ตรวจสอบรัฐบาล

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงานตรวจสอบรัฐบาล

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงาน-งบการเงิน เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล ลั่นเป็น 21 เสียงที่ดัง สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองที่น่าสนใจจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือที่เราคุ้นเคยกันดีในชื่อ ปชป. นะครับ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 พรรคได้จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปีผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นรูปแบบที่สะดวกและทันสมัยมากในยุคนี้ โดยมีสมาชิกและแกนนำมาร่วมกันอย่างคับคั่ง ทั้งที่ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และออนไลน์ด้วย

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์
ประชุมใหญ่พรรคประชาธิปัตย์

ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงานและงบการเงินอย่างโปร่งใส

วาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการรายงานผลงานรอบปีที่ผ่านมาตามมาตรา 43 และรับรองงบการเงินปี 2568 ตามมาตรา 62 พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ประชุมเห็นชอบทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและตรวจสอบได้ชัดเจนเลยครับ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้สมาชิกสะท้อนปัญหาจากพื้นที่ต่างๆ ด้วย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและประธานประชุม ได้ชี้แจงเรื่องปัญหาเกษตรกร โดย ส.ส. พศิน ปิตุเตชะ และ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ได้อภิปรายและเสนอญัตติเรื่องพืชผลเกษตรและฝุ่น PM2.5 จนนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการวิสามัญ สุดยอดเลย!

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในที่ประชุม
สมาชิกพรรคประชุมออนไลน์

ผลงานตรวจสอบรัฐบาลด้วย 21 เสียงที่ดัง

นายกรณ์ จาติกวณิช ตั้งกระทู้ถามเรื่องต้นทุนการผลิต โดยย้ำจุดยืนช่วยเหลือพลังงานตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่แค่กลุ่มเปราะบาง พรรคจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรู้ว่าปชป. จัดการอย่างมืออาชีพ หัวหน้าพรรคลั่น แม้มี ส.ส. แค่ 21 เสียง แต่เป็นเสียงที่ดังและตรวจสอบเต็มที่ ผ่านกระทู้ถาม ญัตติ อภิปรายสร้างสรรค์

  • อภิปรายนโยบายเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
  • กดดันตั้งกรรมาธิการ PM2.5
  • ช่วยเกษตรกรเรื่องพืชผลและต้นทุน
กรณ์ จาติกวณิช

แผนงานอนาคตหลังปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์

หลังจากนี้ พรรคจะทำงานนอกสภาให้เป็นระบบ ใช้แอปเชื่อมสมาชิกทั่วประเทศ รับฟังปัญหา สร้างดัชนีคุณภาพชีวิตจากข้อมูลจริง เช่น ค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน อินเทอร์เน็ต ไม่พึ่งข้อมูลรัฐอย่างเดียว ในโอกาสครบ 80 ปี จะมีกิจกรรมทั้งปี สร้างเยาวชน รวบรวมอดีต ส.ส. รัฐมนตรีมาช่วยตรวจสอบ ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ครั้งนี้ แสดงศักยภาพชัดเจน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เห็นไหมครับว่า แม้ปชป. จะมี ส.ส. น้อย แต่การทำงานจริงจังและโปร่งใสแบบนี้ ทำให้เชื่อมั่นได้ การตรวจสอบรัฐบาลต้องเข้มแข็งแบบนี้แหละ คุณคิดยังไงกับผลงานของปชป. ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – ปชป. จัดประชุมใหญ่ออนไลน์ สรุปผลงาน-งบการเงิน เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาล ลั่นเป็น 21 เสียงที่ดัง

“พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่นตรวจสอบรัฐ

“พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่น ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกฝีก้าว เป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะจากปัญหาพลังงาน เศรษฐกิจ และฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

“พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่น ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกฝีก้าว

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เวลา 13.23 น. นายพริษฐ์ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเล่าประสบการณ์จากการเข้าร่วมกิจกรรมสงกรานต์ที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับนายศุภโชติ ไชยสัจ และน.ส.ลักษณารีย์ ดวงตาดำ สส.แพร่ เขต 3 พรรคประชาชน แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานและรอยยิ้มของประชาชน แต่เบื้องหลังนั้นคือความกังวลต่อ วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ไม่จบลงพร้อมเทศกาลสงกรานต์

