ทหารไทยโดนยิง

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” บาดเจ็บจาก BM-21

จากเหตุการณ์ปะทะชายแดนที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินเรื่องราวของ “พลทหารปรียวัฒน์ จงทิพย์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ วันนี้เราจะพาไป เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า และเจาะลึกเรื่องราวชีวิตของเขา

พลทหารลี่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 สะเก็ดระเบิด BM-21 ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณคอ แม้จะได้รับบาดเจ็บหนัก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีกำลังใจดีเยี่ยมและพร้อมที่จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

หลังจากการรักษาตัวเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พลทหารลี่ได้รับข้อเสนอให้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ในกรุงเทพฯ แต่เขาตัดสินใจที่จะอยู่รักษาตัวที่สุรินทร์ต่อไป เพราะเป็นห่วงครอบครัวที่บ้านเกิด ไม่อยากให้แม่และน้องๆ ต้องลำบากเดินทางไกลมาเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านของพลทหารลี่ ที่บ้านหนองซำ ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ พบว่าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว สภาพค่อนข้างทรุดโทรม หลังคารั่ว ฝาบ้านทำจากแผ่นยิปซั่ม ห้องครัวยังใช้เตาฟืนในการประกอบอาหาร สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก

นางอร อินทร์สำราญ ลูกพี่ลูกน้องของแม่พลทหารลี่ เล่าว่า พลทหารลี่เป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นเสาหลักของครอบครัว เมื่อได้รับเงินเดือนก็จะส่งให้แม่ใช้จ่ายเสมอ

ความเสียสละของพลทหารลี่ นักรบแนวหน้า

น.ส.นวล มหาวงศ์ แม่ของพลทหารลี่ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ลูกชายเป็นคนดี เสียสละเพื่อชาติ และเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องอธิปไตยของไทย เธอบอกว่ารู้สึกเสียใจและตกใจมากเมื่อทราบข่าวว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายปลอดภัย

พลทหารลี่ยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับบาดเจ็บว่า รู้สึกชาไปทั้งตัวและคิดว่าจะไม่รอด แต่โชคดีที่เพื่อนทหารเข้ามาช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที เขาต้องเย็บแผลกว่า 200 เข็ม และยังต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาไทรอยด์เป็นพิษอีก

ถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นทหารต่อไป เขาได้สมัครเข้าโรงเรียนนายสิบ และตั้งใจที่จะกู้เงินมาซ่อมแซมบ้านให้แม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย

พลทหารลี่ยังฝากขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้เขาและทหารไทยทุกคน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

เรื่องราวของ พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ เป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ความเสียสละและความมุ่งมั่นของเขาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นหลัง

ทุกคนสามารถร่วมเป็นกำลังใจและส่งแรงใจให้กับพลทหารลี่และทหารกล้าทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติของเราได้

พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ที่บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและความรักชาติอย่างเต็มเปี่ยม

ที่มา – เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ – สรุป

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีเหตุระเบิดที่ช่องบก ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 1 นาย โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมกันนี้ได้กำชับให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ทภ.2 ได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.25 น. ได้รับรายงานเหตุระเบิดที่ช่องบก บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย ผู้บังคับหมวดปืนเล็กที่ 1 กองร้อยทหารราบ 6021 (RDF) ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา ซึ่งแพทย์ได้ประเมินอาการเป็นผู้ป่วยระดับเขียว และได้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดเชียงมุน และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลน้ำยืนเพื่อรับการรักษา โดยอาการของผู้บาดเจ็บปลอดภัยและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุระเบิดที่ช่องบก อย่างละเอียด

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ และได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติภารกิจอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งกำลังพลและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งจะรายงานความคืบหน้าให้ผู้บังคับบัญชาและสาธารณชนทราบต่อไป

ทั้งนี้ ทภ.2 ขอให้ประชาชนมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ รอบคอบ และยึดมั่นในความปลอดภัยเป็นสำคัญ

