ทหารขาขาด

อัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ปลอดภัยแล้ว รอส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

อัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ปลอดภัยแล้ว รอส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับหลายๆ ฝ่าย เมื่อมีการรายงานอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ หรือ “จ่าโจ้” ทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์เหยียบระเบิด PMN 2 ขณะปฏิบัติหน้าที่ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้วและกำลังอยู่ในช่วงการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งส่งผลให้จ่าโจ้วัย 37 ปี ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ขาและมือทั้งสองข้าง โชคดีที่หน่วยเสนารักษ์และทีม Sky Doctor กองทัพภาคที่ 2 ได้รีบเข้าช่วยเหลือและลำเลียงส่งโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์อย่างรวดเร็ว

ทีมแพทย์ระดมกำลังช่วยชีวิตอย่างเต็มที่

ความซับซ้อนของบาดแผลทำให้ต้องมีการระดมทีมศัลยแพทย์ถึง 3 ทีม เพื่อผ่าตัดรักษาทั้งกระดูกนิ้วมือที่แตกและบาดแผลบริเวณขา การผ่าตัดกินเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง 35 นาที ซึ่งถือว่าผ่านพ้นไปด้วยดี สำหรับการอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ล่าสุดเช้านี้ พบว่าเขาได้ย้ายเข้าสู่หอผู้ป่วยหนัก (ICU) เรียบร้อยแล้ว

  • ทีมแพทย์ผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกมือขวา 4 นิ้ว
  • ทำการดามเหล็กและซ่อมแซมมือซ้าย
  • รักษาบาดแผลบริเวณขาทั้งสองข้างและข้อเท้า

แพทย์ผู้ดูแลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คนไข้ยังคงมีอาการปวดบริเวณข้อเท้าซ้ายที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลในห้อง ICU อย่างใกล้ชิด โดยแผนการรักษาในระยะยาว แพทย์ได้กำหนดให้พักฟื้นและเฝ้าประเมินอาการเป็นเวลา 2 สัปดาห์เต็ม เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวมากที่สุดก่อนจะทำการส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าตามแผนที่วางไว้

การที่ได้ทราบว่าการอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับครอบครัวของทหารผู้เสียสละ รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอด เราทุกคนต่างร่วมส่งกำลังใจให้จ่าโจ้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีและกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – อัปเดตอาการ “จ.ส.อ.ชาญณรงค์” ปลอดภัยแล้ว รอฟักฟื้น 2 สัปดาห์ ก่อนส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

เชื่อว่าในวันนี้หลายคนคงได้เห็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับพี่น้องชาวไทย เมื่อมีรายงานว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในพื้นที่ชายแดน กับภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงของการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งล่าสุดกระแสสังคมได้ร่วมกันแห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับวีรบุรุษผู้เสียสละรายนี้

แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นกับ “จ่าโจ้” หรือ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัด ร.2 พัน.2 รอ. ขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในอดีต การปฏิบัติภารกิจนี้ถือเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและอันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ตกค้างอยู่มีสภาพเสื่อมโทรมและคาดเดาตำแหน่งได้ยาก

รายละเอียดเหตุการณ์และความคืบหน้าล่าสุด

จากรายงานระบุว่า ในระหว่างที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ได้เหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดโดยไม่คาดคิด ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณขาขวาท่อนล่าง มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือในขณะนี้อาการของเขายังคงรู้สึกตัวและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ถึงอย่างไรการ แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในโลกโซเชียล

ทางหน่วยงานต้นสังกัดได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดและมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้:

  • กองทัพบกยืนยันดูแลสวัสดิการและค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มที่
  • หน่วยต้นสังกัด ร.2 พัน.2 รอ. ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  • มีการจัดเตรียมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูแลบาดแผลให้หายดีโดยเร็วที่สุด

ความเสียสละของทหารกล้าที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน คือสิ่งที่สังคมไทยต้องให้ความสำคัญและร่วมยกย่อง ในฐานะคนไทยเราทำได้เพียงการส่งพลังใจให้เขาผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เข้มแข็งและมีกำลังใจที่ดีในการฟื้นฟูร่างกาย พวกเราทุกคนขอส่งแรงเชียร์ให้เขากลับมาแข็งแรงสมบูรณ์และเป็นกำลังสำคัญของกองทัพต่อไปครับ