วิกฤตพลังงานที่ลุกลามสู่เศรษฐกิจ

วิกฤตแรกที่เด่นชัดคือ วิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางในช่วงสงกรานต์ จากข้อมูลด่านตรวจสภาพรถในอำเภอลอง จังหวัดแพร่ พบว่าจำนวนยานพาหนะเข้า-ออกพื้นที่ลดลงเหลือเพียง 1/4 ถึง 1/3 เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ประชาชนจำนวนมากเลือกไม่เดินทางกลับภูมิลำเนาเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น สิ่งนี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว

นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำมันขาดยังน่ากังวล เนื่องจากน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนเกิดความขัดแย้งใกล้หมดแล้ว และสงครามที่ไม่แน่นอนอาจทำให้ราคาพุ่งสูงยิ่งขึ้น พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างเร่งด่วน มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมมากกว่าที่เคาะในครม.เมื่อ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา ปัญหานี้ยังลามไปยังปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าทั่วไป ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมรับมือล่วงหน้าเพื่อป้องกัน stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อสูง

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพ

วิกฤตที่สองคือฝุ่น PM2.5ที่ยังคงปกคลุมภาคเหนือ แม้จะมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ประชาชนต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลต่อร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ที่ค้างอยู่ในสภา รัฐบาลมีเวลาตัดสินใจภายใน 12 พฤษภาคม 2569 หากไม่ยืนยันให้รัฐสภาพิจารณาต่อ จะเป็นการละเลยปัญหาสุขภาพประชาชน

แม้สส.จากหลายพรรคจะทวงถามในอภิปรายนโยบาย แต่ยังไม่ได้รับคำตอบชัดเจนจากนายกฯ หรือครม. มีเพียงมอบหมายให้หน่วยงานทบทวนเสนอสลค.ภายใน 24 เมษายนเท่านั้น พรรคประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดกฎหมายที่ปกป้องสุขภาพประชาชน

นายพริษฐ์ทิ้งท้ายว่า ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่เป็น “เงา” คอยตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เสี่ยงต่อ stagflation สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาภาคเหนือ แต่กระทบทั้งประเทศ การมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งจึงสำคัญยิ่ง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤตนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องปรับตัวให้ทันท่วงที หากปล่อยไว้ ประชาชนจะเดือดร้อนหนักขึ้น ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนกำลังทำหน้าที่ได้ดีในการเป็นกระบอกเสียง

เรียกร้องให้คุณติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐบาล ร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลายยิ่งขึ้น!

ที่มา – “พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่น ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกฝีก้าว

“พรรคกล้าธรรม” นำร่องยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ ชวนธรรมนัส

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องน่าสนใจจากวงการสภาไทยมาอัปเดตกัน พรรคกล้าธรรม ยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ เข้าสภาแล้วนะครับ นำทีมโดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคนี้มาแรงมาก เริ่มต้นด้วยการนำร่องยื่นกฎหมายที่ตอบโจทย์ปัญหาคนจริงๆ แถมยังกำลังโน้มน้าวให้ ร.อ.ธรรมนัส มาร่วมวงชำแหละนโยบายรัฐบาลด้วย ว่าจะร่วมอภิปรายหรือไม่ ยังต้องรอฟัง!

พรรคกล้าธรรม ยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ อะไรบ้าง?

พรรคกล้าธรรม ยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามข่าว) ซึ่งแต่ละฉบับล้วนแก้ปัญหาที่ประชาชนร้องเรียนมานาน มาดูรายละเอียดกันครับ

  • ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ: มาจากเจตจำนงของ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เน้นปฏิรูปการศึกษาให้เกิดการพัฒนาจริงจัง ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ ช่วยยกระดับการเรียนการสอนให้เข้ากับยุคสมัย
  • ร่างพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม: ผูกพันกับกระทรวงเกษตรฯ ช่วยเหลือเกษตรกรที่ถือครองที่ดิน ส.ป.ก. อำนวยความสะดวกให้เข้าถึงสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น ป้องกันการบุกรุกที่ดินทำกิน
  • ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครเกษตร: หลังจากได้รับร้องเรียนว่าอาสาสมัครช่วยงานวิจัยแต่ไม่มีค่าตอบแทน พรรคเลยผลักดันให้มีกฎหมายรองรับ สิทธิประโยชน์ชัดเจน ทำงานด้วยใจแต่ต้องมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม

ตรวจสอบรัฐบาลให้ทำตามสัญญา

นอกจากยื่นกฎหมายแล้ว พรรคกล้าธรรมยังประกาศกร้าวว่าจะตรวจสอบนโยบายรัฐบาลให้ทำตามที่เคยสัญญากับประชาชนไว้ นโยบายที่แถลงผ่านสภาในวันพฤหัส-ศุกร์นี้ ส.ส.ทุกคนจะจับตา รัฐมนตรีคิดมาดีแล้ว แต่ต้องลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่พูดสวยๆ ถ้าไม่ทำ พรรคจะกดดันเต็มที่เลยครับ สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะประชาชนรอคอยการเปลี่ยนแปลงมานาน

พรรคกล้าธรรมเป็นพรรคใหม่แต่แอคทีฟสุดๆ ในสภา พวกเขามุ่งเน้นประเด็นการศึกษา ที่ดินทำกิน และเกษตรกร ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของไทย นี่คือตัวอย่างที่พรรคเล็กก็มีพลัง สามารถนำร่องเปลี่ยนแปลงได้ ช่วยเติมช่องว่างที่พรรคใหญ่บางพรรคอาจมองข้าม

กำลังโน้มน้าว “ธรรมนัส” ร่วมอภิปรายนโยบาย

ส่วนประเด็นฮอต ร.อ.ธรรมนัส จะมาร่วมอภิปรายในรายชื่อ 20 คนหรือไม่? นายอรรถกรบอกว่ากำลังโน้มน้าวอยู่ ร.อ.ธรรมนัสอยากให้ ส.ส.จากทุกภาคสะท้อนปัญหาพื้นที่ ถ้าเวลาพอ อาจขึ้นสรุปท้ายได้ นี่น่าจะเป็นการร่วมมือที่น่าติดตาม เพราะธรรมนัสมีประสบการณ์การเมืองเพียบ ร่วมชำแหละนโยบายรัฐบาลชุดนี้ คงมันส์แน่!

โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวของ พรรคกล้าธรรม ยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการศึกษา ที่ดิน หรือสิทธิอาสาสมัครเกษตร ในยุคที่การเมืองไทยวุ่นวาย พรรคแบบนี้คือแสงสว่างที่เราต้องการ

คุณคิดยังไงกับการยื่นกฎหมายเหล่านี้? คิดว่ารัฐบาลจะทำตามสัญญาไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวการเมืองสดๆ ร้อนๆ ทุกวัน!

นี่คือ insight จากผม: พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมกำลังสร้างบทบาทสำคัญ ช่วย balance การตรวจสอบรัฐบาล ถ้าทำต่อเนื่อง จะเป็นพรรคที่น่าจับตาในอนาคต

ที่มา – “พรรคกล้าธรรม” นำร่องยื่นกฎหมาย 3 ฉบับ รับกำลังโน้มน้าวให้ “ธรรมนัส”ร่วมวงชำแหละนโยบายรัฐบาล

“ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง จี้รวยจนทนไม่ไหว

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้งล่าสุด “ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง ด้วยเสียงสนับสนุนกว่า 300 เสียง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องเผชิญฝ่ายค้านสายแข็ง นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดยจี้ให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยจำคำสัญญาเลือกตั้งสำคัญอย่าง “รวยจนทนไม่ไหว” ไว้ให้ดี และเตือนว่ารัฐบาลจะไม่ได้เดินเส้นทางโรยกลีบกุหลาบ

“ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นายชัยวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่ตกลงกับพรรคร่วมได้สำเร็จ รวมเสียงประมาณ 300 เสียงในสภา ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มั่นคงพอสมควรสำหรับการบริหารประเทศ “ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง แน่นอน แต่ก็ต้องระวัง 3 เสาหลักฝ่ายค้านที่พร้อมแท็กทีมโจมตีอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชน (ปชน.) พรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

