ทุนมนุษย์

ยศชนัน คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI ขยายผลทั่วประเทศ

ยศชนัน คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI ขยายผลทั่วประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดยโสธรเพื่อเปิดปฏิบัติการสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ภายใต้นโยบาย “ยศชนัน” คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI จ่อขยายผลทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและลดปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จอย่างยั่งยืน

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะทำงานได้เน้นย้ำถึงการใช้ระบบสารสนเทศอัจฉริยะ (PPPConnext) ควบคู่กับเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตามหาผู้ที่ตกหล่นจากสวัสดิการรัฐ ทำให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น การที่ “ยศชนัน” คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI จ่อขยายผลทั่วประเทศ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำระบบมาใช้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมที่แข็งแกร่ง

โมเดลนวัตกรรมเพื่อการแก้จนที่จับต้องได้

ทางทีมงานได้มีการจัดแสดง 4 โมเดลเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่:

  • พลังวัดโมเดล: การดึงความศรัทธาจากชุมชนมาสร้างตาข่ายรองรับกลุ่มเปราะบาง
  • ห่วงโซ่พืช-ผักอินทรีย์: ยกระดับเกษตรกรรายย่อยให้มีรายได้จากการค้าเชิงพาณิชย์
  • เศรษฐกิจชุมชนรับมือภัยพิบัติ: ใช้เทคโนโลยีแปรรูปอาหารเพื่อสร้างรายได้เสริมในภาวะน้ำท่วมหรือภัยแล้ง
  • กลุ่มกล้าไม้สร้างอาชีพ: สร้างรายได้ให้กลุ่มเปราะบางด้วยหลักการแบ่งปัน “มือหนึ่งรับ มือหนึ่งให้”

นอกจากนี้ นายยศชนันยังกล่าวว่า หัวใจสำคัญของการทำงานคือการ “อัปสกิล” ทุนมนุษย์ในชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อยุคดิจิทัล การที่ “ยศชนัน” คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI จ่อขยายผลทั่วประเทศ ในครั้งนี้ คือบทพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนชีวิตคนให้ดีขึ้นได้จริง หากมีการจัดการที่ดีและเข้าถึงปัญหาเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง

ในอนาคตอันใกล้ โมเดลการแก้จนจาก 20 จังหวัดนำร่องจะถูกถอดบทเรียนและเร่งนำไปปรับใช้ในทุกจังหวัดทั่วไทย เพื่อให้ประชาชนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและหลุดพ้นจากความยากจนเรื้อรังได้อย่างถาวร การนำนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือช่วยแรงงานในท้องถิ่นให้ผลิตผลที่มีมูลค่าสูงขึ้น คือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่ารัฐบาลไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ที่มา – “ยศชนัน” คิกออฟแก้จน ดันแพลตฟอร์ม AI จ่อขยายผลทั่วประเทศ

“ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง

“ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง

เชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินวลีที่กำลังเป็นกระแสอย่างคำว่า “เติมเชน” แต่จะมีสักกี่คนกันที่รู้ว่าที่มาของคำนี้มาจากไหน วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวชีวิตและแรงบันดาลใจในการทำงานผ่านรายการชื่อดัง

หากพูดถึง “ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงกระแส แต่แท้จริงแล้วคำว่า “เติมเชน” สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการทำงานในกระทรวง อว. ที่มุ่งเน้นการสร้างทุนมนุษย์ตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงการพัฒนาทักษะแรงงานในอนาคต

ต้นแบบชีวิตจากครอบครัวที่ได้รับอิทธิพลจาก “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ”

ดร.ยศชนัน ยอมรับว่าตนเองมีแบบอย่างที่ดีในการดำเนินชีวิตและการทำงาน โดยเฉพาะคุณพ่อ “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่สอนให้รู้ว่า “การศึกษาเปลี่ยนชีวิตคนได้” จากอดีตที่เคยทำสวนยางจนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมี “ลุงทักษิณ” ซึ่งเป็นผู้ที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องการเลือกสาขาวิชาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ต้น ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ “ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง ได้อย่างน่าประทับใจ

นอกเหนือจากบุคคลในครอบครัวแล้ว ดร.ยศชนันยังชื่นชมบุคคลระดับโลกอย่าง จอห์น เอฟ. เคนเนดี และ บารัก โอบามา รวมถึงอดีตนายกฯ ของไทยหลายท่าน เช่น ปรีดี พนมยงค์ และ อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งแต่ละท่านต่างมีเสน่ห์และจุดแข็งที่เขานำมาผสมผสานเพื่อสร้าง “ซิกเนเจอร์” ในความเป็นผู้นำของตัวเอง

