ทะเลแคริบเบียน

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรือลักลอบ 3 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย โดยทางการอ้างว่าเรือเหล่านี้เป็นของกลุ่มผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นตามข่าวกรองที่ยืนยันว่าเรือทั้งสามลำกำลังเคลื่อนไหวตามเส้นทางขนยาเสพติดที่รู้จักกันดี ในเรือลำแรกที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก มีสมาชิกเพศชายเสียชีวิต 4 ราย ลำที่สองในพื้นที่เดียวกันอีก 4 ราย และลำที่สามในทะเลแคริบเบียน 3 ราย กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ โพสต์แจ้งผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เรือเหล่านี้มีส่วนร่วมในการลักลอบขนยาเสพติดอย่างชัดเจน”

บริบทของปฏิบัติการกองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ

ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ได้สั่งการโจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดมากกว่า 40 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 130 ราย อย่างไรก็ตาม หลังจากการบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซเอลาเมื่อต้นเดือนมกราคม ความถี่ของปฏิบัติการลดลงอย่างเห็นได้ชัด สหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัฐบาลเวเนซเอลามีส่วนร่วมกับแก๊งค้ายาเสพติด

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักคือกำจัด “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด” ออกจากซีกโลกตะวันตก เพื่อปกป้องประชาชนอเมริกันจากยาเสพติดที่คร่าชีวิตคนนับไม่ถ้วน แต่จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยหลักฐานที่ชัดเจนว่าบนเรือมียาเสพติดจริงหรือไม่

ข้อถกเถียงทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศหลายคนวิจารณ์ปฏิบัติการนี้อย่างหนัก โดยชี้ว่าการโจมตีพลเรือนโดยตรงโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมอาจขัดต่อกฎหมายสากล นอกจากนี้ การขาดหลักฐานยืนยันการขนยาเสพติดทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมของการกระทำดังกล่าว

  • จำนวนผู้เสียชีวิต: 11 รายจากเรือ 3 ลำ
  • สถานที่: มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน
  • วันที่: 17 ก.พ. 2569
  • จำนวนปฏิบัติการสะสม: กว่า 40 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการโจมตีแบบนี้เพิ่มขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กดดันรัฐบาลเวเนซเอลา แต่หลังการจับกุมมาดูโร ความรุนแรงลดลง สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป

ในมุมมองของผู้เขียน การต่อสู้กับยาเสพติดเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งใหญ่โต คุณคิดอย่างไรกับปฏิบัติการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย สร้างความฮือฮาในแวดวงข่าวต่างประเทศ เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ประกาศปฏิบัติการครั้งใหญ่ โดยบุกขึ้นตรวจค้นเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 ในรอบสัปดาห์เดียวกัน ไล่ตามจากทะเลแคริบเบียนมาจนถึงมหาสมุทรอินเดีย นับเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามการหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรน้ำมันจากเวเนซุเอลา

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย: รายละเอียดปฏิบัติการ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กองทัพสหรัฐฯ ได้ติดตามเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “เวโรนิกา 3” (Veronica III) ซึ่งติดธงชาติปานามา มาจากทะเลแคริบเบียนไกลถึงมหาสมุทรอินเดีย เรือลำนี้ถูกสงสัยว่าช่วยเวเนซุเอลาขนส่งน้ำมันหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ นี่เป็นเรือลำที่ 7 ที่ถูกยึดตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการปลายปีก่อน

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ออกแถลงการณ์ว่า “ระยะทางไม่ได้คุ้มครองคุณ” พร้อมเผยวิดีโอและภาพการบุกตรวจค้น พวกเขาย้ำสิทธิในการสกัดกั้นทางทะเล แม้ยังไม่ระบุชัดว่าจะยึดเรือหรือปล่อยต่อ แต่ชัดเจนว่า “น่านน้ำสากลไม่ใช่ที่หลบภัย” ไม่ว่าจะทางบก อากาศ หรือทะเล สหรัฐฯ จะตามล่าจนกว่าจะได้ตัว

เส้นทางและปริมาณน้ำมันของเรือเวโรนิกา 3

ตามข้อมูลจาก TankerTrackers.com เรือเวโรนิกา 3 ออกจากเวเนซุเอลาเมื่อ 3 มกราคม 2569 ซึ่งตรงกับวันที่สหรัฐฯ จับกุมนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาในการบุกบ้านพักที่กรุงการากัส เรือบรรทุกน้ำมันดิบกว่า 1.9 ล้านบาร์เรล และมีประวัติเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันจากรัสเซีย อิหร่าน และเวเนซุเอลาตั้งแต่ปี 2566

