงานเพื่อประชาชน

การโต้ตอบครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสวนกันไปมา แต่สะท้อนถึงความแตกแยกในสภาไทยที่ยังคงรุนแรง โดยเฉพาะระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับรัฐบาล นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าประเด็นตั๋วช้างอาจถูกขุดขึ้นมาอีกในอนาคต หากมีการเลือกตั้งใหญ่หรือการปรับคณะรัฐมนตรี

นอกจากนี้ โรมยังใช้โอกาสนี้เรียกร้องให้ ส.ส. ทุกคนหันมาโฟกัสที่การทำงานจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 ที่ทิ้งร่องรอยไว้มากมาย การแกว่งปากหรือหาเสี้ยนในเนื้อของคนอื่นอาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบการเมืองเข้าไปอีก

จากมุมมองของผู้เขียน คำพูดของโรมนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีให้กับนักการเมืองทุกฝ่ายว่า การตรวจสอบซึ่งกันและกันเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องมาพร้อมกับผลงานที่พิสูจน์ตัวเองได้ หากรัฐบาลอยากให้ฝ่ายค้านเงียบ ก็ควรแสดงผลงานให้เห็นชัดเจน

สุดท้ายนี้ ชวนผู้อ่านติดตามข่าวการเมืองไทยต่อไป เพราะทุกการโต้ตอบอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในอนาคต คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – “โรม” สวน “ดนุพร” ไล่ไปถาม “ทักษิณ” รู้ดีเรื่องตั๋วช้าง แนะหยุดแกว่งปากหาเสี้ยนได้แล้ว

สภาล่มโทษฝ่ายค้านไม่ได้ เพื่อไทยลั่นหน้าที่รัฐบาล

สภาล่มโทษฝ่ายค้านไม่ได้ เพื่อไทยลั่นหน้าที่รัฐบาล

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ บทบาทของแต่ละฝ่ายในสภากำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีล่าสุดที่สภาล่มระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญ สภาล่มโทษฝ่ายค้านไม่ได้ เพื่อไทยลั่นหน้าที่รัฐบาล เตือนส้มอย่าอุ้มน้ำเงินจนเกินงาม เป็นประเด็นที่พรรคเพื่อไทยออกมาแถลงชี้แจงอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน

สภาล่มโทษฝ่ายค้านไม่ได้ เพื่อไทยยันรัฐบาลต้องรับผิดชอบ

วันที่ 28 กันยายน 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้แถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย โดยกล่าวถึงเหตุการณ์สภาล่มระหว่างการพิจารณา พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. และการเสนอญัตติเกี่ยวกับแผ่นดินทรุดตัวที่แยกวชิรพยาบาล ใกล้จุดก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง พรรคเพื่อไทยยืนยันว่าการกล่าวหาว่าฝ่ายค้านมีส่วนทำให้สภาล่มนั้นไม่เป็นธรรมและไม่ตรงข้อเท็จจริง

ตามหลักประชาธิปไตยและประเพณีปฏิบัติในสภา ฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่หลักในการรักษาองค์ประชุม หากรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่สามารถทำได้ ก็สะท้อนถึงปัญหาภายในพรรคร่วมรัฐบาลเอง ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายค้าน นายดนุพร เน้นย้ำว่า สภาล่มโทษฝ่ายค้านไม่ได้ เพื่อไทยลั่นหน้าที่รัฐบาล เพราะรัฐบาลต้องจัดการเอกภาพภายในให้ดีกว่านี้

MOA ระหว่างพรรคประชาชนและภูมิใจไทย: ข้อตกลงที่ถูกฝ่าฝืน?

