ทหารเหยียบระเบิด

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

“นายกฯ อนุทิน” ยกมือปาดน้ำตา ขณะเยี่ยมให้กำลังใจทหารที่ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี หลังได้รับบาดเจ็บจากเหตุเหยียบทุ่นระเบิดที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ เหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการบนยอดภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะได้เดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี เพื่อเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดลอบสังหารบุคคล บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่งของการพูดคุย นายกฯ อนุทิน มีอาการตาแดง และยกมือขึ้นปาดน้ำตาขณะรับฟังอาการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารกล้าเหล่านั้น ท่านนายกฯ ได้กล่าวให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บว่า หลังจากการรักษาจนหายดีแล้ว ก็ให้กลับไปรับราชการเพื่อชาติบ้านเมืองต่อไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่นายกรัฐมนตรีมีต่อทหารและผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

เหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายหันมาให้ความสนใจในเรื่องของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยมากยิ่งขึ้น การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุอันตรายต่างๆ ยังคงเป็นภารกิจที่สำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้อีกในอนาคต

การที่ นายกฯ อนุทิน เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่และความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การให้กำลังใจและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ให้มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชนต่อไป

นอกจากนี้ การที่ นายกฯ อนุทิน แสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความรู้สึกและความห่วงใยที่ท่านมีต่อทหารกล้า การกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของประชาชน

นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เยี่ยมทหารเหยียบระเบิด

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความเสียสละของทหารและผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงภัยต่างๆ มากมาย เพื่อปกป้องความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชน เราควรให้ความสำคัญและสนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

นายกฯ อนุทิน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา ขณะเยี่ยมทหาร นับเป็นภาพที่สะท้อนความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศ ที่มีความห่วงใยและเสียใจต่อเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวของพวกเขา เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อแสดงความขอบคุณและความเคารพต่อความเสียสละของพวกเขา

ในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ การที่ผู้นำประเทศแสดงความห่วงใยและความเข้าใจต่อความรู้สึกของประชาชน เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง การกระทำของ นายกฯ อนุทิน ในครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่ดีของการเป็นผู้นำที่เข้าถึงประชาชนและมีความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญ รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

เหตุการณ์ นายกฯ อนุทิน กลั้นน้ำตา เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยและความเสียใจที่ผู้นำประเทศมีต่อทหารกล้าและประชาชน การให้กำลังใจและการสนับสนุนแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้

ผมคิดว่าการที่ผู้นำแสดงความรู้สึกอย่างจริงใจเป็นเรื่องที่ดี มันทำให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขามีคนที่เข้าใจความรู้สึกของพวกเขา

ที่มา – กลั้นไม่อยู่ “นายกฯ อนุทิน” ปาดน้ำตาขณะเยี่ยมทหารบาดเจ็บจากเหตุเหยียบระเบิด (คลิป)

TMAC ประณามกัมพูชา มุ่งทำร้ายทหารไทย!

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ประณามกัมพูชา วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 หวังทำร้ายทหารไทย พร้อมไล่ไทม์ไลน์ชี้ชัด เป็นระเบิดใหม่ ทำลายลวดหนามแนวเขตไทย และลักลอบเข้ามาวาง

วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) เปิดเผยถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนที่จะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว

ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิดวางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางบริเวณเส้นทางลาดตระเวนถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่างเข้าพิสูจน์ทราบและซ่อมแซมแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเป็นเหตุให้กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด

พ.อ.ศิวะ เผยต่อไปว่า หลังจากเกิดเหตุหน่วยในพื้นที่ได้ประสานขอรับการสนับสนุนชุดตรวจค้นหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (EOD) จากสถานีตำรวจภูธรบึงมะลู และเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) จังหวัดศรีสะเกษ เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ จากหลักฐานที่ปรากฏพบร่องรอยหลุมระเบิดและเศษชิ้นส่วนระเบิดที่ทำงานแล้ว ซึ่งสามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 และตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ที่ยังไม่ทำงานอยู่บริเวณใกล้เคียงกับหลุมระเบิดอีก 3 ทุ่น เป็นการลอบวางใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งมีเป้าหมายมุ่งทำร้ายกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำและหวังก่อให้เกิดความสูญเสียต่อฝ่ายไทย

