ตํารวจ

ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

ในยุคที่โซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การสร้างคอนเทนต์เพื่อหายอดวิวหรือไลก์กลายเป็นเรื่องปกติ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าคอนเทนต์บางประเภทที่ดูสนุกสนาน อาจกลายเป็น “คอนเทนต์ขยะ” ที่นำพาความเดือดร้อนและผิดกฎหมายได้ ล่าสุด ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ โดยเฉพาะกรณีอินฟลูเอนเซอร์นำยาแนวมาผสมน้ำป้ายหน้าคนอื่นในช่วงสงกรานต์ ซึ่งอาจก่ออันตรายร้ายแรง

ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเตือนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2567 ถึงพฤติกรรมการสร้างคอนเทนต์ที่แกล้งผู้อื่น โดยยกตัวอย่างเคสยอดฮิตในเทศกาลสงกรานต์ ที่มีอินฟลูเอนเซอร์อ้างใช้วัตถุประสงค์ผสมแป้งเพื่อป้ายหน้าเล่นน้ำสาดกัน แต่หากเป็นยาแนวจริง อาจทำให้ผิวหนังไหม้หรือแพ้สารเคมีได้ สร้างความตื่นตระหนกในสังคม

ตร.ย้ำชัดว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องตลก แต่เข้าข่ายผิดกฎหมายหลายมาตรา หากคุณเป็นยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้แต่ผู้ใช้ทั่วไปที่แชร์ต่อ ก็เสี่ยงโดนดำเนินคดีได้ มาดูรายละเอียดกัน

ความผิดหลักที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ขยะ

  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397: การกระทำที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญ คุกคาม หรือทำให้ผู้อื่นอับอายในที่สาธารณะ โทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
  • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295: ทำร้ายร่างกายด้วยวัสดุอันตราย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2): โพสต์ข้อมูลเท็จก่อความตื่นตระหนก โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ยังขอให้งดแชร์หรือสนับสนุนช่องที่ผลิตคอนเทนต์ขยะ เพื่อไม่ให้เกิดการเลียนแบบที่ผิดกฎหมาย จากการตรวจสอบที่ สภ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ยังไม่มีผู้เสียหายแจ้งความ แต่หากเกิดขึ้น สามารถดำเนินคดีได้ทันที

ทำไมคอนเทนต์ขยะถึงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย

คอนเทนต์ขยะไม่ได้แค่สร้างยอดวิวชั่วคราว แต่ก่อให้เกิดผลกระทบระยะยาว เช่น การเลียนแบบในเด็กวัยรุ่นที่ไม่รู้กฎหมาย หรือความเสียหายทางจิตใจต่อผู้ถูกแกล้ง ในปีที่ผ่านมา มีเคสคล้ายๆ กันมากมาย เช่น คลิปแกล้งคนขับรถ หรือทดลองสารเคมีกับสัตว์ ซึ่งหลายเคสจบด้วยการจับกุม ตร.จึงออก ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สร้างสรรค์เนื้อหา

ผู้สร้างคอนเทนต์ควรคำนึงถึงจริยธรรมและกฎหมายก่อนโพสต์ ถ้าคุณเห็นคอนเทนต์แบบนี้ อย่าแชร์ต่อ แต่รายงานแทน เพื่อปกป้องสังคม

สรุปแล้ว การสร้างคอนเทนต์ต้องรับผิดชอบ หากคุณเป็นครีเอเตอร์ ลองหันมาทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์แทน จะยั่งยืนกว่าเยอะ หากถูกแกล้งหรือเห็นการกระทำผิด รีบแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สังคมไทยปลอดภัยจากคอนเทนต์ขยะ

คำแนะนำ: สร้างคอนเทนต์ให้ถูกกฎหมาย ปลอดภัยทั้งผู้สร้างและผู้ชม!