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยชี้ให้สังคมทราบคือ MOU หรือข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งระบุชัดเจนว่าจะร่วมกันรักษาองค์ประชุมเพื่อให้การทำงานสภาดำเนินไปได้ แต่ในทางปฏิบัติ ฝ่ายรัฐบาลกลับไม่ทำตามข้อตกลงนี้ ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและสภาล่มซ้ำซาก

พรรคเพื่อไทยวิจารณ์ว่าการโยนความผิดให้ฝ่ายค้านเป็นเพียงการบิดเบือนเพื่อหนีความรับผิดชอบ หากรัฐบาลมีปัญหาภายใน ก็ควรยอมรับต่อประชาชนตรงๆ แทนที่จะปกปิดด้วยการกล่าวหาฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่เข้าไปยุ่งการจัดการภายในของรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยบางคนที่อยู่ในห้องประชุมแต่ไม่กดแสดงตน ส่งผลให้ขาดองค์ประชุม นี่อาจเป็นเกมการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาถนนยุบที่กำลังเป็นประเด็นร้อน สังคมควรตั้งคำถามถึงเจตนาจริงๆ behind การกระทำเหล่านี้

เตือนพรรคประชาชน: อย่าอุ้มรัฐบาลสีน้ำเงินเกินงาม

ในช่วงท้ายของการแถลง โฆษกพรรคเพื่อไทยได้เรียกร้องไปยังพรรคประชาชน ซึ่งเป็นแกนนำค้ำรัฐบาล ว่าให้กล่าวหาให้ถูกคน อย่าพยายามปกป้องหรืออุ้มพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลสีน้ำเงินจนเกินงาม สภาล่มโทษฝ่ายค้านไม่ได้ เพื่อไทยลั่นหน้าที่รัฐบาล เตือนส้มอย่าอุ้มน้ำเงินจนเกินงาม เพราะการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้มาจากการโหวต 311 เสียง และพรรคประชาชนควรระมัดระวังการสื่อสารที่ดูเหมือนสนับสนุนพรรคอื่นเกินหน้าที่

ทุกวันนี้ สังคมมองพรรคประชาชนเป็นฝ่ายค้ำรัฐบาลอยู่แล้ว การสื่อสารล่าสุดที่ดูเหมือนเลือก ส.ส.บางพรรคได้นายกฯ อีกพรรค ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ประชาชน จนถูกจับตามองอย่างกว้างขวาง พรรคเพื่อไทยเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้มาอย่างฝืนธรรมชาติ ขาดเอกภาพตั้งแต่ต้น หากไม่แก้ไข ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานสภาทั้งหมด

เพื่อขยายความเข้าใจให้ผู้อ่าน เรามาดูบริบทกว้างขึ้น การล่มสภาไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ครั้งนี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างรัฐบาลที่ไม่มั่นคง ฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยจึงต้องออกมาเคลียร์เพื่อปกป้องภาพลักษณ์และรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นแผ่นดินทรุดที่แยกวชิรพยาบาล ซึ่งเป็นปัญหาจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อป้องกันอันตรายต่อประชาชน

  • หน้าที่หลักของรัฐบาล: รักษาองค์ประชุมและเอกภาพพรรคร่วม
  • บทบาทฝ่ายค้าน: ตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ ไม่ยุ่งการเมืองภายใน
  • คำเตือนถึงพรรคประชาชน: อย่าอุ้มเกินงาม จนเสียภาพลักษณ์

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูความสามัคคี หากปล่อยไว้ สภาอาจล่มบ่อยขึ้น ส่งผลให้กฎหมายสำคัญล่าช้า ประชาชนคือผู้เสียหายในท้ายที่สุด

สุดท้ายนี้ หากคุณสนใจติดตามการเมืองไทยแบบอัปเดต อย่าลืมกดติดตามบล็อกนี้เพื่อรับข่าวสารล่าสุด และแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณมองประเด็นนี้อย่างไร

ที่มา – สภาล่มโทษฝ่ายค้านไม่ได้ เพื่อไทยลั่นหน้าที่รัฐบาล เตือนส้มอย่าอุ้มน้ำเงินจนเกินงาม

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านหลัก ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในการต้อนรับรัฐบาลใหม่ พรรคเพื่อไทยเตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ ด้วยแคมเปญสุดเข้มข้น “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” ซึ่งจะชำแหละข้อตกลง MOA ระหว่างพรรคส้มและน้ำเงินในการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยย้ำว่าจะไม่มีออมมือ ไม่มีอ่อนข้อ และไม่ง้อฝ่ายค้าน