  • ออกเดินทางจากเวเนซุเอลา 3 ม.ค. 2569
  • ไล่ล่าจากทะเลแคริบเบียนถึงมหาสมุทรอินเดีย
  • บรรทุกน้ำมันดิบ 1.9 ล้านบาร์เรล
  • เรือลำที่ 7 ที่ถูกสหรัฐฯ จับในปฏิบัติการนี้

สัปดาห์ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เพิ่งบุกเรือ “อากีลา 2” (Aquila II) ในลักษณะเดียวกัน แสดงถึงความมุ่งมั่นของเพนตากอนในการบังคับใช้การคว่ำบาตร

ผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันเวเนซุเอลา

ปฏิบัติการเหล่านี้ทำให้การส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงอย่างหนัก จากข้อมูลของ Kpler บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลสหรัฐฯ เดือนมกราคมที่ผ่านมา การขนส่งเหลือเพียง 400,000 บาร์เรลต่อวัน ลดลงเกือบครึ่ง มีเพียงเรือที่เกี่ยวข้องกับ Chevron และมุ่งหน้ามายังสหรัฐฯ เท่านั้นที่ยังดำเนินการได้ปกติ

นี่สะท้อนถึงนโยบายเข้มงวดของประธานาธิบดีทรัมป์ต่อรัฐบาลมาดูโร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทุจริตและละเมิดสิทธิมนุษยชน การคว่ำบาตรน้ำมันเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันเศรษฐกิจเวเนซุเอลาที่พึ่งพาน้ำมันถึง 90%

ผู้เชี่ยวชาญอย่าง แมตต์ สมิธ จาก Kpler วิเคราะห์กับ BBC ว่าการปิดล้อมนี้มีประสิทธิภาพสูง สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีติดตามเรือขั้นสูง ขีดความสามารถทางทหารที่เหนือชั้น และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำให้เรือต้องสงสัยหนีไม่พ้น

ความสำคัญของปฏิบัติการนี้ในบริบท geopolitics

กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย ไม่ใช่แค่การจับเรือ แต่เป็นสัญญาณถึงการรักษาอำนาจทางทะเลของสหรัฐฯ ในยุคที่จีนและรัสเซียขยายอิทธิพล มันแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ สามารถปฏิบัติการไกลถึงมหาสมุทรอินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเวเนซุเอลา เศรษฐกิจย่ำแย่ลง รายได้จากน้ำมันลด ส่งผลให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น ขณะที่พันธมิตรอย่างรัสเซียและอิหร่านก็ถูกกระทบ เพราะเรือเหล่านี้มักใช้เป็นเครือข่าย shadow fleet ในการค้าขายน้ำมันผิดกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน ปฏิบัติการนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ต้องระวังไม่ให้กระทบเสรีภาพการเดินเรือสากล คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตล่าสุด!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ บุกขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันอีกลำ หลังไล่ล่าถึงมหาสมุทรอินเดีย

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลายังคงดำเนินต่อไป เมื่อหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ ได้ทำการสกัดกั้นและยึดเรืออีกลำในน่านน้ำสากล บริเวณนอกชายฝั่งเวเนซุเอลา ในทะเลแคริบเบียน การยึดเรืออีกลำครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองสัปดาห์หลังจากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 น.ส.คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้ออกมาเปิดเผยถึงปฏิบัติการยึดเรืออีกลำดังกล่าวผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยเธอระบุว่าปฏิบัติการนี้ดำเนินการโดยหน่วยยามฝั่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ เธอยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เข้ามาเทียบท่าที่ประเทศเวเนซุเอลาเมื่อไม่นานมานี้

“สหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าติดตามการลักลอบขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งถูกนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติในภูมิภาคนี้” ข้อความของโนเอมระบุไว้อย่างชัดเจน “เราจะตามหาคุณให้เจอ และเราจะหยุดยั้งคุณ”

เหตุการณ์นี้ถือเป็นการยึดเรืออีกลำที่ถูกคว่ำบาตรเป็นครั้งที่สอง โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ทีมปฏิบัติการทางยุทธวิธีของหน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ พร้อมด้วยการสนับสนุนจากเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้บุกขึ้นไปบนเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ “The Skipper” และทำการยึดเรือดังกล่าว โดยอ้างว่าเรือนี้ถูกคว่ำบาตรเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันผิดกฎหมายในเวเนซุเอลา

