ทุนสีเทา

“เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ปมปราบแก๊งคอลฯ

“เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ปมปราบแก๊งคอลฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยล่าสุด ซึ่งทางด้าน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการเดินทางครั้งนี้ดูเหมือนจะ “เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ในหลายประเด็นสำคัญที่ควรจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้

จากการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณัฐพงษ์ระบุว่า แม้การเจรจาเรื่องเม็ดเงินลงทุนหรือความร่วมมือด้าน AI จะเป็นเรื่องดี แต่สิ่งสำคัญที่ขาดหายไปคือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ซึ่งหากรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เชื่อว่าจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองและเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในระยะยาวได้มากกว่าเพียงแค่การดึงเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว

ความพร้อมจากฝั่งจีน กับคำถามถึงรัฐบาลไทย

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นเรื่อง “เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ในเรื่องการจัดการกับปัญหาแก๊งคอลเซนเตอร์และทุนสีเทา โดยทางพรรคประชาชนได้มีการหารือกับสถานทูตจีนอย่างเป็นทางการแล้ว และยืนยันว่าฝั่งจีนมีความพร้อมเต็มที่ในการร่วมมือสามฝ่าย (ไทย-จีน-เมียนมา) เพื่อกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซาก ข้อมูลทั้งหมดถูกส่งให้สถานทูตจีนเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่ความชัดเจนจากฝ่ายรัฐบาลไทยที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม

สำหรับสาระสำคัญที่น่าติดตามเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “เท้ง” ชี้ นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส ในประเด็นแก๊งคอลเซนเตอร์นั้น มีสรุปสั้นๆ ดังนี้:

  • มีการส่งข้อมูลเครือข่ายแก๊งคอลเซนเตอร์และทุนสีเทาให้สถานทูตจีนแล้ว
  • ประเทศจีนยืนยันความพร้อมร่วมมือจัดการปัญหาแบบถอนรากถอนโคน
  • กระบวนการที่เหลือขึ้นอยู่กับความจริงใจและการส่งเจ้าหน้าที่ไทยเข้าร่วมทำงานกับทางรัฐบาลจีน
  • ประชาชนยังคงรอฟังคำตอบว่ารัฐบาลได้ใช้โอกาสนี้เจรจาเรื่องปัญหาความเดือดร้อนอื่นหรือไม่

การมุ่งเน้นเพียงแค่ตัวเลขเม็ดเงินลงทุนโดยละเลยประเด็นปัญหาที่กัดกินสังคมอย่างแก๊งคอลเซนเตอร์ อาจทำให้โอกาสทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ควรได้ถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่า การที่ผู้นำประเทศมีวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมถึงความปลอดภัยของประชาชน คือสิ่งที่คนไทยทุกคนรอคอย ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลจะได้รับความเชื่อมั่น ต้องไม่ใช่แค่การเชิญชวนให้คนมาลงทุน แต่ต้องเป็นการโชว์ศักยภาพในการจัดการปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องของคนไทยอย่างจริงจังเสียก่อน

ที่มา – “เท้ง” ชี้นายกฯ เยือนจีนหลุดโฟกัส เผยส่งข้อมูลปราบแก๊งคอลฯ ให้สถานทูตจีนแล้ว เหลือความชัดเจนจากไทย

Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย

Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย

เมื่อเร็วๆ นี้ พรรคประชาชนได้จัดงานเสวนาที่น่าสนใจมากในหัวข้อ “Forum ผู้นำฝ่ายค้าน: เกิด แก่ เจ็บ โกง” โดยมี Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย และสังคมไทยอย่างหนัก ตั้งแต่การลืมตาดูโลกไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการโกงกินงบประมาณทั่วไป แต่เป็นภัยใกล้ตัวที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคน

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำประเด็นนี้มาตีแผ่ให้เห็นว่า การทุจริตในปัจจุบันไม่ได้มีแค่เรื่องโครงการจัดซื้อจัดจ้าง หากมองให้ลึกจะพบว่า Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย ผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น การเรียกรับผลประโยชน์ที่ทำให้สิทธิประชาชนหายไป หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนไม่มีสิทธิ์

เจาะลึกปัญหาโกงสอบและขบวนการทุจริต

ทางด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ได้ออกมาพูดถึงประเด็นการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น โดยมองว่าแม้จะมีการตรวจสอบ แต่เชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ยากที่จะไปถึงตัว “ลาสบอส” หรือผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างโปร่งใส เพื่อให้สังคมได้เห็นความจริงว่าทำไม Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การใช้ระบบนิติวิทยาศาสตร์และ DNA เพื่อตรวจสอบสิทธิสถานะบุคคล ป้องกันปัญหาขบวนการสวมสิทธิ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
  • การลดทอนเครือข่ายอุปถัมภ์ที่คอยหักหัวคิวทรัพยากรของรัฐ
  • การสร้างระบบรัฐสมัยใหม่ที่เชื่อมต่อกับประชาชนโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางหรือหัวคะแนน

ในมุมมองของพรรคประชาชน การจะแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเริ่มต้นเปิดโปงและตั้งคำถามต่อระบบที่เปราะบางคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด เราหวังว่ารัฐบาลจะหันมาใส่ใจและลงมือแก้ไขก่อนที่ปัญหาคอร์รัปชันจะกัดกินอนาคตของคนไทยไปมากกว่านี้

ที่มา – Forum ผู้นำฝ่ายค้าน “เท้ง” ชี้คอร์รัปชันกัดกินชีวิตคนไทย ขณะ “ลิซ่า” เชื่อโกงสอบ ไปไม่ถึงลาสบอส

กมธ.ป.ป.ช. ลุยภูเก็ต สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความยุติธรรมและการทวงคืนพื้นที่สาธารณะมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับการจัดการกับปัญหากลุ่มอิทธิพลที่รุกรานสมบัติของชาติในจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ต

กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) ได้ออกมาประกาศความชัดเจนว่า ทางคณะทำงานจะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนและที่สาธารณะบริเวณหาดฟรีด้อม โดยงานนี้ถือเป็นการขานรับนโยบายของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่มุ่งมั่นจะกวาดล้างกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้นอมินีและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นให้สิ้นซาก

รายละเอียดการตรวจสอบและแผนการกวาดล้างทุนสีเทา

การลงพื้นที่ครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการไปดูงานเฉยๆ แต่เป็นการทำงานเชิงรุก โดยมีการเชิญ สส. ในพื้นที่ทั้ง 3 เขตมาร่วมตรวจสอบเพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และรอบด้านที่สุด เพื่อให้การทำงานโปร่งใสและเป็นธรรมที่สุดครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ จะมุ่งเน้นประกอบด้วย:

  • ตรวจสอบการครอบครองที่ดินและการบุกรุกป่าสงวน
  • จัดการกับกลุ่มนอมินีที่ถือครองธุรกิจแทนทุนต่างชาติ
  • ตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังการเก็บค่าธรรมเนียมเข้าหาด
  • รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

หลายคนคงจำได้ว่าหาดฟรีด้อมเป็นพื้นที่สวยงามที่ควรจะเป็นสมบัติของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง การที่ กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากว่าภาครัฐเอาจริงกับการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ และจะไม่มีการละเว้นให้กับผู้ที่ทำผิดกฎหมายเด็ดขาดครับ

ในฐานะประชาชน เราได้แต่หวังว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้จะนำไปสู่การทวงคืนหาดที่สวยงามกลับมาเป็นของส่วนรวมอย่างแท้จริง และหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการจัดการกับปัญหาการบุกรุกพื้นที่ในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศด้วยครับ หากใครมีข้อมูลหรือเบาะแสเพิ่มเติมก็สามารถส่งต่อให้กับทางคณะกรรมาธิการฯ เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาได้นะครับ

ที่มา – กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ รับลูกนายกฯ เตรียมลุยภูเก็ต 26-27 มิ.ย. สางปมมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม กวาดล้างทุนเทา

กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ สมุย-พะงัน ตะลึงคนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง

กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ สมุย-พะงัน ตะลึงคนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการธุรกิจท่องเที่ยว โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ผนึกกำลังกับหน่วยงานพันธมิตร ปูพรมตรวจสอบธุรกิจต่างชาติบนเกาะสมุยและเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อป้องกันปัญหาทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินีหรือตัวแทนอำพราง ช่วยให้ต่างชาติทำธุรกิจต้องห้ามตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า จากการสแกนพบบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนบนสองเกาะนี้ถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของทั้งหมด 16,811 ราย โดยบางแห่งทำถูกกฎหมาย แต่หลายแห่งหลีกเลี่ยงด้วยนอมินี กรมจึงยกเป็นวาระเร่งด่วน ร่วม MOU กับพันธมิตรปราบปรามให้สิ้นซาก

กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ สมุย-พะงัน ตะลึงคนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง

ผลการตรวจเกาะพะงันพบพิรุธชัดเจน 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือสำนักงานบัญชี “เฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส” (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) เจ้าของเป็นผู้ถือหุ้นใน 66 บริษัท อาคารสำนักงานตั้งนิติบุคคล 89 แห่งแต่ไม่ประกอบธุรกิจจริง ตำรวจยึดเอกสารคอมพิวเตอร์ตรวจนอมินี

กลุ่มสอง ธุรกิจอสังหาฯ โครงการศิธายา บีช ฟรอนต์ วิลล่า วิลล่าหรู 8 หลัง เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไร้ใบอนุญาตโรงแรม ฝ่ายปกครองสอบสวนผู้ดูแลและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย พบที่ดินมูลค่า 152 ล้านบาท ถือโดยบริษัทไทย 2 แห่ง แต่หุ้นอิสราเอล 49% และเพิ่มบริษัทอิสราเอลอีก เข้าข่ายนอมินีและเลี่ยงภาษี

