ทนายแจม

“ครูธัญ” แจ้งไม่ได้ลงชื่อแถลงการณ์เสมอภาคเพศ

ในแวดวงการเมืองและสิทธิสตรีไทย ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือ “ครูธัญ” แจ้งไม่ได้ลงชื่อแถลงการณ์คณะเสมอภาคทางเพศ ย้ำขอวางบทบาทเป็นกลาง ซึ่งกลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ หรือที่รู้จักกันในนาม “ครูธัญ” อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อความชัดเจนต่อสาธารณะ

“ครูธัญ” แจ้งไม่ได้ลงชื่อแถลงการณ์คณะเสมอภาคทางเพศ ย้ำขอวางบทบาทเป็นกลาง

เรื่องราวเริ่มต้นจากแถลงการณ์ของคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศ พรรคประชาชน ที่แสดงความผิดหวังต่อกระบวนการคัดสรรผู้สมัครในจังหวัดมหาสารคาม โดยมีชื่อของครูธัญถูกระบุว่าเป็นผู้ร่วมลงชื่อด้วย แต่ตัวครูธัญเองยืนยันชัดเจนว่าไม่ได้ยืนยันการร่วมลงชื่อแถลงการณ์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้ ทนายแจม หรือคุณศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ได้ส่งข้อความมาติดต่อในช่วงค่ำเพื่อขอให้ช่วยเป็นที่ปรึกษาและร่วมลงชื่อ แต่ครูธัญเพิ่งเห็นข้อความอีกทีตอนที่แถลงการณ์ถูกโพสต์ออกไปแล้ว

ครูธัญเน้นย้ำถึงสถานะปัจจุบันของตัวเองว่า ดำเนินงานในฐานะนักนโยบายสาธารณะและนักสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งขับเคลื่อนประเด็นความเสมอภาคทางเพศผ่านงานวิจัย โครงการ และสื่อสารสาธารณะ การทำงานในอนาคตจะเป็นอิสระ ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด และพร้อมจับมือทุกภาคส่วน รวมถึงทุกพรรคการเมือง เพื่อขับเคลื่อนความเท่าเทียมในสังคมไทย

รายละเอียดการชี้แจงจาก “ครูธัญ” แจ้งไม่ได้ลงชื่อแถลงการณ์คณะเสมอภาคทางเพศ

  • สถานะปัจจุบัน: ทำงานอิสระด้านนโยบายและสิทธิมนุษยชน มุ่งความเสมอภาคทางเพศ ไม่ผูกมัดกับพรรคใด
  • การติดต่อ: ได้รับข้อความจากทนายแจมช่วงกลางคืน แต่ยังไม่ตอบยืนยัน ก่อนแถลงการณ์จะเผยแพร่
  • จุดยืน: ไม่ขัดแย้งกับหลักการต่อต้านความรุนแรงทางเพศหรือคัดกรองผู้สมัคร แต่ต้องรักษาความเป็นกลางเพื่องานวิชาการและรับทุน

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนในการวางตัวของนักกิจกรรมที่เคยมีบทบาททางการเมือง ครูธัญซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานด้านสิทธิสตรีและ LGBTQ+ ในอดีต ได้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส โดยชี้แจงทันทีเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด แม้จะไม่เห็นด้วยกับบางกระบวนการ แต่ก็ยืนหยัดในหลักการเสมอภาคโดยไม่เลือกข้างพรรคการเมือง

ในบริบทกว้างขึ้น ความเสมอภาคทางเพศกำลังเป็นวาระสำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะในวงการเมืองที่ยังมีปัญหาความรุนแรงทางเพศและการเลือกปฏิบัติ การที่ครูธัญเลือกวางตัวเป็นกลาง ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับงานด้านสิทธิมนุษยชน เพราะนักวิชาการต้องเป็นกลางเพื่อให้สามารถทำงานกับทุกฝ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้กับองค์กรและพรรคการเมืองในการจัดการเอกสารและการสื่อสาร เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจคลาดเคลื่อนในอนาคต หากคุณสนใจประเด็นสิทธิสตรีและการเมืองไทย ลองติดตามผลงานของครูธัญต่อไป เพราะเขายังคงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

สุดท้ายแล้ว การชี้แจงครั้งนี้ย้ำถึงคุณค่าของความโปร่งใสและความเป็นกลาง ซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนสังคมที่เท่าเทียม คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ

ที่มา – “ครูธัญ” แจ้งไม่ได้ลงชื่อแถลงการณ์คณะเสมอภาคทางเพศ ย้ำขอวางบทบาทเป็นกลาง

“ทนายแจม” แจงปมคณะทำงานความเสมอภาคฯ

การเมืองไทยในช่วงนี้กำลังร้อนระอุด้วยประเด็นความเสมอภาคทางเพศ โดยเฉพาะในพรรคประชาชน ที่มีข่าวการตั้งคณะทำงานใหม่เพื่อแก้ปัญหานี้ ล่าสุด “ทนายแจม” แจงปมคณะทำงานความเสมอภาคฯ อย่างชัดเจน ชี้ให้เห็นถึงบทเรียนซ้ำซากที่ทำลายความเชื่อมั่นของพรรค มาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรบ้าง

“ทนายแจม” แจงปมคณะทำงานความเสมอภาคฯ

น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทนายแจม ว่าที่ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เกี่ยวกับการตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศในพรรคประชาชน (คสพป.) เธอยืนยันว่าไอเดียนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อจัดการประเด็นสังคมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ โดยได้ปรึกษาเครือข่าย ทำงานร่วมกับคณะก้าวหน้า ทำวิจัย ออกคู่มือป้องกันปัญหาในอนาคต และให้มุมมองความเท่าเทียมทางเพศมีบทบาทในการตัดสินใจ

โครงการนี้วางแผนไว้ 3 ปี ตั้งแต่ปีนี้ไปจนถึงปี 2571 แต่ประจวบกับคดีข่มขืนที่เกิดขึ้นก่อน โดยเฉพาะกรณี จ.มหาสารคาม ที่กลายเป็นกรณีศึกษาหนักอึ้ง ทำให้ทุกภาคส่วนต้องแบกรับผลกระทบ

บทบาทของคณะทำงาน ไม่ใช่เหนือกฎหมายพรรค

ทนายแจม ชี้แจงว่า คณะทำงานนี้จะไม่เข้าไป overrule หรืออยู่เหนือคณะกรรมการวินัยหรือคณะกรรมการคัดสรรผู้สมัคร แต่จะมีส่วนร่วมในกรณีที่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ เช่น การตัดสินว่าจะส่งผู้สมัครคนนั้นหรือไม่ หรือเข้าร่วมกรรมการวินัยเฉพาะกิจ ครอบคลุมทั้ง ส.ส. ผู้สมัคร พนักงาน มดงานในพรรค เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย

นอกจากนี้ ยังตอบโต้กรณี นายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ ส.ส.กทม. ที่แสดงความเห็นด้วย โดยยอมรับว่าประเด็นละเอียดอ่อนแบบนี้ไม่มีทางให้ทุกคนเห็นด้วย 100% แต่หลักการมาจากการศึกษาและเรียนรู้ ไม่ใช่คิดเองเออเอง

บทเรียนซ้ำซากทำลายความเชื่อมั่น ถึงเวลาตั้งมาตรฐานใหม่

“เราออกมาถอดบทเรียนกันกี่รอบก็ไม่รู้ ขอโทษกันกี่รอบก็ไม่รู้ ถึงเวลาที่เราจะต้องมาเซ็ตมาตรฐานใหม่” ทนายแจม กล่าวย้ำ หากมาตรฐานเดิมดีจริง ปัญหาจะไม่เกิดซ้ำ ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ไม่กระทบความเชื่อมั่นพรรค พรรคต้องยอมรับปัญหาและเรียนรู้

เรื่องแถลงการณ์ไม่ใช่การแถลงโดยพลการ แต่เกิดจากการพูดบนเวทีสัมมนาพรรคเมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งพรรคเป็นผู้มอบหมายให้เธอขึ้นพูด เชิญชวนสมาชิกมาร่วม เพื่อสะท้อนจุดยืนและเรียกร้องต่อผู้บริหาร โดยเธอได้คุยกับผู้บริหารแล้ว

ทนายแจม ยืนยันชัดว่าไม่ใช่การกบฏพรรคหรือต้านคณะกรรมการสรรหาที่มีอยู่ พรรคประชาชนคือพาหนะแห่งความหวังของทุกคน หากหมดหวังคงไม่ทำแถลงการณ์ แต่ต้องการแก้ปัญหาความเชื่อมั่นที่อาจลดลงด้วยกัน

  • ไอเดียคณะทำงานเกิดตั้งแต่ปีที่แล้ว เน้นวิจัยและคู่มือป้องกัน
  • มีส่วนร่วมตัดสินประเด็นเพศ ไม่แทนที่กรรมการเดิม
  • ถอดบทเรียนจากคดีข่มขืน จ.มหาสารคาม
  • โครงการ 3 ปี สร้างพื้นที่ปลอดภัยทั้งพรรค
  • เชื่อมั่นพรรคเปิดรับการเรียนรู้และพัฒนา

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการปฏิรูปพรรคการเมืองไทยให้คำนึงถึงความเสมอภาคทางเพศมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่สังคมให้ความสำคัญกับ #MeToo และสิทธิสตรี การมีคณะทำงานเฉพาะทางจะช่วยป้องกันปัญหาซ้ำรอยและเสริมภาพลักษณ์พรรค

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่พรรคประชาชนกำลังนำร่อง หากทำสำเร็จจะเป็นแบบอย่างให้พรรคอื่นๆ ตาม คุณคิดอย่างไรกับการตั้งคณะทำงานนี้? มันจะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลาย ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “ทนายแจม” แจงปมคณะทำงานความเสมอภาคฯ บทเรียนซ้ำซากทำลายความเชื่อมั่น ปชน.

ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครสั่ง สจ.นนท์ฯ จริงหรือ?

ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้

เลขาธิการพรรคประชาชนลั่นรับไม่ได้ สจ.นนทบุรี พรรคประชาชนทำร้ายร่างกายอดีตแฟนสาว เตรียมสั่งฟันทางวินัย และส่งทนายช่วยเหลือเหยื่อ ปฏิเสธผู้ใหญ่ในพรรคสั่งไม่ให้ตอบคำถามกับสื่อมวลชน เรื่องนี้ร้อนแรงจนทำให้ ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้

วันที่ 28 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรณีปรากฏข่าวสารในสื่อมวลชนทั่วไปว่า “นายธวัช ศรีช่วย ส.อบจ.นนทบุรี เขต 4 อำเภอบางกรวย พรรคประชาชน ทำร้ายอดีตแฟนสาวในบ้านพัก เจ้าตัวปฏิเสธให้สัมภาษณ์ อ้างคำสั่งผู้ใหญ่” ล่าสุดนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า ตนเองในฐานะเลขาธิการพรรค มีความเห็นว่าถ้าหากเรื่องดังกล่าวเป็นจริงก็ถือว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง ซึ่งนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ในฐานะนายทะเบียนสมาชิกพรรค จะได้พิจารณาความรับผิดทางวินัยและกำหนดความรับผิดของผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นสมาชิกพรรค ต่อไป

โดยในระหว่างนี้ ทางพรรคได้มอบหมายให้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน และสมาชิกพรรคจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นทนายความ เข้าร่วมให้ความช่วยเหลือและให้คำปรึกษาทางด้านข้อกฎหมายต่อผู้เสียหาย

ส่วนกรณีที่ผู้ก่อเหตุไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนโดยอ้างว่ามี “คำสั่งผู้ใหญ่” ทางเลขาธิการพรรคได้ตรวจสอบครบถ้วนแล้ว มีข้อเท็จจริงว่าไม่มีผู้บริหารและสมาชิกพรรคคนใดได้พูดคุยกับผู้ก่อเหตุและมีคำสั่งในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด จึงขอเรียนมาเพื่อให้พี่น้องสื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทราบ

ความจริงเบื้องหลัง “ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้”

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความสงสัยในวงกว้างว่าจริงหรือไม่ที่มีผู้ใหญ่ในพรรคสั่งการให้ สจ.นนทบุรี งดตอบคำถามสื่อมวลชน ซึ่งการออกมาให้ข้อมูลของนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันความโปร่งใสและความตั้งใจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของพรรค

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดหากพบว่าสมาชิกพรรคกระทำผิดจริง นอกจากนี้ การส่งทนายความเข้าไปช่วยเหลือผู้เสียหายยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของพรรคอีกด้วย

การที่ สจ.นนทบุรี อ้างว่ามีคำสั่งผู้ใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและความไม่ไว้วางใจต่อพรรคประชาชน การที่นายศรายุทธิ์ออกมายืนยันว่าไม่มีคำสั่งดังกล่าว จึงเป็นการคลายความสงสัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับหลักการความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม การดำเนินการในกรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาหลักการดังกล่าว และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาเพื่อความเป็นธรรม

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในพรรคการเมือง การกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมย่อมต้องได้รับการตรวจสอบและลงโทษ

  • พรรคประชาชนยืนยันความโปร่งใสในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • พร้อมดำเนินการทางวินัยอย่างเด็ดขาดหากพบว่าสมาชิกพรรคกระทำผิด
  • ให้ความช่วยเหลือทางด้านกฎหมายแก่ผู้เสียหาย
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีจริยธรรมและคุณธรรมในการทำงานการเมือง การกระทำใดๆ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม ดังนั้น การตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน

ข่าว ศรายุทธิ์ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้ ถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการกระทำของนักการเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลอย่างชัดเจนและโปร่งใส จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นได้

ท่านคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้? การที่พรรคการเมืองออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – “ศรายุทธิ์” ยัน ไม่มีใครใน ปชน. สั่ง สจ.นนฯ ไม่ให้ตอบสื่อ สั่งฟันวินัยเด็ดขาด ลั่นรับไม่ได้

Scroll to top