ทรงศักดิ์ ทองศรี

กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ อนุทิน-ทองเจือ แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียวครับ สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดจากสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะเมื่อ กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ “อนุทิน-ทองเจือ”พร้อมเลขา ป.ป.ช.แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นประจำปี 2567-2569 ที่ผ่านมา

กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ “อนุทิน-ทองเจือ”พร้อมเลขา ป.ป.ช.แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น

การประชุมในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อขอความกระจ่างเกี่ยวกับกระบวนการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกังวลในหลายประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษ

รายละเอียดการเชิญบุคคลสำคัญเข้าให้ข้อมูล

สำหรับการเรียกบุคคลเข้าให้ข้อมูลครั้งนี้ ทางกรรมาธิการได้ส่งหนังสือเชิญไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องหลายท่าน เพื่อให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับประเด็น กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ “อนุทิน-ทองเจือ”พร้อมเลขา ป.ป.ช.แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยรายชื่อที่ถูกเชิญมานั้นมีทั้งรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง และตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี
  • นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ
  • เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
  • ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
  • อธิการบดีจากมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่งที่ร่วมดำเนินการสรรหา

ความน่าสนใจของกรณี กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ “อนุทิน-ทองเจือ”พร้อมเลขา ป.ป.ช.แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น อยู่ที่การตั้งคำถามถึงมาตรฐานความโปร่งใสและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกบุคลากรเข้ารับราชการ ซึ่งเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและเป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายคน การที่มีหน่วยงานตรวจสอบอย่างกรรมาธิการเข้ามาดูแล จึงเป็นเรื่องที่ดีที่อาจทำให้กระบวนการสรรหามีความยุติธรรมและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้นครับ

เราต้องมาติดตามกันต่อครับว่า ผลสรุปจากการประชุมในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 ณ อาคารรัฐสภา จะออกมาเป็นอย่างไร จะมีประเด็นอะไรที่สังคมต้องร้องว้าว หรือมีการแก้ไขปรับปรุงระบบอย่างไรให้ดีขึ้น ในฐานะประชาชนคนไทย เราทุกคนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใสแบบนี้ เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรมต่อไปครับ หากมีอัปเดตเพิ่มเติม ผมจะรีบนำมาสรุปให้อ่านกันอีกแน่นอน!

ที่มา – กมธ.กฎหมาย ร่อนหนังสือเชิญ “อนุทิน-ทองเจือ”พร้อมเลขา ป.ป.ช.แจงสอบข้าราชการท้องถิ่น

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงภายในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการโยกย้ายนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

นายสุชาติได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า จากประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกันมาเกือบ 1 ปี นายปิ่นสักก์ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูง โดยเฉพาะในด้านประมงและทรัพยากรทางทะเล ซึ่งหากถามว่า “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง หรือไม่ นายสุชาติได้ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า นายปิ่นสักก์จบการศึกษาตรงสายและมีองค์ความรู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านประมง ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ท่านรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่าในขณะนี้ยังไม่ได้รับการทาบทามจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นทางการ

มุมมองต่อการบริหารงานราชการ

นอกจากประเด็นเรื่องโยกย้ายแล้ว นายสุชาติยังได้เน้นย้ำถึงหลักการบริหารงานในกระทรวงของตนว่า ตนไม่ได้มองแค่เรื่องตำแหน่งบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ:

  • การสานต่อนโยบายของรัฐบาล เช่น ภูเก็ตโมเดล
  • การพิจารณา KPI ความตั้งใจในการทำงาน และความซื่อสัตย์สุจริต
  • การเตรียมความพร้อมสำหรับข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการ

ด้วยทัศนคติที่เปิดกว้าง หากมีการทาบทามอย่างถูกต้องและเห็นว่าเป็นการเติบโตในสายงานที่เหมาะสม นายสุชาติยืนยันว่าตนพร้อมสนับสนุนให้บุคลากรได้ไปทำหน้าที่ในจุดที่เขาถนัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน ตามหลักการทำงานของรัฐบาลที่ไม่ควรมองแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า การขยับตำแหน่งครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือกระบวนการพิจารณาแต่งตั้งต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด ทั้งในเรื่องคุณสมบัติและพฤติกรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามารับหน้าที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่ถือเป็นตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทย

ที่มา – “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง แต่ยังไม่ได้รับการทาบทามจาก ก.เกษตรฯ

