ตราด

ลุงเก็บของเก่าเข่าอ่อน อุ่นกับข้าวทิ้งไว้จนไฟไหม้บ้านวอด

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีเหตุการณ์หลงลืมกันบ้าง แต่สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณลุงท่านหนึ่งนั้น นับว่าเป็นบทเรียนราคาแพงที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครเลยจริงๆ กับเหตุการณ์ ลุงเก็บของเก่าเข่าอ่อน อุ่นกับข้าวทิ้งไว้แล้วออกไปข้างนอก กลับมาไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง ที่จังหวัดตราด ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก

ลุงเก็บของเก่าเข่าอ่อน อุ่นกับข้าวทิ้งไว้แล้วออกไปข้างนอก กลับมาไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อคุณลุงวัย 65 ปี ได้ตัดสินใจเปิดเตาแก๊สเพื่ออุ่นอาหารทิ้งไว้ แล้วรีบออกไปเก็บของเก่าเพียงครึ่งชั่วโมง โดยคิดว่าไม่น่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อกลับมาถึงต้องถึงกับเข่าอ่อนเมื่อพบว่าบ้านไม้ของตนได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปเสียแล้ว เนื่องจากสภาพบ้านที่เป็นบ้านไม้และมีกองของเก่าสะสมอยู่มาก จึงกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว

บทเรียนจากเหตุการณ์ ลุงเก็บของเก่าเข่าอ่อน อุ่นกับข้าวทิ้งไว้แล้วออกไปข้างนอก กลับมาไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง

จากเหตุการณ์ ลุงเก็บของเก่าเข่าอ่อน อุ่นกับข้าวทิ้งไว้แล้วออกไปข้างนอก กลับมาไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง ในครั้งนี้ เราอยากสรุปข้อควรระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดแบบนี้ซ้ำอีก ดังนี้:

  • อย่าละสายตาจากเตาไฟ: หากมีการประกอบอาหาร หรืออุ่นอาหาร ควรอยู่เฝ้าหน้าเตาตลอดเวลา
  • ตรวจสอบแก๊สและเครื่องใช้ไฟฟ้า: ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรเช็กให้มั่นใจว่าปิดสวิตช์เตาแก๊สหรือถอดปลั๊กไฟเรียบร้อยแล้ว
  • การจัดระเบียบบ้าน: หลีกเลี่ยงการสะสมของเก่าหรือวัสดุไวไฟไว้ภายในบ้านในปริมาณที่มากเกินไป เพราะจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีหากเกิดประกายไฟ
  • ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง: การมีถังดับเพลิงขนาดเล็กติดบ้านไว้ อาจช่วยระงับเหตุในเบื้องต้นได้ทันท่วงที

ความประมาทเพียงนิดเดียวสามารถเปลี่ยนชีวิตคนเราไปได้ตลอดกาล ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณลุงผู้ประสบเหตุในครั้งนี้ และหวังว่าเรื่องราวนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในบ้านกันมากขึ้นครับ

หากวันนี้คุณยังไม่ได้เช็กความเรียบร้อยของเตาแก๊สหรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ลองเสียเวลาสักนิดเดินตรวจสอบรอบบ้านก่อนออกจากบ้านนะครับ เพื่อความอุ่นใจและปลอดภัยของคนที่คุณรัก

ที่มา – ลุงเก็บของเก่าเข่าอ่อน อุ่นกับข้าวทิ้งไว้แล้วออกไปข้างนอก กลับมาไฟไหม้บ้านวอดทั้งหลัง

ไร้ปาฏิหาริย์ พบร่างลุงบุญอยู่ วัย 61 ในป่ายาง ห่างจุดถูกลากขึ้นซาเล้ง 3 กม.