บนเกาะสมุย พบพนักงานสำนักงานจดทะเบียน/บัญชี เป็นผู้ถือหุ้นข้างมากกับต่างชาติเพื่อให้เป็นบริษัทไทย และสุดช็อกคนเดียวถือหุ้น 87 บริษัท กรมส่งข้อมูลให้ DSI ขยายผลดำเนินคดี

กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ สมุย-พะงัน ตะลึงคนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง ส่ง ปปง. ตรวจเส้นเงิน

กรมส่งข้อมูลบริษัทใหญ่ 34 รายในสุราษฎร์ธานีให้ ปปง. ตรวจเส้นทางการเงิน แต่ละแห่งสินทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท ธุรกิจอสังหาฯ ที่ต่างชาติต้องขออนุญาตก่อน

โทษหนักตามกฎหมาย: นอมินีไทยจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 1 แสน-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่างชาติฝ่าฝืนเท่ากัน และปรับรายวัน 1 หมื่น-5 หมื่นบาท หากฝ่าฝืนคำสั่งศาล

กรมจะขยายสแกนจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต กระบี่ พังงา วิเคราะห์นิติบุคคลที่มีต่างชาติถือหุ้น 50% ขึ้นไป หรือ 0.01-49.99% เพื่อปราบนอมินี สร้างโอกาสผู้ประกอบการไทย ลดความเหลื่อมล้ำ

การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องเศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการไทยควรตรวจสอบหุ้นส่วนและเอกสารให้ครบถ้วน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา และสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน หากสนใจข่าวธุรกิจเพิ่มเติม ติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ สมุย-พะงัน ตะลึงคนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง

“โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน

“โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นพวกสีเทามามีอำนาจ เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้เลยครับ เมื่อ รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมายืนยันชัดเจนว่าจะเดินหน้าตรวจสอบต่อไปไม่ยอมหยุด แม้ว่าพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะมีแนวโน้มถูกผลักให้กลายเป็นฝ่ายค้านก็ตาม

“โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นพวกสีเทามามีอำนาจ

จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2569 เวลา 15.00 น. รังสิมันต์ โรม ได้ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์ล่าสุด พรรคกล้าธรรมที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งเคยฟ้องร้องคนในพรรคปชน.หลายคดี ตอนนี้มีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นฝ่ายค้าน แต่โรมย้ำว่า พรรคปชน. ไม่ได้สนใจว่าจะยินดีหรือไม่ เพราะบทบาทฝ่ายค้านไม่ได้เกิดจากการจับมือกัน แต่เป็นหน้าที่ที่ต้องทำเต็มที่

สิ่งสำคัญที่โรมเน้นคือ เรื่องทุนสีเทาและประเด็นต่างๆ ที่ต้องตรวจสอบต่อ ไม่ว่าจะเป็นกรณี “เบน สมิท” หรือ MOU สแกนม่านตากับบริษัทสิงคโปร์ โรมบอกชัดว่า แม้ธรรมนัสจะเป็นฝ่ายค้านจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดตรวจสอบ เพราะเรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหลายคน ไม่ใช่แค่ธรรมนัสคนเดียว การตรวจสอบต้องเดินหน้าต่อเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ประเด็น “เบน สมิท – MOU สแกนม่านตา” ที่ต้องจับตา

กรณีเบน สมิท เป็นหนึ่งในประเด็นที่โรมให้ความสำคัญมาก เพราะเชื่อมโยงกับการบริหารราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย นอกจากนี้ MOU กับบริษัทสิงคโปร์ในเรื่องสแกนม่านตายังเป็นจุดที่น่าสงสัย โรมย้ำว่า พวกสีเทาเหล่านี้ไม่ควรได้มีอำนาจ เพราะความเสียหายจะหยั่งรากลึกและแก้ยาก

  • ตรวจสอบทุนสีเทาไม่หยุด แม้เปลี่ยนฝ่าย
  • เบน สมิท เกี่ยวข้องหลายคนในวงการ
  • MOU สแกนม่านตา ต้องขุดคุ้ยให้กระจ่าง
  • ไม่เอารัฐมนตรีประวัติสีเทา

โรมยังแสดงวิสัยทัศน์เรื่องการตั้งรัฐบาล หากพรรคปชน.ได้เป็นรัฐบาล จะเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เน้นมุ้งหรือกลุ่มก๊วน โดยเฉพาะคนที่มีประวัติทุจริต คอร์รัปชัน หรือบริหารงานพลาดจนชาติเสียหาย ไทยเสียหายมามากพอแล้ว ไม่ควรให้คนประเภทนี้กลับมามีอำนาจอีก

ทำไม “โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ถึงสำคัญ?

การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยสีสัน แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการคือความโปร่งใสและการตรวจสอบที่เข้มข้น โรมกำลังแสดงให้เห็นว่าฝ่ายค้านตัวจริงต้องกล้าตรวจสอบทุกฝ่าย ไม่เลือกข้าง การไม่ยอมให้สีเทามีอำนาจคือการปกป้องประชาธิปไตยและอนาคตของชาติ นี่คือจุดยืนที่ทำให้พรรคปชน.แตกต่าง

นอกจากนี้ โรมยังพูดถึงปัจจัยโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีที่อาจทำให้พรรคกล้าธรรมพลาดโอกาสเข้าร่วมรัฐบาล แต่โรมมองว่าไม่ใช่ประเด็นหลัก สิ่งสำคัญคือคุณสมบัติคนที่จะมารับผิดชอบประเทศ ต้องสะอาด เก่ง และซื่อสัตย์

ในมุมมองของผม การยืนกรานแบบนี้ของโรมเป็นสัญญาณดีต่อการเมืองไทย แสดงว่ายังมีนักการเมืองที่ใส่ใจประชาชนจริงๆ ไม่ใช่แค่เล่นเกมเก้าอี้ ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร การตรวจสอบต้องดำเนินต่อไปเพื่อความยุติธรรม

คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนนี้? เชื่อว่า “โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “โรม” ตรวจสอบต่อ แม้ “ธรรมนัส” จ่อเป็นฝ่ายค้าน ไม่อยากเห็นพวกสีเทามามีอำนาจ

“กรณ์” ชูธงปราบคอร์รัปชัน ปชป. ดัน “อภิสิทธิ์” นายกฯ

“กรณ์” ชูธงปราบคอร์รัปชัน ปชป. ดัน “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ เป็นหัวข้อที่กำลังร้อนแรงในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะก่อนการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดปราศรัยใหญ่ที่ One Bangkok Forum เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ได้กล่าวถึงปัญหาการเมืองที่เต็มไปด้วยทุนเทาและคอร์รัปชัน ซึ่งกำลังฉุดรั้งอนาคตของชาติ

“กรณ์” ชูธงปราบคอร์รัปชัน ปชป. ดัน “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

นายกรณ์ เปิดเผยถึงสาเหตุที่ตัดสินใจกลับสู่วงการการเมืองอีกครั้ง หลังจากรู้สึกอึดอัดกับปัญหาการเมืองไทยมานาน โดยเฉพาะคลิปวิดีโอที่สะท้อนความไม่เหมาะสมของผู้นำประเทศ ทำให้เขาต้องโทรหาผู้ใหญ่ในพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบ แต่สุดท้ายก็ต้องรอให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอดีตนายกฯ ผิดวินัยร้ายแรงเท่านั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลง นี่คือตัวอย่างของการเมืองที่เต็มไปด้วยดีลลับ เงื่อนไข และผลประโยชน์ทับซ้อน

จากข้อมูลการสืบสวนหลายคดี โดยเฉพาะเส้นทางการเงินและเครือข่ายฟอกเงิน พบความเชื่อมโยงระหว่างทุนสีเทากับผู้มีอำนาจ นายกรณ์ เตือนว่าหากปล่อยไว้ต่อไปอีก 3-4 ปี ความเชื่อมั่นทางการเงินของไทยจะพังทลาย สถาบันการเงินต่างชาติอาจปฏิเสธทำธุรกรรมกับเรา “นี่คือเหตุผลที่ผมต้องกลับมา” นายกรณ์ กล่าว โดยยอมรับว่านี่เป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 6 และท้าทายที่สุด พรรคมีเวลาเตรียมตัวแค่ 3 เดือน แต่ปชป. ไม่มีอะไรจะเสีย และจะยึดมั่นในอุดมการณ์ความถูกต้อง

ปชป. พร้อมเปลี่ยนเกมการเมืองไทย

นายกรณ์ เล่าถึงเวทีดีเบตครั้งแรกที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปักธงชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่ขาดความสุจริต ทำให้ทุกคนในพรรคฮึกเหิม ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคลุกขึ้นปรบมือสนับสนุนทันที โดยไม่ต้องลงมติ นี่กลายเป็นจุดยืนถาวรของปชป. ที่จะชนกับทุนเทาและคอร์รัปชันเต็มที่

การเลือกตั้งครั้งนี้ โจทย์ใหญ่คือการต่อสู้กับการเมืองทุจริต หากไม่แก้ปัญหาความสุจริต นโยบายดีแค่ไหนก็ไร้ผล ปชป. จะกำหนดเกมการเมืองเอง ไม่ยอมเดินตามสูตรเก่า เพียงประกาศจุดยืนไม่ถึง 24 ชม. ก็เห็นพรรคอื่นๆ ตามออกมาแสดงท่าทีโปร่งใสแล้ว สะท้อนว่าการเมืองไทยเปลี่ยนได้ ถ้ามีความกล้า