“ทรงศักดิ์” คุยพีมูฟ ฟังเสียงค้านยุบธนาคารที่ดิน นัดถกอีกรอบ 4 ส.ค.นี้

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาติดตามความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองกันครับ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องที่ดินทำกินที่เป็นปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีความเคลื่อนไหวสำคัญเกี่ยวกับ “ทรงศักดิ์” คุยพีมูฟ ฟังเสียงค้านยุบธนาคารที่ดิน นัดถกอีกรอบ 4 ส.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองอย่างใกล้ชิด

“ทรงศักดิ์” คุยพีมูฟ ฟังเสียงค้านยุบธนาคารที่ดิน นัดถกอีกรอบ 4 ส.ค.นี้

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ได้เปิดโต๊ะเจรจากับตัวแทนกลุ่มขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ (P-Move) ณ สำนักงาน ก.พ. เดิม โดยมีประเด็นหลักคือข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแผนการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ที่กำลังเป็นกระแสคัดค้านจากภาคประชาชน

ทำไมต้องจับตาการประชุม “ทรงศักดิ์” คุยพีมูฟ ฟังเสียงค้านยุบธนาคารที่ดิน นัดถกอีกรอบ 4 ส.ค.นี้

จากการหารือที่ยาวนานกว่า 2 ชั่วโมง นายทรงศักดิ์ได้รับทราบข้อเสนอของกลุ่มพีมูฟแล้ว โดยสรุปประเด็นสำคัญที่กลุ่มพีมูฟเรียกร้องได้ดังนี้:

  • ขอให้ทบทวนการยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) เพื่อให้การกระจายการถือครองที่ดินดำเนินต่อไปได้
  • เร่งรัดการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อศึกษาและปรับปรุง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562
  • ปรับปรุง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 ภายใต้การดูแลของ คทช.

โดยในการประชุมรอบถัดไปวันที่ 4 สิงหาคมนี้ คาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น และมีกระแสข่าวว่านายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล ก.พ.ร. อาจเข้าร่วมวงหารือด้วย เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนที่สุดให้กับพี่น้องเกษตรกรและผู้เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน

การที่รัฐบาลเปิดกว้างรับฟังเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ เราคงต้องมารอลุ้นกันว่าผลสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร การคงไว้ซึ่งธนาคารที่ดินอาจเป็นคำตอบสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ แต่รัฐบาลจะปรับโครงสร้างอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้นคือโจทย์ใหญ่ที่ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “ทรงศักดิ์” คุยพีมูฟ ฟังเสียงค้านยุบธนาคารที่ดิน นัดถกอีกรอบ 4 ส.ค.นี้

“ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3

“ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3

การเมืองสนามอุดรธานีกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดรับสมัครเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 3 แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยล่าสุดบรรยากาศที่ว่าการอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เต็มไปด้วยความน่าสนใจ เมื่อ “ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3 ในนามพรรคภูมิใจไทย เพื่อสานต่องานของพ่อตาที่ล่วงลับไปแล้ว

เปิดศึกสนามอุดรฯ เขต 3 ระหว่างคนรุ่นใหม่และเก๋าเกม

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นการวัดพลังระหว่างสองขั้ว โดยพรรคภูมิใจไทยได้ส่ง นายอธิการ แก้วเครือศรี หรือ “ตุ๋ง” ลงชิงชัย ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำ” และเน้นย้ำความเป็นคนในพื้นที่ผ่านคำว่า “คนบ้านเฮา” ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญที่ได้แรงสนับสนุนมาจากฐานเสียงเดิมของ นายหรั่ง ธุระพล อดีต สส. ผู้เป็นพ่อตา

ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง พรรคประชาธิปไตยใหม่ได้ส่ง นายขจิตร ชัยนิคม อดีต สส. 6 สมัย ที่มีความเชี่ยวชาญการเมืองสูงมาก เข้ามาลงสนามแข่งขัน ทำให้การเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้มีความเข้มข้นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ “ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3 ครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคอีสานตอนบนอย่างแท้จริง

บรรยากาศการสมัครเป็นไปอย่างเรียบง่าย โดยทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยทักทายกันด้วยไมตรีจิต เนื่องจากเป็นนักการเมืองที่รู้จักมักคุ้นกันมานาน โดยเฉพาะภาพการจับมือกันระหว่างนายขจิตร และนายทรงศักดิ์ ทองศรี ที่แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นคู่แข่งทางการเมือง แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวยังคงไว้ซึ่งความเป็นพี่เป็นน้อง

  • นายขจิตร ชัยนิคม (พรรคประชาธิปไตยใหม่) ได้หมายเลข 1
  • นายอธิการ แก้วเครือศรี (พรรคภูมิใจไทย) ได้หมายเลข 2