  • ทัศนคติต่อการศึกษา: มองว่าความรู้คือเกราะกำบังและเป็นทรัพย์สินที่ใครก็ขโมยไปไม่ได้
  • เป้าหมายในการทำงาน: เน้นสร้างเศรษฐกิจใหม่ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
  • การพัฒนาคน: เชื่อมโยงระบบการศึกษาและการทำงานเข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับสิทธิสวัสดิการของคนในชาติ

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในมุมมองของ ดร.ยศชนัน คือการหาจุดสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีความรู้เป็นตัวนำทาง หากทุกคนร่วมใจกัน “เติมเชน” หรือเติมการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับตัวเองและสังคม ประเทศไทยย่อมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน นับเป็นมุมมองที่สดใหม่และน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากลงมือทำเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – “ยศชนัน” เล่าที่มาวลี “เติมเชน”- “พ่อสมชาย-ลุงทักษิณ” คือต้นแบบการเมือง

“ยศชนัน” เล็งเจาะตลาดชิปโฟโตนิกส์ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความคืบหน้าครั้งสำคัญของประเทศไทยในเวทีโลก เมื่อ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ลงนามในความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทยอย่างจริงจัง โดยหนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือ “ยศชนัน” เล็งเจาะตลาดชิปโฟโตนิกส์ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของเราไปตลอดกาลครับ

กลยุทธ์ “ยศชนัน” เล็งเจาะตลาดชิปโฟโตนิกส์ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

เหตุผลที่ต้องมุ่งเน้นไปที่ชิปโฟโตนิกส์ (Photonics) แทนที่จะตามรอยอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ต้นทุนมหาศาลนั้นน่าสนใจมากครับ เพราะการสร้างโรงงานชิปโฟโตนิกส์ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าถึง 30 เท่า หรือประมาณ 5,600 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 160,000 ล้านบาทของโรงงานชิปแบบปกติ นับเป็นกลยุทธ์ที่คมคายในการนำพาประเทศไปสู่จุดที่ได้เปรียบในเชิงแข่งขัน

เปิดแผนพัฒนากำลังคนสู่ระดับสากล

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้เน้นแค่การลงทุนเครื่องจักร แต่การที่ “ยศชนัน” เล็งเจาะตลาดชิปโฟโตนิกส์ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน ยังมาพร้อมกับแผนพัฒนากำลังคนทักษะสูงที่ชัดเจน โดยกระทรวง อว. ตั้งเป้าผลิตบุคลากรคุณภาพกว่า 84,900 คน ภายใน 5 ปี เพื่อลดช่องว่างในตลาดแรงงานเซมิคอนดักเตอร์และหุ่นยนต์ผ่าน 6 กรอบความร่วมมือหลัก อาทิ:

  • การมอบทุนการศึกษาทั้งระดับปริญญาโทและเอก
  • โปรแกรมการฝึกอบรมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก (Distinguished Lecturers)
  • การจัดตั้งศูนย์การออกแบบชิปแบบ Fabless
  • โครงการวิจัยและนวัตกรรมร่วมในสาขาไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากนี้ ยังมีการผนึกกำลังร่วมกับสถานบันชั้นนำอย่าง University of Twente เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ โดยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครเป็นแกนกลางในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ไทยไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ แต่เป็น “Deep Tech Creator” อย่างเต็มตัว

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่น่าตื่นเต้นที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย การยอมรับความเปลี่ยนแปลงและเลือกสมรภูมิที่เรามีโอกาสชนะได้จริง คือหัวใจสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน หากแผนการดำเนินงานทั้งหมดก้าวไปตามเป้าหมาย มั่นใจได้เลยว่าประเทศไทยมีโอกาสสูงที่จะขยับขึ้นมาเป็นศูนย์กลางความรู้และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ยศชนัน” เล็งเจาะตลาดชิปโฟโตนิกส์ดันไทยขึ้นแท่นฮับอาเซียน