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568 ที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้แถลงถึงการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลใหม่ พรรคเพื่อไทยในฐานะฝ่ายค้านอิสระ จะต้อนรับรัฐบาลชุดนี้อย่างเต็มที่ ภายใต้แคมเปญ “เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” เพราะพรรคเห็นชัดว่ารัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้ แม้จะอยู่เพียง 4 เดือน แต่ซ่อนภารกิจแอบแฝงที่อาจนำมาซึ่งหายนะ 4 ด้านใหญ่หลวง

“เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

หายนะที่ 1: การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลใหม่ทำให้ประเทศหยุดชะงัก นโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทยวางไว้ เช่น โครงการลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ประชาชน ถูกปัดตกทั้งหมด เพียงเพราะเป็นนโยบายจากรัฐบาลเพื่อไทย สิ่งนี้ไม่ใช่แค่ลดแลกแจกแถม แต่เป็นรากฐานพัฒนาประเทศที่ถูกทำลาย

หายนะที่ 2: การขาดคนมีฝีมือ ในรัฐบาลนอมินีบุรีรัมย์

รัฐบาลชุดนี้เต็มไปด้วยรัฐมนตรีคอนเนกชันปราสาทสายฟ้า ที่ถูกวางตัวทำภารกิจสำคัญ แม้นโยบายจะระบุว่ารักษานิติธรรม ขจัดทุจริต สงครามกับพนันออนไลน์ ภัยไซเบอร์ และข่าวปลอม แต่การเลือกคนใกล้ชิดนายกฯ แทนคนมีฝีมือจริงๆ จะทำให้การทำงานล้มเหลว

หายนะที่ 3: การขาดความโปร่งใส การจัดตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับคดีใหญ่ เช่น คดีบุกรุกที่ดินเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. มาจากค่ายสีน้ำเงิน ทำให้ความโปร่งใสถูกปกปิด ผู้บังคับใช้กฎหมายมี ‘เจ้านาย’ ที่ไม่ใช่ประชาชน แต่เป็นนายใหญ่บุรีรัมย์

หายนะที่ 4: การขาดอนาคตประชาธิปไตย ศัตรูของประชาธิปไตยที่เคยแฝงในเงา ตอนนี้ปรากฏตัวชัดผ่านสถาบันการเมือง สีน้ำเงินได้รับชุบชีวิตจากตั๋วส้ม แม้อ้างเจตนาดี แต่ปลายทางอาจนำไปสู่หายนะที่ย้อนกลับไม่ได้ เป็น 4 เดือนยุบสภา ยุบคดี หรือ 4 นโยบายของอนุทิน หรือ 4 หายนะ?

โฆษกพรรคเพื่อไทยยืนยันว่าจะจัดเต็มในการอภิปราย ใช้เวลา 6 ชั่วโมงชี้ปัญหา ผลกระทบ และหายนะจากรัฐบาลนี้ โดยไม่ต้องค้ำยันให้

การแก้ไขรัฐธรรมนูญและ MOA ส้ม-น้ำเงิน

นายดนุพรยังพูดถึงการยื่นญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 15 เพื่อร่างฉบับใหม่ มีร่างจากเพื่อไทย ประชาชน และภูมิใจไทย แต่เงื่อนไขสำคัญคือต้องได้เสียง สว. 1 ใน 3 การได้มาซึ่ง ส.ส.ร. อาจถูกคุมกำเนิด โดยเฉพาะแนวทางของภูมิใจไทยที่ไม่เชื่อมโยงประชาชน

MOA ส้ม-น้ำเงิน อาจเป็นแค่พิธีกรรม เพราะ สว. สีน้ำเงินและภูมิใจไทยที่เติบโตจากส้ม อาจครองอำนาจกำหนด ส.ส.ร. ปลายทางรัฐธรรมนูญใหม่จึงอาจไม่ดีงามอย่างที่หวัง สถานการณ์นี้เหมือนเปิดกล่องแพนโดร่า ปลดปล่อยหายนะ

พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้พรรคประชาชนที่ค้ำรัฐบาล ตั้งโต๊ะเจรจาเปิดเผยกับภูมิใจไทยและ สว. ให้ประชาชนรู้ดีลทั้งหมด เพื่อหยุดยั้งหายนะ

สุดท้าย พรรคเพื่อไทยหวังว่าการตัดสินใจของพรรคประชาชนจะไม่สูญเปล่า นี่คือการเดิมพันอนาคตประเทศ หากรัฐธรรมนูญใหม่กลายเป็นหายนะ ความรับผิดชอบจะหนักหนา

ในมุมมองของผู้เขียน แคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ” ของเพื่อไทยนี้ สะท้อนถึงการตรวจสอบที่เข้มข้น ซึ่งจำเป็นต่อประชาธิปไตยไทย ประชาชนควรติดตามอภิปรายนี้เพื่อเข้าใจทิศทางประเทศ หากสนใจข่าวการเมืองเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้

ที่มา – “เพื่อไทย” เตรียมรับน้องรัฐบาลใหม่ อัดแคมเปญ “4 เดือนยุบคดี กับ 4 หายนะ”

สส.เพื่อไทยให้กำลังใจ “อิ๊งค์” ทักษิณหนุนพรรคเข้มแข็ง

“แพทองธาร” เผย “ทักษิณ” ให้กำลังใจทำพรรคให้เข้มแข็ง ลั่นกลาง ต.ค. ได้ผู้สมัคร สส. 400 เขต ด้าน สส.เพื่อไทยให้กำลังใจหัวหน้าพรรค “ดนุพร” เผย ส่งเรื่อง คกก.จริยธรรมฟัน สส.งูเห่าโหวตสวนมติ

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 กันยายน 2568 มีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอดีตนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยมีตัวแทน สส. แต่ละภาค อาทิ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นตัวแทนให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ภายหลัง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องเข้าเรือนจำตามคำสั่งศาลฎีกา ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ขอบคุณกำลังใจจาก สส.ทุกคน พร้อมบอกว่าก่อนเข้าเรือนจำ นายทักษิณ กำลังใจดี พอจะคาดเดาผลได้อยู่แล้ว พร้อมรับผลการตัดสินกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ข้อครหาหมดไป ให้พรรคเดินหน้าต่อไป นายทักษิณ ให้กำลังใจตน บอกให้กลับมานำทัพ ทำพรรคเพื่อไทยให้เข้มแข็ง

จากนั้นเวลา 16.10 น. นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า น.ส.แพทองธาร มาเตรียมความพร้อมนับถอยหลังสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือน โดยนำคำสั่งเก่าๆ เรื่องการตั้งกรรมการสรรหาผู้สมัคร กรรมการยุทธศาสตร์การหาเสียง นโยบายหาเสียงต่างๆ มาดู และนำตารางวันที่มาพิจารณาจะเข้าสู่การเลือกตั้งเมื่อใด วันนี้จึงเป็นการประกาศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของพรรคเพื่อไทย เตรียมความพร้อมผู้สมัครให้ทันอย่างช้าสุดคือกลางเดือนตุลาคม 2568 จะได้ผู้สมัครครบ 400 เขต เขตใดหรือจังหวัดใดที่ได้ผู้สมัครเพิ่มเติมจาก สส.เก่า จะเดินหน้าทำงานทันที

ส่วนกรณี สส.งูเห่า โหวตสวนมติพรรคเพื่อไทยนั้น นายดนุพร ระบุว่า มีการพูดกันอย่างกว้างขวาง จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินัยและจริยธรรมพรรคพิจารณา เพราะมีความผิดชัดเจนในการโหวตขัดมติพรรค จะใช้เวลาพิจารณาเร็วที่สุดและมีคำตอบให้ประชาชน ขณะที่ประเด็นจะเก็บ สส.กลุ่มงูเห่าไว้ต่อไปหรือขับออกจากพรรคนั้น ให้คณะกรรมการจริยธรรมพรรคพิจารณา จะมีมาตรการลงโทษผู้ฝ่าฝืนแน่นอน