ที่มา – ตร.เตือน ทำ “คอนเทนต์ขยะ” อาจถูกดำเนินคดี มีโทษทั้งจำทั้งปรับ

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ

ทุกคนคงต้อง ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ กันถ้วนหน้าเลยนะครับ เหตุการณ์สุดสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ทำให้ชาวต่างชาติสูญเสียทรัพย์สินมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท แถมยังมีรถหรูและทองคำเพียบหายไปด้วย วันนี้เราจะมาอัปเดตรายละเอียดให้ฟังแบบเป็นกันเองกันเลย

ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ

เรื่องนี้เริ่มจากเจ้าหน้าที่มาเลเซียบุกจับผู้ต้องหา 6 ราย รวมถึง ตำรวจระดับสูง ที่ทำตัวเป็นหัวโจกประสานงานขบวนการเลยทีเดียว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ฟาดิล มาร์ซุส ได้แถลงข่าวว่า กลุ่มคนร้ายแอบอ้างเป็นตำรวจบุกปล้นบ้านเหยื่อในย่านเกปง เช้ามืดวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา เหยื่อเป็นชาวต่างชาติผู้มีฐานะดี ชาวจีน 2 คน (ชาย 1 หญิง 1) และหญิงชาวอินโดนีเซีย อายุ 29-52 ปี

ทรัพย์สินที่ถูกปล้นไปนั้นโหดร้ายมาก รถหรู 3 คันอย่าง Toyota Alphard, Rolls-Royce, Bentley หายวับ รวมถึงตู้เซฟที่มีเงินสด 24,200 ริงกิตมาเลเซีย และ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐ แถมเครื่องประดับ ทองคำแท่ง และของมีค่าอื่นๆ อีกเพียบ มูลค่ารวมเกือบ 40 ล้านบาทไทย!

ผู้ต้องหาในคดีช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ

ตำรวจที่โดนจับคือตัวประสานงานหลัก มีประวัติคดียาเสพติดมาก่อน และถูกสั่งพักงานทันที ผู้ต้องหาอีก 2 รายเป็นบอดี้การ์ดที่มีใบอนุญาตปืน เป็นคนจัดหาอาวุธให้แก๊ง หนึ่งในนั้นตรวจพบแอมเฟตามีนในตัวด้วย การจับกุมเริ่มจาก 3 รายแรกคืนวันที่ 5 เมษายน ของกลางเพียบ ปืนพก 2 กระบอก รถ 5 คัน เงินสดหลายสกุล 13,056 ริงกิต โทรศัพท์ 8 เครื่อง บัตรผ่านความปลอดภัย 2 ใบ จากนั้นขยายผลจับเพิ่มอีก 3 ราย อายุ 31-51 ปี

  • ปืนพกและอาวุธที่ใช้ข่มขู่
  • รถยนต์ของกลาง 5 คัน
  • เงินสดและทรัพย์สินมูลค่าสูง
  • อุปกรณ์แอบอ้างตำรวจ

ตอนก่อเหตุ ใช้ปืนปลอมข่มขู่เหยื่อ ทำเอาทุกคนหวาดกลัวสุดๆ ตอนนี้ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัว 7 วัน สอบสวนภายใต้กฎหมายอาญามาตรา 395, 397 (ปล้นเป็นแก๊ง ใช้ความรุนแรง) และมาตรา 170 (แอบอ้างเจ้าหน้าที่) ถ้าผิดจริง โทษหนักจำคุกสูงสุด 20 ปี แถมเฆี่ยนและปรับ!

เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในมาเลเซีย โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่อยู่อาศัยในย่านหรู กรุงกัวลาลัมเปอร์เคยเป็นเมืองท่องเที่ยวน่าอยู่ แต่ข่าวแบบนี้ก็ทำให้ภาพลักษณ์เสียหายไปเยอะ เราเห็นแล้วว่าตำรวจบ้านใกล้เรือนเคียงยังมีปัญหาภายในได้ ถ้าคุณกำลังวางแผนไปเที่ยวหรือทำธุรกิจที่นั่น ควรระวังตัวให้มากขึ้น ตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยบ้าน และอย่าไว้ใจคนแปลกหน้าที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ง่ายๆ

