ตรวจสอบเส้นทางการเงิน

“พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน สั่งขยายผล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลก เมื่อ “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน หลังจากได้รับรายงานการกระทำผิดกฎหมายในหลายรูปแบบ ทั้งโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตไปจนถึงเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่เข้ามายึดครองที่ดินทำเลทอง ส่งผลให้กระทรวงมหาดไทยต้องรีบลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

“พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน พร้อมล้างบางมาเฟีย

การลงพื้นที่ปฏิบัติการครั้งนี้ นำโดย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง โดยตรวจพบโรงแรมและรีสอร์ทหรู 5 แห่งที่เปิดโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และที่น่าตกใจคือมีการใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินีเพื่อถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังพบร้านขายกัญชาผิดกฎหมายที่มีสาขามากมายและลักลอบออกใบรับรองแพทย์ปลอมเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นักท่องเที่ยว

เปิดกลโกงเครือข่ายนอมินีและเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบพฤติการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • พบบริษัทนอมินีรวม 104 แห่งที่ชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่าคนไทย
  • ครอบครองที่ดินทำเลทองบนเกาะรวมกว่า 124 แปลง
  • ร้านกัญชาไม่มีใบอนุญาตมีการทำรายได้สูงถึง 16 ล้านบาทต่อปี
  • พบการออกใบรับรองแพทย์ปลอมราคาใบละ 300 บาท

นายพลพีร์เน้นย้ำว่า การกระทำที่ “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน ในครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ทางกระทรวงฯ กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้มีอิทธิพลและข้าราชการที่อาจมีส่วนรู้เห็น โดยเฉพาะกรณีข้อมูลรั่วไหลที่ทำให้ผู้ประกอบการเถื่อนไหวตัวทันปิดร้านหนีไปได้ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และจะต้องมีการลงโทษผู้เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด

ในอนาคต กระทรวงมหาดไทยเตรียมผลักดันมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของการจำคุกและค่าปรับ เพื่อให้เกาะพะงันและพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ กลับมาเป็นพื้นที่ที่สะอาด ปลอดภัย และสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับผู้ที่คิดจะละเมิดกฎหมายไทยว่าอย่าได้ชะล่าใจ เพราะการตรวจสอบจะขยายผลไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน

ที่มา – “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน สั่งขยายผลตรวจสอบเส้นเงิน

สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกันตนและคนทำงานทุกท่าน วันนี้เรามาพูดคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับข่าวร้อนๆ ในวงการประกันสังคม ที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับดราม่าจากนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่นำมวลชนบุกไปเปิบเค้กประชดการใช้จ่ายงบประมาณ เรื่องนี้มันสะท้อนปัญหาอะไรบ้าง และผู้ประกันตนอย่างเราจะได้ประโยชน์อะไร มาฟังกันเลยครับ

สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) นางนิยดา เสนีย์มโนมัย โฆษก สปส. ได้แถลงผลการประชุมบอร์ดประกันสังคมครั้งสุดท้าย ก่อนที่บอร์ดชุดนี้จะหมดวาระในวันที่ 13 กุมภาพันธ์นี้ โดยหนึ่งในมติสำคัญคือการอนุมัติงบประมาณ 275 ล้านบาท เพื่อใช้ในการจัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ คาดว่าจะมีการลงคะแนนเสียงประมาณเดือนกรกฎาคม โดยยังคงใช้ระเบียบการเลือกตั้งเดิมในการคำนวณงบประมาณ

นอกจากนี้ บอร์ดยังได้พิจารณาปรับปรุงสิทธิประโยชน์ทันตกรรมให้ดีขึ้น ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิผ่าฟันคุดได้ตามอัตราที่กำหนด คือ กรณีผ่าแบบง่ายไม่เกิน 1,500 บาท และแบบยากไม่เกิน 2,500 บาท ซึ่งครอบคลุมโรงพยาบาลรัฐ เอกชน และคลินิกทันตกรรมทั่วประเทศกว่า 5,000 แห่ง นับเป็นข่าวดีสำหรับคนที่กำลังปวดฟันคุดเลยทีเดียวครับ

สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

เบื้องลึกสิทธิทันตกรรมใหม่จาก สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

สิทธิทันตกรรมนี้ถือเป็นการตอบโจทย์ผู้ประกันตนจำนวนมาก เพราะฟันคุดเป็นปัญหาที่พบบ่อย โดยเฉพาะวัยทำงาน สปส. คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้เยอะ แต่หลายคนก็ยังตั้งคำถามว่าทำไมไม่ขยายสิทธิอื่นๆ ด้วย เช่น การผ่าตัดส่องกล้องหรือเพิ่มเบี้ยชราภาพให้สูงกว่า 30 บาทรักษาทุกโรคแบบเดิมๆ

ขณะที่ทุกอย่างดูราบรื่นในห้องประชุม แต่บริเวณใต้อาคาร สปส. กลับคึกคักไปด้วยการประท้วง นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้นำกลุ่มสหภาพคนทำงาน ได้นำมวลชนจัดกิจกรรมสุดแสบ “สวาปามเค้ก 2.9 ล้านล้าน” เพื่อประชดประชันการรุมทึ้งงบประมาณกองทุนประกันสังคม โดยเค้กชิ้นยักษ์นี้สื่อถึงเงินกองทุนมหาศาลที่ถูกใช้ไปโดยไม่โปร่งใส

สมยศนำมวลชนบุกเปิบเค้กประชด สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