นายดนุพร กล่าวอีกว่า ในการประชุม สส. แกนนำพรรคทั้ง นายภูมิธรรม เวชยชัย, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง พูดให้กำลังใจหัวหน้าพรรคเรื่องคำตัดสินศาลเมื่อเช้านี้ หัวหน้าพรรคกำชับกับ สส.พรรคเพื่อไทยทุกคนในการประชุมสภาฯ วันที่ 10-11 กันยายน 2568 ที่มีกฎหมายสำคัญหลายฉบับที่ สส.พรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอ ขอให้ สส. อยู่ร่วมเป็นองค์ประชุม รีบนำกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ไปสู่ขั้นตอนต่อไปเร็วที่สุด หัวหน้าพรรคกำชับให้ทุกคนทำหน้าที่เข้มแข็ง เป็นฝ่ายค้านตัวจริงในสภาฯ

ทางด้านคำถามมั่นใจหรือไม่ว่า สส.เขตจะยังอยู่กับพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไป นายดนุพร ตอบว่า สส.เขตกว่า 110 คน พรรคไม่สามารถบังคับให้ใครลงในนามพรรคได้ หากยุบสภาฯ ก็ต้องเลือกตั้งใหม่ใน 45-60 วัน หากใครจะลงสมัครต่อหรือเปลี่ยนใจ ไปพรรคอื่น พรรคไม่ได้ปิดกั้น แต่วันนี้ น.ส.แพทองธาร แสดงความพร้อมประกาศว่าเราพร้อมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง น.ส.แพทองธาร พร้อมเป็นกำลังสำคัญนำไปสู่การเลือกตั้ง คาดหวังว่าจะได้ สส.เยอะที่สุด แต่วันนี้ไกลเกินไปที่จะพูดถึงการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล 2 ปี ไม่มีนโยบายที่ทำสำเร็จ จะใช้นโยบายใดหาเสียง นายดนุพร ตอบว่า นโยบายต่างๆ ที่ผ่านสภาฯ แล้ว เช่น นโยบายหวยเกษียณ หรือโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ต้องดูรัฐบาลใหม่จะทำต่อหรือไม่ หากนโยบายใดเป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่รัฐบาลปัจจุบัน ไม่ดำเนินการ เราก็จะนำกลับมาทำใหม่ ขอดูนโยบายเราที่ผ่านสภาฯ ว่านำไปปรับใช้ได้มากแค่ไหน.

สส.เพื่อไทยให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เผย “ทักษิณ” ให้กำลังใจทำให้พรรคเข้มแข็ง

“ทักษิณ” ให้กำลังใจพรรคเพื่อไทยเข้มแข็ง

การที่ สส.เพื่อไทยให้กำลังใจ “อิ๊งค์” และ “ทักษิณ” ให้กำลังใจทำให้พรรคเข้มแข็ง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความสามัคคีภายในพรรค แม้ว่าจะมีสถานการณ์ที่ท้าทายเกิดขึ้น การได้รับกำลังใจจากผู้นำและอดีตผู้นำจะช่วยให้สมาชิกพรรคมีความมุ่งมั่นและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงยังแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความตั้งใจในการทำงานเพื่อประชาชน

การที่พรรคเพื่อไทยประกาศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งและเตรียมความพร้อมผู้สมัคร สส. ให้ทันภายในกลางเดือนตุลาคม 2568 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะกลับมาเป็นแกนนำในการบริหารประเทศอีกครั้ง การมีผู้สมัครที่พร้อมและมีความสามารถจะช่วยให้พรรคมีโอกาสในการได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้น

การพิจารณาเรื่อง สส.งูเห่าที่โหวตสวนมติพรรคเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในเรื่องของวินัยและจริยธรรมของสมาชิกพรรค การมีมาตรการลงโทษผู้ฝ่าฝืนจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคมีความจริงจังในการรักษามาตรฐานและหลักการของพรรค

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ปัจจุบันของพรรคเพื่อไทยแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเผชิญหน้ากับความท้าทายและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน การได้รับกำลังใจจากผู้นำ การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง และการรักษามาตรฐานทางวินัยและจริยธรรมของสมาชิกพรรค ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะมาถึง และนำพรรคไปสู่ความเข้มแข็ง