การกระทำของฝ่ายกัมพูชาในครั้งนี้ ปรากฏชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงจงใจไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยมี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามสันติภาพดังกล่าว รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการลอบโจมตีกำลังพลฝ่ายไทยด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ และทำลายความหมายที่แท้จริงของคำว่าสันติภาพของภูมิภาค สะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มุ่งคุกคามฝ่ายไทย และรุกล้ำอาณาเขตของไทยอย่างชัดเจนเสมอมาด้วยการใช้อาวุธทุ่นระเบิด และมีเจตนามุ่งหมายที่จะไม่ยุติความขัดแย้งระหว่างฝ่ายไทยและกัมพูชาอย่างที่แสดงออกในเวทีโลก

“ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่แสดงออกถึงความไม่จริงใจในการร่วมกันแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และเป็นอุปสรรคสำคัญอันจะนำไปสู่การสร้างสันติภาพในภูมิภาค รวมทั้งเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อทุกประเด็นที่กัมพูชาเคยให้คำมั่นในปฏิญญาต่อประชาคมโลก ทั้งระดับทวิภาคีและระดับนานาชาติ”

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดนร่วมกัน และยังคงเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาค การกระทำนี้ไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นที่กัมพูชาเคยให้ไว้กับประชาคมโลก

ทำไม TMAC จึงประณามกัมพูชาเรื่องนี้?

TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ เนื่องจากเป็นการกระทำที่จงใจมุ่งร้ายต่อทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรมอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังเป็นการละเมิดข้อตกลงสันติภาพที่ทั้งสองประเทศเคยลงนามร่วมกัน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีอยู่ และจำเป็นต้องมีการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างสองประเทศเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคในระยะยาว การกระทำใด ๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือสร้างความตึงเครียดควรถูกหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปมากกว่านี้

ที่มา – TMAC ประณามกัมพูชามุ่งทำร้ายทหารไทย ไล่ไทม์ไลน์ชัดลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ จริงหรือ?

พล.อ.ณัฐพล ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ โต้กลับเสียงวิจารณ์ บอกทำไมต้องฟังความเห็นกัมพูชา? รอผลประชุม สมช. ก่อนตัดสินใจขั้นสูงสุด

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางเข้าร่วมการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งระบุว่าเป็นทุ่นระเบิดเก่าตั้งแต่สมัยสงคราม พล.อ.ณัฐพล ตอบอย่างหนักแน่นว่า “จะไปฟังกัมพูชาทำไม ต้องฟังพี่สิ” แสดงความไม่เห็นด้วยกับข้อมูลที่ทางกัมพูชาให้ไว้

ผู้สื่อข่าวได้ถามย้ำถึงประเด็นที่ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นของใหม่จริงหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล พยักหน้ารับและยืนยันหนักแน่นว่าเป็นของใหม่ สร้างความกระจ่างในประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจ นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการขั้นสูงสุดกับกัมพูชา พล.อ.ณัฐพล ตอบอย่างระมัดระวังว่า จะรอผลการประชุม สมช. ก่อนที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้

ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่

สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ พล.อ.ณัฐพล ยืนยันถึงความสำคัญของการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ การรอผลการประชุม สมช. จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีข้อมูลสนับสนุนและคำนึงถึงผลกระทบในทุกมิติ

ทำไมต้องรอ ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่?

การประชุม สมช. ถือเป็นกลไกสำคัญในการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคงและกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา การที่ พล.อ.ณัฐพล ระบุว่าจะรอผลการประชุม สมช. ก่อนตัดสินใจ แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างมีหลักการและเหตุผล

  • ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในการประชุม สมช.
  • การประเมินข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับทุ่นระเบิด
  • การพิจารณาผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • การกำหนดแนวทางในการป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย
  • การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมออกมาให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับข้อมูลของทางกัมพูชา ทำให้ประเด็นนี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การยืนยันว่าทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ สวนทางกับข้อมูลที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นระเบิดเก่า ทำให้ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การใช้เหตุผลและการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

การตอบโต้ของ พล.อ.ณัฐพล ที่ว่า “จะไปฟังกัมพูชาทำไม ต้องฟังพี่สิ” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยความรอบคอบและการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมและยั่งยืน การรอผลการประชุม สมช. จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล

แม้ว่าสถานการณ์จะมีความตึงเครียด แต่การที่ทุกฝ่ายแสดงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีถือเป็นสัญญาณที่ดี การเจรจาและการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การที่ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา จะเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว

การออกมาโต้แย้งเกี่ยวกับทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของรัฐบาลไทย แต่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาจากทุกฝ่าย การรอผลการประชุม สมช. จะเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและหาทางออกร่วมกัน

ก่อนประชุม สมช. ยัน ทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศต้องอาศัยความอดทนและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและสันติภาพในภูมิภาค

ที่มา – ก่อนประชุม สมช. “บิ๊กเล็ก” โต้กลับ ยันทุ่นระเบิดเป็นของใหม่ บอกจะฟังกัมพูชาทำไม

“ทหารเหยียบระเบิด”: กองทัพบก” ยันลอบวางใหม่

ทหารเหยียบระเบิด” ที่ห้วยตามาเรีย กองทัพบกยืนยันเป็นการลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ถือเป็นการละเมิดปฏิญญาร่วม และแสดงความเป็นปรปักษ์

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมถึงกรณี กำลังพลประสบเหตุทหารเหยียบระเบิด บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่า จากรายงานล่าสุด พบว่ามีกำลังพลได้รับบาดเจ็บรวม 4 นาย ได้แก่

  • จ่าสิบเอก เทอดศักดิ์ สมาพงษ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ข้อเท้าขวาขาด
  • พลทหาร วชิระ พันธะนา มีอาการแน่นหน้าอกจากแรงอัด
  • พลทหาร อภิรักษ์ ศรีชมไชย ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณขา
  • พลทหาร อนุชา สุจารี มีอาการระคายเคืองตาจากฝุ่นหรือสารเคมีของระเบิด

ขณะนี้ทุกนายได้รับการรักษาในโรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว พลตรี วินธัย กล่าวต่อว่า กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างที่กำลังพลปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นจุดที่ทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง ก่อนจะถอนกำลังออกไปภายหลังเหตุปะทะที่ผ่านมา

โดยหลังจากทหารกัมพูชาถอนกำลังออกไปแล้ว ฝ่ายไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พร้อมทั้งได้ดำเนินการเสริมความมั่นคงพื้นที่ ด้วยการกวาดล้างทุ่นระเบิด วางเครื่องกีดขวางลวดหนาม และลาดตระเวนเฝ้าตรวจอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ตรวจพบว่าแนวลวดหนามที่วางไว้ถูกลักลอบเข้ามารื้อถอน จากนั้นในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลาประมาณ 08.30 น. หน่วยในพื้นที่จึงได้จัดกำลังชุดลาดตระเวนร่วมกับชุดทหารช่าง เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณแนวลวดหนามที่ถูกรื้อถอน จนเกิดเหตุกำลังพลทหารเหยียบระเบิด มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 4 นายข้างต้น

หลังจากเกิดเหตุ เวลาประมาณ 15.50 น. หน่วยในพื้นที่ได้จัดกำลังร่วมกับชุดตรวจค้น นปท.3 ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดศรีสะเกษ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บึงมะลู เข้าพิสูจน์ทราบบริเวณจุดเกิดเหตุ โดยตรวจพบรายละเอียดดังนี้

  1. หลุมระเบิดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 55 ซม. ลึก 18 ซม. จำนวน 1 หลุม
  2. ชิ้นส่วนทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่ภายในหลุมและพื้นที่ใกล้เคียง
  3. ทุ่นระเบิด PMN-2 เพิ่มเติมจำนวน 3 ทุ่น โดยแต่ละทุ่นวางห่างจากหลุมระเบิดประมาณ 1 เมตร

จากหลักฐานที่ปรากฏ จึงสรุปได้ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นการลักลอบรื้อถอนลวดหนามและเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย โดยมีเป้าหมายคือกำลังพลที่ลาดตระเวนเส้นทางอยู่เป็นประจำ การกระทำดังกล่าวแสดงถึงความไม่จริงใจในการลดความขัดแย้งของฝ่ายกัมพูชา และสะท้อนถึงความเป็นปรปักษ์ระหว่างกัน ซึ่งขัดต่อปฏิญญาร่วมที่ได้ลงนามไว้อย่างชัดเจน ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อท่าทีของฝ่ายไทยและข้อตกลงต่างๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง.

