ทักษิณ ชินวัตร

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

ฮุน เซน โพสต์เดือด! โต้สถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ตั้งแต่ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด บอกไม่ใช่สิ่งที่สร้างความสำเร็จในชีวิตการเมือง แต่เป็นประชาชนและสถาบันกัมพูชาต่างหาก

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความทางโซเชียลมีเดียตอบโต้กรณีมีสถาบันการศึกษาไทยแห่งหนึ่งประกาศเพิกถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ที่เคยมอบให้ โดยย้ำชัดว่าเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากไทยตั้งแต่ต้น และได้ทิ้งทั้งหมดไปแล้ว

ฮุนเซนเผยว่า ปริญญาบัตรทั้ง 3 ใบ มอบให้เขาเมื่อปี 2544 2549 และ 2562 แต่ไม่มีส่วนใดที่มีคุณค่าในการสร้างความสำเร็จของชีวิตการเมืองเลย เพราะความรู้ ความสามารถ และความสำเร็จทั้งหมดมาจากประชาชนกัมพูชาและสถาบันการศึกษาของกัมพูชาเอง ไม่ใช่จากไทย พร้อมระบุว่าสถาบันไทยเหล่านี้ควรละอายใจเสียด้วยซ้ำ ที่นำประเมินคุณงามความดีของเขาเพื่อขอให้รับปริญญาบัตรโดยสมัครใจ ไม่ใช่เขาที่เป็นฝ่ายร้องขอ

ทั้งนี้ ฮุนเซนยังท้าว่าสำนักงานของเขาจะนำเอกสารการประเมินคุณสมบัติจากสถาบันการศึกษาไทยที่ใช้ในการมอบปริญญาบัตรมาประกาศต่อสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า สถาบันไทยเหล่านี้เป็นฝ่ายมอบเกียรติยศให้เอง ไม่ใช่สิ่งที่เขาแสวงหา พร้อมย้ำว่าความภาคภูมิใจของเขามาจากการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ไม่ใช่จากกระดาษเพียงแผ่นเดียว

ทั้งนี้ โพสต์เดือดล่าสุดของอดีตผู้นำกัมพูชามีขึ้นหลังจากที่สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นแก่ฮุน เซน และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2568 สภามหาวิทยาลัยรามคำแหง มีมติลงคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ให้เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ของสมเด็จฮุน เซน หลังมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย แสดงพฤติกรรมตรงกันข้ามกับคำประกาศเกียรติคุณ

ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย

เรื่องราว ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย นี้ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา หลายคนแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทยที่ถอนปริญญาบัตร ในขณะที่บางส่วนก็มองว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

การที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์จากสมเด็จฮุน เซน นั้น สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของสถาบันต่อสถานการณ์ทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่าสถาบันการศึกษาไทยให้ความสำคัญกับหลักการและค่านิยมที่ถูกต้อง

ทำไมสถาบันการศึกษาไทยถึงถอนปริญญาบัตรจากฮุนเซน?

เหตุผลหลักที่สถาบันการศึกษาไทยตัดสินใจถอนปริญญาบัตรจากสมเด็จฮุน เซน นั้น มาจากท่าทีและพฤติกรรมของสมเด็จฮุน เซน ที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐไทย และขัดแย้งกับคุณสมบัติและเกียรติคุณที่เคยได้รับจากสถาบัน การถอนปริญญาบัตรจึงเป็นการแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยและไม่สนับสนุนต่อพฤติกรรมดังกล่าว

นอกจากนี้ การถอนปริญญาบัตรยังเป็นการปกป้องชื่อเสียงและเกียรติภูมิของสถาบันการศึกษาไทย การที่สถาบันยังคงมอบปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ให้กับบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่สังคมมีต่อสถาบันได้

ประเด็นเรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคม หลายฝ่ายต่างจับตาดูว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศอย่างไรต่อไป

สำหรับสมเด็จฮุน เซน การถูกถอนปริญญาบัตรจากสถาบันการศึกษาไทย อาจไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานะและความนิยมของท่านในประเทศกัมพูชามากนัก เพราะความสำเร็จทางการเมืองของท่านมาจากปัจจัยอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการได้รับการยอมรับจากสถาบันการศึกษาต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาไทย ในการพิจารณาและคัดเลือกบุคคลที่จะได้รับปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์อย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลเหล่านั้นมีคุณสมบัติและพฤติกรรมที่เหมาะสม และสมควรได้รับการยกย่องจากสังคมอย่างแท้จริง