ที่มา – สส.เพื่อไทยให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เผย “ทักษิณ” ให้กำลังใจทำให้พรรคเข้มแข็ง

มติเพื่อไทย ประชุมลับ ญัตติ MOU 43-44

“ดนุพร ปุณณกันต์” เผย มติพรรคเพื่อไทย เสนอให้ประชุมลับ ญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 เหตุเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หวั่นกระทบความมั่นคงและคนชายแดน

วันที่ 26 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 16.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการประชุม ส.ส. ประจำสัปดาห์ของพรรคเพื่อไทย ว่า เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปิดประชุมสภาฯ ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนที่จะมีการเข้าญัตติด่วนด้วยวาจาเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 วันนี้ที่ประชุม ส.ส. เพื่อไทย ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางว่าการนำเรื่องนี้เสนอเข้าที่ประชุม เราจะเตรียมใครไว้เพื่ออภิปรายบ้าง เพราะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน โดยมติพรรคเพื่อไทย หากมีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา จะขอเป็นการประชุมลับ เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน กระทบกับความมั่นคงและพี่น้องตามแนวชายแดน และเราจะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ แต่ทางพรรคเพื่อไทยเห็นควรว่าเมื่ออภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้ว ก็จะส่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป

เมื่อถามว่า หากเสียงส่วนใหญ่มีมติให้ตั้ง กมธ. วิสามัญ พรรคเพื่อไทยจะร่วมเป็น กมธ. หรือไม่ นายดนุพร กล่าวว่า เราพร้อม แต่ต้องมีการโหวตกัน เนื่องจาก กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน มีการพิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 27 ส.ค. ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) จะไปหารือกับฝ่ายค้านอีกครั้งถึงมติพรรคเพื่อไทย

มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

จากข่าวการประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทยล่าสุด ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาญัตติด่วนเกี่ยวกับ MOU 43 และ 44 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและพี่น้องประชาชนตามแนวชายแดน การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และตัดสินใจที่จะขอให้มีการประชุมลับถือเป็นการดำเนินการที่แสดงถึงความรอบคอบและความระมัดระวังในการจัดการกับประเด็นละเอียดอ่อน

เหตุผลเบื้องหลังมติพรรคเพื่อไทย

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจขอให้มีการประชุมลับนั้น มาจากความกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ รวมถึงอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน การประชุมลับจะช่วยให้ ส.ส. สามารถอภิปรายและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หรือจะก่อให้เกิดผลเสียต่อส่วนรวม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะไม่ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่จะส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป แสดงให้เห็นว่าพรรคต้องการให้ผู้ที่มีอำนาจและข้อมูลครบถ้วนเป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการปิดกั้นข้อมูลจากประชาชน ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจและการวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้น พรรคเพื่อไทยจึงจำเป็นต้องสื่อสารและชี้แจงเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้ให้ประชาชนเข้าใจอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและสนับสนุนจากประชาชน

การพิจารณาเรื่อง MOU 43 และ 44 เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจที่จะดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวังถือเป็นสิ่งที่ควรให้การสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกัน พรรคก็ต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส เพื่อรักษาความไว้วางใจจากประชาชน การสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและความโปร่งใสจะเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการกับประเด็นนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44 นั้นเป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติและความสงบสุขของประชาชนตามแนวชายแดน แต่พรรคก็ต้องระลึกเสมอว่าความโปร่งใสและการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – มติพรรคเพื่อไทย เห็นพ้องให้ประชุมลับ ญัตติด่วนถก MOU 43-44

เพื่อไทยขอโทษ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า

พรรคเพื่อไทย กราบขอโทษประชาชน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า เหตุ พ.ร.บ. 3 ฉบับเสร็จไม่ทัน เชื่อ สว. หนุนผ่านกฎหมาย ยัน แม้มี สส.กทม.-ปริมณฑลแค่ 2 คน พร้อมเดินหน้าผลักดัน