กองทัพบกยืนยันเหตุทหารเหยียบระเบิดเป็นการลอบวางใหม่

เหตุการณ์ ทหารเหยียบระเบิด ที่ห้วยตามาเรียนี้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเชื่อมั่นในกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนเป็นอย่างมาก การลอบวางระเบิดในลักษณะนี้ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากล และเป็นการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ผลกระทบจากเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดต่อความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน และเร่งรัดการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างยั่งยืน การวางทุ่นระเบิด เป็นการกระทำที่สร้างความหวาดกลัว และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่ชายแดน ทั้งยังส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝั่ง การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก แต่การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีต่างหาก ที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยัน “ทหารเหยียบระเบิด” ห้วยตามาเรีย เป็นการลอบวางทุ่นระเบิดใหม่

กองทัพภาคที่ 2 ชี้ สันติภาพไม่มีอยู่จริง!

เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า สันติภาพไม่มีอยู่จริง หลังเกิดเหตุการณ์ทหารเหยียบระเบิด ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย จนขาขาดเป็นรายที่ 7 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกได้รับรายงานจากกองกำลังสุรนารีว่าเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้า เมื่อกำลังพลเหยียบกับระเบิดในบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บถึง 2 นาย คือ จ.ส.อ. เทิดศักดิ์ สมาพงษ์ ซึ่งมีอาการข้อเท้าขวาขาด และ พลฯ วชิระ พันธนา ซึ่งมีอาการแน่นหน้าอกจากการถูกแรงอัด ปัจจุบันทั้งสองนายได้รับการส่งตัวโดยอากาศยานเพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์แล้ว ตามที่ได้มีการรายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” ได้ทำการโพสต์ภาพพร้อมข้อความที่ระบุว่า “ด่วนที่สุด สันติภาพไม่มีอยู่จริง ทหารไทยเหยียบกับระเบิด พื้นที่ห้วยตามาเรีย บาดเจ็บ 2 นาย ปัจจุบันกำลังนำตัวออกจากพื้นที่ไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา รายละเอียดอื่นๆ จะแจ้งให้ทราบต่อไป”

ข้อความนี้ได้ถูกแชร์ออกไปอย่างรวดเร็ว และมีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์และความคิดเห็นดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ชี้ สันติภาพไม่มีอยู่จริง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้หลายคนหันกลับมาพิจารณาถึงความหมายและความเป็นไปได้ของสันติภาพในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอย่างต่อเนื่อง การสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดจากการเหยียบกับระเบิดเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงความยากลำบากในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน

สันติภาพที่แท้จริงคืออะไร?

คำถามที่เกิดขึ้นคือ สันติภาพไม่มีอยู่จริง อย่างที่กองทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวไว้จริงหรือไม่ หรือว่าสันติภาพเป็นสิ่งที่ต้องสร้างและรักษาไว้ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่อง? การแสวงหาสันติภาพอาจเป็นกระบวนการที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่การยอมแพ้ต่อความยากลำบากก็หมายถึงการยอมจำนนต่อความรุนแรงและความขัดแย้ง

การสร้างสันติภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหา การสร้างความไว้วางใจ และการเจรจาอย่างสันติ การใช้ความรุนแรงอาจเป็นทางออกที่รวดเร็ว แต่ไม่สามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งก็เป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ หรือสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ต้องการความช่วยเหลือทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ การสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและให้โอกาสแก่ทุกคนเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสันติภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทหารที่เหยียบกับระเบิดเป็นเครื่องเตือนใจว่าสันติภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย แต่เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและรักษาไว้ด้วยความมุ่งมั่นและความเสียสละ การร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนเป็นหน้าที่ของทุกคน เพื่อให้ไม่มีใครต้องเผชิญกับความเจ็บปวดและความสูญเสียเช่นนี้อีกต่อไป

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การรักษาสันติภาพจึงเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย การสร้างความเข้าใจ การเจรจา และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ คือขั้นตอนสำคัญที่นำไปสู่สังคมที่สงบสุขและยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – เพจกองทัพภาคที่ 2 ชี้สันติภาพไม่มีอยู่จริง หลังทหารเหยียบระเบิด ขาขาดรายที่ 7

ทบ. ซัดกัมพูชาลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

โฆษกกองทัพบก ซัดกัมพูชาพฤติกรรมสวนทางข้อตกลงหยุดยิง จงใจลอบวางระเบิด ละเมิดข้อตกลงและอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง หลังทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บอีกครั้งบริเวณปราสาทตาควาย สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าสวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงและจงใจลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมากล่าวถึงกรณีทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งถูกลอบวางโดยฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาท่อนล่างขาด การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 แล้ว และเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่ไทยและกัมพูชาได้ทำข้อตกลงหยุดยิงร่วมกัน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด การกระทำดังกล่าวเป็นการลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทยอย่างจงใจ และมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์

