ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

ชาวบ้านไม่ประมาท หลังกัมพูชายิงระเบิดตกใกล้พลาญหินแปดก้อน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดหลังเกิดเหตุกัมพูชายิงลูกระเบิดขนาด 40 มม. ตกใกล้ฐานปฏิบัติการบริเวณพลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ประมาท เตรียมพร้อมอพยพหากเกิดการปะทะรอบที่ 3 อย่างเต็มที่ เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการดูแลและเยียวยาอย่างเหมาะสม

ชาวบ้านไม่ประมาท หลังกัมพูชายิงระเบิดตกใกล้พลาญหินแปดก้อน

จากรายงานของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 08.50 น. หน่วยทหารไทยที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ทมอฉัตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยควบคุม ได้รับการยิงลูกระเบิดเครื่องยิงขนาด 40 มม. จำนวน 1 นัด จากฝั่งด้านล่างของขอบผา พื้นที่ดังกล่าวห่างจากพลาญหินแปดก้อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามแนวหน้าผาประมาณ 2 กิโลเมตร ทหารไทยตอบโต้ด้วยการยิงแจ้งเตือนเพื่อยับยั้งสถานการณ์ ก่อนประสานงานกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อยืนยันข้อตกลงหยุดยิง ทำให้เหตุการณ์คลี่คลายลง

ภาพเหตุการณ์กัมพูชายิงระเบิดตกใกล้พลาญหินแปดก้อน ชาวบ้านไม่ประมาทเตรียมอพยพ

แม้เหตุการณ์จะสงบ แต่ชาวบ้านชายแดนอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ยังคงใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พบว่าชาวบ้านยังไม่แตกตื่นหรืออพยพ แต่ทุกครอบครัวเตรียมพร้อมตลอดเวลา

การเตรียมตัวของชาวบ้านชายแดน

นายรักษ์สกุล อายุ 70 ปี ชาวบ้านในหมู่บ้านชายแดน กล่าวอย่างใจเย็นว่า “ชาวบ้านไม่ประมาท หลังกัมพูชายิงระเบิดตกใกล้พลาญหินแปดก้อน แม้เคยผ่านการปะทะหนักมาหลายครั้ง แต่ก็ห่วงคนที่ไปทำไร่ชายแดน” เขาเล่าว่าทุกบ้านเก็บข้าวของไว้พร้อมย้าย หากมีประกาศอพยพจะเฝ้าบ้านเองเพื่อป้องกันขโมย แม้จะลำบากเรื่องค่าใช้จ่ายเพราะขาดรายได้จากสวนยาง

  • เก็บเสื้อผ้าและข้าวของจำเป็น ไว้ในรถยนต์ตลอดเวลา
  • เตรียมอาหารแห้ง ข้าวสาร สำหรับย้ายที่พักชั่วคราว
  • เอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน เก็บในกระเป๋าพร้อมใช้งาน
  • เฝ้าระวังพื้นที่ เป็นหูเป็นตาให้กันและกัน

นายรักษ์สกุล ยังแสดงความกังวลว่ากัมพูชายังมีพฤติกรรมรุกราน เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มกำลังทหารและตัดสินใจเด็ดขาดหากจำเป็น

ชาวบ้านศรีสะเกษไม่ประมาทหลังเหตุยิงระเบิดใกล้ชายแดน

ข้อเรียกร้องจากชาวบ้านต่อรัฐบาล

นางอรทัย อายุ 46 ปี กล่าวด้วยความกังวล “กลัวปะทะรอบ 3 สงสารทหารที่เฝ้าตลอด” เธอเตรียมข้าวของทุกอย่างขึ้นรถแล้ว รอคำสั่งอพยพ 24 ชั่วโมง ชาวบ้านเรียกร้องให้ศูนย์อพยพพร้อมพง:

  • ห้องน้ำและที่พักอาศัยที่สะอาด
  • การดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก
  • เจ้าหน้าที่บริการตลอดเวลา
  • เงินเยียวยา เพิ่มจาก 5,000 บาท ให้ครอบคลุมอาหาร แพมเพิร์ส ยา ค่าน้ำมัน

เพราะการอพยพทำให้ขาดรายได้จากการกรีดยาง ทำสวน ชาวบ้านย้ำว่า “เขมรเชื่อใจไม่ได้” จึงต้องพร้อมทุกสถานการณ์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของความมั่นคงและการดูแลประชาชน รัฐบาลควรเร่งเสริมมาตรการป้องกันและช่วยเหลือให้ทันท่วงที เพื่อไม่ให้ชาวบ้านต้องลำบากอีก