เหตุระเบิดที่ช่องบก

รายละเอียดเหตุการณ์ระเบิดที่ช่องบก

  • วันเวลาเกิดเหตุ: 6 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 07.25 น.
  • สถานที่เกิดเหตุ: บริเวณเนิน 469 ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บ: จ่าสิบเอกปรัชญา พิลาชัย
  • อาการบาดเจ็บ: บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณแขนขวา
  • สถานะ: ปลอดภัย อยู่ในการดูแลของแพทย์
  • สาเหตุ: อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

การระเบิดในพื้นที่ชายแดนเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต การเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และการให้ความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – ทภ.2 แจงเหตุระเบิดที่ช่องบก ทหารไทยเจ็บ 1 นาย กำชับทุกหน่วยเพิ่มความระมัดระวัง

ทภ.1 แจงจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนสระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว บริเวณ 3 หมู่บ้าน “คลองแผง-หนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยไทย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และปกป้องความมั่นคง ปลอดภัยของประชาชน

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.สระแก้ว โดยยืนยันว่า การดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 เป็นไปด้วยความรอบคอบ ยึดหลักความถูกต้อง และความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ

โดยพื้นที่บริเวณ บ้านคลองแผง บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นพื้นที่ในอธิปไตยของประเทศไทยมาโดยตลอด

ภายหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศกัมพูชาในอดีต ฝ่ายไทยได้เปิดพื้นที่ดังกล่าวให้ประชาชนจากประเทศกัมพูชาเข้ามาพักพิงชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อันสะท้อนให้เห็นถึงบริบทของพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็นการรองรับด้านมนุษยธรรม มิใช่การโอนอำนาจหรือสิทธิใด ๆ ในพื้นที่

โดยต่อมา เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ฝ่ายไทยได้ตรวจพบว่าในพื้นที่ดังกล่าว มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในลักษณะเป็นที่ทำการของส่วนราชการของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการปรากฏตัวของกำลังติดอาวุธ และหน่วยรักษาความมั่นคงของกัมพูชา เข้ามาประจำการในพื้นที่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่จากเดิมที่เป็นการพักพิงด้านมนุษยธรรม ไปสู่ลักษณะที่กระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ

การเข้าดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 ในการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว รวมถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วน จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามความจำเป็น เพื่อฟื้นฟูให้เกิดความสงบเรียบร้อย ป้องกันการใช้พื้นที่ในลักษณะที่กระทบต่อความมั่นคง และยืนยันการดูแลพื้นที่ชายแดนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐไทย โดยมิได้มีเป้าหมายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และยังคงคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า ฝ่ายไทยไม่มีนโยบายรุกล้ำอธิปไตยของประเทศใด และการปฏิบัติทุกขั้นตอนเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ

กองทัพภาคที่ 1 ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า การปฏิบัติภารกิจของกำลังพลเป็นไปด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมยืนหยัดในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความสงบสุขของประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ทภ.1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว

ความสำคัญของการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน

การจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดำเนินการทางทหาร แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน การที่กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม

การดำเนินการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนมีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันการใช้พื้นที่ในทางที่ผิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

นอกจากนี้ การจัดระเบียบพื้นที่ยังส่งผลดีต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน ทำให้พวกเขามีความมั่นใจในความปลอดภัยและได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามต่างๆ การที่กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่าจะคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมในการดำเนินการ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจต่อประชาชน

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความเข้าใจและการสื่อสารที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการดำเนินการและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

การที่กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียด ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจให้กับประชาชน หวังว่าการดำเนินการครั้งนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

การรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่ของทหารหรือรัฐบาล เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย หากเราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาชาติ เราก็จะสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ทภ.1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว

วางตู้คอนเทนเนอร์ เสริมมั่นคง “บ้านหนองจาน”

วางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง “บ้านหนองจาน”

กองกำลังบูรพา ร่วมกับทหารช่าง เร่งติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่ “บ้านหนองจาน” เพื่อเสริมความมั่นคงชายแดน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของเครือข่าย “กำนันลี” เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนไทย

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 กองกำลังบูรพาได้ร่วมกับหน่วยทหารช่าง เร่งดำเนินการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การดำเนินการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน และใช้เป็นฐานสนับสนุนภารกิจด้านความปลอดภัย รวมถึงเป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของกำลังพลในบริเวณดังกล่าว

การติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ เฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความตึงเครียด ตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้จะถูกใช้เป็นจุดประจำการของเจ้าหน้าที่ จุดพักกำลังพล และจุดอำนวยการภารกิจต่างๆ

กองกำลังบูรพายืนยันอย่างหนักแน่นว่า การปฏิบัติการทั้งหมดดำเนินการไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเต็มกำลังความสามารถ

การทลายรัง “กำนันลี” ที่บ้านหนองจาน

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน กองกำลังบูรพาได้เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เรียกว่า “บ้านกำนันลี” ซึ่งเป็นของหนึ่งในผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา และเป็นอดีตสามีของเจ๊รัตน์ ที่ผ่านมาบุคคลเหล่านี้ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย และสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทำกินของบ้านหนองจาน

ก่อนหน้านี้ กองกำลังบูรพาได้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของเครือข่ายกำนันลีไปแล้วบางส่วน แต่ปฏิบัติการล่าสุดนี้มุ่งเป้าไปที่การรื้อถอนบ้านของกำนันลีโดยตรง รวมถึงบ้านของเครือข่ายที่เหลือทั้งหมด โดยใช้รถแบคโฮในการรื้อถอนจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่มีการปะทะกัน กองกำลังบูรพาได้เข้าควบคุมพื้นที่บ้านหนองจานได้อย่างสมบูรณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติไว้ได้ จึงต้องทำการทำลายสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทย เพื่อเตรียมคืนพื้นที่ทำกินให้กับชาวบ้านต่อไปในอนาคต ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่มอบให้แก่คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านหนองจานที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

การวางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง และการทลายรังของ “กำนันลี” ที่บ้านหนองจาน ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองกำลังบูรพาในการปกป้องผืนแผ่นดินไทยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนว่าพวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้ง และจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

การดำเนินการเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้ที่คิดจะกระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติว่า จะไม่มีการยอมให้เกิดขึ้น และจะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

สำหรับชาวบ้านในพื้นที่บ้านหนองจาน การวางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง และการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการกลับคืนสู่ความสงบสุขและความมั่นคง พวกเขาสามารถกลับมาทำกินในพื้นที่ของตนได้อย่างปลอดภัย และไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคุกคามจากผู้มีอิทธิพลอีกต่อไป

รัฐบาลและกองทัพมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติอย่างเต็มที่

ที่มา – วางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง “บ้านหนองจาน” ทลายรัง “กำนันลี” รุกพื้นที่ไทย

ทบทวนปล่อยทหารกัมพูชา หลัง UAV ล้ำแดน!

กองทัพบกเตรียมพิจารณาทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) หรือโดรน จำนวนมากบินล้ำอธิปไตยไทย การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมาตรการลดระดับความตึงเครียดบริเวณชายแดน

จ่อทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หลัง UAV ล้ำแดนกว่า 250 ลำ

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนที่น่ากังวล โดยระบุว่าคืนวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ตรวจพบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) บินจากฝั่งกัมพูชาล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยไทยเป็นจำนวนมากถึง 250 ลำ การรุกล้ำนี้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่สำคัญตามแนวชายแดน ได้แก่ ช่องบก ช่องอานม้า เขาสัตตะโสม ซำแต โดนตวล ช่องกร่าง ปราสาทตาเมือนธม และช่องสายตะกู

จำนวน UAV ที่ล้ำเข้ามาในน่านฟ้าไทยอย่างหนาแน่นเช่นนี้ ถือเป็นการกระทำที่ยั่วยุและละเมิดมาตรการลดระดับความตึงเครียดตามข้อตกลง GBC (General Border Committee) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ก่อนหน้านี้ การกระทำดังกล่าวขัดแย้งกับถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุม GBC เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งเน้นย้ำถึงความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