โฆษกกองทัพบกยังระบุอีกว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย และละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย ซึ่งสวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา นับเป็นการยืนยันว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีความพยายามอยู่ตลอด แม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม

ทบ. ซัดกัมพูชาลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

กองทัพบกเชื่อว่า การวางทุ่นระเบิดเป็นไปอย่างมีระบบและมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพื่อใช้ในการคุกคามและทำร้ายฝ่ายไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเกิดเหตุอยู่ในเขตพื้นที่ปฏิบัติการของฝ่ายไทย พฤติกรรมและการกระทำเช่นนี้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินการอยู่ ผ่านกลไกทวิภาคี

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์ทบ. ซัดกัมพูชาลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกันลดลง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่างๆ เป็นไปได้ยากขึ้น กระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องเข้ามามีบทบาทในการเจรจาและทำความเข้าใจกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา

กองทัพบกจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังในพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการลาดตระเวนและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่อาจหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขสถานการณ์

  • รัฐบาลไทยและกัมพูชาควรเปิดโต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • ควรมีการจัดตั้งกลไกตรวจสอบร่วมกัน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย
  • ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ชายแดน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างรอบด้าน การใช้ความอดทนอดกลั้นและการเจรจาเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

ที่มา – ทบ. ซัดกัมพูชาพฤติกรรมสวนทางข้อตกลงหยุดยิง จงใจลอบวางระเบิดโจมตีทหารไทย

เปิดรายชื่อ กำลังพล 3 นาย เหยียบกับระเบิด

กองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยรายชื่อ กำลังพล ทั้ง 3 นายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียใจให้กับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า เมื่อเวลา 15.45 น. ได้เกิดเหตุกำลังพลเหยียบกับระเบิด PMN-2 ในระหว่างการลาดตระเวนในพื้นที่ปฏิบัติการ ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 นาย

เปิดรายชื่อ “กำลังพล” 3 นาย เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะออกไปเดินลาดตระเวน

รายชื่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีดังนี้

  1. พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง สังกัด ร.23 พัน.1 ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวาท่อนล่างขาด ซึ่งเป็นอาการที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
  2. จ่าสิบเอก ณัฐพงศ์ สีชิน สังกัด ร้อย.อวบ.ที่ 2 สนาม ร้อย.ร.221 มว.3 ถูกสะเก็ดระเบิดเข้าบริเวณหลัง ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
  3. พลทหาร ธรรณ์ณธร เทากระโทก ร้อย.อวบ.ที่ 1 สนาม ร้อย.ร.221 มว.3 ได้รับบาดเจ็บที่ข้อมือซ้าย

ทางหน่วยงานต้นสังกัดได้เร่งให้การช่วยเหลือและนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลเพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ซึ่งขณะนี้อาการของผู้บาดเจ็บอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

ต่อมาในเวลา 18.20 น. ได้มีรายงานเพิ่มเติมว่า หน่วยทหารจาก พัน.ร.22 ได้จัดกำลังพลออกลาดตระเวนระหว่างฐานปฏิบัติการ บริเวณหน้าบังเกอร์ 11–12 ด้านทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ได้เหยียบเข้ากับกับระเบิดแสวงเครื่องชนิด PMN-2 ซึ่งเป็นระเบิดร้ายแรงที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและร่างกาย

PMN-2 คืออะไร ทำไมถึงอันตราย

PMN-2 เป็นกับระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้เป้าหมายได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยมักจะถูกฝังไว้ใต้ดินและยากต่อการตรวจจับ ทำให้เป็นภัยคุกคามอย่างยิ่งต่อผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัย

เหตุการณ์ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงและความท้าทายในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากกับระเบิดและวัตถุระเบิดต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องมีการฝึกฝนและเตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อตรวจจับและทำลายวัตถุระเบิด

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และได้ให้คำมั่นว่าจะให้การช่วยเหลือและดูแลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย และเพื่อประเมินสถานการณ์โดยรวม เพื่อวางแผนการปฏิบัติงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ และเป็นกำลังใจให้พวกเขามีความเข้มแข็งและปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจต่อไป

ขอส่งกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ

ที่มา – เปิดรายชื่อ “กำลังพล” 3 นาย เหยียบกับระเบิด PMN-2 ขณะออกไปเดินลาดตระเวน

Scroll to top