จากสถิติอาชญากรรมในมาเลเซียช่วงหลังๆ พบว่าคดีปล้นชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐีเอเชียที่ย้ายมาอยู่ที่นั่นเพราะภาษีถูก แต่แก๊งอาชญากรก็จ้องตีตาใส่เช่นกัน คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่ตำรวจขยายผลจับกุมได้รวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมยังทำงานได้

สำหรับชาวไทยที่สนใจข่าวต่างประเทศแบบนี้ ลองคิดดูนะครับว่าโลกวันนี้เชื่อมโยงกันมาก การปล้นแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่มาเลเซีย แต่ทั่วโลกมี ถ้าคุณมีทรัพย์สินเยอะ ควรลงทุนในประกันภัยและระบบ CCTV สมัยใหม่ สุดท้ายแล้ว ความระแวดระวังคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

ติดตามข่าวอัปเดตคดีนี้และข่าวต่างประเทศอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้เพื่อความปลอดภัยของทุกคนนะครับ!

ที่มา – ช็อกมาเลเซีย! ตำรวจระดับสูงเอี่ยวปล้นชาวต่างชาติ สูญกว่า 40 ล้านบาท ลักรถหรู-ทองคำเพียบ

วงการสีกากี เปิดทางแต่งตั้งสายสืบสวนล็อตใหญ่

วงการสีกากีกำลังคึกคักด้วยข่าวใหญ่ แต่งตั้งสายสืบสวนล็อตใหญ่ ที่จะมาปรับโครงสร้างสายงานสืบสวนสอบสวนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เดินหน้าเขย่ากระดานอย่างจริงจัง เปิดโอกาสให้ข้าราชการตำรวจสมัครใจโยกย้ายเข้าดำรงตำแหน่งในสายงานนี้ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับนายพลลงไปจนถึงผู้กำกับการ (ผกก.) และรองสารวัตร (รอง สว.)

แต่งตั้งสายสืบสวนล็อตใหญ่ ปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ

การ แต่งตั้งสายสืบสวนล็อตใหญ่ ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยผบ.ตร. ได้ลงนามคำสั่งแนวทางที่ชัดเจน เน้นหลักความรู้ ความสามารถ ลำดับอาวุโส และความสมัครใจของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมสูงสุด คณะกรรมการพิจารณาจะถูกตั้งขึ้นในทุกระดับ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด

สิ่งที่ทำให้การแต่งตั้งครั้งนี้แตกต่างคือ การใช้ระบบสมัยใหม่ เช่น QR Code และไฟล์ดิจิทัล ในการรวบรวมรายชื่อผู้สมัครจากทุกหน่วยงาน ส่งข้อมูลขึ้นส่วนกลางภายในกรอบเวลาที่เข้มงวด โดยกำหนดให้เสร็จสิ้นทั้งหมดภายในเดือนเมษายน 2567 หากยังมีตำแหน่งว่างหลังรอบแรก จะมีการปรับเกลี่ยเพิ่มเติม โดยยึดหลักอาวุโสและความเหมาะสมเป็นหลัก

หลักเกณฑ์สำคัญในการแต่งตั้งสายสืบสวนล็อตใหญ่

  • สมัครใจ: เปิดกว้างให้ข้าราชการตำรวจทุกระดับสนใจสมัคร ไม่บังคับ
  • ยึดอาวุโส: ลำดับประจำปีเป็นตัวกำหนดหลัก
  • ความรู้-ความสามารถ: ประเมินจากผลงานและคุณสมบัติที่ตรงกับตำแหน่ง
  • โปร่งใส: มีคณะกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน
  • ตรงคนตรงงาน: ผบ.ตร. กำชับให้เลือกคนที่เหมาะสมที่สุด