การออกมาตอบโต้เรื่อง ฮุนเซนโต้เดือด! ปมถอนปริญญาบัตรไทย ของสมเด็จฮุน เซน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการตัดสินใจของสถาบันการศึกษาไทย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการยืนยันว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรจากต่างประเทศมากนัก

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือด้วยการกระทำ ไม่ใช่เพียงแค่การได้รับการยอมรับจากภายนอกเท่านั้น

ที่มา – ฮุนเซน โพสต์เดือดโต้ปมสถาบันการศึกษาไทยประกาศถอนปริญญาบัตร ชี้ไม่เคยเห็นคุณค่า ได้มาแล้วโยนทิ้งหมด

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดีทักษิณ ม.112 ชี้ยังมีขั้นตอน

“วันนอร์” ย้ำคดี ม.112 “ทักษิณ” เป็นอำนาจหน้าที่ตุลาการ ไม่เกี่ยวข้องนิติบัญญัติ ต้องเคารพศาล ไม่ขอวิจารณ์ ส่อนัยยะใดโยงสถานการณ์การเมืองไทย ชี้เรื่องยังอีกยาว แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 2560 จากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ต่างประเทศเมื่อปี 2558 ว่า เราต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรในเรื่องนี้ เป็นเรื่องของนายทักษิณกับศาล เมื่อศาลยกฟ้อง หรือจะพิจารณาอย่างไร เป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ ไม่เกี่ยวกับฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนจะมองว่ามีนัยยะทางการเมืองอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ในฐานะประธานสภาฯ ไม่สามารถพิพากษ์วิจารณ์ได้ เป็นเรื่องที่บ้านเมืองจะต้องมีกติกา เมื่อศาลได้วินิจฉัยไปแล้วก็เป็นเรื่องของฝ่ายตุลาการ เราก็ต้องรับฟัง แต่ขั้นตอนก็ยังมีอีก เพราะเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ก็ต้องให้ความเคารพ ส่วนเหตุการณ์ของการเมืองก็เป็นเรื่องการเมือง ไม่เกี่ยวกับเรื่องของคำวินิจฉัยของศาล ถ้าเราไปวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาล บ้านเมืองก็จะยุ่งยาก จึงขอให้แยกกันทำหน้าที่ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติให้ดี.

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายจับตามองคือ คดีความของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อสังคมไทย ในเรื่องนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม และการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ

ความเห็นของวันนอร์ต่อคดี ม.112 ทักษิณ

นายวันนอร์ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า คดีของนายทักษิณที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาล และฝ่ายนิติบัญญัติไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินคดีดังกล่าว การแสดงความเห็นของนายวันนอร์เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า สภาผู้แทนราษฎรจะไม่เข้าไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรม และจะเคารพการตัดสินใจของศาล

นอกจากนี้ นายวันนอร์ยังได้กล่าวถึงขั้นตอนของคดีว่า ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการต่อไป เนื่องจากเป็นการพิจารณาของศาลชั้นต้นเท่านั้น การกล่าวถึงขั้นตอนที่ยังเหลืออยู่เป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ด่วนสรุป และให้รอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป

โดยสรุปแล้ว ท่าทีของนายวันนอร์ต่อคดี วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก ของนายทักษิณ คือ การเคารพกระบวนการยุติธรรม การแบ่งแยกอำนาจ และการรอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป ท่าทีดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความเป็นกลาง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการของประชาธิปไตย

วันนอร์ ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก และยังเน้นย้ำว่าการที่นักการเมืองหรือบุคคลภายนอกเข้าไปวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลนั้น อาจนำมาซึ่งความวุ่นวายในบ้านเมืองได้ ดังนั้น จึงควรให้แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยฝ่ายนิติบัญญัติก็มุ่งเน้นไปที่การออกกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ความเห็นของนายวันนอร์ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย และความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างอำนาจของแต่ละฝ่าย การที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนเช่นนี้ ย่อมมีผลต่อการรับรู้และความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

