ทหารไทยปะทะกัมพูชา

กัมพูชาโต้! ปม ผบ.ทภ.2 ยึดปราสาทตาควาย

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา ประเด็นหลักอยู่ที่ข้อกล่าวหาเรื่องการยึดปราสาทตาควาย

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์ตอบโต้คำกล่าวของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็น “หลักฐานชัดเจนของการยั่วยุ” และเป็นความพยายามรุกรานดินแดนกัมพูชาโดยเจตนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการอ้างสิทธิ์เหนือ ปราสาทตาควาย ที่เป็นข้อพิพาทสำคัญ

แถลงการณ์ระบุว่า ในวันเดียวกัน พล.ท.บุญสิน ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในอีก 51 วัน ประกาศแผน 2 ข้อ คือ 1) ยึดปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองโดยชอบธรรมของกัมพูชา และ 2) ประกาศปิดปราสาทตาเมือนธม ซึ่งอยู่ในเขตอธิปไตยของกัมพูชาโดยสมบูรณ์

กัมพูชาชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ได้จากการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 28 ก.ค. และยังขัดต่อเจตนารมณ์ของที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่มาเลเซีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงในข้อ 2 ว่าจะไม่เคลื่อนย้ายกำลังหรือออกลาดตระเวนเกินตำแหน่งปัจจุบัน

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาย้ำจุดยืนแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และคาดหวังว่าไทยจะปฏิบัติด้วยความจริงใจเพื่อฟื้นฟูสันติภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ

พร้อมกันนี้ กัมพูชาเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้กดดันไทยเคารพข้อตกลง ไม่เพียงในวาจาแต่ในทางปฏิบัติ รวมถึงยุติการละเมิดและยั่วยุทุกรูปแบบ และรื้อถอนลวดหนามที่วางในดินแดนกัมพูชาโดยมิชอบทันที

ทั้งนี้ยังระบุว่า สถานการณ์โดยรวมตามแนวชายแดนยังคงสงบ และทั้งสองฝ่ายควรรักษาเสถียรภาพนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่อาจบั่นทอนสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์อันดี การออกมาแถลงการณ์โต้ตอบเรื่อง ปราสาทตาควาย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ชายแดน

กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

ทำไมประเด็นปราสาทตาควายถึงสำคัญ?

ประเด็น ปราสาทตาควาย มีความสำคัญเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการครอบครอง การที่ผู้บัญชาการระดับสูงของไทยออกมากล่าวอ้างว่าจะยึดปราสาทดังกล่าว จึงถูกมองว่าเป็นการยั่วยุและละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่

  • ความสำคัญทางประวัติศาสตร์: ปราสาทตาควายเป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
  • ประเด็นด้านอธิปไตย: การอ้างสิทธิ์เหนือปราสาทตาควายเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านอธิปไตยและเส้นแบ่งเขตแดน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: ข้อพิพาทเกี่ยวกับปราสาทตาควายส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา

สถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

การที่กัมพูชาออกมาตอบโต้ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดน และความต้องการที่จะรักษาอธิปไตยของตนเอง การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับกรณี ปราสาทตาควาย ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการรักษาสันติภาพตามแนวชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – กลาโหมกัมพูชาแถลงโต้ ผบ.ทภ.2 กล่าวอ้างยึดปราสาทตาควาย ชี้เป็นการยั่วยุ-ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่: เจาะลึกประเด็น

รักษาการนายกฯ ส่งเรื่องให้กองทัพพิจารณาการต่ออายุราชการของ “พล.ท.บุญสิน” แม่ทัพภาคที่ 2 หรือไม่ พร้อมเผยเตรียมยุบ ศบ.ทก. หากสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย

กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่?

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสเรียกร้องให้ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับการต่ออายุราชการหลังจากที่จะเกษียณในอีก 50 วัน เพื่อไม่ให้เกิดการเปลี่ยนม้ากลางศึก โดยนายภูมิธรรมกล่าวว่า เรื่องการต่ออายุราชการนั้นต้องพิจารณาในรายละเอียดตามกฎเกณฑ์ของกองทัพ

“ถ้ากองทัพเห็นความจำเป็นก็คงจะเสนอมา แต่ถ้าโดยปกติไม่มี ทางเราเชื่อมั่นในความสามารถซึ่งจะต้องให้กองทัพพิจารณา เป็นเรื่องของกองทัพ ไม่ใช่ไม่เห็นคุณค่าแม่ทัพภาคที่ 2 เพราะท่านทำผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว คิดว่าถ้ามีช่องทางกองทัพจะเสนอเข้ามา” นายภูมิธรรมกล่าว

ประเด็นเรื่อง กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ นั้น จึงยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่ากองทัพจะมีท่าทีอย่างไรต่อไป

ท่าทีต่อกรณีปราสาทตาควายและการยุบ ศบ.ทก.