เชื่อว่าหลายคนคงติดตามข่าวสะเทือนขวัญที่จังหวัดตราดกันมาตลอด สำหรับกรณีการหายตัวไปของลุงบุญอยู่ วัย 61 ปี ล่าสุดมีรายงานข่าวเศร้าออกมาว่า ไร้ปาฏิหาริย์ พบร่างลุงบุญอยู่ วัย 61 ในป่ายาง ห่างจุดถูกลากขึ้นซาเล้ง 3 กม. ซึ่งเป็นจุดจบที่ไม่ใครอยากให้เกิดขึ้นในเหตุการณ์อุกอาจครั้งนี้

สรุปเหตุการณ์สลด ไร้ปาฏิหาริย์ พบร่างลุงบุญอยู่ วัย 61 ในป่ายาง ห่างจุดถูกลากขึ้นซาเล้ง 3 กม.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากนายวิทวัส หรือ มอส อายุ 32 ปี ได้ใช้ไม้กระหน่ำตีนายบุญอยู่จนอาการปางตาย ก่อนจะตัดสินใจลากร่างขึ้นรถซาเล้งแล้วหลบหนีไป แม้ในตอนแรกผู้ก่อเหตุจะพยายามมอบตัวและอ้างว่าลุงบุญอยู่กระโดดลงจากรถวิ่งหนีหายไปเอง แต่จากการกดดันทางเจ้าหน้าที่ ทำให้ในที่สุดต้องยอมเผยข้อมูลความจริง จนนำไปสู่การค้นหาครั้งสำคัญ

รายละเอียดการค้นหาและหลักฐานที่พบ

หลังจากมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัย ตลอดจนผู้นำชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันค้นหาตามเบาะแสที่ได้รับ จนกระทั่งเวลาประมาณ 10.00 น. ความหวังที่จะพบคุณลุงยังมีชีวิตอยู่ก็ดับวูบลง เมื่อสุดท้ายชาวบ้านพบร่างในสภาพนอนคว่ำหน้า เสื้อผ้าไม่สมประกอบในป่ายางพารา

  • พบร่างในป่ายางห่างจากจุดแรกเหตุประมาณ 3 กิโลเมตร
  • พบรถซาเล้งก่อเหตุสีน้ำเงินจอดทิ้งไว้ห่างออกไปกว่า 10 กิโลเมตร
  • มีการพบถังขี้ยางและอุปกรณ์ภายในรถซาเล้งเป็นหลักฐานสำคัญ

ความจริงที่ว่า ไร้ปาฏิหาริย์ พบร่างลุงบุญอยู่ วัย 61 ในป่ายาง ห่างจุดถูกลากขึ้นซาเล้ง 3 กม. เป็นสิ่งที่สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวและชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก พฤติกรรมอุกอาจของผู้ก่อเหตุครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่สังคมรับไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้นำร่างส่งชันสูตรเพื่อเร่งดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ในมุมมองของเหตุการณ์นี้ ถือเป็นอุทาหรณ์ถึงความรุนแรงในสังคมที่เกิดขึ้นจากการขาดสติและอารมณ์ชั่ววูบ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของลุงบุญอยู่ หวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – ไร้ปาฏิหาริย์ พบร่าง “ลุงบุญอยู่” วัย 61 ในป่ายาง ห่างจุดถูกลากขึ้นซาเล้ง 3 กม.

หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาชาวบ้านในพื้นที่ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ต้องหวาดผวาไปตามๆ กัน กับเหตุการณ์ หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว หลังจากที่ก่อเหตุสะเทือนขวัญใช้ไม้กระหน่ำตีนายบุญอยู่ วัย 61 ปี จนได้รับบาดเจ็บสาหัสและหายตัวไปอย่างปริศนา

หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาท ณ ซอยนาคประสิทธิ์ โดยพบว่านายวิทวัส หรือ ‘มอส’ วัย 32 ปี คือผู้ลงมือทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุจนปางตาย ก่อนจะลากร่างไปขึ้นรถซาเล้งและทิ้งปืนไว้ดูต่างหน้า 2 กระบอก สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก ซึ่งพฤติกรรมของ หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว รายนี้ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงความอำมหิต

เบื้องหลังการมอบตัวและการเค้นสอบเครียด

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองร่วมมือกันปิดล้อมพื้นที่ด้วยความกดดันอย่างหนัก นายมอสที่หลบหนีอยู่ก็ได้ติดต่อผ่านญาติเพื่อขอเข้ามอบตัวที่ สภ.เขาสมิง โดยในขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสอบปากคำอย่างหนักเพื่อหาที่อยู่ของลุงบุญอยู่ แต่ผู้ต้องหายังคงปากแข็งและอ้างว่าลุงบุญอยู่กระโดดลงจากรถไปเอง ซึ่งเป็นข้ออ้างที่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ

  • ตำรวจและกู้ภัยยังคงปูพรมค้นหาในสระน้ำและบริเวณใกล้เคียง
  • ผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธในเรื่องจุดที่อำพรางร่าง
  • ญาติพยายามเข้ามาดูแลเพื่อป้องกันเหตุบานปลาย

ความคืบหน้าล่าสุดของการสอบสวน หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว คือการที่ตำรวจยังคงทำงานแข่งกับเวลา เพื่อหาตัวผู้บาดเจ็บให้พบโดยเร็วที่สุด แม้ผู้ก่อเหตุจะพยายามบ่ายเบี่ยง แต่เชื่อว่าร่องรอยหลักฐานที่มีกำลังมัดตัวผู้ต้องหาได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะยุติลงโดยเร็ว และขอให้เจ้าหน้าที่สามารถนำตัวลุงบุญอยู่กลับมาได้ทันเวลา ความปลอดภัยของคนในสังคมถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และขอให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายเช่นนี้ขึ้นอีก หากใครมีข้อมูลเพิ่มเติมขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ที่มา – หนุ่มโหด ทำร้ายลุง 61 ปางตาย ทนถูกเจ้าหน้าที่กดดันไม่ไหว ให้ญาติพาเข้ามอบตัว

หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง

เหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญที่ทำเอาชาวบ้านในพื้นที่ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ต้องขวัญผวา เมื่อเกิดคดี หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง หลบหนีไปอย่างอุกอาจ ท่ามกลางความตกใจของผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ จนไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือเพราะเกรงอันตราย

สรุปเหตุการณ์ หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยกล้องวงจรปิดสามารถจับภาพขณะที่ นายวิทวัส หรือ ‘มอส’ อายุ 32 ปี ก่อเหตุทำร้ายร่างกาย นายบุญอยู่ อายุ 61 ปี ขณะกำลังเดินออกกำลังกาย โดยมีการใช้ไม้กระหน่ำตีจนเหยื่อนอนแน่นิ่ง ก่อนจะพาร่างขึ้นรถซาเล้งขับหนีไปอย่างใจเย็น ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามตัวอย่างเร่งด่วน

เบาะแสสำคัญและพฤติกรรมของผู้ก่อเหตุ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบที่สวนทุเรียนของผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่พบเพียงกองเลือดและอาวุธปืนอีก 2 กระบอกทิ้งไว้ ต่างจากการที่ชาวบ้านให้ข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุรายนี้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และมักมีอาการหลอนจนทำให้หลายคนหวาดระแวง ไม่กล้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่เพราะเกรงว่าจะถูกย้อนกลับมาทำร้าย

  • พบรอยเลือดจำนวนมากในสวนทุเรียน
  • ตรวจพบอาวุธปืนสั้นและปืนลูกซองตกอยู่ในที่เกิดเหตุ
  • เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ก่อเหตุมีอาการคลุ้มคลั่งจากฤทธิ์ยาเสพติด
  • ขณะนี้ชุดประดาน้ำกำลังค้นหาร่างผู้บาดเจ็บในสระน้ำท้ายสวน

คดี หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความรุนแรงในสังคม แต่ยังชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากปัญหายาเสพติดที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น ความปลอดภัยของคนในชุมชนกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเฝ้าระวังและช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้สังคมของเราน่าอยู่และปลอดภัยกว่าเดิม หากใครพบเห็นบุคคลในภาพหรือเบาะแสเพิ่มเติม โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยด่วนที่สุดครับ

ที่มา – หนุ่มวัย 32 คว้าไม้กระหน่ำตีลุง 61 ปางตาย ก่อนลากร่างขึ้นซาเล้ง เร่งติดตามตัว

จับเรือประมงต้องสงสัย ลักลอบขนน้ำมันหนีภาษี 3,800 ลิตร

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวเด็ดจากภาคตะวันออกของไทยมาฝากกันเลย นั่นคือ จับเรือประมงต้องสงสัย ลักลอบขนน้ำมันหนีภาษี เป็นจำนวนถึง 3,800 ลิตร มูลค่ากว่า 1 แสนบาท! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดตราด ที่เจ้าหน้าที่สรรพสามิตและตำรวจน้ำลงมือปฏิบัติการเด็ดขาด มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ

จับเรือประมงต้องสงสัย ลักลอบขนน้ำมันหนีภาษี

เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 (ในเนื้อหาดั้งเดิมเขียน 2569 คงพิมพ์ผิดนะครับ) เวลาเช้าประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่สรรพสามิตจังหวัดตราด นำโดยนายพุทธพงศ์ หยังยืนยง นักจัดการงานทั่วไปชำนาญการ ร่วมกับตำรวจน้ำจาก ส.รน.6 กก.4 บก.รน. คลองใหญ่ ได้บุกตรวจค้นเรือประมงลำหนึ่งที่ท่าเทียบเรือในอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด

ที่มาของปฏิบัติการนี้คือข้อมูลจากสายลับที่แจ้งว่า มีเรือประมงลำนี้ลักลอบขนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ยังไม่เสียภาษีเข้ามาในน่านน้ำไทย คืนก่อนหน้านั้น เวลาตี 1 เจ้าหน้าที่เลยวางแผนบุกทันที พบเรือจอดอยู่ที่ท่าเทียบเรือ ป.เกษมศิริ หมู่ 5 ตำบลคลองใหญ่

ผลการตรวจค้น: น้ำมันเถื่อน 3,800 ลิตร

จากการตรวจค้น พบน้ำมันเชื้อเพลิงบรรจุในถังขนาด 200 ลิตร จำนวน 19 ถัง รวมทั้งหมด 3,800 ลิตร มูลค่าประมาณ 100,000 บาท เจ้าของเรือคือ นายสุรชัย อายุ 62 ปี ยอมรับสารภาพทันทีว่าน้ำมันเป็นของตัวเอง ซื้อมาจากกลางทะเล โดยเรือใหญ่ถ่ายลงเรือเล็ก ในราคาลิตรละ 28-30 บาทเท่านั้น!

ทำไมถึงลักลอบแบบนี้? เพราะถ้าไม่เสียภาษี น้ำมันราคาถูกกว่าตลาดเกือบ 50% เลยครับ ถ้าซื้อปกติลิตรละ 60+ บาท แต่เถื่อนแค่ 30 บาท ประหยัดไปเยอะ แต่เสี่ยงโดนจับขนาดนี้

  • ข้อหาที่แจ้ง: มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี ตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560
  • ค่าปรับ: ภาษีลิตรละ 7.44 บาท x 3,800 = 28,272 บาท + ปรับ 5 เท่า = 141,360 บาท รวมกว่า 169,632 บาท
  • ผล: นายสุรชัยยอมจ่าย สามารถเอาน้ำมันไปใช้ได้หลังเสียภาษีถูกต้อง

ถ้าคิดต้นทุนที่นายสุรชัยซื้อมา 106,400 บาท + ปรับ 141,360 บาท รวมลิตรละ 65.2 บาท แพงกว่าราคาปั๊มน้ำมันปกติซะอีก! นี่แหละบทเรียนราคาแพงจากการลักลอบ

ความสำคัญของการปราบปรามลักลอบน้ำมัน

การ จับเรือประมงต้องสงสัย ลักลอบขนน้ำมันหนีภาษี แบบนี้ไม่ใช่เคสแรกนะครับ ในพื้นที่ชายแดนอย่างตราด คลองใหญ่ มักมีเรือประมงนำทางทำผิดกฎหมาย เพราะใกล้ทะเล กัมพูชา ลักลอบน้ำมันมาจากเรือต่างชาติ ส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีของรัฐ และตลาดน้ำมันถูกกฎหมาย

เจ้าหน้าที่ต้องบูรณาการกันทั้งสรรพสามิต ตำรวจน้ำ กรมประมง เพื่อปิดช่องโหว่ ถ้าปล่อยไว้ เกษตรกรประมงบางรายหันไปทำผิด สุดท้ายโดนจับ ชีวิตพังเอาได้ครับ

จากประสบการณ์ ข่าวแบบนี้เตือนใจให้เรารู้ว่า กฎหมายภาษีสรรพสามิตเข้มงวดขนาดไหน โดยเฉพาะน้ำมันที่เป็นสินค้าควบคุม ใครคิดลัด shortcuts เสี่ยงปรับแพงๆ แบบนี้แหละ

ส่วนตัวผมคิดว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดี สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และช่วยปกป้องเศรษฐกิจท้องถิ่น หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นอะไรน่าสงสัยเกี่ยวกับการลักลอบ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแจ้งเจ้าหน้าที่เลยนะครับ เพื่อช่วยกันปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจ

ติดตามข่าวอัปเดตอื่นๆ ได้ที่บล็อกเรา และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วย!