นายชัยวุฒิ เน้นย้ำว่าการมีฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งเช่นนี้ จะช่วยถ่วงดุลอำนาจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในสภา ทำให้การอภิปรายและตรวจสอบรัฐบาลเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประโยชน์ต่อประชาชนทุกคน แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่เส้นทางการทำงานจะเต็มไปด้วยความท้าทายที่ต้องพิสูจน์ฝีมือจริง

จี้รัฐบาลอย่าลืมคำสัญญา “รวยจนทนไม่ไหว”

หนึ่งในประเด็นที่นายชัยวุฒิขยี้หนักคือ นโยบายเศรษฐกิจที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ โดยเฉพาะวาทกรรมสุดแซ่บ “รวยจนทนไม่ไหว” ซึ่งประชาชนต่างรอคอยการแก้ปัญหาปากท้องมานาน รัฐบาลต้องเร่งดำเนินนโยบายที่ตอบโจทย์จริง ไม่ใช่แค่โฆษณาชวนเชื่อ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจมหภาค ลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเหลือประชาชนฐานรากให้ร่ำรวยขึ้นอย่างแท้จริง

  • เร่งนโยบายปากท้อง เช่น ลดราคาน้ำมัน ลดค่าไฟ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ
  • แก้ปัญหาเศรษฐกิจกระจุกตัว สร้างโอกาสให้ SME และผู้ประกอบการรายย่อย
  • ปฏิรูประบบภาษีและสวัสดิการให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม
  • ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นการจ้างงานและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า “พี่หนู อนุทิน” ที่หาเสียงไว้ต้องทำให้ได้ทุกข้อ โดยเฉพาะในช่วงที่ประชาชนกำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจถดถอยจากโควิดและปัจจัยภายนอก รัฐบาลต้องทำงานให้ตรงใจประชาชน ตรงตามความต้องการที่รอคอยมานาน

ฝ่ายค้านสายแข็ง: โอกาสหรืออุปสรรค?

แม้ “ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง แต่ฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคใหญ่ก็พร้อมเป็นด่านทดสอบที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี พรรคประชาชนที่เน้นประชานิยม พรรคกล้าธรรมที่เด่นเรื่องธรรมาภิบาล และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีประสบการณ์ยาวนาน จะร่วมกันตรวจสอบทุกระดับ ไม่ว่าจะนโยบายหรือการจัดสรรงบประมาณ สิ่งนี้จะทำให้รัฐบาลต้องทำงานหนักขึ้น แต่ก็เป็นเครื่องรับประกันความโปร่งใส

จากมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง สถานการณ์นี้คล้ายกับรัฐบาลก่อนหน้าที่มีเสียงมั่นคงแต่โดนฝ่ายค้านจับผิดจนปรับตัวได้ยาก รัฐบาลอนุทินจึงต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่เริ่ม โดยเน้นการสื่อสารกับประชาชนให้ชัดเจน และพิสูจน์ผลงานด้วยตัวเลขจริง ไม่ใช่แค่คำพูด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นที่ต้องจับตา เช่น การแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี การผลักดันนโยบายเร่งด่วนอย่างดิจิทัลวอลเล็ตหรือแก้หนี้ครัวเรือน ซึ่งหากทำได้ดี จะช่วยยืนยันความมั่นคงของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง

สรุปแล้ว การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูง รัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานที่จับต้องได้ โดยเฉพาะคำสัญญาเศรษฐกิจที่แสนหวานอย่าง “รวยจนทนไม่ไหว” หากทำสำเร็จ ประชาชนจะเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุด

ความเห็นส่วนตัว: ฝ่ายค้านสายแข็งอาจเป็นพระเอกเงียบที่ช่วยป้องกันการใช้อำนาจผิดพลาด รัฐบาลอนุทินมีโอกาสพิสูจน์ศักยภาพ หากฟังเสียงประชาชนและทำงานโปร่งใส ก็จะมั่นคงยั่งยืนได้แน่นอน

