ทักษะแรงงาน

รัฐบาลเร่งแก้ปมบัณฑิตจบใหม่ตกงาน ผนึก 35 บิ๊กเอกชน

เชื่อว่าน้องๆ บัณฑิตจบใหม่หลายคนกำลังเผชิญกับความกังวลใจเรื่องการหางานทำในยุคปัจจุบัน ซึ่งล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เมื่อรัฐบาลเร่งแก้ปมบัณฑิตจบใหม่ตกงาน ผนึก 35 บิ๊กเอกชนสร้างแรงงานทักษะสูง จัดคนตรงงาน เพื่อปิดช่องว่างปัญหา Skill Mismatch ที่กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ

รัฐบาลเร่งแก้ปมบัณฑิตจบใหม่ตกงาน ผนึก 35 บิ๊กเอกชน สร้างแรงงานทักษะสูง จัดคนตรงงาน

จากการสำรวจข้อมูลบนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ของกระทรวงแรงงาน พบความจริงที่น่าตกใจว่ามีตำแหน่งงานว่างสะสมสูงถึง 3.1 แสนอัตรา แต่กลับมีบัณฑิตจบใหม่กว่า 2.5 หมื่นคนยังคงว่างงานอยู่ นั่นเป็นเพราะทักษะที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกยุคใหม่ ดังนั้นการที่ภาครัฐจับมือกับ 35 บริษัทชั้นนำจึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนผ่านจากนักศึกษาไปสู่คนทำงานมืออาชีพที่บริษัทต่างมองหา

แนวทางสร้างโอกาสให้บัณฑิตผ่านโครงการความร่วมมือ

โปรเจกต์นี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การประกาศหางานทั่วไป แต่เน้นการสร้าง Ecosystem ของการทำงาน ดังนี้:

  • Upskilling & Reskilling: พัฒนาทักษะใหม่ให้ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน ช่วยให้บัณฑิตเรียนรู้ได้เร็วและเริ่มงานได้ทันที
  • Data-Driven Matching: ใช้แพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” เป็นศูนย์กลางในการจับคู่งานให้แม่นยำที่สุด
  • ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่: เน้นการสร้างทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานมูลค่าสูง

หลายคนอาจสงสัยว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้จะช่วยน้องๆ บัณฑิตจบใหม่ได้อย่างไร? คำตอบคือมันช่วยลดระยะเวลาในการปรับตัวครับ เพราะเมื่อมีความรู้ที่ตรงจุดและได้เจอกับบริษัทที่พร้อมรับเข้าทำงานโดยตรงตั้งแต่วันแรก ผลลัพธ์ที่จะตามมาคือรายได้ที่มั่นคงและโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานที่เร็วกว่าเดิม

หากคุณเป็นหนึ่งในบัณฑิตที่กำลังมองหาโอกาส ไม่ว่าจะเป็นงานในสาขาที่เรียนมาหรือต้องการอัปเกรดทักษะเพื่อไปสู่งานที่ใช่ อย่าลืมเข้าไปอัปเดตประวัติในเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ” หรือสอบถามผ่านสายด่วน 1506 กด 2 เพื่อรับข้อมูลข่าวสารงานที่ตรงกับความสนใจครับ การมีทักษะดีที่ถูกที่ถูกเวลานั้นสำคัญกว่าแค่การมีตำแหน่งงานลอยๆ อยู่เสมอ

ที่มา – รัฐบาลเร่งแก้ปมบัณฑิตจบใหม่ตกงาน ผนึก 35 บิ๊กเอกชน สร้างแรงงานทักษะสูง จัดคนตรงงาน

จุลพันธ์เผย ครม. ไฟเขียว เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศ

เชื่อว่าแรงงานไทยหลายท่านที่กำลังวางแผนไปทำงานต่างประเทศ คงเบาใจขึ้นไม่น้อย เมื่อล่าสุดท่านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ออกมาเปิดเผยข่าวดีว่า ครม. มีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาร่วม Abu Dhabi Dialogue (ADD) ครั้งที่ 8 อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของจุลพันธ์เผย ครม. ไฟเขียว เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องแรงงานไทยในต่างแดน

จุลพันธ์เผย ครม. ไฟเขียว เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศ

การเดินหน้าในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานใหม่ในการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิการ และการจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นตลาดแรงงานหลักของแรงงานไทย

เหตุใดความร่วมมือนี้จึงสำคัญต่ออนาคตแรงงานไทย?

การที่จุลพันธ์เผย ครม. ไฟเขียว เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศนั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงนามในเอกสารทั่วไป แต่เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่ภายใต้กรอบการทำงาน 4 ด้านหลักที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจโลก ดังนี้:

  • การรับมือกับสภาพภูมิอากาศ: ดูแลความปลอดภัยของแรงงานในพื้นที่เสี่ยงจากอากาศเปลี่ยนแปลง
  • เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy): สนับสนุนการปรับเปลี่ยนทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่
  • Gig Workers: การบริหารจัดการระบบแรงงานแพลตฟอร์มให้เป็นธรรม
  • การยกระดับทักษะแรงงาน: เพิ่มผลิตภาพแรงงานเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้นและมั่นคง

นอกจากนี้ ในฐานะของภาครัฐ การวางรากฐานเหล่านี้จะช่วยให้กระบวนการจัดส่งแรงงานเป็นไปอย่างโปร่งใส ลดปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับแรงงานไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน นับเป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าชื่นชมในการปกป้องสวัสดิภาพของคนไทยในแดนไกล

ในมุมมองส่วนตัว ผมเชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศนี้ให้เป็นรูปธรรมได้อย่างรวดเร็ว จะส่งผลดีต่อตัวเลขรายได้ส่งกลับจากแรงงานไทยอย่างมหาศาล และถือเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ในการหาประสบการณ์ในตลาดแรงงานระดับสากลที่มีมาตรฐานสูงขึ้นครับ

ที่มา – “จุลพันธ์” เผย ครม. ไฟเขียว เดินหน้าความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างประเทศ

Scroll to top