การปรับโครงสร้างสายสืบสวนสอบสวนถือเป็นก้าวสำคัญในวงการตำรวจไทย เพราะสายงานนี้เป็นหัวใจหลักในการปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นคดียาเสพติด ยาเสพติด การทุจริต หรืออาชญากรรมทางไซเบอร์ ในอดีต การโยกย้ายมักถูกมองว่ามีการแทรกแซง แต่ครั้งนี้เน้นความโปร่งใส จะช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ และยกระดับคุณภาพการสืบสวนโดยรวม

กรอบเวลาและขั้นตอนการดำเนินงาน

ทุกหน่วยงานต้องเปิดรับสมัคร จัดทำบัญชีรายชื่อ และส่งข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ทันที โดยมีไทม์ไลน์ชัดเจนดังนี้

  • เปิดรับสมัคร: ทันทีหลังคำสั่งลงนาม
  • รวบรวมข้อมูล: ส่ง QR Code/ไฟล์ภายในกำหนด
  • พิจารณาและแต่งตั้ง: เสร็จสิ้นเมษายน 2567
  • ปรับเกลี่ยรอบสอง: หากจำเป็น

ผบ.ตร. ยังสั่งกำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตในการแต่งตั้ง ซึ่งเป็น痛点เก่าๆ ของวงการสีกากี

นอกจากนี้ การ แต่งตั้งสายสืบสวนล็อตใหญ่ ยังสอดคล้องกับนโยบายปฏิรูประบบตำรวจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ช่วยลดช่องว่างในตำแหน่งว่าง และเติมเต็มบุคลากรที่มีศักยภาพให้กับหน่วยสืบสวนทั่วประเทศ คาดว่าจะส่งผลดีต่อสถิติการจับกุมผู้ร้ายที่สูงขึ้นในอนาคตอันใกล้

สำหรับข้าราชการตำรวจที่สนใจ สามารถติดตามประกาศจากหน่วยงานของตนได้ทันที อย่าพลาดโอกาสก้าวสู่วงการสืบสวนที่ท้าทายและมีเกียรติ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผบ.ตร.กิตติ์รัฐ ที่มุ่งมั่นสร้างตำรวจมืออาชีพ ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปที่แท้จริง ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดีขึ้น หากคุณเป็นแฟนข่าวอาชญากรรม ติดตามอัปเดตเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ!

ที่มา – วงการสีกากี เปิดทางแต่งตั้ง “สายสืบสวน” ล็อตใหญ่ ปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ

ตำรวจรวบ “หนุ่มใหญ่” ครอบครองคลิปลามกเด็ก 1 หมื่นไฟล์

ในเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทย เมื่อ ตำรวจรวบ “หนุ่มใหญ่” ครอบครองคลิปลามกอนาจารเด็กรวมกว่า 1 หมื่นไฟล์ ที่จังหวัดสกลนคร ผู้ต้องหาคนนี้ถูกจับกุมพร้อมของกลางจำนวนมหาศาล ซึ่งสะท้อนปัญหาสังคมที่รุนแรงเกี่ยวกับการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดทั้งหมดของคดีนี้กัน

ตำรวจรวบ “หนุ่มใหญ่” ครอบครองคลิปลามกอนาจารเด็กรวมกว่า 1 หมื่นไฟล์

วันที่ 21 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจากกองบังคับการเทคโนโลยีอาชญากรรม สอท.3 ได้รับเบาะแสเกี่ยวกับการครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กในพื้นที่จังหวัดสกลนคร โดยมี พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ และ พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย สั่งการให้ พ.ต.อ.อดิชาต อมรประดิษฐ ผกก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ นำกำลังเข้าค้นบ้านเลขที่ในหมู่ 4 ตำบลบ้านแป้น อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร ตามหมายค้นศาลจังหวัดสกลนครที่ ค.21/2569