ชวนคุณผู้อ่าน: คุณคิดว่ารัฐบาล “อนุทิน” จะทำคำสัญญา “รวยจนทนไม่ไหว” ได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – “ชัยวุฒิ” มั่นใจรัฐบาล “อนุทิน” มั่นคง จี้อย่าลืมคำสัญญา “รวยจนทนไม่ไหว” เตือนเจอฝ่ายค้านสายแข็ง

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

“ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ เย้ย “อนุทิน” เป็นรัฐบาลกลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน

วันที่ 20 พ.ย. 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 อย่างแน่นอน แม้ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้เตรียมร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาแล้ว หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง แต่หากยื่นอภิปรายเพื่อเสนอแนะการทำงานของรัฐบาลตามมาตรา 152 อาจจะอยู่จนครบวาระคือยุบปลายเดือนมกราคม 2569 แทน เพราะหากยื่นขึ้นมาตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็แพ้โหวตในสภาอยู่ดี

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า นายอนุทิน จะคิดแบบนั้นไม่ได้ การเป็นรัฐบาลต้องพร้อมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน ส่วนที่นายอนุทิน บอกว่ารัฐบาลบริหารประเทศเพียง 120 วันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย จะมีอะไรให้ตรวจสอบ อยากบอกว่าการบริหารประเทศ ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาว่าจะนานหรือไม่นาน เพราะแม้จะเข้ามามีอำนาจไม่นานหากบริหารประเทศล้มเหลว เอื้อประโยชน์พวกพ้องประชาชนก็รับไม่ได้เพราะประเทศเสียหาย การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หากนายอนุทิน ไม่ยอมรับการตรวจสอบก็ไม่ควรมาเป็นรัฐบาล

ซัดน่าละอาย ตกปลาในบ่อเพื่อน

“สำหรับสถานการณ์ในพรรคเพื่อไทยน่าจะนิ่งแล้ว การย้ายพรรคหากจะมีก็ส่วนน้อย หากย้ายไปเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกันหรือมีจุดยืนที่ไม่ตรงกันก็ไม่ว่ากัน แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นการย้ายพรรคของนักการเมืองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยอื่น ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดใช้วิธีการชกใต้เข็มขัดทำลายระบบพรรคการเมืองด้วยวิธีการที่ไม่ปกติ จึงเป็นการทำลายพรรคการเมืองมากกว่า ที่อ้างว่าในอดีตก็เคยทำ ในอดีตที่มีการย้ายพรรคนั้นเขามาทั้งพรรค ไม่ใช่แอบมาตกปลาในบ่อเพื่อนแบบที่ทำอยู่มันน่าละอาย” นายประเสริฐ กล่าว

จากกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ออกมากล่าวถึงพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในระบบการเมืองไทยที่ยังคงมีการแย่งชิงทรัพยากรบุคคล และการใช้วิธีการที่ไม่โปร่งใสในการดึงดูดนักการเมืองจากพรรคอื่น การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อพรรคการเมืองที่ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองโดยรวมอีกด้วย

การที่นักการเมืองย้ายพรรคด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นสิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามและตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน และการบริหารประเทศที่ขาดประสิทธิภาพในระยะยาว การสร้างระบบการเมืองที่เข้มแข็งและโปร่งใส ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการและจริยธรรม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การเมืองไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักการ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และการกระทำที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” ควรหมดไปจากสารบบการเมืองไทยเสียที

ดังนั้นการที่นายประเสริฐออกมาพูดถึงเรื่องนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาของการเมืองไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าสามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับประชาชนได้

ที่มา – “ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่

“เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดสีส้ม อภิปรายรัฐบาลเข้มข้น

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในหลายประเด็น ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในพื้นที่และการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่สร้างความสนใจให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก

“เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม

วันที่ 27 กันยายน 2568 ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” ได้ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในโอกาสนั้นได้เรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา จากพรรคประชาชน ขึ้นเวที และมีคำพูดที่ว่า “เลือกส.ส.เต้ แล้วให้ไปเลือกหนู” ซึ่ง “เท้ง” มองว่าคำพูดดังกล่าวอาจไม่เหมาะสมนัก และอยากให้นายกรัฐมนตรีระมัดระวังมากขึ้น โดยไม่ควรใช้เวทีที่มาพบปะประชาชนเพื่อช่วงชิงจังหวะทางการเมือง แต่ควรเน้นแก้ปัญหาของประชาชนเป็นหลัก

เมื่อถามถึงความมั่นใจในฐานะเสียงในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา “เท้ง” ยืนยันว่ายังแน่นปึก โดยตัวเขาเองก็ได้ลงพื้นที่ร่วมกับ “เต้” ทวิวงศ์ เพื่อติดตามปัญหาน้ำท่วม และเชื่อมั่นว่าการทำงานของส.ส.คนนี้จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังยืนยันชัดเจนว่าไม่มีทางย้ายพรรคหรือย้ายพื้นที่แน่นอน โดยเฉพาะ “เต้” ที่ “เท้ง” มั่นใจว่าถ้ากรีดเลือดออกมาก็เป็นสีส้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคประชาชน และส.ส.คนอื่นๆ ในพื้นที่ก็เช่นกัน

ภาพข่าวการเมือง

ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้น ตั้งใจตรวจสอบจริง

เตรียมเนื้อหาอภิปรายแบบแน่นปึ้ก

นอกจากประเด็นในพื้นที่ “เท้ง” ยังพูดถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการอภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29-30 กันยายน 2568 นี้ โดยระบุว่าได้เตรียมเนื้อหามาอย่างละเอียด หลักๆ จะโฟกัสที่การทำตาม MOU ในการกำหนดไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี และนโยบายในช่วง 4 เดือนแรกที่ไม่ควรเป็นประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียง โดยเฉพาะเมื่องบประมาณเหลือน้อย ซึ่งอาจเป็นภาระให้ประชาชนในอนาคต “เท้ง” เน้นว่านี่เป็นเพียงกรอบกว้างๆ และทีมส.ส.ที่จะอภิปรายมีจำนวนมาก ด้วยกรอบเวลา 2 วันเต็ม เนื้อหาจะเข้มข้นแน่นอน

เมื่อถูกถามถึงการที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดธีมอภิปราย แต่พรรคประชาชนไม่ได้ตั้งธีมล่วงหน้า บางคนมองว่าไม่ตั้งใจตรวจสอบ “เท้ง” ชี้แจงชัดว่าพรรคตั้งใจตรวจสอบรัฐบาลจริงๆ จะรอธีมหน้างานและอภิปรายเต็มที่ นอกจากนี้ ยังไม่กังวลว่าพรรคเพื่อไทยจะมาอภิปรายพรรคประชาชนเอง เพราะไม่อยากให้ฝ่ายค้านมาตรวจสอบกัน ควรโฟกัสที่รัฐบาลมากกว่า

เชื่อประชาชนพร้อมลงโทษหากพรรคภูมิใจไทยตระบัดสัตย์

ในส่วนของคำแถลงนโยบายที่ไม่มีคำว่ายุบสภาภายใน 4 เดือน “เท้ง” มองว่ายังมีประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญและประชามติ ซึ่งสำคัญกว่าคำสัญญาลายลักษณ์อักษรคือการจับตามองจากประชาชน โดยเฉพาะคำพูดของนายอนุทินในหลายเวทีตั้งแต่โปรดเกล้าฯ จนถึงแถลงนโยบาย หากมีการตระบัดสัตย์ “เท้ง” เชื่อว่าประชาชนพร้อมลงโทษพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งของพรรคประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ โดย “เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้นตั้งใจตรวจสอบจริง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประชาชนที่ต้องการการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบ หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองไทย ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เราอยากรู้ว่าคุณมองอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้

ที่มา – “เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้นตั้งใจตรวจสอบจริง

ณัฐพงษ์แนะ ธปท. บล็อกบัญชีม้าหาจุดสมดุล

“ณัฐพงษ์” แนะ “แบงก์ชาติ” หาจุดสมดุลในการบล็อกบัญชีม้า ยันแก้รัฐธรรมนูญตามกรอบที่ศาลกำหนด เชื่อรัฐบาลทำตาม MOA