ภาพรวมประเทศไทยในสายตาต่างชาติยังน่าอยู่ แต่คนไทยกลับเจอปัญหาปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ และคอร์รัปชัน ปชป. เชื่อว่าถ้าการเมืองสุจริตและมีผู้นำเก่ง ไทยจะก้าวหน้าได้ไกล ใน 3 เดือนที่ผ่านมา พรรคได้ระดมสมองจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และคนรุ่นใหม่ สร้างนโยบายกว่า 200 ข้อ ครอบคลุมเศรษฐกิจและโครงสร้างประเทศ

  • ปฏิรูประบบราชการและกฎหมายล้าสมัย: ลดขั้นตอนอุปสรรค ใช้ดิจิทัลทำให้รัฐโปร่งใส เร็ว และตรวจสอบได้
  • สร้างเศรษฐกิจแข่งขันเป็นธรรม: ลดผูกขาด ลดคอร์รัปชัน ดึงดูดนักลงทุน สร้างความเชื่อมั่น
  • ปรับโครงสร้างพลังงานและอุตสาหกรรมใหม่: ส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป ลดต้นทุนค่าไฟ ผลักดันอุตสาหกรรมอนาคต

“เป้าหมายคือเงินในกระเป๋าประชาชนมากขึ้น คนรุ่นใหม่มีงานดี รัฐมีรายได้จากเศรษฐกิจเติบโต เพื่อดูแลผู้เปราะบาง” นายกรณ์ กล่าว

ก่อนเลือกตั้งนี้ ประชาชนต้องถามตัวเองว่าไว้ใจใครบริหารประเทศ การเลือกไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เลือกคนสุจริต ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจผันผวนและภูมิรัฐศาสตร์ซับซ้อน ไทยต้องการผู้นำที่น่าเชื่อถือในเวทีโลก นายกรณ์ ย้ำว่าอภิสิทธิ์ คือคนที่พิสูจน์ความซื่อสัตย์มาแล้ว

การปราศรัยครั้งนี้จุดประกายความหวังให้คนไทยที่เบื่อการเมืองเก่า คุณพร้อมสนับสนุนปชป. เพื่อเปลี่ยนเกมการเมืองไทย สร้างอนาคตที่โปร่งใสและมั่งคั่งหรือยัง? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติม!

ที่มา – “กรณ์” ชูธงปราบคอร์รัปชัน ปชป. พร้อมเปลี่ยนเกมการเมืองไทย ดัน “อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

ปิติพงศ์ชู “การเมืองอิสระ” สู้ทุนเทา-แก้ปากท้อง

“ปิติพงศ์” ชูโมเดล “การเมืองอิสระ” ประกาศสู้ สามสงครามปราบทุนเทา-สแกมเมอร์-แก้ปากท้องประชาชน

วันที่ 9 มกราคม 2569 นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม กล่าวถึงวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สามารถก้าวข้ามวิกฤตไปได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ภัยพิบัติ หรือปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เกิดจากโครงสร้างทางการเมืองที่ผู้บริหารประเทศมักเป็นนักการเมืองอาชีพ หรือ นักการทหาร ขาดนักบริหารมืออาชีพที่เข้าใจระบบอย่างแท้จริง ตนในฐานะลูกศิษย์ของ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ย้ำแนวทางของพรรคเป็นธรรมถอดแบบมาจากหลักการที่อาจารย์ปรีดีวางรากฐานไว้ โดยเฉพาะการยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 อย่างเคร่งครัด ที่ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลหลักนิติธรรมต้องถูกนำมาใช้ปกครองประเทศอย่างแท้จริง นี่คือหลักการเดียวที่จะทำให้คนไทยอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และเป็นแนวทางที่ตนยึดถือมาตลอดในฐานะลูกศิษย์อาจารย์ปรีดี

ย้ำสู้สามสงคราม

“หัวใจสำคัญของการเมืองที่จะแก้วิกฤตประเทศได้ คือความเป็นอิสระ ที่ผ่านมาพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคมักมี ต้นทุนทางการเมือง”ที่ต้องแบกรับ ทำให้เมื่อเข้าไปมีอำนาจบริหาร จึงไม่สามารถพูดความจริงหรือแก้ปัญหาได้อย่างเต็มปาก เพราะติดเงื่อนไขของกลุ่มทุนผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พรรคใหญ่พูดไม่ได้หลายเรื่อง เพราะมีต้นทุนทางการเมืองต้องปกป้อง แต่พรรคเป็นธรรมไม่มี เราเป็นพรรคอิสระ ใช้ทุนของพรรคเอง ไม่ยึดโยงผลประโยชน์ ไม่ต้องพึ่งทุนสีเทา หรือทุนการพนัน ทำให้เรากล้าชนทุกปัญหา ประเทศไทยกำลังเผชิญสงครามใหญ่ภายในประเทศที่ต้องเร่งจัดการ คือ สงครามทุนสีเทาและแก๊งสแกมเมอร์ ที่แทรกซึมเข้าสู่ระบบการเมือง และ สงครามปากท้องของพี่น้องประชาชน