ที่มา – จับเรือประมงต้องสงสัย ลักลอบขนน้ำมันหนีภาษี 3,800 ลิตร มูลค่ากว่า 1 แสนบาท

บิ๊กเล็กร่วมร้องเพลงชาติไทยชายแดนตราดกับประชาชน

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือ “บิ๊กเล็ก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนตราด บริเวณบ้านสามหลัง สั่งเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังอีก 1 ปี เร่งสร้างรั้ว-ติดตั้ง CCTV และร่วมร้องเพลงชาติไทยกับชาวบ้านกว่า 500 คน ที่เดินทางมาให้กำลังใจทหาร พร้อมรับปากไม่มีการเปิดด่าน ซึ่งเป็นการสร้างขวัญเเละกำลังใจให้กับทหารเเละประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 16.30 น. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนตราด เยี่ยมกำลังพล ที่บ้านท่าเส้น-ทมอดา ให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน โดยมี น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับการหน่วยนาวิกโยธินตราด นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดตราดร่วมให้การต้อนรับ

หลังจากนั้นเวลาประมาณ 17.30 น. เดินทางเข้าไปยังจุดบ้านสามหลัง รับฟังการบรรยายสรุป จาก น.อ.ธรรมนูญ วรรณา และได้มอบนโยบายการปฏิบัติ โดยให้ทหารตามแนวชายแดน ยังคงตรึงกำลังอีก 1 ปี เร่งสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้ง CCTV และอาจพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์ชายแดนสงบลง การดำเนินการนี้เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยเเละพัฒนาพื้นที่ชายเเดน

บิ๊กเล็กร่วมร้องเพลงชาติไทยชายแดนตราดกับประชาชน

ต่อมาในเวลา 18.00 น. ได้ร่วมร้องเพลงชาติไทยกับประชาชนชาวตราด ที่เดินทางมาร่วมร้องเพลงชาติในครั้งนี้เกือบ 500 คน จากนั้นได้พบปะกับชาวบ้าน โดยรับปากกับชาวบ้านว่าไม่มีการเปิดด่าน ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ซึ่งทางด้านชาวบ้านเองก็ต่างพากันมาให้กำลังใจทหาร ถึงแม้ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตร ทุกคนก็เต็มใจที่จะเดินขึ้นไป ร่วมร้องเพลงชาติไทยและให้กำลังใจทหาร เป็นภาพที่แสดงถึงความสามัคคีเเละความรักชาติของคนในชุมชน

ความสำคัญของการลงพื้นที่ชายแดนตราดและร่วมร้องเพลงชาติไทย

การลงพื้นที่ชายแดนตราดของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ และการร่วมร้องเพลงชาติไทยกับประชาชนนั้น มีความสำคัญหลายประการ:

  • เป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
  • เป็นการส่งเสริมความรักชาติและความสามัคคีของคนในชุมชน
  • เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่ประชาชนชาวตราดยินดีที่จะเดินเท้าเป็นระยะทางไกลเพื่อมาร่วมร้องเพลงชาติและให้กำลังใจทหาร แสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความสามัคคีที่เข้มแข็งของคนในชุมชน การรวมพลังของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเช่นนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

การตัดสินใจตรึงกำลังทหารและเร่งสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ที่ชายแดน เป็นการแสดงถึงความเอาใจใส่ในการป้องกันประเทศ เเละเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ชายแดนตราด สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีผู้นำที่ใส่ใจประชาชน และความเข้มแข็งของชุมชนที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ การร่วมมือกันเช่นนี้ จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรือง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาความมั่นคงของชาติ การที่ประชาชนให้กำลังใจทหารและร่วมร้องเพลงชาติ เป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความสามัคคี ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลงพื้นที่ชายแดนตราด ร่วมร้องเพลงชาติไทยกับ ปชช. ที่มาให้กำลังใจทหาร

ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ

พ.ต.อ.กฤษดา มินทร์เสน ผกก.สภ.เกาะช้าง ยืนยันความตรงไปตรงมาในคดีผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ ชน ดร.ต่าย เจ้าของโรงแรมดังเกาะช้างเสียชีวิต พร้อมชี้แจงถึงการปล่อยตัวโดยไม่มีการประกันตัว

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 พ.ต.อ.กฤษดา มินทร์เสน ผกก.สภ.เกาะช้าง จ.ตราด ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับกรณี จ.อ.อภิเดช เทียนน่วม อายุ 23 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.วังตะเคียน อ.เขาสมิง จ.ตราด สังกัด ศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร.เกาะช้าง) ขับรถเก๋งฮอนด้า ซีวิค สีขาว ทะเบียน ขอ 2533 ระยอง ชน นายดำรงชัย ชีวะสุขะ หรือ ดร.ต่าย อายุ 61 ปี เสียชีวิตขณะออกกำลังกายริมถนน บริเวณปากทางเข้า ซิฟฟรอน ออน เดอะซี หมู่ 4 ต.เกาะช้าง เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 1 มกราคม 2569

ผกก.สภ.เกาะช้าง กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ จ.อ.อภิเดช อยู่ในที่เกิดเหตุ ไม่ได้หลบหนี และยินยอมให้ตรวจวัดแอลกอฮอล์ พบว่ามีปริมาณ 126 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวนเป็นอย่างดี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหา จ.อ.อภิเดช ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขับรถขณะมึนเมาสุรา โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ดื่มสังสรรค์กับเพื่อนในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่และนอนที่บ้านเพื่อน ก่อนจะขับรถกลับที่ทำงานในเช้าวันเกิดเหตุ ซึ่งระหว่างทางเกิดอาการวูบหลับใน ทำให้รถเสียหลักไปชนผู้เสียชีวิต

ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ

ในการสอบปากคำ จ.อ.อภิเดช มีนายทหารพระธรรมนูญร่วมฟังด้วย หลังจากลงบันทึกประจำวัน พนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัว จ.อ.อภิเดช โดยไม่ต้องประกันตัว โดย **ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ** ว่าเนื่องจากผู้ต้องหาไม่ได้ถูกจับกุมหรือควบคุมตัว มีผู้บังคับบัญชารับทราบ และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ขั้นตอนต่อไปคือพนักงานสอบสวนจะเรียกทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกันที่ สภ.เกาะช้าง จากนั้นจะรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนส่งฟ้องอัยการและศาลต่อไป ยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ

ศพของ ดร.ดำรงชัย ชีวะสุขะ ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดคลองสน อ.เกาะช้าง จ.ตราด ระหว่างวันที่ 2-6 มกราคม 2569 และมีพิธีประชุมเพลิงในวันที่ 7 มกราคม 2569 โดยมีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก หัวหน้าศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร.เกาะช้าง) ได้จัดกำลังพลกว่า 10 นาย พร้อมด้วย จ.อ.อภิเดช มาร่วมจัดสถานที่และอำนวยความสะดวกภายในงานศพทุกคืน

นายยงยุทธ ชีวะสุขะ พี่ชายของ ดร.ดำรงชัย กล่าวว่า ทางญาติไม่ได้รู้สึกโกรธแค้นผู้ขับขี่ และทางผู้ขับขี่และครอบครัวได้แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเรื่องคดีก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ดร.ดำรงชัย ชีวะสุขะ เป็นเจ้าของโรงแรมดู-ทะเล และธุรกิจที่พักอีกหลายแห่งในเกาะช้าง อดีตเคยเป็นที่ปรึกษาของนายกเทศมนตรี ต.เกาะช้าง เป็นคนอัธยาศัยดี ชอบช่วยเหลือสังคม และเป็นที่รักใคร่ของคนในพื้นที่

กรณีผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการบังคับใช้กฎหมาย และความสำคัญของการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ในการดำเนินคดี หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ที่มา – ผกก.เกาะช้าง แจงปมปล่อยตัว จ่าทหารเรือ เมาแล้วขับ ชน ดร.ต่าย เจ้าของโรงแรมดัง ดับ

ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี

ข่าวด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี จังหวัดตราด ขณะปฏิบัติภารกิจเสริมความมั่นคงในพื้นที่ เจ้าหน้าที่เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

เมื่อเวลา 09.14 น. ของวันที่ 21 ธันวาคม 2568 ได้รับรายงานว่า จ.อ.เทอดพงษ์ ผมนะรา ทหารช่างนาวิกโยธิน ประสบอุบัติเหตุเหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาขาด โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะปฏิบัติภารกิจปรับปรุงแนวตั้งรับให้กับทหารราบ บริเวณบ้าน 3 หลัง ในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ขณะนี้ จ.อ.เทอดพงษ์ ได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลปกเกล้าจันทบุรี เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วนแล้ว

ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องยืนยันถึงความอันตรายของทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและความปลอดภัยของประชาชนในบริเวณนั้น การเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ จ.อ.เทอดพงษ์ ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องเผชิญกับอันตรายจากทุ่นระเบิดอยู่เสมอ การสนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการฝึกอบรมที่เข้มงวด จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี

เหตุการณ์ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี นี้ส่งผลกระทบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น:

  • ด้านความปลอดภัย: เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ด้านจิตใจ: สร้างความกังวลและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
  • ด้านการพัฒนา: เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ เนื่องจากความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดจำกัดการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร

การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถกำจัดภัยคุกคามนี้ได้อย่างยั่งยืน และสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับชุมชน

ดังนั้นการสนับสนุนการทำงานของหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของทุ่นระเบิด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด ก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ด่วน! ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี เป็นเรื่องที่น่าเศร้าและกระตุ้นเตือนให้เราตระหนักถึงภัยร้ายที่ยังคงมีอยู่รอบตัว เราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของทุกคน

ที่มา – ด่วน ทหารช่างนาวิกโยธิน เหยียบทุ่นระเบิดบ้านหนองรี เร่งนำตัวส่ง รพ.

ตราด: ชาวบ้านชายแดน เร่งเข้าหลุมหลบภัย

สถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดตราดยังคงน่าจับตามอง ล่าสุดมีรายงานว่า ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย หวั่นเกรงว่าจะเกิดการปะทะหนักในช่วงกลางดึก ซ้ำรอยเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อนหน้า ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบผิดปกติ ทำให้ความกังวลในหมู่ประชาชนเพิ่มสูงขึ้น

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ทีมข่าวได้ลงสำรวจพื้นที่บริเวณแนวชายแดนในตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด พบว่าบรรยากาศโดยทั่วไปเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้ว่าสถานการณ์ภายนอกจะดูเงียบสงบ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงรู้สึกหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) คอยดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ตรวจตราบุคคลที่เดินทางเข้าออกพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจปะทุขึ้นอีกครั้ง ทำให้ ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับการใช้อาวุธหนักจากฝั่งกัมพูชา ทำให้หลายครอบครัวตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในหลุมหลบภัย เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีสัญญาณของการปะทะเกิดขึ้นก็ตาม

ชาวบ้านรายหนึ่งในพื้นที่เปิดเผยว่า ความเงียบที่เกิดขึ้นในวันนี้กลับสร้างความกังวลใจมากกว่าเดิม เพราะไม่มีใครทราบได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อใด หลายคนต้องใช้ชีวิตอยู่ในบังเกอร์มาหลายวันติดต่อกันแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นโดยเร็ว เพื่อที่จะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขได้อีกครั้ง

ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย

นอกจากความกังวลและความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ยังได้ฝากส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทุกนายปลอดภัยและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความเปราะบางและความไม่แน่นอนสูง

สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สิน

การดำเนินชีวิตภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนเช่นนี้ ถือเป็นความยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับ ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย พวกเขาต้องเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล และความหวาดกลัวอย่างต่อเนื่อง การได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ควรเร่งให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน รวมถึงให้การสนับสนุนด้านจิตใจ เพื่อบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์นี้คือการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การดูแลสุขภาพกายและใจ และการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านปลอดภัยและสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติสุขได้โดยเร็ว

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนที่ตราด เร่งเข้าหลุมหลบภัย หวั่นปะทะหนักกลางดึกซ้ำรอยคืนก่อน

Scroll to top