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ว่า สำหรับโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ในนามของพรรคเพื่อไทยต้องกราบขอโทษพี่น้องประชาชนที่กฎหมายทั้ง 3 ฉบับ ที่มีความจำเป็นต่อการทำโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังไม่สามารถเสร็จได้ทัน จึงทำให้ประชาชนที่รอจะใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องล่าช้า ในส่วนของพรรคเพื่อไทยต้องกราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้อย่างเป็นทางการ 

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ล่าช้า เป็นเรื่องของกฎหมาย 3 ฉบับ ประกอบด้วยร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …. ที่เพิ่งผ่านสภาฯ ไป ตอนนี้อยู่ในชั้นวุฒิสภา ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ) อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาฯ วันที่ 27 สิงหาคม 2568 จะได้มีการพิจารณาต่อ จากนั้นจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เราพยายามเร่งที่จะทำให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้เสร็จให้เร็วที่สุด เราเข้าใจดีว่าองค์ประชุมเป็นหน้าที่ของรัฐบาล 

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ผู้ที่รับประโยชน์คือประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เราต้องการทำให้นโยบายผ่านเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน เราผลักดันนโยบายนี้ทั้งที่เรารู้ว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล พรรคเพื่อไทยมี สส.แค่ 2 คนเท่านั้น อยากจะขออนุญาตฝากเรื่องนี้ไปยัง สส.ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑลของพรรคฝ่ายค้าน ว่า อยากให้ท่านมาช่วยพิจารณา ถ้าท่านช่วยกันผลักดันกฎหมายนี้ให้สำเร็จ ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์คือพี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 

เมื่อถามว่าหากร่าง พ.ร.บ.ตั๋วร่วมฯ ผ่านการพิจารณาของสภาฯ แล้ว กังวลหรือไม่ว่าจะไปค้างที่ สว. นายดนุพร ตอบว่า ไม่กังวล เพราะเราคิดว่า สว. ก็เป็นตัวแทนของประชาชนเหมือนกัน หาก สว. เห็นร่างที่ผ่านการพิจารณาของสส.ไปแล้ว ก็จะได้เห็นว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายทั้ง 3 ฉบับคือประชาชน ฉะนั้นจึงคิดว่า สว. น่าจะผ่านให้.

เพื่อไทยขอโทษ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า

โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถือเป็นนโยบายสำคัญที่พรรคเพื่อไทยได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน และเป็นหนึ่งในความหวังที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนเมือง การที่โครงการต้องล่าช้าออกไป จึงเป็นเรื่องที่น่าเสียใจและต้องมีการชี้แจงถึงสาเหตุ

ทำไมรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายถึงล่าช้า?

สาเหตุหลักที่ทำให้โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายต้องล่าช้า คือความล่าช้าในการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้องถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง, ร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม และร่าง พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งกฎหมายเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย

แม้ว่าร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางรางจะผ่านสภาฯ ไปแล้ว แต่ยังคงอยู่ในขั้นตอนของวุฒิสภา ส่วนร่าง พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาฯ ซึ่งต้องติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด

พรรคเพื่อไทยได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะเร่งผลักดันกฎหมายเหล่านี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อให้โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายสามารถเกิดขึ้นได้จริงและช่วยเหลือประชาชนได้ตามที่ตั้งใจไว้

ทางพรรคฯ ยังได้เรียกร้องให้ สส. จากพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะ สส. ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร่วมกันพิจารณาและผลักดันกฎหมายเหล่านี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนส่วนรวม

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมี สส. ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเพียง 2 คน แต่ก็ยังคงยืนยันที่จะผลักดันนโยบายนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญในการลดค่าครองชีพของประชาชน

การผลักดันนโยบายสำคัญเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย และสร้างประโยชน์สุขให้กับสังคมโดยรวม

เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จะสามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้นี้ และเป็นของขวัญให้กับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างแท้จริง

แม้จะมีความล่าช้าเกิดขึ้น แต่ความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย เพื่อให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี

ที่มา – เพื่อไทยขอโทษประชาชน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าช้า เชื่อ สว. หนุนผ่านกฎหมาย

Scroll to top