รัฐบาลย้ำวันแรงงาน จ่ายเพิ่ม 1 เท่า OT 3 เท่า

วันแรงงานแห่งชาติกำลังใกล้เข้ามา และ รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า เพื่อคุ้มครองสิทธิลูกจ้างให้ได้รับความเป็นธรรมสูงสุด ในปี 2569 นี้ รัฐบาลได้ออกมาประกาศย้ำเตือนนายจ้างทุกภาคส่วนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะวันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันหยุดราชการและวันสำคัญของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ

รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า ลูกจ้างมีสิทธิ์หยุดงานในวันแรงงานแห่งชาติพร้อมรับค่าจ้างเต็มอัตรา หากนายจ้างจำเป็นต้องให้ลูกจ้างทำงานในวันดังกล่าว จะต้องจ่ายค่าทำงานพิเศษเพิ่มไม่น้อยกว่า 1 เท่าของค่าจ้างปกติ และหากทำงานล่วงเวลา (OT) ต้องจ่ายในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานกำหนด

หลักการนี้ช่วยสร้างสมดุลระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัว รัฐบาลมุ่งเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานให้ยั่งยืน

สิทธิพื้นฐานในวันแรงงานที่รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า

  • หยุดงานรับค่าจ้างปกติ: ลูกจ้างสามารถหยุดได้โดยไม่เสียสิทธิค่าจ้างประจำวัน
  • ทำงานวันหยุด +1 เท่า: หากทำงานต้องได้เพิ่มอีก 1 เท่าของค่าจ้างปกติ
  • โอที 3 เท่า: ค่าล่วงเวลาในวันหยุดต้องจ่าย 3 เท่าต่อชั่วโมง
  • วันหยุดชดเชย: หากตรงวันหยุดสุดสัปดาห์ ให้หยุดชดเชยวันถัดไป

สำหรับกิจการที่หยุดไม่ได้ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร สถานพยาบาล ขนส่งสาธารณะ หรือโรงงานผลิตต่อเนื่อง นายจ้างสามารถตกลงกับลูกจ้างเพื่อกำหนดวันหยุดชดเชยใหม่ หรือจ่ายแทนตามความเหมาะสม แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเสมอ

กรณีพิเศษและคำแนะนำปฏิบัติ

หากวันแรงงานตรงกับวันอาทิตย์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะกำหนดให้หยุดชดเชยในวันจันทร์ถัดไป เพื่อให้ลูกจ้างได้รับวันหยุดเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งเสริมให้มีการเจรจาระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้าง เพื่อป้องกันข้อพิพาท

ลูกจ้างควรเตรียมเอกสาร เช่น สลิปเงินเดือน สัญญาจ้าง เพื่อตรวจสอบสิทธิ หากเกิดปัญหา สามารถแจ้งสายด่วน 1506 หรือไปร้องเรียนที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดใกล้บ้าน

นายจ้างเองก็ควรเตรียมงบประมาณให้พร้อม เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับที่สูงถึง 100,000 บาท หากฝ่าฝืนกฎหมาย การปฏิบัติตามนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน แต่ยังเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจให้ดูใส่ใจพนักงาน

ความสำคัญของวันแรงงานในบริบทไทย

วันแรงงานแห่งชาติไม่ใช่แค่วันหยุด แต่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานทั่วโลก ในประเทศไทย กฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รัฐบาลชุดปัจจุบันย้ำนโยบาย “ทุนมนุษย์” โดยมุ่งพัฒนาทักษะและสวัสดิการแรงงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

จากสถิติปีที่ผ่านมา มีการร้องเรียนเรื่องวันหยุดราชการกว่า 5,000 คดี ส่วนใหญ่เกิดจากขาดความรู้ ดังนั้น การประชาสัมพันธ์เช่นนี้จึงสำคัญยิ่ง

ในมุมมองผู้เขียน การที่รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า แสดงถึงความมุ่งมั่นในการคุ้มครองผู้弱势 ลูกจ้างทุกคนสมควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม

CTA: ลูกจ้างท่านใดกำลังทำงานหนักในวันหยุด อย่ารอช้า! ตรวจสอบสิทธิวันแรงงานของคุณวันนี้ และแจ้งนายจ้างให้ทราบกฎหมายเพื่อรับสิทธิเต็มที่ หากสงสัย ติดต่อกรมแรงงานได้ทันที สุขภาพและสิทธิของคุณสำคัญที่สุด!