ไม่เน้นประชานิยมฉาบฉวย

นายปิติพงศ์ กล่าวด้วยว่า พรรคเป็นธรรมได้รวบรวมทีมงานที่เป็นนักบริหารมืออาชีพ ทั้งจากสถาบันระดับโลกอย่าง MIT และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่ออาสาเข้ามาจัดการวิกฤตเหล่านี้อย่างเป็นระบบ พร้อมเปรียบเทียบต่อว่า หากพรรคการเมืองใหญ่คือ ข้าวสารหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ประชาชนจำใจต้องกินเพื่อให้อิ่มท้องไปวันๆ พรรคเป็นธรรมขออาสาเป็น “กับข้าวปลอดสารพิษ” ที่อาจจะไม่เน้นประชานิยมฉาบฉวย แต่เน้นคุณภาพและสุขภาพที่ดีของโครงสร้างประเทศในระยะยาว เราไม่เน้นประชานิยม แต่เน้นคุณภาพ ขออาสาเป็นวัตถุดิบให้ประชาชนมาปรุงอนาคตของประเทศ ฝากเบอร์ 45 พรรคเป็นธรรม ไว้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

การเมืองอิสระ: ทางออกของประเทศไทย?

จากสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อนในปัจจุบัน หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “การเมืองอิสระ” คืออะไร และจะสามารถเป็นทางออกให้กับประเทศไทยได้จริงหรือ? นายปิติพงศ์ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม ได้เสนอแนวคิด “การเมืองอิสระ” ที่เน้นความโปร่งใส ไม่ยึดติดกับกลุ่มทุน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างตรงไปตรงมา แนวคิดนี้ดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก ที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ ที่เต็มไปด้วยการทุจริต และการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง

แต่ “การเมืองอิสระ” ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพรรคการเมืองที่ไม่มีทุนสนับสนุน มักจะเสียเปรียบในการแข่งขันทางการเมือง ดังนั้น พรรคเป็นธรรมจึงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากประชาชนโดยตรง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคเป็นธรรมกับแนวทาง “การเมืองอิสระ”

พรรคเป็นธรรม ชูนโยบายที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง พรรคเชื่อว่า “การเมืองอิสระ” จะช่วยให้ประเทศชาติสามารถหลุดพ้นจากวงจรของการทุจริต และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ พรรคเป็นธรรมยังมีทีมงานที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยนักบริหารมืออาชีพ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้พรรคสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

หลายคนอาจมองว่าแนวทาง “การเมืองอิสระ” ของพรรคเป็นธรรม เป็นเพียงความฝัน แต่พรรคเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่น และความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่สังคมที่เป็นธรรม และมีความเจริญก้าวหน้าได้

นายปิติพงศ์เน้นย้ำว่า พรรคเป็นธรรมพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และจะทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างจริงจัง แม้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่พรรคเป็นธรรมก็จะไม่ย่อท้อ และจะเดินหน้าต่อไป เพื่อสร้าง “การเมืองอิสระ” ที่แท้จริงในประเทศไทย

ดังนั้น การเลือกพรรคเป็นธรรม จึงเป็นการสนับสนุนแนวทาง “การเมืองอิสระ” และเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้มีผู้นำที่มีความสามารถ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย ด้วยการสนับสนุน “การเมืองอิสระ”!

ที่มา – “ปิติพงศ์” ชูโมเดลพรรคเป็นธรรม “การเมืองอิสระ” ประกาศสู้ ทุนเทา -สแกมเมอร์-แก้ปากท้อง

“กลิ่นเงินเทา” ปกคลุม? ไทยสร้างไทยชี้วิกฤติ!

โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติหนัก 3 ด้าน ทำให้ “กลิ่นเงินเทา” มาแทน “หอมกลิ่นความเจริญ” เผยพรรคเตรียมเปิดแคมเปญแก้ปัญหาประเทศครบระบบเร็ว ๆ นี้

วันที่ 23 พ.ย. 2568 นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย กล่าวถึงสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้ โดยระบุว่าปัญหาต่าง ๆ กำลังปะทุออกมาหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตประชาชน ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยได้ติดตามอย่างใกล้ชิดและมีการประชุมหารือแนวทางการทำงานกันทุกวัน ทั้งในกลุ่มคณะทำงานเดิมและสมาชิกใหม่ที่ทยอยเข้ามาร่วมกับพรรคอย่างต่อเนื่อง

