ดิจิทัลวอลเล็ต

เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา”

“ปกรณ์” เลขาธิการกฤษฎีกา ย้ำหลักการ เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” โยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน ดิจิทัลวอลเล็ต

จากกรณีที่ ป.ป.ช. รับเรื่องไต่สวน นายเศรษฐา ทวีสิน และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับการโยกงบประมาณ 3.5 หมื่นล้านบาท ไปทำโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้

นายปกรณ์กล่าวว่า ตามหลักการแล้ว หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” ในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ครม. โดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้ทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ให้กับ ป.ป.ช.

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทุกคนที่อยู่ในห้องประชุม ครม. ในวันที่มีมติดังกล่าวจะต้องถูกไต่สวนทั้งหมดหรือไม่ นายปกรณ์ตอบว่า ยังไม่สามารถตอบได้ เพราะต้องดูรายละเอียดของสำนวนการไต่สวนก่อน

ส่วนกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ในวันดังกล่าวด้วย นายปกรณ์กล่าวว่า จำไม่ได้จริงๆ

ทั้งนี้ นายปกรณ์ ย้ำว่า โดยปกติแล้ว สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) จะเป็นผู้ทำหนังสือชี้แจงไปยัง ป.ป.ช. ก่อน หาก ป.ป.ช. ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการเรียกผู้ใดไปชี้แจง ก็เป็นอำนาจของ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการตามกระบวนการ

หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา”

อย่างไรก็ตาม นายปกรณ์กล่าวว่า หากในวันที่ ครม. มีมติดังกล่าว มีผู้ที่อยู่ในห้องประชุมทักท้วง ก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายบุคคลไป ไม่สามารถสรุปได้ว่าผู้นั้นจะไม่มีความผิด

ทำไมเลขาฯ ครม. ต้องแจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา”?

การที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ชี้แจงเรื่องนี้ ก็เนื่องจากเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการบันทึกรายงานการประชุม ครม. และเป็นผู้ที่ทราบรายละเอียดของการพิจารณาและลงมติในเรื่องต่างๆ ดังนั้น จึงเป็นผู้ที่สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนแก่ ป.ป.ช. ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ การที่ สลค. เป็นผู้ชี้แจงยังเป็นไปตามหลักการที่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่ถูกไต่สวน ควรเป็นผู้ให้ข้อมูลแก่หน่วยงานตรวจสอบ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

การที่ ป.ป.ช. เข้ามาไต่สวนเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย

ถึงแม้ว่าการไต่สวนของ ป.ป.ช. จะเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการตรวจสอบ แต่ก็เป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะอาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญาหรือการลงโทษทางวินัยได้ หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง

ดังนั้น การชี้แจงของเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และการให้ข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการตัดสินใจของ ป.ป.ช.

การดำเนินการตาม หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” ครั้งนี้จะส่งผลอย่างไรต่อโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – หน้าที่เลขาฯ ครม. แจงปม ป.ป.ช. ไต่สวน “ครม.เศรษฐา” โยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน

ม็อบทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน บุก ป.ป.ช.

กลุ่มม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ เคลื่อนขบวนไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อทวงถามความคืบหน้าในคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท โดยขู่ว่าจะเปิดเผยข้อมูลหากยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ “จตุพร” ชี้ว่าการดึงเรื่องอาจเข้าข่ายผิดมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 กันยายน 2568 กลุ่มคณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย พร้อมผู้ชุมนุมจำนวนมาก โบกธงชาติไทยและชูป้ายข้อความต่างๆ เช่น “ไม่เอาชัยเกษม”, “ไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวด 1, 2”, “นักการเมืองชั่ว ผิด ม.144”, “ป.ป.ช.จะฟ้องกี่โมง” โดยเคลื่อนขบวนจากสะพานชมัยมรุเชฐไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี จุดประสงค์คือการติดตามและทวงถามความคืบหน้าในกรณีการโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งถูกกล่าวหาว่านำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ตามมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีแกนนำผลัดเปลี่ยนขึ้นปราศรัยบนรถบรรทุกที่ดัดแปลงเป็นเวทีชั่วคราว หน้าสำนักงาน ป.ป.ช.

ม็อบทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน บุก ป.ป.ช.

นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 เมษายน เพื่อให้ดำเนินคดีกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาลของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร รวมถึง สส. และ สว. ที่โหวตผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2568 ซึ่งมีการโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท จาก 5 ธนาคารรัฐวิสาหกิจที่ควรนำไปใช้หนี้เงินกู้และเงินต้น ไปใช้ในโครงการแจกเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งเข้าข่ายมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว ป.ป.ช. ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งขัดแย้งกับข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญที่ระบุให้ดำเนินการโดยพลัน เมื่อเทียบกับกรณีของนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาเพียง 15 วันในการวินิจฉัยถอดถอนและตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี รัฐธรรมนูญมาตรา 144 ระบุชัดเจนว่า สส. และ สว. ไม่มีสิทธิแก้ไขงบประมาณเพื่อให้ตนเองหรือพรรคพวกได้รับผลประโยชน์โดยตรงหรือโดยอ้อม หากฝ่าฝืน ศาลรัฐธรรมนูญสามารถสั่งตัดสิทธิทางการเมืองและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองได้ทันที รวมถึงมีอำนาจเรียกเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยภายใน 20 ปีจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้สังคมไทยเกิดความสงสัยและตั้งคำถามว่า ป.ป.ช. จงใจดองเรื่องนี้หรือไม่ นายชาญชัยกล่าวว่าหาก ป.ป.ช. ยังไม่เร่งรัดพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตนจะเปิดเผยเบื้องหลังการทำงานของ ป.ป.ช. ที่อาจมีการรับงานจากฝ่ายการเมือง ในสัปดาห์หน้า

จตุพรชี้ ป.ป.ช. ดึงเรื่องโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน ผิด ม.157

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคณะรวมพลังฯ กล่าวว่า หาก ป.ป.ช. ยังคงนิ่งเฉยและดึงเวลา อาจส่งผลให้ประเทศเข้าสู่ภาวะทางตัน เนื่องจากเรื่องนี้กระทบต่อหลักการใช้งบประมาณและความเชื่อมั่นของประชาชน เมื่อประชาชนยื่นเรื่องโดยตรงตามกฎหมาย แต่ ป.ป.ช. กลับไม่เร่งดำเนินการ ทั้งที่มีพยานหลักฐานครบถ้วน จึงเกิดความสงสัยว่าองค์กรนี้ยังคงทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมืองจริงหรือไม่ นอกจากนี้ อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกลุ่มของตนพร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อสร้างบรรทัดฐานต่อไป

“สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ยังคงมีความสับสนและไม่แน่นอน โดยรัฐบาลรักษาการนำโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย ขู่ว่าจะยุบสภา หลังจากที่ไม่สามารถรวบรวมเสียง สส. ข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีเงื่อนไขที่ว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจในการยุบสภาหรือไม่ หากมีการยุบสภาจริง เชื่อว่าจะมีผู้ร้องเรียนให้นำเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญทันที ดังนั้น การยุบสภาจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้”

การที่ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจของประชาชนต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ในคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้านบาท การที่ ป.ป.ช. ดำเนินการล่าช้า อาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ที่มา – ม็อบรวมพลังแผ่นดินฯ บุก ป.ป.ช. ทวงคดีโยกงบฯ 3.5 หมื่นล้าน

“นุชนาถ” ร่ายยาว เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

“นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร” ส.ส.ศรีสะเกษ เปิดใจ 6 ข้อ ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” แจงเหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย เพราะแสดงความเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค แถมปล่อยให้ ส.ส. รับหน้าเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตไปวันๆ ขอโหวตหนุน นายกฯ จากทุกพรรค ยกเว้น เพื่อไทย เรื่องราวของ “นุชนาถร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่หลายคนจับตามอง

วันที่ 31 ส.ค. 2568 นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 9 พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจง ว่าขอใช้พื้นที่เล็กๆ แสดงความรู้สึกที่มีในใจต่อทุกเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคเพื่อไทย พรรคที่ตนเองเคยยึดมั่นในอุดมการณ์มาโดยตลอด

ดิฉันขอไล่เรียงความเป็นมาก่อนที่ข่าวจะออกไปตามที่ทุกท่านได้เห็น ก่อนที่จะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปมากกว่านี้

1. ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย ทราบเป็นอย่างดีว่าดิฉันมักจะแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมในสิ่งที่ ส.ส.หลายๆ ท่านไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับผู้ใหญ่ในพรรค แต่ดิฉันด้วยความเป็นคนบ้านนอก คนของชาวบ้าน เป็น ส.ส.สมัยแรกที่เข้ามาเพราะต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง จึงมักจะแสดงข้อคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ได้สนใจผลกระทบเหล่านั้น ซึ่งนั่นคือจุดชนวนหนึ่งที่ดิฉันเดินออกมา

2. หลังจากการแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอเกี่ยวกับพื้นที่ เรื่องเศรษฐกิจ ราคาสินค้าเกษตร รวมทั้งปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน มีผู้ใหญ่ในพรรคถึงกับพูดกับ ส.ส.คนอื่นในพรรคที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของดิฉันว่า เป็นพวกหัวรุนแรง ไม่ต้องการให้ดิฉันลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคเพื่อไทยต่อในสมัยหน้า ให้ช่วยหาคนมาลงแทนหน่อย แล้วจะให้ดิฉันยืนอยู่ในจุดนั้นด้วยความสบายใจได้อย่างไร

3. เงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ดิฉันรวมทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย พยายามเสนอให้ฝ่ายบริหารดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือความเงียบครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านต้องตอบคำถามประชาชนเองบ้าง ไม่ใช่ให้ ส.ส. รับหน้าให้ไปวันๆ ว่างบประมาณเป็นแสนๆ ล้านที่ควรดำเนินการโครงการดังกล่าว ท่านเอาไปทำอะไร ดิฉันเชื่อเหลือเกินว่า ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่อึดอัดใจกับสถานการณ์ภายในพรรคที่เกิดขึ้น และรับไม่ได้กับสิ่งที่ต้องรับอยู่ในขณะนี้

4. เมื่อฟางเส้นสุดท้ายมาถึง ข้อเสนอต่างๆ จาก ส.ส.ในพรรคส่วนใหญ่ (ไม่ใช่แค่เพียงเสียงของดิฉัน) ไม่ได้รับการตอบสนอง การเดินออกจากพรรคเพื่อไทยของดิฉัน ไม่ใช่ออกมาเพื่อสนับสนุนผู้ใด แต่การเดินออกมาเพราะเจตนารมณ์ของพรรคที่ดิฉันเคยศรัทธานั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อุดมการณ์อันแน่วแน่ของพรรคไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ส.ส.ในพื้นที่ต้องคอยรับหน้าให้กับการกระทำของฝ่ายบริหารพรรค ทั้งๆ ที่ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น

5. ดิฉันจะยังคงสนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยที่ยึดเสียงของประชาชนเป็นสำคัญ ที่ผ่านมาดิฉันอาจเป็นตัวตลกในสายตาประชาชน แม้กระทั่งในเวลานี้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ดิฉันลดละความตั้งใจที่จะต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ไปได้ ดิฉันไม่ได้มาจากตระกูลหรือครอบครัวของนักการเมือง ไม่ได้สืบทอดอำนาจมาจากผู้ใด ความตั้งใจที่เข้ามาในสนามการเมืองก็เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้ดีขึ้น

6. ดิฉันจะขอใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. สนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคใดก็แล้วแต่ที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ ยกเว้นแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย เพื่อปูทางไปสู่การยุบสภาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ คืนอำนาจสู่ประชาชน ปลดล็อกสถานการณ์อันเลวร้ายทางการเมือง ถึงแม้ดิฉันจะต้องเสียตำแหน่ง ส.ส. ไปก็ยินดี หรืออาจจะหมดโอกาสในการเดินเข้าสภาฯ อีกก็ตาม ดิฉันขอใช้หนึ่งเสียงที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อคืนอำนาจกลับสู่ประชาชนเช่นเดิม

“ถ้าผู้คนทั้งประเทศตีตราว่าดิฉันเป็น ‘งูเห่า’ ดิฉันขอเป็นงูเห่าที่ย้ายข้างไปยกมือคืนอำนาจให้กับประชาชน ขอบคุณค่ะ”

นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร

ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 9

“นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

การตัดสินใจของนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สร้างความฮือฮาและเกิดคำถามมากมายในสังคม บทบาทของ ส.ส. ในการเป็นปากเสียงของประชาชนและการรักษาอุดมการณ์ทางการเมืองเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

เหตุผลที่ “นุชนาถ” ร่ายยาวถึง 6 ข้อ ยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

การออกมาให้เหตุผลอย่างละเอียดถึง 6 ข้อ สะท้อนให้เห็นถึงความอัดอั้นตันใจและความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทยที่นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญนี้ การเปิดเผยข้อมูลและความรู้สึกต่อสาธารณชนเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

การที่นางนุชนาถกล่าวถึงประเด็นต่างๆ เช่น การแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในพรรค ปัญหาเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ต และความอึดอัดใจของ ส.ส. ส่วนใหญ่ในพรรค ล้วนเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้อง

การตัดสินใจที่จะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการคืนอำนาจสู่ประชาชนและการแก้ไขสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น แม้ว่าการตัดสินใจนี้อาจนำมาซึ่งผลกระทบต่อตนเอง นางนุชนาถก็ยังคงยืนหยัดในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่น

สิ่งที่เกิดขึ้นกับนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายและความซับซ้อนของการเมืองไทย การรักษาอุดมการณ์และความมุ่งมั่นในการทำเพื่อประชาชนเป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนควรยึดมั่น แม้ว่าต้องเผชิญกับอุปสรรคและความขัดแย้งต่างๆ

  • การแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน
  • ปัญหาภายในพรรคควรได้รับการแก้ไขอย่างโปร่งใส
  • การคืนอำนาจสู่ประชาชนเป็นเป้าหมายที่สำคัญ

เรื่องราวของ “นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจและเป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองและประชาชนทุกคน

โดยสรุปแล้ว การออกมาเปิดเผยเหตุผลของ “นุชนาถร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า” เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของการเมืองภายในพรรค การรักษาอุดมการณ์ และการทำเพื่อประชาชน การตัดสินใจครั้งนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญต่อไปในอนาคต

ที่มา – “นุชนาถ” ร่ายยาว 6 ข้อ เหตุผลหันหลังให้เพื่อไทย พร้อมยอมถูกเรียกว่า “งูเห่า”

Scroll to top