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในขณะนั้น ได้ขู่ว่าจะดำเนินมาตรการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ถูกคว่ำบาตรที่เดินทางเข้าและออกจากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันจากทางสหรัฐฯ ต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

ทางด้านมาดูโรได้ออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่าเวเนซุเอลาจะยังคงเดินหน้าทำการค้าขายน้ำมันต่อไป และกล่าวว่า “เจตนา” ของทรัมป์คือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง “สิ่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้น ไม่มีวัน ไม่มีวัน ไม่มีวัน — เวเนซุเอลาจะไม่มีวันตกเป็นอาณานิคมของอะไรหรือของใครทั้งนั้น ไม่มีวัน” เขากล่าว

สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นการตอกย้ำถึงความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างสองประเทศ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก การถูกยึดเรืออีกลำย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยึดเรืออีกลำ

  • การขาดแคลนน้ำมันภายในประเทศเวเนซุเอลาที่อาจรุนแรงขึ้น
  • ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจมีการผันผวน
  • ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาที่อาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลายังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ พลังงาน และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจยึดเรืออีกลำในครั้งนี้ จะนำไปสู่ผลลัพธ์เช่นไร คงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – สหรัฐฯ ยึดเรืออีกลำ ในน่านน้ำสากล นอกชายฝั่งเวเนซุเอลา

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือ

สถานการณ์ระหว่างประเทศกำลังตึงเครียดขึ้น เมื่อสหราชอาณาจักรตัดสินใจระงับการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองสำคัญกับสหรัฐอเมริกาบางส่วน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีเรืออย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายและความชอบธรรมในการใช้กำลัง

สหราชอาณาจักรระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสกัดกั้นยาเสพติดในทะเลแคริบเบียน การตัดสินใจนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เห็นด้วยของ UK ต่อวิธีการที่สหรัฐฯ ใช้ในการจัดการกับเรือต้องสงสัย ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียชีวิตจำนวนมาก

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือ

รายงานจาก CNN ระบุว่า สหราชอาณาจักร (UK) ได้หยุดแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียนแล้ว การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นเนื่องจาก UK ไม่ต้องการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่นำไปสู่การจมเรือหลายลำและเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมาก UK เชื่อว่าการกระทำดังกล่าวอาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

การระงับ UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง ถือเป็นการแตกหักครั้งสำคัญระหว่างสองชาติพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดด้านข่าวกรองมาอย่างยาวนาน และยังเป็นการเน้นย้ำถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบธรรมของปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในทะเลแถบลาตินอเมริกา

ทำไม UK ถึงระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ หลัง US โจมตีเรือ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สหราชอาณาจักรซึ่งมีดินแดนและฐานข่าวกรองในทะเลแคริบเบียน ได้ให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ในการระบุตำแหน่งเรือที่ต้องสงสัยว่าขนยาเสพติด เพื่อให้หน่วยยามฝั่งสหรัฐฯ สามารถเข้าสกัดกั้นได้ การสกัดกั้นนี้รวมถึงการสั่งให้เรือหยุด การขึ้นเรือ การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย และการยึดยาเสพติด

ข้อมูลข่าวกรองจะถูกส่งไปยัง “กองกำลังเฉพาะกิจร่วมระหว่างหน่วยงานภาคใต้” (Joint Interagency Task Force South – JIATF South) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในรัฐฟลอริดา และมีตัวแทนจากประเทศพันธมิตรหลายแห่ง เพื่อลดการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มโจมตีเรือต้องสงสัยจนมีผู้เสียชีวิตในเดือนกันยายน UK ก็เริ่มกังวลว่าข้อมูลที่พวกเขาให้มาจะถูกนำไปใช้ในการเลือกเป้าหมายที่ไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่อังกฤษเชื่อว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 76 คน UK จึงเริ่มระงับการส่งข้อมูลข่าวกรองเมื่อกว่า 1 เดือนที่แล้ว

นาย โวลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ซึ่ง UK เห็นด้วยกับการประเมินนี้

สถานทูตอังกฤษในวอชิงตันและทำเนียบขาวไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อมูลข่าวกรอง

แคนาดา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพันธมิตรสำคัญที่ให้ความช่วยเหลือหน่วยยามฝั่งของสหรัฐฯ ในการสกัดกั้นผู้ต้องสงสัยค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียนมาเกือบสองทศวรรษ ก็เริ่มเว้นระยะห่างจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เช่นกัน โดยแจ้งว่าพวกเขาไม่ต้องการให้ข้อมูลของตนถูกนำไปใช้ในการชี้เป้าหมายสำหรับการโจมตี