โฆษกกองทัพบกเน้นย้ำว่า พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีที่เป็นปรปักษ์จากฝ่ายกัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคง ความปลอดภัยของกำลังพลไทย และประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การรุกล้ำอธิปไตยโดยอากาศยานไร้คนขับจำนวนมากเช่นนี้ สร้างความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กองทัพบกเตรียมทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพบกอาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนการดำเนินการเกี่ยวกับการปล่อยตัวกำลังพลฝ่ายกัมพูชา จำนวน 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวไว้ก่อนหน้านี้ การตัดสินใจดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ล่าสุด และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินการใดๆ จะเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ

กองทัพบกขอยืนยันว่าประเทศไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี และให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านกลไกการเจรจาและข้อตกลงที่มีอยู่ อย่างไรก็ตาม หากยังคงมีการละเมิดข้อตกลงและอธิปไตยของประเทศอย่างต่อเนื่อง กองทัพบกก็มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ

สถานการณ์ทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชานี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และความสำคัญของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน การใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ในการสอดแนมหรือการรุกล้ำอธิปไตย ถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ต้องมีการเฝ้าระวังและรับมืออย่างเหมาะสม

การตอบสนองของกองทัพบกไทยต่อสถานการณ์นี้ จะเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของชาติเป็นสำคัญ การตัดสินใจใดๆ จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และโอกาสในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม การปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ถือเป็นหน้าที่หลักที่กองทัพบกจะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายแดนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค

การตัดสินใจทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ที่มา – จ่อทบทวนปล่อยตัว 18 ทหารกัมพูชา หลังพบอากาศยานไร้คนขับ ล้ำอธิปไตยไทยกว่า 250 ลำ

ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับที่พัก 31 ธ.ค.นี้

ข่าวดีสำหรับผู้อพยพ จ.สระแก้ว! กองกำลังบูรพาแจ้งให้ทราบว่า ประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่สามารถเดินทางกลับเข้าที่พักอาศัยได้ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ยกเว้น 4 หมู่บ้านในพื้นที่ชายแดน

ตามที่กองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ประกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 20.20 น. ระบุว่า กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) และจังหวัดสระแก้วได้หารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการให้ประชาชนใน 4 อำเภอชายแดนของจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นผู้อพยพ จ.สระแก้ว ได้กลับเข้าสู่ที่พักอาศัยของตนเอง หลังจากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายลง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและบริบทของพื้นที่เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ กำหนดการให้ผู้อพยพ จ.สระแก้ว สามารถเดินทางกลับที่พักได้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักได้ 31 ธ.ค. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อยกเว้นสำหรับ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน ซึ่งยังไม่อนุญาตให้ประชาชนเดินทางกลับเข้าพื้นที่ในทันที เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) จะต้องเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยเสียก่อน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีการแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวทราบอีกครั้งหนึ่ง

รายละเอียดสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการกลับเข้าที่พักของผู้อพยพ

  • วันเริ่มต้นการกลับเข้าที่พัก: 31 ธันวาคม 2568
  • พื้นที่ที่ยังไม่อนุญาตให้กลับ: บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว, บ้านหนองจาน
  • เหตุผลที่ยังไม่อนุญาต: เพื่อความปลอดภัยในการเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ของชุด EOD
  • การติดตามข้อมูลข่าวสาร: ขอให้ติดตามข่าวสารและการประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน ขอความร่วมมือประชาชนรับฟังข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำจากส่วนราชการอย่างใกล้ชิด และขอให้เดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความระมัดระวัง

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนการเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย ขอให้ทุกท่านเดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักได้ 31 ธ.ค. เป็นต้นไป ยกเว้น 4 หมู่บ้านชายแดน