หลังปี 2566 การเมืองบิดเบี้ยว

นายปริเยศกล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญวิกฤตขนาดนี้เพราะการเมืองที่บิดเบี้ยวอย่างรุนแรง นับตั้งแต่หลังการเลือกตั้งปี 2566 เป็นต้นมา จากนักการเมืองงูเห่า สู่นักการเมืองสแกมเมอร์ นักการเมืองถูกตั้งคำถามไม่ว่าจะเป็นคดีฉ้อโกง การค้ามนุษย์ หรือปัญหาทางจริยธรรมต่าง ๆ และพยายามเข้ามาใช้สภาเป็นพื้นที่ฟอกภาพลักษณ์ ส่งผลให้การคอร์รัปชันขยายตัวจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประวัติการณ์ ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อความเชื่อมั่นของประเทศอย่างมาก

“กลิ่นเงินเทา” ปกคลุม

 นายปริเยศระบุว่า ด้านเศรษฐกิจ ประเทศไทยกำลังเผชิญสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นจนเป็นภาระหนัก ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SME ไทยกลับเข้าไม่ถึงแหล่งทุน แต่ในทางกลับกันกลุ่มทุนสีเทาและธุรกิจนอมินีกลับสามารถเข้ามาดำเนินกิจการได้อย่างอิสระ ทั้งยังใช้ช่องว่างต่าง ๆ ฟอกเงินและแย่งอาชีพของคนไทย ทำให้จากเดิมที่สังคมคาดหวังตอนจบเลือกตั้ง 2566 ว่าจะได้ “หอมกลิ่นความเจริญ” กลับกลายเป็น “กลิ่นเงินเทา” ที่ปกคลุมเศรษฐกิจไทยแทน

การศึกษาล้าหลัง

ในส่วนของคุณภาพชีวิตประชาชน โฆษกพรรคชี้ว่า ปัญหากำลังเกิดขึ้นในทุกมิติ ทั้งระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ ระบบสาธารณสุขที่เริ่มส่อเค้าล้มเหลว ระบบการศึกษาที่ล้าหลัง และโครงสร้างประชากรที่ผิดเพี้ยนจนส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปัญหาเหล่านี้ผูกโยงเป็นเครือข่ายเดียวกันและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หากยังปล่อยให้การเมืองดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิม ประชาชนไทยอาจหมดโอกาสในการลืมตาอ้าปาก เพราะประเทศกำลังถูกครอบงำโดยกลุ่มนักการเมืองไร้คุณภาพและทุนสีเทาที่ผูกผลประโยชน์ร่วมกัน

ทำทุกวิธีขัดขวางความเลวร้าย

โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ยืนยันว่า พรรคจะทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่านี้ พร้อมเตรียมนำเสนอแนวทางการเมืองชุดใหม่ที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจนถึงทางออกของประเทศ พรรคยังเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกสาขาอาชีพ ทั้งนักการเมืองรุ่นใหม่ คนทำงานมืออาชีพ ผู้เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่นักการเมืองคุณภาพที่ถูกจำกัดบทบาทจากกลุ่มทุนอิทธิพล สามารถเข้ามาร่วมงานกับพรรคได้ เพื่อร่วมกันต่อสู้และพาประเทศหลุดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้

เตรียมประกาศนโยบาย

นายปริเยศกล่าวด้วยว่า พรรคมั่นใจว่าจะมีแนวร่วมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่เพียงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แต่แม้แต่นักการเมืองที่ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศก็กำลังถูกบดบังด้วยอำนาจของทุนสีเทา พรรคไทยสร้างไทยจึงขอให้ประชาชนรอติดตามการประกาศสำคัญที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ และเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย

“กลิ่นเงินเทา” ปกคลุมประเทศไทยจริงหรือ?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตจริงหรือไม่ และ “กลิ่นเงินเทา” ที่โฆษกพรรคไทยสร้างไทยกล่าวถึงนั้นมีอยู่จริงมากน้อยแค่ไหน? การที่เงินทุนสีเทาเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจนั้นส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไปอย่างไร?

ปัญหาที่ต้องจับตามอง: “กลิ่นเงินเทา” กับอนาคตประเทศไทย

การที่ “กลิ่นเงินเทา” เข้ามาแทนที่ความเจริญนั้นเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมืองที่บิดเบี้ยว เศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม หรือระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ ปัญหาเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาประเทศในระยะยาวทั้งสิ้น

ผลกระทบที่มองเห็นได้ชัดเจน:

  • การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม: กลุ่มทุนสีเทาสามารถเข้าถึงทรัพยากรและโอกาสได้มากกว่าผู้ประกอบการรายย่อย
  • การคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น: เงินสีเทาเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของการคอร์รัปชัน
  • ความเสื่อมถอยทางจริยธรรม: การที่สังคมยอมรับเงินสีเทาเป็นการบ่อนทำลายคุณค่าและความซื่อสัตย์

ทางออกที่เป็นไปได้:

  • การปฏิรูปการเมือง: สร้างระบบการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
  • การส่งเสริมเศรษฐกิจที่เป็นธรรม: สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและ SME
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด: ปราบปรามการฟอกเงินและอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

จริงอยู่ที่การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม แต่หากเราไม่เริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ อนาคตของประเทศไทยก็อาจจะถูกปกคลุมไปด้วย “กลิ่นเงินเทา” ไปอีกนาน

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมไทยที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาหอมกลิ่นความเจริญอีกครั้ง ร่วมกันผลักดันการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติหนัก 3 ด้าน ทำให้ “กลิ่นเงินเทา” มาแทนความเจริญ

“โรม” จี้ล้างบางคุก VVIP ยึดทรัพย์!