ที่มา – รัฐบาล ย้ำ วันแรงงาน หากนายจ้างใช้ทำงานต้องจ่ายเพิ่ม 1 เท่า ให้โอที 3 เท่า

ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง ยกระดับไทย-จีน พัฒนานวัตกรรม

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีสุดๆ จาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ มช. นะครับ เพิ่งเปิดตัว ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับความร่วมมือไทย-จีน ในด้านพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกภูมิใจในยุทธศาสตร์สากลของ มช. เลยล่ะ

พิธีเปิดศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง ยกระดับความร่วมมือไทย-จีน

ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มช. ได้จัดพิธีเปิดศูนย์นี้ ณ เขตฉาวหยาง เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงการศึกษา วิจัย และนวัตกรรมระหว่างไทยกับจีนให้แนบแน่นยั่งยืน ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง จะช่วยสร้างเครือข่ายที่แข็งแรง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้แบบไร้พรมแดน

ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง ยกระดับความร่วมมือไทย-จีน พัฒนาทุนมนุษย์ นวัตกรรม

ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี มช. เผยวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า การเปิดศูนย์นี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของ มช. ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรเอเชีย ร่วมกับพันธมิตรอย่าง Chelove International Education Group Co.,Ltd. โดยตั้งเป้าดึงดูดนักศึกษาจีนและสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนกว่า 1,000 คน ภายใน 5 ปี! นี่คือการยกระดับหลักสูตร ทักษะ และวิจัยให้ตรงใจทั้งสองประเทศเลยครับ

วิสัยทัศน์และเป้าหมายของศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง

ศูนย์นี้ไม่ใช่แค่ที่ทำงาน แต่เป็นฮับสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนทุกอย่าง ตั้งแต่การศึกษา ศิลปวัฒนธรรม ไปจนถึงภาษา ช่วยสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างไทย-จีน สอดคล้องกับนโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) ที่เน้นแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่

อธิการบดี มช. กล่าวในพิธีเปิดศูนย์ประสานงานที่ปักกิ่ง

มาดูประโยชน์ที่ทุกคนจะได้รับกันครับ:

  • พัฒนาทุนมนุษย์: หลักสูตรนานาชาติคุณภาพสูง รองรับนักศึกษาจีนที่มีศักยภาพ
  • นวัตกรรมและวิจัย: โครงการร่วมมือ สร้างสรรค์นวัตกรรมขับเคลื่อนภูมิภาค
  • แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม: กิจกรรมภาษาและศิลปะ สร้างมิตรภาพไทย-จีน แนวคิด “ไทย-จีน ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”
  • เครือข่ายกว้าง: เชื่อมโยงสถาบันชั้นนำจีนและไทย

แขกผู้มีเกียรติในพิธีเปิดศูนย์ มช. ปักกิ่ง

พิธีเปิดได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ ปักกิ่ง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และพันธมิตรจีนชั้นนำ สะท้อนความสัมพันธ์อันดีงาม ทำให้ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง กลายเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ทันที

ทำไมศูนย์นี้ถึงสำคัญต่ออนาคตไทย-จีน

ในยุคที่เอเชียกำลังเป็นศูนย์กลางโลก การมีศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง ยกระดับความร่วมมือไทย-จีน พัฒนาทุนมนุษย์ นวัตกรรม จะช่วยให้เรามีบุคลากรคุณภาพสูง นวัตกรรมล้ำสมัย และเศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเรียน นักวิจัย หรือนักธุรกิจ ลองนึกภาพการเรียนรู้ข้ามชาติที่ไร้ขีดจำกัดสิครับ

ภาพบรรยากาศศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง พัฒนาความร่วมมือไทยจีน

ก้าวนี้ของ มช. ไม่เพียงยกระดับตัวมหาวิทยาลัย แต่ยังผลักดันให้ภูมิภาคเอเชียเป็นผู้นำการเรียนรู้โลกได้เลย ในมุมมองผม นี่คืออนาคตที่สดใส หากเราร่วมมือกันต่อไป

สนใจอยากเข้าร่วมหรือรู้ข้อมูลเพิ่มเติม? ติดต่อ มช. หรือศูนย์ประสานงานที่ปักกิ่งได้เลยครับ อย่าพลาดโอกาสดีๆ นี้!

ที่มา – ศูนย์ประสานงาน มช. ที่ปักกิ่ง ยกระดับความร่วมมือไทย-จีน พัฒนาทุนมนุษย์ นวัตกรรม

Scroll to top