ที่มา – “วันนอร์” ไม่วิจารณ์คดี “ทักษิณ” ม.112 ชี้แค่ศาลชั้นต้น ยังมีขั้นตอนอีก

ทนายยัน! “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน

ทนายวิญญัติยืนยันหนักแน่น! วันที่ 9 กันยายนนี้ ทักษิณ ชินวัตร จะเดินทางไปฟังคำสั่งศาลฎีกาฯ ในคดีชั้น 14 ด้วยตัวเองอย่างแน่นอน พร้อมลั่นไม่ให้ค่าข่าวลือที่ว่า “ทักษิณ” เตรียมหลบหนีออกนอกประเทศหลังฟังคำสั่ง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน (อ.1860/2567) ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 จากกรณีที่นายทักษิณเคยให้สัมภาษณ์สื่อทีวีเกาหลีใต้ในปี 2558 ซึ่งพาดพิงสถาบันกษัตริย์ โดยนายทักษิณได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในครั้งนั้น

ผลการพิจารณาคดีในครั้งนั้น ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้อง “นายทักษิณ ชินวัตร” ในคดี ม.112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมาก

ทนายยืนยัน “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน

ล่าสุด นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ออกมากล่าวถึงความคืบหน้าในคดี “ชั้น 14” ที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งศาลฎีกาฯ ได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 9 กันยายน 2568 โดยยืนยันว่านาย “ทักษิณ” จะเดินทางไปฟังคำสั่งด้วยตนเองอย่างแน่นอน

ทำไมต้อง “คดีชั้น 14”?

คำว่า “คดีชั้น 14” นี้ เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคม ซึ่งหมายถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ทำให้เกิดข้อสงสัยและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ตามมา

ทนายวิญญัติยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาไม่ให้ความสำคัญกับข่าวลือที่ว่านายทักษิณอาจจะหลบหนีออกนอกประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงคดี “ชั้น 14” นี้ โดยเน้นย้ำว่านายทักษิณพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การกลับมาของนายทักษิณและการดำเนินคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ความสำคัญของวันที่ 9 กันยายน: วันที่ 9 กันยายนนี้จึงเป็นวันที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นวันที่ศาลฎีกาฯ จะมีคำสั่งในคดี “ชั้น 14” ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานะทางกฎหมายและการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สิ่งที่น่าสนใจคือท่าทีของกลุ่มต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายต่อต้านนายทักษิณ ซึ่งต่างก็จับจ้องไปยังผลการตัดสินในคดีนี้อย่างใจจดใจจ่อ

  • การตัดสินใจของศาลฎีกาฯ จะเป็นไปในทิศทางใด?
  • นายทักษิณจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้หรือไม่?
  • ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศจะเป็นอย่างไร?

คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องรอคำตอบในวันที่ 9 กันยายนที่จะถึงนี้

การเมืองไทยในยุคเปลี่ยนผ่าน: คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย และสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในยุคเปลี่ยนผ่าน

ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพกฎหมายและรักษาไว้ซึ่งความยุติธรรม เพื่อให้สังคมไทยสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสงบสุขและมั่นคง การเดินทางกลับประเทศไทยของทักษิณ ชินวัตร และการดำเนินการทางกฎหมายที่ตามมา จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรติดตามอย่างใกล้ชิดและพิจารณาด้วยความรอบคอบ

ดังนั้นการที่ทนายออกมาย้ำว่า “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 แน่นอน จึงเป็นการดับกระแสข่าวลือต่างๆ และยืนยันความพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ที่มา – ทนายยัน “ทักษิณ” ไปฟังคำสั่งคดีชั้น 14 ด้วยตัวเอง ลั่นไม่ให้ค่าข่าวลือเตรียมเผ่นออกนอก

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ


“ภูมิธรรม” เผย “ทักษิณ” รอดคดี 112 ศาลอาญายกฟ้อง ถือเป็นข้อยุติ ย้ำ ไม่มีสัญญาณทางการเมือง มั่นใจสิ่งที่ทำไม่มีผิดกฎหมาย บอก ยังไม่ได้คุย “นายกฯ อิ๊งค์” หลังไปแจงศาลรัฐธรรมนูญปมคลิปเสียง

