ตัดสินคดี

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้อง “เคที เพร์รี”

เฮฮือฮ่าเลยทีเดียวสำหรับแฟนๆ แฟชั่นและเพลงป๊อป! ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้อง “เคที เพร์รี” นักร้องซุปตาร์ชื่อดังจากอเมริกา ในประเด็นเครื่องหมายการค้าที่ดราม่ามาหลายปี ศาลสูงสุดออสเตรเลียตัดสินชัดเจนว่า ธุรกิจเสื้อผ้ากับการร้องเพลงต่างกันสิ้นเชิง ไม่ทำให้คนสับสนแน่นอน วันนี้เรามาเล่าเรื่องราวแบบเป็นกันเองกันดีกว่า

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้อง “เคที เพร์รี” ปมชื่อแบรนด์ซ้ำ

เรื่องนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2008 เลยนะ Katie Perry ดีไซน์เนอร์สาวออสซี่คนนี้ (ใช่แล้ว ชื่อเหมือนกันเป๊ะ) เธอจดทะเบียนชื่อ “Katie Perry” เป็นแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น ก่อนที่ Katy Perry นักร้องดังจะบูมทั่วโลกด้วยเพลงฮิตอย่าง Firework หรือ Roar เสียอีก แต่พอ Katy Perry เริ่มดังปุ๊บ ก็พยายามแย่งสิทธิ์ชื่อนี้ จนยื่นคำร้องเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของดีไซน์เนอร์

เส้นทางสู้คดี: จากแพ้ชั้นต้น สู่ชนะศาลสูงสุด

ศึกนี้ยาวนานมาก ในปี 2024 ศาลชั้นต้นตัดสินให้ยกเลิกสิทธิ์แบรนด์ของ Katie Perry ดีไซน์เนอร์ตามคำขอของ Katy Perry นักร้อง แต่ Katie Perry ไม่ยอมง่ายๆ อุทธรณ์ต่อจนถึงศาลสูงสุด ล่าสุดวันที่ 11 มี.ค. ศาลตัดสินย้อนกลับ! ให้เหตุผลว่าธุรกิจแฟชั่นกับเพลงต่างประเภท ไม่มีความเสี่ยงสับสนผู้บริโภค เพราะลูกค้าเสื้อผ้าจะไม่นึกถึงคอนเสิร์ตแน่นอน ดีไซน์เนอร์เลยขายของต่อได้สบายใจ

นึกภาพตามนะ สองคนชื่อ Katie Perry / Katy Perry (สะกดต่างนิดๆ แต่เสียงเหมือน) คนนึงแต่งตัวสวยๆ ขายเสื้อผ้า อีกคนเต้นร้องบนเวทีมิวสิควิดีโอ ถ้าซื้อเสื้อไปใส่ ก็ไม่น่าคิดว่าจะได้ตั๋วคอนเสิร์ตฟรีซะหน่อย ศาลมองแบบนี้แหละ ฉลาดมาก!

  • จุดเด่นคดีนี้: แสดงให้เห็นว่าการจดเครื่องหมายการค้าต้องพิจารณา ‘ประเภทธุรกิจ’ ไม่ใช่แค่นามสกุล
  • ดีไซน์เนอร์เริ่มก่อน celeb ดัง แต่ celeb มีชื่อเสียงมากกว่า
  • บทเรียน: จดทะเบียนให้ดีตั้งแต่เริ่มธุรกิจ!

ขยายความหน่อย เครื่องหมายการค้าคืออะไร? มันเหมือนชื่อแบรนด์ที่กฎหมายคุ้มครอง ถ้าคนอื่นใช้ซ้ำแล้วทำให้ลูกค้าสับสน ก็ฟ้องได้ แต่ที่นี่ศาลบอก ‘ไม่สับสน’ เพราะตลาดต่างกัน ดีไซน์เนอร์ขายเสื้อผ้าท้องถิ่น ออสเตรเลียเป็นหลัก ส่วน Katy Perry เป็น global star ใน entertainment

ข่าวนี้กระทบวงการยังไง? สำหรับเจ้าของแบรนด์เล็กๆ ที่ชื่อเหมือน celeb คือกำลังใจใหญ่เลย เพราะ celeb ไม่ใช่เจ้าของชื่อทั้งโลก สู้ได้! ในทางกลับกัน Katy Perry คงเซ็งนิดๆ แต่เธอมีแบรนด์อื่นๆ อยู่แล้ว

ส่วนตัวผมคิดว่าคดี ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้อง “เคที เพร์รี” นี้เป็นตัวอย่างดีเยี่ยมสำหรับนักธุรกิจไทยด้วย ถ้าคุณมีแบรนด์ชื่อคล้ายคนดัง อย่ารอช้า จดเครื่องหมายการค้าด่วนเลยนะ ไม่งั้นโดนแย่งเอานะ สุดท้าย ถ้าชอบข่าวแบบนี้ แชร์ต่อให้เพื่อนๆ ฟัง หรือคอมเมนต์เล่าเรื่องเครื่องหมายการค้าที่คุณเคยเจอมาสิ!