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือ

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา ศรชล.ภาค 1 มอบหมาย ศรชล.จ.ตราด กำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ตรวจเข้มเรือลากจูง พ่วงสินค้า และเรือพาณิชย์ รวมกว่า 30 ลำ สกัดการลำเลียงพลังงาน-ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

วันที่ 28 ธ.ค. 2568 ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ได้มอบหมายให้ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดตราด ปฏิบัติการตามมติของทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการกำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าพลังงาน และยุทธภัณฑ์ไปยังประเทศกัมพูชา ทาง ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา จึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราสินค้าต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในทะเลอ่าวไทย

โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน สถานีตำรวจน้ำแหลมงอบ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด ด่านศุลกากรจังหวัดตราด และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตราด ห้วงระหว่างวันที่ 24–28 ธ.ค. 68 ได้เข้าตรวจสอบกลุ่มเรือยนต์ลากจูง พร้อมเรือพ่วงสินค้าที่เดินทางออกจากท่าเรือแหลมฉบัง และจอดทิ้งสมอบริเวณพื้นที่เกาะช้างใต้ จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มเรือดังกล่าวเป็นเรือลากจูง และเรือพ่วงรับสินค้าจากกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 28 ลำ แยกเป็นเรือลากจูง 5 ลำ และเรือพ่วงสินค้า 23 ลำ โดยทั้งหมดจอดพักรอในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ต่อมาเมื่อวันที่ 27–28 ธ.ค. 68 ศรชล.จ.ตราด ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม เรือลากจูงและเรือพ่วงขนสินค้าอีก 5 ลำ ซึ่งเดินทางมาจากอำเภอศรีราชา โดยระหว่างเดินเรือมาถึงบริเวณใกล้เกาะกูด ลูกเรือได้รับทราบสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จึงตัดสินใจจอดเรือทิ้งสมอเพื่อความปลอดภัย

โดยมีการเริ่มจอด ณ บริเวณอ่าวบางเบ้า ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จว.ตราด ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 68 เป็นต้นมา และยังไม่มีความประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา ในห้วงเวลานี้ จะรอจนกว่าการสู้รบจะสงบหรือนำเรือกลับ ทั้งนี้ได้ชี้แจงปัญหาและสถานการณ์ของความขัดแย้งแนวชายแดน และพื้นที่เสี่ยงอันตรายให้มีความระมัดระวัง เพราะอาจหลงเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงได้

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

สถานการณ์ล่าสุด: ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงทางทะเลและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดนทางทะเล การทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคที่มีต่อการเดินเรือและการขนส่งสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการและลูกเรือต้องมีความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของลูกเรือที่จอดเรือทิ้งสมอเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัยเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง

การที่ ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา เป็นการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ที่มา – ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก ตรวจสกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 สร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว

ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ และ ผบ.มทบ.25 ร่วมลงพื้นที่เพื่อเตรียมสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของ “พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา” เพื่อสานฝันสุดท้ายและตอบแทนความเสียสละของ “วีรบุรุษเนิน 350” ผู้กล้าที่ได้อุทิศตนเพื่อชาติ

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วยผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 25 จิตอาสา และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 37 หมู่ 5 ตำบลห้วยติ๊กชู อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจครอบครัวของ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ผู้ซึ่งเสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ บริเวณ “เนิน 350” การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อเตรียมความพร้อมในการก่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของวีรบุรุษผู้กล้า

การสร้างบ้านหลังใหม่นี้ถือเป็นความตั้งใจที่จะตอบแทนความกล้าหาญและความเสียสละของพลทหาร ภานุพัฒน์ และครอบครัว เพื่อให้พวกเขามีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและปลอดภัย

นางสาว พิชญ์สินี เสาร์สา มารดาของพลทหาร ภานุพัฒน์ และสมาชิกในครอบครัว ได้ร่วมกันเลือกแบบบ้านที่เหมาะสม และรับฟังคำชี้แจงเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการก่อสร้าง รวมถึงระยะเวลาในการก่อสร้าง โดยเน้นย้ำถึงความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และการใช้ประโยชน์สูงสุดจากพื้นที่ การสร้างบ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การมอบที่อยู่อาศัย แต่เป็นการส่งมอบความขอบคุณจากประชาชนชาวไทยทุกคนต่อความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของวีรบุรุษผู้กล้า