“โรม” รับไม่ได้คุกวีไอพีเอื้อทุนเทา ชี้เรื่องนี้ทำลายความเชื่อมั่นประชาชน แปลกใจปล่อยผ่านเรื่องนี้ได้อย่างไร ลั่นงานนี้ต้องล้างบางคุก VVIP!

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่งต่อกรณีที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ต้องขังจีนเทา ในระดับที่เกินกว่าการได้รับสิทธิพิเศษธรรมดา โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างร้ายแรง

นายรังสิมันต์เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศอย่างแน่นอน สิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจและน่าเศร้าที่ปัญหาการทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ฝ่ายตำรวจไปจนถึงกรมราชทัณฑ์ ทั้งที่รัฐบาลประกาศสงครามกับทุนสีเทาและสแกมเมอร์

“ผมไม่แน่ใจว่าประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น เรือนจำแทนที่จะเป็นเรือนจำแต่กลายเป็นสรวงสวรรค์ ทำให้การใช้ชีวิตเป็นแบบนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น”ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯกล่าวและว่า ในฐานะที่เคยเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทราบดีว่ามีการเลือกปฏิบัติและนักโทษบางคนได้สิทธิพิเศษ แต่วันนี้สถานการณ์ได้เกินเลยไปมากจนถึงระดับ “Platinum” สามารถนำผู้หญิงหรือนางแบบต่างชาติเข้ามาบริการในเรือนจำได้ เราปล่อยเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร น่าเศร้ามากที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่แค่นักโทษบางคนที่ได้รับสิทธิพิเศษ VVIP อย่างที่เป็นข่าว แต่เป็นการทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

นายรังสิมันต์เรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และไม่ควรจำกัดแค่เจ้าหน้าที่ชุดปัจจุบัน เนื่องจากปัญหาการเลือกปฏิบัติและสิทธิพิเศษแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายยุคสมัย ต้องเอาเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่มาสอบทั้งหมด และนำไปสู่การอายัดทรัพย์ เพราะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน จึงควรใช้โอกาสนี้ในการ ล้างบางคุก VVIP ระบบในราชทัณฑ์อย่างแท้จริง

“โรม” จี้ล้างบางคุก VVIP ยึดทรัพย์คนรับเงิน บอกอนาถใจทำลายความเชื่อมั่นความยุติธรรม

กรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้จุดประกายความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากนายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการล้างบางคุก VVIP อย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรับสินบน

ทำไมต้องล้างบางคุก VVIP?

เหตุการณ์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มผู้ต้องขังจีนเทาอย่างไม่เหมาะสม ได้สร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างร้ายแรง การปล่อยให้ผู้ต้องขังบางกลุ่มได้รับสิทธิพิเศษเหนือผู้อื่น ไม่เพียงแต่ขัดต่อหลักความเสมอภาค แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายระบบราชทัณฑ์โดยรวม

  • การเลือกปฏิบัติ: การที่นักโทษบางคนได้รับสิทธิพิเศษ VVIP เช่น การนำผู้หญิงหรือนางแบบเข้ามาในเรือนจำ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน
  • การทุจริต: การรับสินบนเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษ เป็นการทุจริตที่ฝังรากลึกในระบบราชทัณฑ์
  • การทำลายความเชื่อมั่น: เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

นายรังสิมันต์ โรม ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุด โดยเน้นไปที่การสอบสวนเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และการยึดทรัพย์ผู้ที่รับสินบน เพื่อนำไปสู่การ ล้างบางคุก VVIP อย่างแท้จริง

การแก้ไขปัญหาทุจริตในระบบราชทัณฑ์ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การเริ่มต้นด้วยการสอบสวนอย่างโปร่งใสและจริงจัง จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และนำไปสู่การปฏิรูประบบราชทัณฑ์ให้มีความยุติธรรมและเสมอภาคมากยิ่งขึ้น

การปล่อยให้เกิดการทุจริตและสิทธิพิเศษในเรือนจำ ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย แต่ยังเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมในสังคม การ ล้างบางคุก VVIP จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – “โรม” จี้ล้างบางคุก “VVIP” ยึดทรัพย์คนรับเงิน บอกอนาถใจทำลายความเชื่อมั่นความยุติธรรม

Scroll to top