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ศาลอาญายกฟ้อง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีความผิดมาตรา 112 จะเป็นผลบวกต่อรัฐบาลหรือไม่ ว่า ตนเพิ่งทราบว่าพ้นเรื่องมาตรา 112 ไปแล้ว และศาลได้ยกฟ้องเพราะไม่มีข้อมูลที่เป็นจริงในการพิจารณา ดังนั้นถือเป็นข้อยุติ ศาลก็พิจารณาเป็นเรื่องๆ อย่าไปผูกโยงกัน ไม่อย่างนั้นจะเป็นการละเมิดอำนาจศาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อ หมายความว่าอย่าเอาคำพิพากษาของศาลมาผูกกับสัญญาณการเมืองใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า ไม่มีสัญญาณทางการเมืองหรอก แต่คือความเป็นจริง ที่ศาลพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนจะทำให้ขวัญกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยดีขึ้นหรือไม่ นายภูมิธรรมระบุว่า ขวัญและกำลังใจสมาชิกพรรคดีมาตลอด เพราะเรามั่นใจในสิ่งที่ทำว่าไม่มีอะไรที่ผิดกฎหมาย

สำหรับคดีความต่างๆ ที่ผ่านมา รัฐบาลมั่นใจใช่หรือไม่ว่าจะอยู่จนครบวาระ นายภูมิธรรม ระบุ มั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ใจ และตั้งใจบริหารและทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารับอาสามาแล้ว เราจะทำให้ดีที่สุด อะไรที่เกิดขึ้นและเป็นปัญหาคดีความก็ขอให้ว่าไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ได้มีผลอะไรต่อเรา เพราะเรารู้ว่าศาลใช้ดุลยพินิจพิจารณาตามความยุติธรรมอย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางไปชี้แจงศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากนั้นหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวตอบว่า ยังไม่ได้พูดคุย เพราะเมื่อวาน (21 สิงหาคม 2568) ทำงานจนดึก วันนี้ก็ตื่นสายหน่อย เพราะตื่นเช้ามาหลายสัปดาห์แล้ว.

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

จากกรณีที่ศาลอาญายกฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ในคดีความผิดมาตรา 112 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นว่าเรื่องนี้ถือเป็นข้อยุติแล้ว และไม่ควรนำไปเชื่อมโยงกับสัญญาณทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

ท่าทีของภูมิธรรมต่อคดี 112 ของทักษิณ

นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่า ขวัญและกำลังใจของสมาชิกพรรคเพื่อไทยยังดีอยู่เสมอ เพราะมั่นใจในการกระทำที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย และกระบวนการทางกฎหมายควรดำเนินไปตามความยุติธรรม

การที่ศาลยกฟ้องในคดี 112 ของนายทักษิณ ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย หลายคนอาจมองว่านี่เป็นสัญญาณทางการเมืองบางอย่าง แต่ทางนายภูมิธรรมได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นเช่นนั้น

ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ และไม่ต้องการให้มีการนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับการเมือง

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน โดยระบุว่ายังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหลังจากการชี้แจง

โดยสรุปแล้ว ภูมิธรรมได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพกระบวนการทางกฎหมาย และการที่ศาลได้พิจารณาคดี 112 ของนายทักษิณแล้วถือเป็นข้อยุติ และไม่ควรมีการนำเรื่องนี้ไปผูกโยงกับประเด็นทางการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และการตัดสินใจของศาลในคดีสำคัญต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกของประชาชน การที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

ดังนั้น การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ความเห็นอย่างชัดเจนในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันอย่างรอบด้าน ภูมิธรรมชี้! ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 ถือเป็นข้อยุติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ชี้ถือเป็นข้อยุติ ศาลยกฟ้อง “ทักษิณ” คดี 112 อย่าผูกโยงสัญญาณการเมือง

ทนายยื่นขอศาลเพิกถอนห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

ความคืบหน้าล่าสุดกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ก่อนหน้านี้ศาลได้มีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ล่าสุด ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ เตรียมดำเนินการทางกฎหมายเพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โดยอ้างอิงจากผลของคดีล่าสุด

ทนายวิญญัติ ยันเตรียมยื่นเรื่องขอศาลเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

จากกรณีที่ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112) ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนายทักษิณได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าว

ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันถึงความตั้งใจที่จะยื่นเรื่องต่อศาลอาญา เพื่อขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนคำสั่งห้าม **“ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** หลังจากที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องคดีมาตรา 112 ไปก่อนหน้านี้

เหตุผลสำคัญที่ทนายวิญญัติเตรียมยื่นเรื่องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งห้ามนาย **“ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** นั้น มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ศาลอาญายกฟ้องคดีมาตรา 112 เนื่องจากหลักฐานไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้นำเข้าข้อมูล และไม่สามารถยืนยันได้ว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงถึงนั้นคือพระมหากษัตริย์ ทำให้ไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ทำไมต้องขอเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