โครงการนี้เป็นความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ที่ต้องการร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อสังคม และเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติ

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350

การดำเนินการสร้างบ้านให้ครอบครัวของพลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความสามัคคี และน้ำใจของคนไทย ที่พร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามยากลำบาก

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350: ความเสียสละที่ควรจดจำ

ความเสียสละของพลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา จะถูกจารึกไว้ในความทรงจำของคนไทยตลอดไป และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการรักชาติ และการทำเพื่อส่วนรวม

โครงการสานฝันวีรบุรุษเนิน 350 เป็นมากกว่าการสร้างบ้าน เพราะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครอบครัวผู้สูญเสีย และเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของคนในชุมชน

สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 นี้แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความสามัคคีของคนในสังคม ที่พร้อมจะร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของผู้ที่เสียสละเพื่อชาติ

การสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัวพลทหาร ภานุพัฒน์ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างที่อยู่อาศัย แต่เป็นการเติมเต็มความหวังและอนาคตให้กับครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลักไปอย่างไม่มีวันกลับ นี่คือการแสดงความขอบคุณอย่างแท้จริงต่อวีรบุรุษผู้กล้า

ที่มา – สานฝันวีรบุรุษเนิน 350 ลงพื้นที่เตรียมสร้างบ้านใหม่ให้ครอบครัว “พลทหาร ภานุพัฒน์”

พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจ ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด

พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจ ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด

เปิดใจพ่อแม่ของสิบเอกนิติธรรม ศรีคำแซง หลังทราบข่าวร้ายว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่เคลียร์พื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย พ่อแม่ยอมรับว่าเสียใจแต่ก็ภูมิใจในตัวลูกชายที่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ เพราะอาชีพทหารย่อมต้องมีการรบและเสี่ยงต่อเหตุการณ์เช่นนี้ พวกท่านยังเผยอีกว่าเพิ่งไปบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ลูกชายเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.25 น. ขณะที่ชุดทหารช่าง สังกัด พัน.5.22 กำลังทำการกวาดล้างทุ่นระเบิดบริเวณโดยรอบปราสาทตาควาย เกิดเหตุไม่คาดฝันเมื่อ ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง เหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสที่ขาข้างซ้าย นอกจากนี้ จ.ส.อ.อำนาจ ทัศสมบัติ ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เดียวกันก็มีอาการแน่นหน้าอกและหูอื้อจากแรงอัดของระเบิด

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของ ส.อ.นิติธรรม ศรีคำแซง ที่บ้านดอนหวาย หมู่ที่ 7 ตำบลโนนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อพูดคุยกับ พันโทสมพร ศรีคำแซง อายุ 56 ปี สัสดีอำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร และนางกัลยพร ศรีคำแซง อายุ 56 ปี ซึ่งเป็นพ่อและแม่ของสิบเอกนิติธรรม

พันโทสมพรได้เล่าว่า ลูกชายของตนทำงานอยู่ที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ โดยเดินทางไปประจำการที่นั่นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 สิบเอกนิติธรรมแต่งงานแล้วกับนางสาวฟิน ศรีคำแซง ซึ่งทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทั้งคู่มีลูกสาววัย 2 ขวบ 2 เดือน ชื่อน้องพอใจ ซึ่งอาศัยอยู่กับคุณยายที่อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

หลังจากได้รับแจ้งข่าวว่าลูกชายถูกระเบิดจนขาขาด พันโทสมพรและภรรยารีบเดินทางกลับบ้านและเตรียมสิ่งของเพื่อเดินทางไปเยี่ยมลูกชายที่กำลังเข้ารับการผ่าตัด ก่อนที่จะส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในกรุงเทพฯ โดยมีภรรยาของส.อ.นิติธรรมรอรับอยู่ที่นั่น