ความน่าสนใจของการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้คือการที่ นายอธิการ แก้วเครือศรี จะสามารถพิสูจน์ตัวเองเพื่อครองใจชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเพ็ญ สร้างคอม และตำบลบ้านขาวได้มากน้อยเพียงใด เพราะการที่ “ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3 นั้น ย่อมมีเป้าหมายเพื่อยึดพื้นที่เดิมไว้ให้ได้ตามเป้าหมายของพรรค

สุดท้ายแล้ว ผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องรอให้พี่น้องชาวอุดรธานีเขต 3 เป็นผู้ตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้ง ในฐานะประชาชนคนไทย เราควรติดตามกระบวนการประชาธิปไตยนี้อย่างใกล้ชิด เพราะทุกเสียงมีความหมายต่อการพัฒนาพื้นที่และประเทศชาติครับ

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3

พริษฐ์แฉโกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ตอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ พริษฐ์แฉโกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ตอบ ปมข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่โปร่งใส โดยมีการนำเสนอข้อมูลเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงตัวบุคคลสำคัญในพื้นที่อย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สังคมกำลังจับตามอง

พริษฐ์แฉโกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ตอบ 3 คำถาม

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้เปิดเผยรายละเอียดผ่านโซเชียลมีเดียถึงกระบวนการจัดตั้งเครือข่ายผู้สมัคร สว. เพื่อแลกคะแนนเสียง โดยมุ่งเป้าไปที่จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งพบความผิดปกติของการโอนเงินจาก สว.สรชาติ ไปยังเลขาฯ และกระจายต่อไปยังผู้สมัครรายอื่นอีก 7 คน พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ พริษฐ์แฉโกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ตอบ ถึงความเกี่ยวข้องของคนทั้งสองกลุ่มนี้

หลักฐานเส้นทางการเงินที่มัดตัวผู้เกี่ยวข้อง

จากการตรวจสอบเส้นทางทางการเงิน พบว่ามีการโอนเงินจากนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ไปยังนางสาวภัณนิภา ผาสุข ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเลขาฯ ก่อนจะมีการโอนต่อให้ผู้สมัคร สว. หนองบัวลำภู หลายราย ดังรายละเอียดต่อไปนี้:

  • คุณธัญญรัตน์ สุวรรณพรหม: รับเงินรวม 36,000 บาท
  • คุณสมภาร สุขอ้วน: รับเงินรวม 40,000 บาท
  • คุณปิยลักษณ์ ศิลาแดง: รับเงินรวม 15,000 บาท
  • ผู้สมัครรายอื่นๆ อีก 4 คน รวมยอดหลักหมื่นบาท

ความน่าสนใจคือยอดโอนส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเลือก สว. ระดับอำเภอและจังหวัด อีกทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคำให้สัมภาษณ์ของ สว. สรชาติ ที่ยังไม่สามารถตอบคำถามเรื่องเส้นเงินที่ชัดเจนได้

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อความโปร่งใสในสภา?

การที่ พริษฐ์แฉโกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์ตอบ นั้น ไม่ใช่เพียงการกล่าวหาลอยๆ แต่เป็นการเปิดโปงระบบอุปถัมภ์ที่อาจทำลายหลักการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะในคำถามที่ว่า สว.สรชาติ ได้ปรึกษาหารือกับรองนายกฯ ทรงศักดิ์ ทองศรี ในช่วงเวลาดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งหากมีการเชื่อมโยงกันจริง ย่อมสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอำนาจทางการเมือง

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้ประชาชนต้องร่วมกันเฝ้าระวังกระบวนการเลือกตั้งทุกระดับ ไม่ให้เกิดการใช้เงินหรืออิทธิพลมาเปลี่ยนแปลงเจตจำนงของประชาชน การออกมาเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวย่างสำคัญที่อาจนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายเลือกตั้งให้มีความเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “พริษฐ์” แฉโกงฮั้ว สว.หนองบัวลำภู จี้ “สว.สรชาติ-ทรงศักดิ์” ตอบ 3 คำถาม

พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตนเองถูกพาดพิงจากนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ เกี่ยวกับการมีรายชื่อเชื่อมโยงกระบวนการฮั้ว สว. โดยนายทรงศักดิ์ยืนยันว่าเรื่องนี้มีความไม่เหมาะสมและเตรียมเอาผิดทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด โดยประกาศเสียงแข็งว่า พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท ทันทีหลังจากที่ทีมกฎหมายรวบรวมหลักฐานเสร็จสิ้น