ข้อเรียกร้องจากนายสมยศและมวลชน

นายสมยศได้ยื่นข้อเรียกร้องหลักๆ ดังนี้

  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบอร์ด สปส. ทุกคนย้อนหลัง 10 ปี เพราะพบว่าบางคนร่ำรวยผิดปกติ มีคฤหาสน์หลังใหญ่ เข้าสู่นักการเมือง และกลับจากดูงานต่างประเทศพร้อมนาฬิกาหรู
  • คัดค้านระเบียบเลือกตั้งใหม่ที่ลดสิทธิผู้ประกันตน จากเดิม 1 คน 1 เสียง เลือกได้ 7 คน เหลือเพียงเลือก 1 คนเท่านั้น
  • เร่งปรับปรุงสิทธิสวัสดิการให้ดีขึ้น โดยเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ สิทธิผ่าตัดส่องกล้อง และเงินชราภาพให้สูงกว่าที่หาเสียงไว้

นายสมยศยังแสดงความหวังว่าปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่จะมาจากตัวแทนผู้ใช้แรงงานจริงๆ เช่น จากพรรคประชาชน หรือนายสุชาติ ชมกลิ่น หากกลับมา ก็ขอให้ผลักดันสวัสดิการให้เกินสิทธิ 30 บาทเดิม

กิจกรรมประท้วงที่ สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่

ประกันสังคมเป็นกองทุนที่เราผู้ใช้แรงงานจ่ายเงินสมทบทุกเดือน เพื่อสิทธิในยามเจ็บป่วย ว่างงาน ชรา ถ้าการบริหารไม่โปร่งใสแบบนี้ มันกระทบเราทุกคนนะครับ จากข่าว สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ ครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าต้องมีส่วนร่วมมากขึ้นในการเลือกตั้งบอร์ด เพื่อให้ได้คนที่แท้จริงมาดูแล

ส่วนตัวผมคิดว่าการประท้วงแบบสร้างสรรค์อย่างเปิบเค้กนี้ช่วยจุดประเด็นได้ดี แต่วิธีแก้ระเบียบเลือกตั้งต้องเร่ง เพราะสิทธิ 1 คน 1 เสียงเลือกหลายคน มันทำให้เสียงผู้ประกันตนดังกว่าเดิมเยอะ สุดท้ายแล้ว ผู้ประกันตนอย่างเราควรติดตามข่าวใกล้ชิด และไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้เต็มที่นะครับ

คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับเรื่อง สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ และการประท้วงของสมยศ? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกันตนรับรู้กันเถอะครับ เพื่อให้กองทุนของเราดีขึ้น!

ที่มา – สปส. เคาะงบ 275 ล้าน จัดเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ “สมยศ” นำมวลชนบุกเปิบเค้กประชด

“ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ปมเงินบริจาค

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เมื่อ “ไผ่ ลิกค์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ออกมาตั้งคำถามถึง “ไอซ์ รักชนก” ส.ส.พรรคประชาชน เกี่ยวกับที่มาของเงินบริจาคจำนวน 2 แสนบาทที่ “ไอซ์ รักชนก” บริจาคให้กับพรรค เรื่องราวนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง

“ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ถามที่มาเงินบริจาคพรรค 2 แสนบาท

นายไผ่ ลิกค์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัว โดยระบุว่า ต้องการให้ ส.ส.รักชนก ชี้แจงถึงแหล่งที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากข้อมูลที่นายไผ่ ลิกค์ มีอยู่ พบว่าเมื่อนางสาวรักชนก เข้ามาเป็น ส.ส. มีทรัพย์สินเพียง 300,000 บาท การบริจาคเงินจำนวน 200,000 บาท จึงเป็นข้อสงสัยที่ต้องการคำอธิบาย

นายไผ่ ลิกค์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จำนวนเงิน 2 แสนบาทอาจจะไม่มากนัก แต่ในฐานะนักการเมืองที่มาจากประชาชน ทุกคนต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบที่มาที่ไปของทรัพย์สินและความถูกต้องของธุรกรรมทางการเงินต่างๆ

“ถามเพราะอยากรู้แค่นั้นครับ ขั้นตอนออกไปถ้ายังไม่ได้คำตอบอาจจะต้องไปยื่น ปปช. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน” นายไผ่ ระบุ

นายไผ่ ลิกค์ ยืนยันว่า จุดประสงค์ของการตั้งคำถามครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวหาใคร แต่เป็นการดำเนินการตามหลักการความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนควรยึดถือปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน นายไผ่ หวังว่ากระบวนการชี้แจงนี้จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและการเมืองไทยโดยรวม

ประเด็นสำคัญที่ “ไผ่ ลิกค์” ยกขึ้นมาถาม “ไอซ์ รักชนก”

  • ที่มาของเงินบริจาค 200,000 บาท
  • ความโปร่งใสทางการเงินของนักการเมือง
  • การตรวจสอบทรัพย์สินของ ส.ส.
  • บรรทัดฐานความโปร่งใสในการเมืองไทย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางการเงินของนักการเมือง การตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินและการบริจาคเงินเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

การออกมาตั้งคำถามของ “ไผ่ ลิกค์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมือง และเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกผู้แทนของตนเอง

ทั้งนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า “ไอซ์ รักชนก” จะออกมาตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของเงินบริจาค 2 แสนบาทนี้อย่างไร และเรื่องนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความโปร่งใสทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า การเมืองไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของความโปร่งใสและความรับผิดชอบ การผลักดันให้เกิดกฎหมายและกลไกที่จะช่วยตรวจสอบนักการเมืองอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างการเมืองที่สะอาดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ถามที่มาเงินบริจาคพรรค 2 แสนบาท

Scroll to top