วันที่ 16 กันยายน 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการเพิกถอนบัญชีธนาคารชั่วคราวที่อาจเชื่อมโยงกับบัญชีม้า โดยระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรหาความสมดุล เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ พร้อมเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณามาตรการเยียวยาผู้เสียหายไว้แล้ว

ส่วนประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร TIME นายณัฐพงษ์ยืนยันว่า กฎหมายดังกล่าวยังมีปัญหาบางส่วน แต่การแก้ไขต้องอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นก็เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม นอกจากนี้ยังชี้แจงถึงการที่พรรคโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีว่า หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือการเปิดประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อวางบทบาทขององค์กรอิสระให้เป็นไปตามหลักสากล

นายณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านว่า พรรคจะใช้ สส. ที่มีอยู่กว่า 140 เสียง ในการกำกับทิศทางรัฐบาลให้ทำตาม MOA โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 15 พร้อมย้ำว่าหากรัฐบาลบิดพลิ้วหรือถ่วงเวลา พรรคก็พร้อมที่จะใช้เสียงที่มีในการตรวจสอบ.

ณัฐพงษ์แนะ ธปท. บล็อกบัญชีม้าหาจุดสมดุล

จากกรณีข่าวที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับมาตรการการบล็อกบัญชีม้าของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประเด็นนี้กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว การหาจุดสมดุลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์

ความสำคัญของการหาจุดสมดุลในการบล็อกบัญชีม้า

การบล็อกบัญชีม้ามีจุดประสงค์เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมทางออนไลน์และการฉ้อโกง ซึ่งเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องมีความรอบคอบและพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำธุรกรรมโดยสุจริตด้วย การที่นายณัฐพงษ์ออกมาให้คำแนะนำในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อประชาชนและต้องการให้ ธปท. ดำเนินการอย่างระมัดระวัง

ผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จากการบล็อกบัญชีม้า

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์จำนวนมากใช้บัญชีธนาคารในการรับชำระเงินจากลูกค้า หากบัญชีถูกบล็อกชั่วคราว อาจทำให้ธุรกิจหยุดชะงักและสูญเสียรายได้ การที่นายณัฐพงษ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการไม่ให้กระทบประชาชนผู้บริสุทธิ์ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์อาจเผชิญ

ประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 และบทบาทของพรรคประชาชน

นอกเหนือจากเรื่องการบล็อกบัญชีม้าแล้ว นายณัฐพงษ์ยังได้กล่าวถึงประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความเห็นต่างหลากหลาย การที่นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าการแก้ไขต้องอยู่ภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการดำเนินการเรื่องนี้ นอกจากนี้ การที่พรรคประชาชนมีบทบาทในการตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

การที่พรรคประชาชนมี สส. กว่า 140 เสียง ทำให้มีอำนาจในการตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันนโยบายต่างๆ การที่นายณัฐพงษ์ย้ำว่าพรรคจะใช้เสียงที่มีในการตรวจสอบรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่

มาตรการเยียวยาผู้เสียหายจากการบล็อกบัญชีม้า: สิ่งที่ต้องพิจารณา

หากมีการบล็อกบัญชีม้าเกิดขึ้นจริง สิ่งที่สำคัญคือการมีมาตรการเยียวยาผู้เสียหายที่ชัดเจนและเป็นธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับผลกระทบและให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การบล็อกบัญชีม้าถือเป็นมาตรการที่จำเป็นในการต่อสู้กับอาชญากรรมทางออนไลน์ แต่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริสุทธิ์ การหาจุดสมดุลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มาตรการนี้มีประสิทธิภาพและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนโดยไม่จำเป็น ดังนั้น พรรคการเมืองและประชาชนควรติดตามการทำงานของ ธปท. ในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ณัฐพงษ์” แนะ ธปท. หาจุดสมดุลบล็อกบัญชีม้า ยันแก้ ม.112 ตามกรอบศาล รธน.

Scroll to top