ผู้ต้องหาคือ นายธีปวัฒน์ พรหมเมือง อายุ 51 ปี เจ้าของบ้านหลังดังกล่าว ถูกจับกุมพร้อมโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบคลิปลามกอนาจารเด็กทั้งเด็กชายและเด็กหญิงในลักษณะต่างๆ กว่า 10,000 ไฟล์ นายธีปวัฒน์ ให้การรับสารภาพว่า ชอบความหลากหลายทางเพศ รู้สึกตื่นเต้นเมื่อดูคลิปหรือรูปภาพเปลือยกาย รวมถึงอวัยวะเพศของเด็ก โดยดาวน์โหลดมาจากแอปพลิเคชันไลน์เพื่อสะสมไว้ดูเอง และบางครั้งส่งต่อให้เพื่อน แต่ยืนยันว่าไม่ได้ค้าหรือเปิดกลุ่มลับ

ขั้นตอนการสืบสวนและจับกุมในคดีนี้

ชุดสืบสวน กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.สอท.3 ได้รับข้อมูลเบาะแส จึงลงพื้นที่สืบสวนจนทราบที่อยู่ของผู้ต้องหา รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายค้น และเข้าจับกุมได้ทันที การทำงานของ สอท. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยเฉพาะสื่อลามกเด็กที่เป็นปัญหาเรื้อรัง

  • รับเบาะแสการครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกเด็ก
  • สืบสวนยืนยันตัวผู้กระทำผิดและที่อยู่
  • ขอหมายค้นศาลและเข้าจู่โจม
  • ตรวจสอบของกลางพบกว่า 10,000 ไฟล์
  • สอบสวนผู้ต้องหาและดำเนินคดี

ตำรวจดำเนินคดีใน 2 ข้อหาหลัก คือ “ครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเพศสำหรับตนเองหรือผู้อื่น” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการซื้อขายเด็ก พ.ศ. 2546 และ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะลามกที่ประชาชนเข้าถึงได้” ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ปัญหาสื่อลามกอนาจารเด็กในสังคมไทย

คดี ตำรวจรวบ “หนุ่มใหญ่” ครอบครองคลิปลามกอนาจารเด็กรวมกว่า 1 หมื่นไฟล์ นี้ไม่ใช่เคสแรก ปัญหานี้แพร่หลายมากในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะผ่านแอปอย่างไลน์ เฟซบุ๊ก หรือเว็บมืด สถิติจาก UNICEF ระบุว่า ประเทศไทยมีคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กกว่า 1,000 รายต่อปี และสื่อลามกเด็กถูกผลิตและเผยแพร่จำนวนมาก การเข้าถึงง่ายผ่านสมาร์ทโฟนทำให้เสี่ยงสูง

หน่วยงานอย่าง สอท. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีศูนย์รับแจ้งความผิดทางออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนช่วยรายงาน หากพบเห็นควรแจ้งทันทีที่ 1155 หรือ www.thaipoliceonline.com

เหตุการณ์นี้เตือนใจสังคมให้ตื่นตัวมากขึ้น พ่อแม่ต้องดูแลลูกหลานใกล้ชิด สอนให้รู้เท่าทันโลกออนไลน์ และหลีกเลี่ยงเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย การสะสมสื่อดังกล่าวไม่เพียงทำร้ายเด็กผู้เสียหาย แต่ยังทำลายสังคมทั้งระบบ ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้แสดงให้เห็นว่ากฎหมายไทยเข้มแข็งพอที่จะจัดการผู้กระทำผิด แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

เรียกร้องให้ทุกคนมีส่วนร่วม: หากคุณพบเห็นการเผยแพร่สื่อลามกเด็ก โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อปกป้องอนาคตของเด็กไทย ร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย

ที่มา – ตำรวจรวบ “หนุ่มใหญ่” ครอบครองคลิปลามกอนาจารเด็กรวมกว่า 1 หมื่นไฟล์

สตช. ชี้แจงปมเครื่องแบบตำรวจใหม่ ไม่เปลี่ยนสี

เครื่องแบบตำรวจใหม่ กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย เมื่อมีข่าวลือแพร่สะพัดว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะเปลี่ยนสีและรูปแบบเครื่องแบบราชการ ซึ่งสร้างความสับสนให้กับประชาชนจำนวนมาก ล่าสุด สตช. ได้ออกชี้แจงอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและลดความเข้าใจผิด

ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.ชัยต์พจน สูวรรณรักษ์ ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/รองโฆษก สตช. ได้เผยแพร่ข้อมูลชี้แจง หลังพบการแชร์ข้อมูลเท็จในสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่าการร่างกฎกระทรวงเครื่องแบบตำรวจใหม่ ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงสีหรือรูปแบบใหญ่โต แต่เป็นการรวบรวมและกำหนดเครื่องแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันให้ชัดเจนตามกฎหมาย

เครื่องแบบตำรวจใหม่ คืออะไร?

ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 มาตรา 151 การกำหนดเครื่องแบบข้าราชการตำรวจต้องออกเป็นกฎกระทรวง สำนักงานกฎหมายและคดี สตช. จึงได้ร่างกฎกระทรวงนี้เพื่อรวบรวมเครื่องแบบทุกประเภทที่ใช้จริง โดยแบ่งเป็น

  • เครื่องแบบปกติ: 18 ชุด (ชาย 8 ชุด, หญิง 10 ชุด)
  • เครื่องแบบพิเศษ: 42 ชุด
  • รวมทั้งหมด: 60 ชุด

เครื่องแบบเหล่านี้ประกอบด้วยหมวก เสื้อ กางเกง กระโปรง รองเท้า อินทรธนูเครื่องหมายยศ เครื่องหมายจำพวก เครื่องหมายสังกัด และอื่นๆ โดยยืนยันชัดเจนว่า เครื่องแบบที่เป็นสีกากี ยังคงใช้สีกากีสีผ้าพระราชทาน (สนว.01) เหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนสีแต่อย่างใด

การชี้แจงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ก่อนเสนอร่างกฎกระทรวง สตช. ได้ขอรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามหนังสือ กม.ที่ 0011.14/ว626 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยกำหนดให้ตอบภายใน 3 เมษายน 2569 ข้อมูลที่แชร์ในโซเชียลส่วนใหญ่คลาดเคลื่อน โดยอ้างว่าร่างนี้จะเปลี่ยนสีชุด ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในร่างที่ระบุไว้ชัดเจน

ประเด็นนี้เกิดจากข่าวลือที่บิดเบือน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก สตช. จึงเน้นย้ำว่าไม่มีการเปลี่ยนประเภท ชนิด หรือสีของเครื่องแบบราชการตำรวจ ข่าวดังกล่าวจึงเป็นข้อมูลเท็จ

ทำไมเครื่องแบบตำรวจถึงสำคัญ?

เครื่องแบบตำรวจไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐ ความน่าเชื่อถือ และเอกลักษณ์ขององค์กร สีกากีสีผ้าพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พระราชทานให้ ถือเป็นมรดกที่คงไว้ ซึ่งการรักษาสีเดิมช่วยรักษาความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ การรวบรวมเป็นกฎกระทรวงยังช่วยให้การบริหารจัดการเครื่องแบบมีมาตรฐานเดียวกัน ลดปัญหาความสับสนในหน่วยงานต่างๆ

ในยุคดิจิทัล ข้อมูลปลอมแพร่กระจายเร็ว สตช. แนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น เพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ สตช. เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อข่าวลือ

การชี้แจงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสของ สตช. ในการสื่อสาร ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดี หากคุณพบข่าวคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ เครื่องแบบตำรวจใหม่ อย่าลังเลที่จะแชร์ข้อมูลจริงเพื่อช่วยสังคม ติดตามข่าวสารจากเราต่อไปเพื่ออัปเดตข้อเท็จจริงล่าสุด!

ที่มา – สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงปม “เครื่องแบบตำรวจใหม่” ยืนยันไม่เปลี่ยนสีชุด

Scroll to top