สำหรับ ส.อ.นิติธรรม เป็นนักเรียนนายสิบทหารบกที่เข้ารับราชการเมื่อปี 2562 และไปประจำการที่ชายแดนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 เขามักจะกลับมาเยี่ยมลูกสาวที่บ้านแม่ยาย แต่ก็อยู่ได้เพียงวันสองวันเท่านั้นเนื่องจากมีภารกิจที่ชายแดน “ผมคิดอยู่ตลอดว่าเราเป็นทหารก็มีโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ ผมไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเขาเป็นทหารก็ต้องรบ” พันโทสมพรกล่าว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พันโทสมพรได้ขออนุญาตผู้บังคับบัญชาเพื่อบวชเป็นพระเพื่อเป็นกำลังใจให้กับลูกชาย เพราะเขามีลางสังหรณ์ว่าลูกชายอาจจะได้รับอันตราย “ผมจึงไปบวชเพื่อหวังว่าจะได้บุญกุศลมาคุ้มครองลูกชาย” พันโทสมพรเสริมว่าตนเองก็เคยรับราชการอยู่ที่ชายแดนแถวนั้นเมื่อปี 2554 “ผมคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ผมเคยบอกลูกว่าถ้าคิดว่าจะไม่ได้รบก็อย่าไปเป็นทหาร ถ้าไปเป็นทหารก็ต้องรบ เพราะงานที่ลูกทำอยู่นี้คืองานในหน้าที่ ตำรวจก็มีหน้าที่ของตนเอง คุณครูก็มีหน้าที่ของตนเอง ผมจะบอกลูกเสมอว่ามันเป็นงานที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว”

พันโทสมพรกล่าวว่าครั้งนี้เป็นการรบที่หนักหน่วงที่สุด อาการล่าสุดของลูกชายคืออยู่ระหว่างการผ่าตัดและจะถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในกรุงเทพฯ “ผมได้รับแจ้งว่าลูกชายเหยียบกับระเบิดในช่วงบ่ายสองโมงวันนี้ เพราะเขาทำหน้าที่เป็นชุดเก็บกู้ระเบิด พอทราบข่าวผมก็รีบกลับมารับภรรยาเพื่อเดินทางไปเยี่ยมลูก”

นางกัลยพร ศรีคำแซง แม่ของ ส.อ.นิติธรรม กล่าวว่าเธอเสียใจแต่ก็ภูมิใจที่ลูกชายทำดีที่สุดแล้ว “มันจุกอกจนพูดอะไรไม่ออก” นางกัลยพรกล่าว ส่วนเรื่องลางร้ายต่างๆ นั้นไม่มี “ก่อนนอนฉันก็ไหว้พระขอให้คุ้มครองทหารหาญทุกท่านให้ปลอดภัย แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะเราเป็นทหาร เสียใจแต่ก็ภูมิใจอยู่ ก็อยากจะให้ลูกเป็นทหารเหมือนเดิม” เธอกล่าวเสริมว่าภรรยาของส.อ.นิติธรรมทราบข่าวแล้วและบอกว่าจะรออยู่ที่กรุงเทพฯ ซึ่งพ่อของเขาจะเดินทางไปโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าพร้อมกับรถพยาบาลและลูกชายด้วย

ความเสียสละของ ส.อ.นิติธรรม และกำลังใจจากครอบครัว

เรื่องราวของ ส.อ.นิติธรรม สะท้อนให้เห็นถึงความเสียสละของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ แม้จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความยากลำบากเพียงใด ครอบครัวก็เป็นกำลังใจสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ เราขอเป็นกำลังใจให้ ส.อ.นิติธรรม หายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ว และขอขอบคุณทหารทุกท่านที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – พ่อแม่ “ส.อ.นิติธรรม” เปิดใจหลังทราบข่าว ลูกชายเหยียบทุ่นระเบิด พื้นที่ปราสาทตาควาย

Scroll to top