การตัดสินใจเข้าแจ้งความครั้งนี้ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากนายทรงศักดิ์มองว่าข้อมูลที่ถูกนำเสนอออกมานั้นเข้าข่ายองค์ประกอบของการหมิ่นประมาท ทำให้ชื่อเสียงของตนได้รับความเสียหาย นายทรงศักดิ์ได้ระบุชัดเจนว่า ขณะนี้ได้ให้ฝ่ายกฎหมายเร่งถอดคำพูดและตรวจสอบเนื้อหาที่นายยิ่งชีพได้นำเสนอต่อสาธารณะ เพื่อหาหลักฐานที่แน่ชัดก่อนจะเดินทางไปดำเนินคดีที่จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตน

รายละเอียดการดำเนินการทางกฎหมายของ ทรงศักดิ์ ทองศรี

สำหรับการเดินทางไปแจ้งความในครั้งนี้ นายทรงศักดิ์ต้องการแสดงให้เห็นถึงความจริงจัง โดยประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณี พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท มีดังนี้:

  • ทีมกฎหมายกำลังตรวจสอบทุกถ้อยคำที่ถูกกล่าวหาผ่านสื่อสารมวลชนและโซเชียลมีเดีย
  • เตรียมความพร้อมในการรวบรวมเอกสารและหลักฐานประกอบการฟ้องร้องดำเนินคดี
  • เลือกสถานีตำรวจในจังหวัดบึงกาฬเป็นสถานที่แจ้งความ เพื่อความสะดวกและเป็นพื้นที่ที่แสดงถึงความชัดเจนในฐานะที่เป็นภูมิลำเนาของตน

ความชัดเจนของนายทรงศักดิ์ในครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้ที่วิจารณ์การทำงานว่าต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และหากใครที่นำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนหรือเข้าข่ายการหมิ่นประมาท ก็พร้อมที่จะใช้สิทธิทางกฎหมายปกป้องเกียรติยศและชื่อเสียงของตนเองอย่างแน่นอน

ในมุมมองของสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ประชาชนควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและใช้วิจารณญาณ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของบุคคลสาธารณะ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ทุกอย่างตามกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – พบกันที่ บึงกาฬ “ทรงศักดิ์” เล็ง มอบหมายทนายความแจ้งความ “ยิ่งชีพ” หมิ่นประมาท

“ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวดีเกี่ยวกับสุขภาพของพวกเรามาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาชัดเจนว่า “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง เพื่อให้พี่น้องชาวไทยทุกคนได้มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการสูดอากาศที่บริสุทธิ์สักทีครับ

“ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ เพราะฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยมากกว่า 38 ล้านคน และมีผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศแล้วกว่า 12 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 2.2 ล้านล้านบาท รัฐบาลจึงมองว่าอากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. เข้าสู่สภาจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนประเทศของเราให้ยั่งยืนขึ้น

กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอากาศสะอาด

นอกจากตัวกฎหมายแล้ว “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยร่วมมือกับ สสส. ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลไกหลักที่น่าสนใจมาก ได้แก่:

  • พัฒนาและเชื่อมโยงนวัตกรรมข้อมูล Big Data: เพื่อใช้ในการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นเชิงรุก ช่วยให้แต่ละพื้นที่เตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
  • เตรียมความพร้อมภาคพลเมือง: สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต
  • ขยายเครือข่ายสภาลมหายใจ: ยกระดับการป้องกันการเผาในที่โล่งทั่วประเทศ และสนับสนุนห้องปลอดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง

ทางด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ จาก สสส. ก็เสริมว่า การแก้ปัญหาต้องทำแบบบูรณาการ ตั้งแต่การสร้างฐานข้อมูลแม่นยำ การสนับสนุนแอปพลิเคชันอย่าง ‘Burn Check’ ไปจนถึงการจับมือกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนผ่านสภาลมหายใจระดับจังหวัด ทั้ง 29 จังหวัด รวมถึงโครงการห้องเรียนสู้ฝุ่นที่ขยายผลในศูนย์เด็กเล็กกว่า 2,000 แห่งทั่วไทย

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหา PM2.5 จะสำเร็จไม่ได้หากไม่มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน และพวกเราทุกคนในฐานะภาคประชาสังคม ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ลูกหลานของเราเติบโตมาในโลกที่สดใสและมีอากาศที่ใสสะอาด หวังว่าพวกเราจะก้าวผ่านวิกฤตฝุ่นควันนี้ไปได้ด้วยกันในเร็ววันนะครับ

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

“ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ

“ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มไอลอว์ได้มีการเปิดเผยรายชื่อบุคคลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ “ฮั้ว” เลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งในรายชื่อดังกล่าวปรากฏชื่อของนายทรงศักดิ์รวมอยู่ด้วย ทำให้นายทรงศักดิ์ต้องออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