การที่ศาลยกฟ้องคดีมาตรา 112 ทำให้นายทักษิณไม่มีข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าวอีกต่อไป ดังนั้น การที่ยังมีคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศอยู่ จึงอาจเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเดินทางของนายทักษิณโดยไม่จำเป็น ทนายวิญญัติจึงเห็นสมควรที่จะยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาทบทวนคำสั่งดังกล่าว

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ จะส่งผลต่อการเดินทางกลับประเทศไทยของนายทักษิณหรือไม่ เนื่องจากยังมีคดีความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณที่ยังไม่สิ้นสุด

การดำเนินการของทนายวิญญัติในครั้งนี้ ถือเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของลูกความ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนายความพึงกระทำ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าจะเพิกถอนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร และจะมีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างไรบ้าง การขอ**เพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ** ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ต้องจับตา

ที่มา – ทนายวิญญัติ ยันเตรียมยื่นเรื่องขอศาลเพิกถอนคำสั่งห้าม “ทักษิณ” ออกนอกประเทศ

“อดีตนายกฯ สมชาย” ขอรอฟังศาล ยัน “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน

“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ยืนยัน “ทักษิณ” จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันเป็นอย่างยิ่ง ส่วนคดีชั้น 14 ศาลพิจารณาอย่างไรเราก็เคารพ ย้ำคำเดิมคดี “แพทองธาร” ทำเพื่อบ้านเมือง-อธิปไตยประชาชน ไม่เกี่ยวเรื่องการเสียดินแดน

วันที่ 22 ส.ค. 2568 ที่ศาลอาญา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมรับฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อ.1860/2567 ที่ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กรณีเมื่อปี 2558 กรณีนายทักษิณ ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ว่า ต้องรอฟังศาลว่าวินิจฉัยอย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าท่านมีความจงรักภักดี “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน ส่วนศาลจะวินิจฉัยอย่างไรต้องรอฟังซึ่งเราเคารพในกระบวนการของศาล

เมื่อถามย้ำว่าคำตัดสินคดีนี้จะเป็นไปในเชิงบวกใช่หรือไม่ นายสมชาย ระบุว่า จากที่ตนใกล้ชิดนายทักษิณพอสมควร เห็นว่าท่านเป็นคนที่จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันอย่างยิ่ง ส่วนศาลจะตัดสินอย่างไรต้องรอฟัง เราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้

ส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับคดีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจหรือไม่ นายสมชาย ระบุว่า เรื่องดังกล่าวนี้ท่านก็ทำตามขั้นตอน เมื่อผ่านกระบวนการของศาล ก็เข้าสู่กระบวนการรับโทษ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่าจะดำเนินการอย่างไร และหากศาลจะพิจารณาอย่างไรเราก็เคารพ เพราะถือว่าเป็นกระบวนการยุติธรรม แต่ส่วนตัวไม่สามารถออกความเห็นได้

เมื่อถามว่ามีความเป็นห่วงในคดีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ ที่จะมีการนัดคำพิพากษาในวันที่ 29 สิงหาคม นายสมชาย ระบุว่า อย่างที่ตนเคยบอก นางสาวแพทองธาร ทำเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชน การรักษาอธิปไตยของคนไทยทุกคนรวมถึงตัวท่านด้วย ในฐานะผู้นำประเทศต้องรักษาเต็มที่อยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเสียดินแดน เพราะทหารดูแลอยู่ แต่เมื่อเกิดเรื่องมาแล้วก็ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายตราไว้ พร้อมย้ำว่าหากศาลว่าอย่างไรก็ต้องเป็นไปตาม

“อดีตนายกฯ สมชาย” ขอรอฟังศาล ยัน “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน

จากกรณีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับคดีความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่นายสมชายเน้นย้ำถึงความจงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันของนายทักษิณ ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจ

ความเชื่อมั่นของนายสมชายต่อ “ทักษิณ” ที่เทิดทูนสถาบัน

นายสมชายได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่านายทักษิณเป็นผู้ที่จงรักภักดีและเทิดทูนสถาบันอย่างยิ่ง แม้ว่าจะมีคดีความที่เกี่ยวข้องกับการพาดพิงสถาบันเบื้องสูง แต่จากความใกล้ชิดที่นายสมชายมีต่อนายทักษิณ ทำให้เชื่อมั่นว่านายทักษิณมีความเคารพและเทิดทูนสถาบันอย่างแท้จริง