ส่วนกรณีที่แม่ทัพภาค 2 กล่าวถึงการยึดปราสาทตาควายคืนเนื่องจากอยู่ในเขตไทย จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อหรือไม่ นายภูมิธรรมตอบว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อตกลง และกองทัพซึ่งเป็นหน่วยงานหลักได้ยืนยันแล้วว่าเป็นไปตามนั้น

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนที่มีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าไทยและกัมพูชาจะเปิดฉากรบกันอีกครั้ง โดยระบุว่าเป็นข่าวปลอม และขอให้ติดตามการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 13-14 สิงหาคม ซึ่งคาดว่าจะทำให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) จะยุติบทบาท

“ขอให้จับตาดูการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 13-14 สิงหาคมนี้ ทุกอย่างจะเข้าสู่สภาวะปกติ และศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ก็จะยุติบทบาทแล้ว ให้กลับไปสู่ภาวะปกติ ไม่มีอะไรที่เป็นเฟกนิวส์ เพราะทุกวันนี้สู้กันก็เพราะเฟกนิวส์สร้างความปั่นป่วน สร้างความรู้สึกทำให้งงกันไปหมดจนเป็นปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

สำหรับการยุบ ศบ.ทก. นั้น นายภูมิธรรมกล่าวว่าจะเกิดขึ้นเมื่อกองทัพและฝ่ายข่าวประเมินสถานการณ์แล้วว่าทุกอย่างกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ก่อน

การพิจารณา กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ควบคู่ไปกับการประเมินสถานการณ์ชายเเดนเเละการจัดการข่าวปลอมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินไปด้วยความรอบคอบ เพื่อความมั่นคงของชาติเเละความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือการตัดสินใจของ กองทัพพิจารณาต่ออายุ มทภ.2 หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อการบริหารจัดการกองทัพในอนาคต รวมถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่

การพิจารณาเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรม

ที่มา – โยนกองทัพพิจารณาต่ออายุราชการ มทภ.2 หรือไม่ เผยจ่อยุบ ศบ.ทก. หากเข้าภาวะปกติ

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยอุบลฯ

“ภูมิธรรม” มอบ “ทวี-ธีรรัตน์” ลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี มอบบ้านน็อกดาวน์เพื่อคนไทย ช่วยผู้ประสบภัยหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ในวันที่ 12 สิงหาคม 2568 เพื่อดำเนินการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยครั้งนี้ เป็นการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยจากความขัดแย้งและการปะทะกันรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุยิงระเบิด จำนวน 4 ครอบครัว และเร่งช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้งหมด โดยมีการมอบบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปจำนวน 11 หลัง

สำหรับวันที่ 12 สิงหาคม ในเวลา 13.00 น. พ.ต.อ.ทวี พร้อม น.ส.ธีรรัตน์ และคณะ จะลงพื้นที่ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก ในโอกาสนี้ พ.ต.อ.ทวี ได้มอบหมายให้กรมราชทัณฑ์นำผู้ต้องขังชั้นดีจากเรือนจำกลางอุบลราชธานี ออกช่วยเหลือซ่อมแซมและรื้อถอนบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสทำประโยชน์เพื่อสังคม

ทางด้าน น.ส.ธีรรัตน์ จะติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์ให้แก่ประชาชนที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยในระยะแรกมีการดำเนินการก่อสร้างบ้านเพื่อคนไทยแบบน็อกดาวน์สำเร็จรูปพร้อมประกอบ จำนวน 11 หลัง เพื่อส่งมอบให้ประชาชนที่บ้านพักได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิด โดยวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ส่งมอบจำนวน 4 ครอบครัว