ที่มา – แห่ส่งกำลังใจให้ “จ.ส.อ.ชาญณรงค์” เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดต้องเผชิญกับอันตรายจากการปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่ข่าว ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล ท่ามกลางความห่วงใยจากเพื่อนร่วมงานและประชาชนทั่วไป โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ทีมปฏิบัติงานกำลังดำเนินการเก็บกู้พื้นที่เสี่ยงภัยตามภารกิจของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

เปิดสาเหตุ ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา จ่าสิบเอกชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัด ร.2 พัน 2 ได้ประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดบริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังคงมีวัตถุอันตรายหลงเหลืออยู่จำนวนมาก โดยทุ่นระเบิดที่พบคือชนิด PMN-2 ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างสูง ส่งผลให้จ่าสิบเอกชาญณรงค์ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณขาขวาท่อนล่างใต้เข่าและมีบาดแผลฉกรรจ์ที่มือขวาจากสะเก็ดระเบิด

แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่ในขณะเกิดเหตุผู้ได้รับบาดเจ็บยังมีสติสัมปชัญญะดี ทำให้ทีมงานสามารถดำเนินการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลน้ำยืนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทีมแพทย์ทำการรักษาและช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วนที่สุด ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ตอกย้ำถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเหล่านี้

  • การตอบสนองต่อเหตุการณ์: เมื่อเกิดระเบิดขึ้น หน่วยงานได้สั่งระงับการทำงานในพื้นที่ทันทีเพื่อประเมินความปลอดภัย
  • มาตรการความปลอดภัย: เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่และเตรียมตรวจสอบแนวเขตทุ่นระเบิดเพิ่มเติมเพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน
  • ความเสียสละ: การทำงานเก็บกู้ระเบิดเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงต่อชีวิต เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านในพื้นที่

ภารกิจของทหารในพื้นที่ชายแดนไม่ได้มีแค่การปกป้องอธิปไตย แต่ยังรวมถึงการคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน การเสียสละของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก พวกเราทุกคนต่างร่วมส่งกำลังใจให้จ่าสิบเอกชาญณรงค์ปลอดภัยและมีอาการดีขึ้นโดยเร็ววันครับ

ที่มา – ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทหารเจ็บเพิ่ม เหยียบกับระเบิดขาขาด “ช่องระยี”

เกิดเหตุเศร้าอีกครั้งในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อมีรายงาน ทหารเจ็บเพิ่ม เหยียบกับระเบิดขาขาดในพื้นที่ “ช่องระยี” จังหวัดสุรินทร์ ล่าสุดกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ไม่ใช่การวางระเบิดใหม่ แต่เป็นระเบิดเก่าที่ฝังตัวอยู่ในดินมานาน พร้อมใบไม้ทับถม ทำให้ตรวจจับได้ยาก สร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มมาตรการความปลอดภัย

ทหารเจ็บเพิ่ม เหยียบกับระเบิดขาขาดในพื้นที่ “ช่องระยี” ตรวจพบไม่ใช่การวางใหม่

จากโพสต์บนเพจเฟซบุ๊กของ กองทัพภาคที่ 2 เมื่อเวลา 08.52 น. วันที่ระบุเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 06.44 น. ณ พื้นที่ช่องระยี อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ กำลังพลของฝ่ายไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา ได้ประสบอุบัติเหตุเหยียบกับระเบิด จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยสูญเสียขาขวาไป 1 นาย

รายละเอียดการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

ทีมตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ระเบิดดังกล่าวเป็นทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่ในดินลึก และถูกปกคลุมด้วยใบไม้ที่ทับถมมานาน ทำให้ยากต่อการตรวจพบในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่การวางใหม่ อย่างแน่นอน ซึ่งอาจเป็นของตกค้างจากเหตุการณ์ในอดีตในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ช่องระยีถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มีประวัติความขัดแย้งและการก่อเหตุในอดีต ส่งผลให้ยังมีวัตถุระเบิดตกค้างจำนวนมาก แม้หน่วยทหารจะมีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง

  • เวลาเกิดเหตุ: 06.44 น. วันที่ 27 ก.พ. 2569
  • สถานที่: ช่องระยี อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
  • อาการบาดเจ็บ: สูญเสียขาขวา บาดเจ็บสาหัส
  • ผลตรวจสอบ: ระเบิดเก่า ฝังลึก มีใบไม้ทับถม
  • การช่วยเหลือ: นำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทันที ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