ที่มา – ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง “เคที เพร์รี” ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาคดี ม็อบพันธมิตร บุก NBT

ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาคดี “ม็อบพันธมิตร” บุกช่อง NBT ปี 2551 ซึ่งเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงปี 2551 ขณะที่ “เจ๊ปอง” ได้ออกมาเปิดเผยว่ามีความพร้อมทั้งกายและใจสำหรับการฟังคำพิพากษา

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 กันยายน 2568 ที่ห้องพิจารณา 608 ศาลอาญา ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกช่อง NBT คดีหมายเลขดำ อ.1033/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำ พธม. (เสียชีวิต), น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก, นายภูวดล ทรงประเสริฐ, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที แนวร่วม พธม. และนายชิติพัทธ์ ลิ้มทองกุล น้องชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป อั้งยี่ ซ่องโจร เป็นหัวหน้าสั่งการ บุกรุกสถานที่ราชการทำให้เสียทรัพย์

คดีนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อปี 2551 ที่จำเลยกับพวกซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษไปก่อนหน้านี้แล้ว ได้ร่วมกันบุกยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ในช่วงที่มีการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เพื่อขับไล่รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช

ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามกัน คือให้จำคุกจำเลยคนละ 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ทำให้จำเลยทั้งสี่ยื่นฎีกาเพื่อขอความเป็นธรรม และได้รับการประกันตัวในวงเงินคนละ 2 แสนบาท

ก่อนที่จะมีการอ่านคำพิพากษา ได้มีกลุ่มมวลชนจำนวนหนึ่งมารอให้กำลังใจ น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก ซึ่งเป็นหนึ่งในจำเลยของกลุ่ม พธม. โดย น.ส.อัญชะลีได้แสดงท่าทีที่ยิ้มแย้มและยกมือสวัสดีทักทายผู้ที่มาให้กำลังใจ พร้อมทั้งเปิดเผยว่าในการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกานี้ ตนได้ยื่นเอกสารจำนวนน้อยมาก โดยยอมรับว่าได้มีการบุกรุกจริงตามที่ถูกฟ้องร้อง แต่ไม่ได้ร้องขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบา หรือให้รอลงอาญาแต่อย่างใด โดยทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลฎีกาว่าจะมีความเห็นอย่างไร

น.ส.อัญชะลียังกล่าวอีกว่า ตนเองได้เตรียมตัว เตรียมใจ และเตรียมร่างกายมาพร้อมแล้ว ไม่ว่าศาลจะมีคำตัดสินออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม และได้ยืนยันกับศาลว่าเหตุผลที่ต้องบุก NBT ในวันนั้นเป็นเพราะมีความจำเป็นจริงๆ และในวันนั้นก็ทราบดีว่าการกระทำดังกล่าวอาจจะนำมาซึ่งผลที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ก็จะยังคงตัดสินใจที่จะต่อสู้เหมือนเดิม

ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาคดี ม็อบพันธมิตร บุก NBT ปี 2551

คดี “ม็อบพันธมิตร” บุก NBT ถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต และการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมายได้ การที่ศาลฎีกาได้นัดฟังคำพิพากษาในครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองของสังคมว่าจะส่งผลต่อบรรทัดฐานทางกฎหมายและการเมืองอย่างไร

ความสำคัญของคดี ศาลฎีกานัดฟังคำพิพากษาคดี ม็อบพันธมิตร บุก NBT

คดีนี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมือง และการบุกรุกสถานที่ราชการ ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก หากศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลล่าง ก็จะเป็นการยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และไม่สามารถอ้างเหตุผลทางการเมืองมาเป็นข้ออ้างในการกระทำผิดได้

  • ผลกระทบต่อผู้ร่วมชุมนุม: คำพิพากษาอาจส่งผลกระทบต่อผู้ที่เคยเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองในอดีต
  • บรรทัดฐานทางกฎหมาย: คำตัดสินจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการชุมนุมในอนาคต
  • ความขัดแย้งทางการเมือง: คดีนี้อาจจุดประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคมไทย

โดยสรุปแล้ว คดี “ศาลฎีกา” นัดฟังคำพิพากษาคดี “ม็อบพันธมิตร” บุกช่อง NBT ปี 2551 ไม่ได้เป็นเพียงแค่คดีความทางอาญา แต่ยังเป็นคดีที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ทางการเมือง และความสำคัญของสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การพิจารณาคดีนี้จึงต้องทำด้วยความรอบคอบและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย และเป็นบรรทัดฐานที่ดีสำหรับการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – “ศาลฎีกา” นัดฟังคำพิพากษาคดี “ม็อบพันธมิตร” บุกช่อง NBT ปี 2551

Scroll to top