โฆษกกระทรวงกลาโหมแคนาดา กล่าวว่า ปฏิบัติการความร่วมมือทางทหารระหว่างแคนาดากับสหรัฐฯ ในทะเลแคริบเบียน หรือที่เรียกว่า “ปฏิบัติการแคริบเบียน” ไม่เกี่ยวข้องและแตกต่างจากการโจมตีเรือต้องสงสัยของสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง

UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง นับเป็นสัญญาณเตือนถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศในการปฏิบัติการทางทหาร และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างประเทศพันธมิตร เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – UK ระงับแชร์ข่าวกรองกับสหรัฐฯ บางส่วน หลัง US โจมตีเรือต่อเนื่อง

ทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนฯ หากคุกคามเรือสหรัฐฯ

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่จะยิงเครื่องบินรบของเวเนซุเอลา หากบินผ่านเรือกองทัพสหรัฐฯ หลังเกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวแล้ว 2 ครั้งภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยิ่งขึ้นไปอีก

ทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา หากคุกคามเรือสหรัฐฯ

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลายังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเตือนเวเนซุเอลาอย่างแข็งกร้าวว่าจะตอบโต้ด้วยกำลัง หากเครื่องบินรบของเวเนซุเอลายังคงบินเข้าใกล้เรือรบของสหรัฐฯ จนเป็นที่น่ากังวล หลังเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ขึ้นถึงสองครั้งภายในเวลาไม่กี่วัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะไม่ลังเลที่จะยิงเครื่องบินรบของเวเนซุเอลา หากการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ คำเตือนนี้มีขึ้นหลังจากมีรายงานว่า เครื่องบินของกองทัพเวเนซุเอลาได้บินเฉียดใกล้เรือรบของสหรัฐฯ นอกชายฝั่งอเมริกาใต้ถึงสองครั้งภายในสองวัน

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรือที่พวกเขาอ้างว่าเป็นเรือของกลุ่มอาชญากรที่ลักลอบขนยาเสพติดจากเวเนซุเอลา เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 11 ราย ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสองประเทศ

ทรัมป์ขู่ตอบโต้เวเนซุเอลา

เมื่อถูกถามถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นหากเครื่องบินเวเนซุเอลายังคงบินเข้าใกล้เรือของสหรัฐฯ อีก ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบอย่างชัดเจนว่า “เวเนซุเอลาจะเจอปัญหาแน่” เขายังกล่าวกับนายพลที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า เขาพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย แต่ก็จะไม่ลังเลที่จะตอบโต้หากจำเป็น

อย่างไรก็ตาม นายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านั้นไม่เป็นความจริง และความขัดแย้งระหว่างประเทศไม่ควรเป็นเหตุผลในการใช้กำลังทหาร

“เวเนซุเอลายินดีเสมอที่จะพูดคุยและเจรจา แต่เราต้องการที่จะได้รับการเคารพ” ประธานาธิบดีมาดูโรกล่าว

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาไม่ใช่เรื่องใหม่ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้เพิ่มความพยายามในการต่อต้านการลักลอบขนยาเสพติดในอเมริกาใต้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งเรือรบและนาวิกโยธินหลายพันนายไปยังทะเลแคริบเบียน ในขณะที่ประธานาธิบดีมาดูโรกล่าวหาสหรัฐฯ ว่าพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของเขาด้วยการใช้กำลังทหาร

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “เราไม่พูดถึงเรื่องนั้น” อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าการเลือกตั้งในเวเนซุเอลามีความผิดปกติอย่างมาก และยาเสพติดกำลังไหลทะลักจากเวเนซุเอลาเข้าสู่สหรัฐฯ เขายังกล่าวถึงแก๊ง “เทรน เด อารากัว” ซึ่งสหรัฐฯ ได้จัดว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย โดยชี้ว่าแก๊งดังกล่าวปฏิบัติการอยู่ในเวเนซุเอลา

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา และความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต การตัดสินใจของผู้นำทั้งสองประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา หากคุกคามเรือสหรัฐฯนี้ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบที่จะตามมา

ที่มา – ทรัมป์ขู่สอยเครื่องบินรบเวเนซุเอลา หากคุกคามเรือกองทัพสหรัฐฯ

Scroll to top