  • หลังที่ 1 ของนายณัฐกิตติ์ ตาดี มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 4 คน
  • หลังที่ 2 ของนายอาทิตย์ พันธ์โชติ มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 5 คน
  • หลังที่ 3 ของนางออม อบชา มีผู้อยู่อาศัยจำนวน 2 คน
  • หลังที่ 4 ของนายพัชราพร อบชา ในที่ดินมีบ้าน 2 หลัง มีผู้อยู่อาศัยรวมจำนวน 4 คน

จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่ามีบ้านเรือนในพื้นที่ อ.น้ำยืน ได้รับความเสียหายจำนวน 82 หลังคาเรือน แบ่งเป็นความเสียหายเล็กน้อย ปานกลาง และเสียหายทั้งหลัง รัฐบาลได้มอบให้กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรมร่วมมือกันเร่งรัดดำเนินงานซ่อมแซมบ้านพักที่ชำรุดเสียหายหรือก่อสร้างบ้านน็อกดาวน์แบบสำเร็จรูปให้กับประชาชนที่บ้านเสียหายทั้งหลัง เพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ในระหว่างการลงพื้นที่ โดย พ.ต.อ.ทวี และ น.ส.ธีรรัตน์ จะพบปะประชาชนในพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ พร้อมทั้งให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน.

2 รมต. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

ความสำคัญของการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย

การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต การมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจึงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พวกเขาสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

โครงการมอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างบ้านเท่านั้น แต่เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย ให้พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และยังมีความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – 2 รมต. ไปอุบลฯ 12 ส.ค. มอบบ้านน็อกดาวน์ช่วยผู้ประสบภัยจากเหตุชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมอุทยานฯ แจง: จนท.พิทักษ์ป่า ไม่ใช่ทหาร

จากกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพเจ้าหน้าที่ใส่ชุดลายพรางกำลังยิงหนังสติ๊ก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าบุคคลในภาพเป็นทหาร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วว่า บุคคลดังกล่าวคือ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ไม่ใช่ทหารอย่างที่เข้าใจกัน และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 11.52 น. เพจเฟซบุ๊ก “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า บุคคลที่ปรากฏในภาพคือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า สังกัดอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งแต่งกายด้วยชุดลายพรางในเครื่องแบบปกติขณะปฏิบัติงาน ไม่ใช่ทหารที่ปฏิบัติภารกิจตามแนวชายแดนแต่อย่างใด

อุทยานฯ แจงภาพคนใส่ชุดลายพรางยิงหนังสติ๊ก ไม่ใช่ “ทหาร” แต่เป็น จนท.พิทักษ์ป่า

ทางกรมอุทยานฯ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ากลุ่มนี้ได้เข้าร่วมกิจกรรม “เทศกาลปลูกป่าลอยฟ้า ครั้งที่ 4” เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ณ ผาเก็บตะวัน อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกป่าและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีหลายหน่วยงานเข้าร่วม และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจทางทหารใด ๆ ทั้งสิ้น

ทำความเข้าใจบทบาทของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง จริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พวกเขาเหล่านี้เป็นด่านหน้าที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ ในการปกป้องป่าไม้ สัตว์ป่า และทรัพยากรอื่น ๆ จากการถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบตัดไม้ การล่าสัตว์ หรือการบุกรุกพื้นที่ป่า

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ายังมีหน้าที่ในการให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และร่วมมือกันปกป้องผืนป่าของเราให้คงอยู่ต่อไป

ดังนั้น การที่กรมอุทยานฯ ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในครั้งนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า

การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง สามารถสร้างความสับสนและความเข้าใจผิดในสังคมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลใด ๆ จึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

กรมอุทยานฯ ขอความร่วมมือประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ไม่ได้มาจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม

เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่สอนให้เรารู้ว่า การเสพข่าวสารในยุคดิจิทัลต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวให้แน่ชัดก่อนที่จะเชื่อและทำการเผยแพร่ต่อ เพราะข้อมูลที่ไม่ถูกต้องอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่รู้เท่าทันสื่อ และร่วมกันปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเราให้คงอยู่สืบไป โดยการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – อุทยานฯ แจงภาพคนใส่ชุดลายพรางยิงหนังสติ๊ก ไม่ใช่ “ทหาร” แต่เป็น จนท.พิทักษ์ป่า