หลังเกิดเหตุ หน่วยที่เกี่ยวข้องได้เร่งนำตัวผู้บาดเจ็บส่งรักษาที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดอย่างเร่งด่วน และกำลังติดตามอาการอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มมาตรการเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูงอย่างช่องระยี ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนธรรมชาติระหว่างไทยกับกัมพูชา

บริบทพื้นที่ “ช่องระยี” และความเสี่ยงจากระเบิดตกค้าง

พื้นที่ช่องระยีในอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นหนึ่งในจุดชายแดนที่สำคัญ มีลักษณะเป็นช่องเขาและป่าทึบ ทำให้การลาดตระเวนและตรวจค้นวัตถุระเบิดทำได้ยาก ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงปัญหาชายแดนใต้ที่อาจมีการลักลอบก่อเหตุ ส่งผลให้มีระเบิดและทุ่นต่อต้านบุคคลเก่าตกค้างจำนวนมาก แม้กองทัพจะมีการกำจัดอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อน ยังคงมีความเสี่ยงอยู่

เหตุการณ์ ทหารเจ็บเพิ่ม เหยียบกับระเบิดขาขาดในพื้นที่ “ช่องระยี” ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความทุลักทุเลของเหล่าทหารไทยที่เสียสละเพื่อปกป้องชายแดน แม้จะต้องเผชิญความเสี่ยงสูง แต่พวกเขาก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ การชี้แจงจากกองทัพภาคที่ 2 ยังช่วยลดกระแสข่าวลือที่อาจเกิดขึ้น โดยยืนยันว่าไม่ใช่การก่อเหตุใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการรักษาความสงบสุขในพื้นที่

เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย หน่วยทหารควรเพิ่มการใช้เทคโนโลยีตรวจจับระเบิด เช่น เครื่องตรวจจับโลหะขั้นสูง หุ่นยนต์สำรวจ หรือโดรนตรวจการณ์ รวมถึงการฝึกอบรมกำลังพลให้ตระหนักถึงอันตรายจากวัตถุระเบิดเก่า นอกจากนี้ การประสานงานกับหน่วยงานกัมพูชาเพื่อกำจัดทุ่นระเบิดร่วมกันก็น่าจะเป็นทางออกระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล พวกเขาคือด่านหน้าในการปกป้องชาติ หวังว่าผู้บาดเจ็บจะหายดีเร็ววัน และขอให้มีมาตรการที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น หากคุณสนใจข่าวสารด้านความมั่นคงชายแดน ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตล่าสุด และอย่าลืมแชร์เพื่อสร้างความตระหนักให้สังคม

ที่มา – ทหารเจ็บเพิ่ม เหยียบกับระเบิดขาขาดในพื้นที่ “ช่องระยี” ตรวจพบไม่ใช่การวางใหม่

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิด ห้วยตามาเรีย

กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ พบเป็นทุ่นระเบิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก คาดเป็นของเดิมที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบ ยันไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงต่อสาธารณชนและผู้เกี่ยวข้องว่า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. หน่วย ร้อย.ร.1622 ซึ่งปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ห้วยตามาเรีย บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ เป็นจุดกลับรถหน้าฐานปฏิบัติการ ได้ตรวจพบเหตุระเบิดขึ้น และหลังจากเข้าตรวจสอบ พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 จำนวน 1 ลูก ซึ่งได้เกิดการระเบิดขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว 

ทั้งนี้จากการตรวจสอบสภาพพื้นที่ และการให้ข้อมูลของกำลังพลในพื้นที่ สันนิษฐานว่าเป็นทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้เพื่อชะลอหรือป้องกันการรุกไล่ติดตามของฝ่ายเราในห้วงที่พื้นที่ยังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่ฝ่ายเราจะเข้าควบคุมพื้นที่ได้ในเวลาต่อมา

จากการประเมินสถานการณ์เบื้องต้น เมื่อฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และมีการเปิดเส้นทางยุทธวิธีใหม่ด้วยยานยนต์ ทุ่นระเบิดดังกล่าวจึงอาจถูกรถจักรที่เข้าดำเนินการปรับเกลี่ยออกไปด้านข้างแนวถนน และเกิดการทับถมจากดินและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง และเมื่อได้รับแรงกดทับจากยานยนต์ในระดับที่เพียงพอ กลไกจุดระเบิดของทุ่น PMN-2 จึงทำงานและทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยในระหว่างเกิดเหตุไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่โดยรอบ ในห้วงเวลาที่ฝ่ายเราเข้าควบคุมพื้นที่ 

ภายหลังเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด PMN-2 จัดทำบันทึกรายละเอียดพื้นที่เกิดเหตุ รวมทั้งประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิดในบริเวณใกล้เคียง พร้อมทั้งเตรียมประสานส่งมอบหลักฐานให้กับหน่วย นปท. และหน่วยพิสูจน์หลักฐานเพื่อดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก และจัดทำฐานข้อมูลด้านทุ่นระเบิดต่อไป นอกจากนี้ได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้นเพิ่มเติมในบริเวณแนวถนน และพื้นที่ต้องสงสัยโดยรอบ เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน รวมถึงแจ้งทุกหน่วยในพื้นที่รับผิดชอบให้จัดทำเครื่องหมายในพื้นที่ที่อาจเกิดอันตรายจากทุ่นระเบิด 

ทั้งนี้ สรุปได้ว่าเหตุระเบิดครั้งนี้มีลักษณะสอดคล้องกับทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เดิมในพื้นที่ทุ่นระเบิดด้านกัมพูชา และถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง จึงคาดว่าเป็นทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ในช่วงที่ถูกฝ่ายเรารุกคืบไล่ติดตามจนเข้ายึดครองพื้นที่ปฏิบัติการได้ในที่สุด

ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

จากกรณีเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัย และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย”

เหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 14.20 น. ในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ถูกวางไว้ในแนวทุ่นระเบิดเดิมของฝ่ายกัมพูชา

ทางกองทัพภาคที่ 2 สันนิษฐานว่า ทุ่นระเบิดดังกล่าวถูกเคลื่อนย้ายหรือเกลี่ยโดยการทำถนน จนกระทั่งได้รับแรงกดทับเพียงพอทำให้ระเบิดขึ้นเอง โดยไม่มีการเคลื่อนไหวของกำลังทหารฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่

หลังเกิดเหตุการณ์ หน่วยในพื้นที่ได้ดำเนินการเก็บกู้และรักษาสภาพหลักฐาน ประเมินแนวโน้มการกระจายของทุ่นระเบิด และเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจค้น เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในพื้นที่ชายแดน และความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

  • ชนิดของระเบิด: ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2
  • สถานที่เกิดเหตุ: พื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” บริเวณเส้นทางยุทธวิธีสร้างใหม่
  • สาเหตุ: คาดว่าเป็นทุ่นระเบิดเดิมที่กัมพูชาวางไว้และถูกเคลื่อนย้าย

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการตรวจสอบและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และแจ้งเบาะแสหากพบวัตถุต้องสงสัย

การระมัดระวังและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับชุมชนของเรา

เหตุการณ์ กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานระหว่างประเทศในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิด

ที่มา – กองทัพภาค 2 แจงเหตุระเบิดในพื้นที่ “ห้วยตามาเรีย” คาดเป็นทุ่นเดิมที่กัมพูชาวางไว้

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สน BHQ ประชิดชายแดน

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน! ยืนยันเตรียมพร้อมรับมือขั้นสูงสุด ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด เผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาส่งหน่วยรบพิเศษ BHQ ประชิดชายแดนตราดว่า เป็นเรื่องปกติทางการทหาร และไม่ได้สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานแต่อย่างใด

จากกรณีที่คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เดินทางไปยังบ้านทมอดา ประเทศกัมพูชา และมีรายงานเสียงคล้ายปืนดังขึ้น น.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายกัมพูชา โดยเสียงที่ได้ยินเป็นเพียงประทัดเท่านั้น และตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของ AOT ว่าอาจมีการแอบอ้างหรือมีการแต่งกายเลียนแบบเพื่อสร้างความเข้าใจผิด

ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน

ต่อข้อซักถามถึงกระแสข่าวการเคลื่อนกำลังหน่วยรบพิเศษ BHQ ของกัมพูชามายังชายแดนตราด น.อ.ธรรมนูญ ตอบว่า เป็นเรื่องปกติในพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง และเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมพร้อมทางทหาร อย่างไรก็ตาม ฉก.นย.ตราด ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์

“เราไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น” น.อ.ธรรมนูญ กล่าวอย่างหนักแน่น “ฉก.นย.ตราด เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ตลอดเวลา”

นอกจากนี้ น.อ.ธรรมนูญ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ปกครองทหารเกณฑ์สอบถามถึงการส่งบุตรชายที่เพิ่งฝึกได้ 2 เดือนไปปฏิบัติงานที่ชายแดนว่า ทหารที่ผ่านการฝึกเบื้องต้นสามารถปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนได้ แต่จะอยู่ในส่วนสนับสนุน ไม่ได้ประจำการในแนวหน้า และการมอบหมายงานจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ชายแดนของ ฉก.นย.ตราด

สถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพและความพร้อมของหน่วยงานในการดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แม้ว่าจะมีกระแสข่าวหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความตึงเครียด แต่การมีสติและความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ

  • การเตรียมความพร้อมทางด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์
  • การเฝ้าระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด
  • การประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การที่ ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน และยืนยันความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะมีผู้ที่คอยดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการกระทบกระทั่งที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนอาจมีความไม่แน่นอน แต่ด้วยความพร้อมและความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถรักษาอธิปไตยและความสงบสุขของชาติไว้ได้

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ไม่สนกัมพูชาส่ง BHQ ประชิดชายแดน ยันเตรียมการพร้อมรับมือขั้นสุด

บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดหลายราย พล.อ.ณัฐพล ย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนและทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ของตนเองต่อไป

นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงกรณีของเชลยศึกชาวกัมพูชาจำนวน 18 ราย โดยยืนยันว่าจะยังไม่ปล่อยตัว เนื่องจากต้องการใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่ากัมพูชายังไม่ได้ยุติความเป็นปรปักษ์ต่อไทยอย่างสิ้นเชิง พร้อมย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและหลักการ ไม่ได้เป็นการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือกรณีที่ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ออกมากล่าวว่า หากไทยต้องการปิดด่าน 100 ปี ก็สามารถทำได้ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล ได้ตอบคำถามในประเด็นนี้ว่า สื่อมวลชนน่าจะเข้าใจความหมายของการกระทำดังกล่าวดี และขอให้พิจารณารายละเอียดในปฏิญญา Joint Declaration ที่มีการระบุถึงการงดเว้นการยั่วยุและการแสดงความมุ่งมั่นที่จะไปสู่สันติภาพ

บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี

พล.อ.ณัฐพล กล่าวเสริมว่า ตนเองเคยกล่าวไว้ว่าไม่จำเป็นต้องพูดคุยเรื่องการเปิดด่านกับตนเองอีกต่อไป เนื่องจากประชาชนชาวไทยไม่ต้องการ และเมื่อสมเด็จฮุน เซน กล่าวว่า 100 ปี ไม่ต้องเปิดด่าน พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่าตนเองรู้สึกบิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี เพราะจะได้ไม่ต้องพูดคุยในประเด็นนี้อีกต่อไป นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนและเด็ดเดี่ยวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ทำไมบิ๊กเล็กรู้สึกสบายใจกับท่าทีของฮุนเซน?

ความรู้สึกบิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเหนื่อยหน่ายกับปัญหาชายแดนที่ยืดเยื้อและการขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาจากฝ่ายกัมพูชา การที่สมเด็จฮุน เซน ออกมากล่าวในลักษณะดังกล่าว ทำให้ พล.อ.ณัฐพล มองว่าเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ากัมพูชาไม่ต้องการที่จะเจรจาหรือประนีประนอมในเรื่องนี้อีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สบายใจกว่าที่จะไม่ต้องเสียเวลาและทรัพยากรในการพูดคุยที่ไร้ผล

การยืนยันว่าจะไม่ปล่อยตัวเชลยศึกทั้ง 18 นาย ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงความแข็งกร้าวในการดำเนินนโยบายต่อกัมพูชาของรัฐบาลไทย แม้ว่าอาจจะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตร แต่รัฐบาลไทยมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการกระทำของกัมพูชาที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

ประเด็นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คาราคาซังมานาน การที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทำให้ไทยต้องดำเนินการเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงมีความตึงเครียดและเต็มไปด้วยความท้าทาย การที่บิ๊กเล็กสบายใจ ฮุนเซนท้าปิดด่าน 100 ปี สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกสิ้นหวังในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และอาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวมากยิ่งขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทั้งสองประเทศควรให้ความสำคัญ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่น สบายใจ หลัง “ฮุน เซน” ท้าปิดด่าน 100 ปี ยัน ไม่ปล่อย 18 เชลยศึก

แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิด สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลและประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนภารกิจในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศที่อาจเป็นอุปสรรค หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ และรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหากพบเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของทุ่นระเบิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชน

ความคืบหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ถึงแม้ว่าการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำจัดทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ออกไปให้หมดสิ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน
  • การรายงานข้อมูลเมื่อพบเจอวัตถุต้องสงสัย

ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กพท. ห้ามบินโดรน พื้นที่ 7 จังหวัด พ.ย.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศคำสั่ง “ห้ามบินโดรน” ในบางอำเภอของพื้นที่ 7 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา กพท. ได้ออกประกาศฉบับที่ 10 เรื่อง “ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา” โดยสถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประสานงานกับ กพท. เพื่อกำหนดพื้นที่ห้ามบินโดรนอย่างเด็ดขาดในระดับอำเภอของ 7 จังหวัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

กพท. ห้ามบินโดรน ในพื้นที่ใดบ้าง?

พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้ห้ามบินโดรนเด็ดขาด มีดังนี้:

  • 1. จังหวัดสระแก้ว: อำเภอคลองหาด, อำเภออรัญประเทศ, อำเภอโคกสูง และอำเภอตาพระยา
  • 2. จังหวัดบุรีรัมย์: อำเภอละหานทราย และอำเภอบ้านกรวด
  • 3. จังหวัดศรีสะเกษ: อำเภอภูสิงห์, อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์
  • 4. จังหวัดสุรินทร์: อำเภอพนมดงรักษ์, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด
  • 5. จังหวัดอุบลราชธานี: อำเภอเขมราฐ, อำเภอนาดาล, อำเภอโพธิ์ไทร, อำเภอศรีเมืองใหม่, อำเภอโขงเจียม, อำเภอสิรินธร, อำเภอบุณฑริก, อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน
  • 6. จังหวัดตราด: อำเภอเมืองตราด, อำเภอบ่อไร่ และอำเภอคลองใหญ่
  • 7. จังหวัดจันทบุรี: อำเภอเมืองจันทบุรี, อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ถูกจำกัดการบินด้วยเช่นกัน:

  • พื้นที่รัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) รอบสนามบินที่กำหนด
  • พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ

เงื่อนไขในการทำการบินโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

  • ผู้ใช้งานต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและโดรนกับ CAAT ให้ถูกต้องครบถ้วน
  • ยื่นคำขออนุญาตปฏิบัติการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th
  • ปฏิบัติการบินที่ความสูงไม่เกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน
  • สามารถบินได้ในเวลา 06.00–18.00 น. หากต้องการบินนอกช่วงเวลาดังกล่าว ต้องขออนุญาตจาก CAAT แต่ห้ามบินในช่วงเวลา 00.01–04.00 น. ทุกกรณี
  • เมื่อได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการบินแล้ว ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง ให้ผู้ได้รับอนุญาตแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินต่อ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal และแจ้งต่อ ศบตอ.น. อีเมล : [email protected]
  • การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนด ต้องยื่นคำขออนุญาตและเอกสารเพิ่มเติมต่อ CAAT ผ่าน UAS Portal

กพท. ระบุว่า การออกประกาศฉบับที่ 10 นี้ เป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และพบว่ายังมีบางพื้นที่ที่จำเป็นต้องคงมาตรการห้ามบินโดรน เพื่อรองรับการปฏิบัติการด้านความมั่นคงที่ยังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม กพท. ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้ผ่อนคลายข้อจำกัดให้สามารถใช้งานโดรนได้ในเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดอย่างเข้มงวด

กพท. จะติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะทบทวนมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพความมั่นคงในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้การใช้งานโดรนในประเทศเป็นไปอย่างสมดุล ปลอดภัย และไม่กระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน ควรตรวจสอบพื้นที่และเงื่อนไขการบินให้ละเอียดก่อนทำการบินทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎหมายและรักษาความปลอดภัยในการใช้งานโดรน

ที่มา – กพท. ประกาศห้ามบินโดรน ในบางอำเภอพื้นที่ 7 จังหวัดแนวชายแดน ตั้งแต่ 16-30 พ.ย.

Scroll to top