นายทรงศักดิ์ได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อหน้าสื่อมวลชน ณ ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกระบวนการดังกล่าว พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าการนำชื่อมาพาดพิงทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นในฐานะบุคคลที่ได้รับผลกระทบ “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ ผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้แก่ตนเองและพรรคภูมิใจไทย

เหตุผลที่ต้องใช้กฎหมายจัดการข้อครหา

เมื่อถูกถามว่าการเปิดรายชื่อดังกล่าวเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ รองนายกฯ ทรงศักดิ์ระบุว่าตนไม่ต้องการด่วนสรุปเจตนาของกลุ่มผู้เปิดเผยข้อมูล แต่ยอมรับว่าในฐานะนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อการวิจารณ์นั้นก้าวก่ายจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ การปกป้องสิทธิส่วนบุคคลจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

  • การปรึกษาทีมกฎหมายพรรคเพื่อดำเนินการภาพรวม
  • การตรวจสอบข้อกฎหมายว่าคำกล่าวอ้างมีองค์ประกอบความผิดหรือไม่
  • การรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีหากพบการหมิ่นประมาท

นายทรงศักดิ์ยังกล่าวเสริมว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่มีชื่อปรากฏในลักษณะเดียวกัน เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเน้นว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ ตามมาตรฐานของกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่นักการเมืองระดับสูงแสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิผ่านช่องทางกฎหมายแทนการเผชิญหน้าด้วยวาทกรรม ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงกระทำได้ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงที่รอบด้านและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ประเด็นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการติดตามข่าวสารการเมืองในยุคดิจิทัลที่ต้องอาศัยการไตร่ตรองและรอคอยข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรมแทนการด่วนตัดสินจากกระแสสังคม

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เล็งใช้กฎหมายดำเนินคดีปกป้องสิทธิ หลังถูกพาดพิง

“ทรงศักดิ์” เผยญี่ปุ่นพร้อมแนะแผนจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา-หาดใหญ่

“ทรงศักดิ์” เผยญี่ปุ่นพร้อมแนะแผนจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา-หาดใหญ่

เมื่อเร็วๆ นี้ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้าพบของ H.E. Mr. OTAKA Masato เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย โดยประเด็นสำคัญของการหารือคือความร่วมมือในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมและอุทกภัย ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยเฉพาะความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ญี่ปุ่นคอยเป็นพันธมิตรให้คำปรึกษาแก่ไทยมาตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554

ความร่วมมือยกระดับการบริหารจัดการน้ำ

สืบเนื่องจากการหารือ “ทรงศักดิ์” เผยญี่ปุ่นพร้อมแนะแผนจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา-หาดใหญ่ เพื่อให้ไทยสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์น้ำได้อย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยทางสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ดำเนินการนำเสนอโครงการความร่วมมือทางเทคนิคกับ JICA เพื่อขับเคลื่อนแผนงานใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

  • โครงการระบบสนับสนุนการตัดสินใจในลุ่มน้ำย่อยอู่ตะเภา
  • โครงการการพัฒนาระบบการกำหนดเขตพื้นที่การใช้น้ำและการจัดการพื้นที่รับน้ำ ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
  • โครงการการประเมินการสะสมตัวของตะกอนบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
  • โครงการการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านการจัดการน้ำ

การร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะญี่ปุ่นไม่ใช่เพียงแค่ผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังรับบทบาทเป็นที่ปรึกษาที่ช่วยปรับปรุงลำดับความสำคัญของแผนงานให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่มากยิ่งขึ้น สำหรับประเด็นที่ว่า “ทรงศักดิ์” เผยญี่ปุ่นพร้อมแนะแผนจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา-หาดใหญ่ นั้น ถือเป็นนิมิตหมายอันดีเนื่องในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 140 ปี ในปี 2570 ซึ่งรัฐบาลไทยมุ่งหวังให้โครงการเหล่านี้เป็นของขวัญแห่งความร่วมมือเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมซ้ำซาก

การบริหารจัดการลุ่มน้ำในภาพรวมถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วย การที่ไทยได้รับความร่วมมือจากญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์ในการทำระบบจัดการน้ำที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ย่อมเป็นผลดีต่อการวางรากฐานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของไทยในระยะยาว ทั้งนี้ เราควรจับตาดูว่าผลสรุปของทั้ง 4 โครงการนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าการป้องกันน้ำท่วมของไทยได้มากน้อยเพียงใด ถือเป็นความหวังใหม่ที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา – “ทรงศักดิ์” หารือทูตญี่ปุ่น เผยพร้อมให้คำแนะนำไทย แผนจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยา-หาดใหญ่

Scroll to top