กองทัพภาคที่ 2 เตือน! ข่าวลวง อันตรายร้ายแรง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าอย่างรวดเร็ว การรับรู้และพิจารณาข่าวสารอย่างถี่ถ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวลวง ที่อาจถูกสร้างขึ้นเพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนในสังคม กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเตือนถึงอันตรายของ ข่าวลวง ที่ร้ายแรงไม่แพ้กระสุนจริง และขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ต่อ

กองทัพภาคที่ 2 เตือน “ข่าวลวง” อันตรายเท่ากระสุนจริง

สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความละเอียดอ่อน ทำให้การเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง หรือ ข่าวลวง สามารถส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน การแชร์ข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด ความตื่นตระหนก และความขัดแย้งในสังคมได้

ทำไมข่าวลวงถึงอันตราย?

  • สร้างความเข้าใจผิด: ข่าวลวงมักถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ข้อมูลที่บิดเบือน หรือเกินจริง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
  • สร้างความตื่นตระหนก: เนื้อหาที่สร้างความตื่นตระหนก มักถูกแชร์อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความวุ่นวายและสับสนในสังคม
  • บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือ: การเผยแพร่ข่าวลวงซ้ำ ๆ อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และสร้างความสับสนในการรับข้อมูล
  • ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง: ข่าวลวงสามารถถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง หรือสร้างความแตกแยกในสังคม

กองทัพภาคที่ 2 จึงขอความร่วมมือประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะแชร์ หรือส่งต่อข้อมูลใด ๆ โดยให้พิจารณาจากแหล่งที่มาของข้อมูล ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าว และเนื้อหาของข่าวว่ามีความสมเหตุสมผลหรือไม่

หลักการ “คิด 3 ครั้งก่อนแชร์”

เพื่อป้องกันการเผยแพร่ ข่าวลวง กองทัพภาคที่ 2 ขอเสนอหลักการง่าย ๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง คือ “คิด 3 ครั้งก่อนแชร์” โดยให้ถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้:

  1. แหล่งข่าวมาจากไหน? ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือหรือไม่?
  2. มีการยืนยันข้อมูลจากหน่วยงานทางการที่เกี่ยวข้องหรือไม่?
  3. เนื้อหามีผลกระทบต่อความมั่นคง หรือความปลอดภัยของประเทศหรือไม่? การแชร์ข้อมูลนี้จะสร้างผลเสียมากกว่าผลดีหรือไม่?

การใช้หลักการ “คิด 3 ครั้งก่อนแชร์” จะช่วยให้เราสามารถกลั่นกรองข้อมูล และป้องกันการเผยแพร่ข่าวลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคม และประเทศชาติ

นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และรอบด้านมากยิ่งขึ้น การมีสติในการรับข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

การตระหนักถึงอันตรายของ ข่าวลวง และการร่วมมือกันในการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะแชร์ เป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแกร่ง และปลอดภัยจากภัยคุกคามทางข้อมูลข่าวสาร

ดังนั้น ขอให้ทุกท่านร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่ตระหนักถึงภัยของข่าวลวง และร่วมกันตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัยไปด้วยกัน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 เตือน “ข่าวลวง” อันตรายเท่ากระสุนจริง วอนเช็กข้อมูลก่อนแชร์

ทบ. โต้! ไทยยิงถล่มบ้านเรือน? ไม่จริง!

กลายเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อ ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน โดยชี้ว่ากระสุนจากกัมพูชาต่างหากที่ตกใส่พลเรือนไทยนับร้อยจุด เรื่องราวเป็นอย่างไรมาติดตามกัน

ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน ชี้ กระสุนกัมพูชาตกที่พลเรือนไทยเป็น 100 จุด

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้แถลงถึงการลงพื้นที่ของคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำกัมพูชา เพื่อสำรวจความเสียหายในหมู่บ้านทมาดอน จังหวัดอุดรมีชัย โดยอ้างว่าได้รับผลกระทบจากการทิ้งระเบิดและการยิงถล่มบ้านเรือนโดยกองทัพไทย

พล.ต.วินธัย ย้ำว่า การลงพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการติดตามมติที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงจากฝ่ายกัมพูชา