การพิจารณาคดีและความเคารพในกระบวนการยุติธรรม

นายสมชายได้กล่าวถึงการพิจารณาคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณและนางสาวแพทองธาร โดยย้ำว่าทุกอย่างควรเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และเคารพในการตัดสินของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร การแสดงความเห็นของนายสมชายสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

ประเด็นสำคัญที่นายสมชายได้เน้นย้ำคือ การกระทำของนางสาวแพทองธารมีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การรักษาอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศต้องให้ความสำคัญ และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียดินแดน การชี้แจงดังกล่าวเป็นการตอบโต้ข้อกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินคดีของนางสาวแพทองธาร

สิ่งที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้กล่าวถึง “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบัน นั้น ถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจในคดีความต่างๆ ควรเป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏต่อศาล เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

และสุดท้ายนี้ ไม่ว่าผลการพิจารณาคดีจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญคือการเคารพในกระบวนการยุติธรรมและยอมรับในผลการตัดสินของศาล เพราะเป็นหลักการพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย

ที่มา – “อดีตนายกฯ สมชาย” ขอรอฟังศาล ยัน “ทักษิณ” เทิดทูนสถาบันอย่างยิ่ง

“ทนายวิญญัติ” มั่นใจ คดี “ทักษิณ” สู้ถูกทาง!

“ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ ย้ำเป็นพสกนิกรความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 ส.ค. 2568 “ศาลอาญา” นัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบันหมายเลขดำ อ.1860/2567 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ความผิดเกี่ยวกับพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 กรณีเมื่อปี 2558 นายทักษิณได้ให้สัมภาษณ์สื่อทีวีประเทศเกาหลีใต้ พาดพิงสถาบันกษัตริย์ นายทักษิณจำเลยให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัว

ก่อนอ่านคำพิพากษา ทางตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำศาลได้นำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้วบริเวณทางขึ้นด้านหน้าอาคารศาลอาญา โดยจะมีการกำหนดพื้นที่ทางเข้า-ออก และมีตำรวจศาล ตำรวจสน.พหลโยธิน มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันศาลอาญาได้กำหนดจุดไว้เฉพาะสำหรับสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวและถ่ายภาพ โดยสื่อที่เป็นช่างภาพต้องเขียนใบขออนุญาตและติดบัตรสื่อชั่วคราวของศาลอาญาและไม่อนุญาตให้ไปจุดอื่นที่ศาลกำหนดไว้ รวมทั้งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าฟังในห้องพิจารณาคดี

ทางด้าน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวก่อนฟังคำพิพากษาว่า นายทักษิณจะเข้ารับฟังคำพิพากษาด้วยตนเอง เรื่องความมั่นใจด้านผลคดีนั้นขออนุญาตยังไม่ตอบ ขอให้รอคำวินิจฉัยของศาลก่อน หลังจากที่ตนรับทำคดีนี้และเห็นพยานหลักฐานตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนมีความชัดเจน และในการสืบพยานโจทก์สามนัดยิ่งชัดเจนว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะการต่อสู้คดีอาญาต้องดูพยานหลักฐานของโจทก์ และผู้กล่าวหาเป็นหลัก รวมถึงดูเจตนาของจำเลยด้วย และพยานหลักฐานที่ได้นำขึ้นพิสูจน์ต่อศาลตั้งแต่ต้นนายทักษิณยืนยันว่าไม่ได้เจตนา

ทั้งนี้ ท่านทักษิณพูดเสมอมาว่า ท่านเป็นอดีตนายกฯ เป็นผู้ที่มีความสำนึกต่อความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพสกนิกรในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ความจงรักภักดีของท่านมีอย่างชัดเจน และประจักษ์ชัด เหตุดังกล่าวนี้ท่านก็บอกแล้วว่า ไม่ได้มาจากคำพูดของท่านอย่างถูกต้อง และท่านเชื่อว่าเป็นการตัดต่อเราก็พยายามพิสูจน์ แต่เมื่อจำเลยปฏิเสธโจทก์ก็ต้องพิสูจน์ว่าไม่ใช่การตัดต่ออย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะทำได้หรือไม่ได้

สำหรับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เทียบกับกรณีของนายทักษิณที่ถูกนำคลิปมา เมื่อเสนอข่าวสารไปแล้วผิดถูกตอนแรกยังไม่มีใครพิสูจน์ความจริง ดังนั้นการขยายให้เกิดความเข้าใจผิดหรือการบิดเบือนเป็นเรื่องที่สังคมควรจะระมัดระวัง ไม่ได้พูดถึงเพียงสื่อมวลชนเท่านั้น แต่ทุกคนควรที่จะระมัดระวังเพราะเป็นเรื่องที่อันตรายมาก และพวกท่านอาจจะถูกดำเนินคดีด้วย

ทางด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาให้กำลังใจ นายทักษิณกล่าวว่า ต้องรอฟังศาลว่าวินิจฉัยอย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าท่านมีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบัน ส่วนศาลจะวินิจฉัยอย่างไรต้องรอฟังซึ่งเราเคารพในกระบวนการของศาล.

“ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กำลังได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ “ทนายวิญญัติ” ได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่าการต่อสู้คดี “ทักษิณ” มาถูกทางแล้ว การออกมาให้ความเห็นในครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนการพิจารณาคดีสำคัญที่ศาลอาญา ซึ่งนายทักษิณได้ถูกฟ้องร้องในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการดูหมิ่นสถาบัน

ทนายวิญญัติมั่นใจ คดีทักษิณสู้ถูกทาง

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความคนสำคัญที่ดูแลคดีนี้ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพิจารณาพยานหลักฐานและการสืบพยานที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ทีมทนายความมั่นใจในการต่อสู้คดีนี้มากยิ่งขึ้น เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า นายทักษิณเองก็ได้ยืนยันถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด พร้อมทั้งยืนยันว่าคลิปวิดีโอที่เป็นประเด็นนั้น อาจมีการตัดต่อหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง

ขณะที่บรรยากาศบริเวณศาลอาญาในวันนัดฟังคำพิพากษา เต็มไปด้วยความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย มีการจัดสรรพื้นที่สำหรับสื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานของศาลเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ

การออกมาให้ความเห็นของ “ทนายวิญญัติ” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้กับลูกความของตนเอง การต่อสู้ในคดีนี้จึงเป็นที่จับตามองของสังคม ว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตอย่างไร

ผลการตัดสินคดีนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อตัวนายทักษิณเอง แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับสังคมไทย ในเรื่องของการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลสามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง การตรวจสอบข้อเท็จจริงและความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสารจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

คดี “ทักษิณ” ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของกระบวนการยุติธรรมไทย และเป็นเครื่องเตือนใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของความถูกต้องและความเป็นธรรมในการดำเนินชีวิต

ที่มา – “ทนายวิญญัติ” เชื่อคดี “ทักษิณ” ต่อสู้มาถูกทางแล้ว เจ้าตัวยืนยันคลิปถูกตัดต่อ

ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ศาลอาญากำหนดนัดอ่านคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เวลา 10.00 น. โดยศาลมีคำสั่งห้ามบุคคลภายนอกเข้าฟังการพิจารณา และจำกัดการทำข่าวของสื่อมวลชนให้อยู่ในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อความเรียบร้อยและความปลอดภัย

ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร

สำหรับคดีนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากศาลมีคำพิพากษาว่า “มีความผิด” นายทักษิณอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 15 ปีต่อหนึ่งข้อหา ขณะเดียวกันยังเป็นหนึ่งในหลายคดีสำคัญที่ตระกูลชินวัตรกำลังเผชิญอยู่ และอาจส่งแรงสะเทือนต่อสมการการเมืองไทยในห้วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ การที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนและความสำคัญของคดีนี้

ทำไมศาลอาญาจึงคุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร?

การที่ศาลอาญาตัดสินใจคุมเข้มเป็นพิเศษในการพิจารณาคดีนี้ มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นเหตุผลเบื้องหลัง:

  • ความปลอดภัยและความเรียบร้อย: คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนในวงกว้าง การจำกัดจำนวนผู้เข้าฟังและการทำข่าว ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดความวุ่นวายหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันภายในบริเวณศาล
  • ความละเอียดอ่อนทางการเมือง: คดีนี้เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี และมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมือง การควบคุมการเข้าถึงข้อมูลและภาพข่าว ช่วยป้องกันการบิดเบือนข้อมูลหรือการสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน
  • การรักษาความยุติธรรม: การคุมเข้มช่วยให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส โดยปราศจากอิทธิพลภายนอกที่อาจส่งผลต่อการตัดสินของศาล

คดีมาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนในสังคมไทย การพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้จึงต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

นอกจากนี้ การที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร ยังอาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของศาลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่คำนึงถึงสถานะหรือตำแหน่งของผู้กระทำผิด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากคำพิพากษาคดีนี้มีหลายด้าน ทั้งในแง่การเมือง สังคม และกฎหมาย ไม่ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือทุกฝ่ายต้องเคารพการตัดสินของศาล และใช้กระบวนการทางกฎหมายในการแก้ไขปัญหาหรือข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ที่ ศาลอาญา คุมเข้ม คดี 112 ทักษิณ ชินวัตร ยังแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และการปกป้องสถาบันหลักของชาติ การหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความสามัคคี

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลคุมเข้มขนาดนี้ก็อาจทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการพิจารณาคดี หากเป็นไปได้การเปิดเผยข้อมูลบางส่วนที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัย อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

ที่มา – “ศาลอาญา” คุมเข้ม คดี 112 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ห้ามคนนอก-จำกัดสื่อ

ทักษิณถึงศาลอาญา คดี 112 โบกมือทักทายสื่อ

วันนี้ (22 สิงหาคม 2568) ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและประชาชน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อฟังคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ การปรากฏตัวของนายทักษิณในครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด

ทักษิณถึงศาลอาญา คดี 112

เมื่อเวลาประมาณ 09.30 น. บรรยากาศบริเวณศาลอาญาค่อนข้างคึกคัก ผู้สื่อข่าวจากหลายสำนักต่างปักหลักรอทำข่าวการเดินทางมาของนายทักษิณ ซึ่งศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ 1860/2567 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง โดยกล่าวหาว่านายทักษิณได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีการให้สัมภาษณ์สื่อโทรทัศน์ในประเทศเกาหลีใต้เมื่อปี 2558 ซึ่งมีเนื้อหาพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง ศาลได้กำหนดเวลาอ่านคำพิพากษาในเวลา 10.00 น.

ทันทีที่นายทักษิณเดินทางมาถึงศาลอาญา เขาได้ลงจากรถตู้และโบกมือทักทายผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าวอย่างเป็นกันเอง ก่อนที่จะพบกับบุตรสาว คือ เอม พินทองทา ชินวัตร ที่เดินทางมาให้กำลังใจบิดาถึงศาล การปรากฏตัวของนายทักษิณในวันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองที่ได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วน

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายที่ละเอียดอ่อนและความสนใจของสังคมในวงกว้าง การพิจารณาคดีและการตัดสินของศาลจึงเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

รายละเอียดคดี ทักษิณถึงศาลอาญา

สำหรับรายละเอียดของคดี ทักษิณถึงศาลอาญา นั้น สืบเนื่องมาจากการให้สัมภาษณ์ของนายทักษิณเมื่อปี 2558 ซึ่งถูกตีความว่ามีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทางอัยการจึงได้ยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

กระบวนการพิจารณาคดีได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการสืบพยานหลักฐานและให้โอกาสทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อศาล จนกระทั่งศาลได้กำหนดวันอ่านคำพิพากษาในวันที่ 22 สิงหาคม 2568

การที่นายทักษิณเดินทางกลับประเทศไทยและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด นอกจากคดีนี้แล้ว นายทักษิณยังมีคดีความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอดีต ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

การพิจารณาคดีนี้ไม่เพียงแต่มีความสำคัญต่อตัวนายทักษิณเอง แต่ยังมีความสำคัญต่อหลักนิติธรรมและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ การตัดสินของศาลจะเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับนายทักษิณยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนอย่างต่อเนื่อง การกลับมาของนายทักษิณและการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาศาลอาญาเพื่อฟังคำพิพากษาทักษิณถึงศาลอาญาในคดี 112 แสดงให้เห็นถึงการเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม แม้ผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร ก็ย่อมส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของเขาและประเทศไทยอย่างแน่นอน

ไม่ว่าผลการพิจารณาคดีจะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการเคารพการตัดสินใจของศาลและยึดมั่นในหลักการของกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน การเดินทางมาศาลอาญาของ ทักษิณถึงศาลอาญา ในครั้งนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่มา – “ทักษิณ” ถึงศาลอาญา ถนนรัชดาฯ ฟังคำพิพากษา คดี 112 โบกมือทักทายสื่อมวลชน

Scroll to top