ไทยยึดมั่นหลักสากล

โฆษกกองทัพบก เน้นย้ำว่าทหารไทยยึดมั่นในการใช้อาวุธต่อเป้าหมายทางทหารตามหลักสากลเท่านั้น และการใช้อาวุธของไทยมีประสิทธิภาพ สามารถจำกัดวงการทำลายอยู่ในพื้นที่เป้าหมายทางทหารได้ ไม่เหมือนกับฝ่ายกัมพูชาที่มุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือนของไทยที่อยู่นอกขอบเขตพื้นที่การรบ

สิ่งที่น่าตกใจคือ มีหลายจุดที่กระสุนจากฝ่ายกัมพูชาตกในพื้นที่พลเรือน ห่างจากพื้นที่การรบถึง 30 กิโลเมตร ปัจจุบันมีการนับจุดที่กระสุนจากฝ่ายกัมพูชาตกในพื้นที่พลเรือนรวมกันแล้วกว่า 100 จุด ทั้งที่ระเบิดไปแล้วและยังไม่ระเบิด ซึ่งฝ่ายไทยได้จัดทำบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างละเอียดแล้ว

“ฝ่ายกัมพูชามิอาจปฏิเสธความจริง และมิอาจปฏิเสธความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และถือเป็นการมุ่งโจมตีต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างจงใจ” พล.ต.วินธัย กล่าว

ในส่วนของกรณีที่กัมพูชาพาคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศลงสำรวจพื้นที่บริเวณวัดตาเมือนแซนเจย ที่อ้างว่ามีความเสียหายนั้น พล.ต.วินธัย ชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหาร ซึ่งอยู่บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ห่างจากแนวชายแดนเพียง 1.8 กิโลเมตร ไม่ใช่ลึกเข้าไปในพื้นที่ตอนในถึง 20-30 กิโลเมตร เหมือนที่ฝ่ายกัมพูชากระทำต่อฝ่ายไทย

นอกจากนี้ พล.ต.วินธัย ยังกล่าวอีกว่า พื้นที่บริเวณดังกล่าวอยู่ในขอบเขตของพื้นที่การสู้รบ และในช่วงที่มีการสู้รบ ไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว มีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาที่ใช้เป็นพื้นที่รวมพลและที่ตั้งในการควบคุมบังคับบัญชาการรบ ดังนั้น ตัวเลขพลเรือนที่บาดเจ็บและสูญเสียตามที่กล่าวอ้างนั้นจึงไม่เป็นความจริง หากมีการบาดเจ็บและสูญเสีย จะมีเพียงทหารฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น

สรุปคือ ทบ. ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าไทยยิงถล่มบ้านเรือน และกล่าวหากลับว่ากระสุนจากกัมพูชาต่างหาก ที่ตกใส่พลเรือนไทยนับร้อยจุด ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และต้องติดตามกันต่อไปว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น การที่ ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน จึงเป็นการออกมาปกป้องชื่อเสียงของประเทศและกองทัพ

ที่มา – ทบ. โต้ “มาลี” อ้างไทยยิงถล่มบ้านเรือน ชี้ กระสุนกัมพูชาตกที่พลเรือนไทยเป็น 100 จุด

7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา: สถานการณ์สงบ

สถานการณ์ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงสงบ ประชาชนเริ่มทยอยกลับบ้านหลังจากหลายพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว หน่วยงานต่างๆ เร่งดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 10 สิงหาคม 2568 จนถึงช่วงเช้าของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ไม่มีเหตุการณ์ปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) หลายพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางพื้นที่ที่พบวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัยตกค้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบและเก็บกู้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน หากประชาชนพบเห็นพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัย หรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอความร่วมมือแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการโดยเร็ว

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบและการฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัยจากวัตถุระเบิดตกค้าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับบ้านและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบและรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสงบ

การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเก็บกู้วัตถุระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมา การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมให้ประชาชนกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ ล้วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ความสำคัญของการแจ้งเบาะแสใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

การแจ้งเบาะแสเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะนอกจากจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการเก็บกู้ได้อย่างทันท่วงที ยังเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกด้วย ดังนั้น หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ยังช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสงบและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทุกวิถีทาง เพื่อให้ประชาชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด ความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

สถานการณ์ที่สงบลงนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ การทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ และความเสียสละของทุกภาคส่วน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การกลับคืนสู่สภาวะปกติของพื้นที่ชายแดน ไม่ได้หมายถึงแค่การไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กลับคืนมาดังเดิม รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชายแดน และส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสงบ เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้าง

Scroll to top