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวชายแดนเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ชาวบ้านไม่ประมาท หลังกัมพูชายิงระเบิดตกใกล้พลาญหินแปดก้อน พร้อมอพยพหากปะทะรอบ 3

ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์โจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์ หลังกัมพูชาปล่อยข่าวไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง หวังกลบข่าวพบทุ่นระเบิด ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 จากกรณีสื่อมวลชนกัมพูชารายงานข่าวว่า ทหารไทยเตรียมบุกโจมตีกัมพูชาด้านบ้านทมอดา หรือบริเวณบ้าน 3 หลัง ตรงข้ามกับบ้านชำราก อ.เมือง จ.ตราด ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นั้น ล่าสุดมีการยืนยันว่าเป็นข่าวปลอม

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยัง น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้รับข้อมูลว่า ทางหน่วยยังไม่มีแผนการบุกโจมตีตามที่สื่อกัมพูชากล่าวอ้างแต่อย่างใด รวมไปถึงยังไม่มีผู้บังคับบัญชาสั่งการใดๆ ในตอนนี้ ซึ่งข้อมูลที่สื่อกัมพูชานำเสนอ เป็นเพียงข่าวปลอมที่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับประเทศตัวเองเท่านั้นเอง นี่คือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

น.อ.ธรรมนูญ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อวานนี้ เวลา 17.30 น. ทหารฝ่ายไทยพบทุ่นระเบิดใกล้เคียงกับพื้นที่ยุทธการบ้านชำรากในฝั่งประเทศไทย เมื่อให้หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าตรวจสอบและเก็บกู้พบว่า ทุ่นระเบิด PMN-2 สภาพใหม่ จึงตั้งข้อสงสัยว่า การที่กัมพูชาปล่อยข่าวลือเรื่องไทยจะโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง นั้น อาจมีสาเหตุมาจากเรื่องที่ทหารไทยพบทุ่นระเบิด PMN-2 เพื่อหวังผลในการสร้างความชอบธรรมและกลบข่าวการพบทุ่นระเบิดดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวความมั่นคงว่า ทหารกัมพูชาได้เคลื่อนย้ายกำลังพลเข้าพื้นที่บ้านทมอดา แนวชายแดนติดกับบ้านชำราก ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด แล้ว

ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์ หลังกัมพูชาปล่อยข่าวไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team – Thailand) จาก 4 ชาติ ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย นำโดย BG Samsul Rizal Musa – AOT-TH Leader (Malaysia) และคณะฯ รวม 7 นาย เดินทางเข้าตรวจสอบจุดที่กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดที่ทหารกัมพูชาลักลอบมาวางในเส้นทางลาดตระเวนที่ช่องอานม้าใกล้ฐานห้วยบอน และพื้นที่เขาสัตตะโสม บริเวณฐานก้านกล้วยไปฐานสิงโต ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ทั้งหมด

นอกจากนั้น ในพื้นที่ใกล้เคียงยังพบทุ่นระเบิดชนิดเดียวกันมีสภาพใหม่ มีซีเรียลนัมเบอร์ชัดเจน ซึ่งชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิด TMAC ได้เก็บกู้จากฐานห้วยบอน จำนวน 9 ทุ่น และพื้นที่ฐานก้านกล้วยอีกจำนวน 4 ทุ่น โดยคณะ AOT-TH ได้สนใจเป็นพิเศษถึงรูปแบบ พื้นที่ และจำนวนการวางในแต่ละจุด เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาถึงเจตนาของฝ่ายกัมพูชา

ทำไมข่าวลือเรื่องไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลังจึงเกิดขึ้น?

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมข่าวลือเรื่องไทยเตรียมโจมตีจุดบ้าน 3 หลังจึงเกิดขึ้น? หลายฝ่ายเชื่อว่า การปล่อยข่าวปลอมนี้มีจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากประเด็นการพบทุ่นระเบิดในฝั่งไทย และเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเคลื่อนกำลังพลของกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน

ถึงแม้จะมีการยืนยันจาก ผบ.ฉก.นย.ตราด ว่าข่าวการเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลังเป็นเรื่องไม่จริง แต่สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การติดตามข่าวสารอย่างรอบด้าน และการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – ผบ.ฉก.นย.ตราด ยันเฟกนิวส์ หลังกัมพูชาปล่อยข่าวไทยเตรียมบุกโจมตีจุดบ้าน 3 หลัง

เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิด

ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) รายงานความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” หลังจากการประกาศหยุดยิง โดยในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากถึง 349 ทุ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อประชาชนในพื้นที่อย่างยิ่ง

พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ เปิดเผยว่า ชุดปฏิบัติการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด สนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการสำรวจ เก็บกู้ และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก เพื่อสร้างความปลอดภัยและเอื้ออำนวยต่อการปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนของหน่วยงานต่างๆ

การปฏิบัติงานในระยะแรก (เฟส 1) ระหว่างวันที่ 10-23 สิงหาคม 2568 ได้จัดชุดปฏิบัติการจำนวน 9 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้ 122 ทุ่น ทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ 4 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด (UXO) 50 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 1,575 รายการ

ต่อมาในระยะที่สอง (เฟส 2) ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 21 กันยายน 2568 ได้เพิ่มชุดปฏิบัติการเป็น 10 ชุด สามารถเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้อีก 227 ทุ่น สรรพาวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด 25 รายการ และสรรพาวุธระเบิดที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ 467 รายการ (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2568) โดยปฏิบัติการในพื้นที่เดิม

เคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

นอกเหนือจากการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดในพื้นที่ปะทะแล้ว ศทช. ยังให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนและให้ความรู้แก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ทราบถึงอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และสรรพาวุธระเบิดที่อาจตกค้างอยู่ในพื้นที่พักอาศัยและพื้นที่ทำกิน

ความสำคัญของการเคลียร์พื้นที่จากทุ่นระเบิด

การเคลียร์พื้นที่ "ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก" จากทุ่นระเบิดเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตและทำมาหากินได้อย่างปกติสุข

การดำเนินการอย่างต่อเนื่องของ ศทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การพบทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการทำงานด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างต่อเนื่อง และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายจากทุ่นระเบิดและวิธีการหลีกเลี่ยง

สถานการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิด รวมถึงการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิด

ที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความตระหนักและความเข้าใจในอันตรายของทุ่นระเบิดในหมู่ประชาชน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – เคลียร์พื้นที่ “ภูมะเขือ-ช่องอานม้า-ช่องบก” พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 349 ทุ่น

“มาริษ” ถึงสวีเดน ซื้อ Grippen แจงเหตุไทย-กัมพูชา

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงสวีเดนเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา โดยย้ำว่าไทยเพียงแค่ป้องกันตนเอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิด

“มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์ในโอกาสเดินทางเยือนราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของ นางมารีอา มัลเมอร์ สเตเนอร์การ์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน เพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนามซื้อเครื่องบินรบ Grippen E/F ของกองทัพอากาศ กับบริษัท Saab ว่า จะใช้โอกาสนี้พูดคุยทำความเข้าใจสถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาด้วย เพราะสวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างมาก

ดังนั้น จะใช้โอกาสนี้ยืนยันว่ามาตรการต่างๆ ที่ประเทศไทยใช้ในการแก้ปัญหากัมพูชาตั้งแต่แรกเริ่ม มุ่งเน้นการใช้การเจรจาสองฝ่ายหรือทวิภาคี หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง และแสดงความต้องการแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาโดยสันติและจริงใจ โดยเตรียมหลักฐานเพื่อนำมาชี้แจงให้รับฟังด้วย การที่เราถูกกัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ทำให้เราต้องตอบโต้เพื่อป้องกันตนเอง ตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อให้เขาสบายใจว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราสอดคล้องกับนโยบายด้านการต่างประเทศ เราเป็นประเทศที่รักสันติ เราทำทุกอย่างตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

มาริษ เสงี่ยมพงษ์

ทั้งนี้ ตนมุ่งหน้าเดินสายเพื่อชี้แจงกับทุกประเทศว่า การใช้กำลังทางทหารของเราได้สัดส่วนกับความเป็นจริงและไม่มีเป้าหมายเพื่อทำลายล้าง หลักฐานทุกอย่างยืนยันว่าประเทศไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎบัตรของสหประชาชาติ

ไทยย้ำ! ใช้ Grippen ป้องกันตนเอง แจงเหตุไทย-กัมพูชา

“อาวุธที่เราใช้ ยืนยันได้ว่าเราทำเพื่อป้องกันตัวเอง ขณะที่กัมพูชาใช้อาวุธเพื่อโจมตีระยะไกล ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นการโจมตีเป้าหมายทางพลเรือน รวมถึงการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ใช้ความเห็นสาธารณะ ชวนเชื่อทัศนคติของสังคมให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายประเทศยอมรับไม่ได้” นายมาริษกล่าว

การเยือนสวิตเซอร์แลนด์

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังกล่าวด้วยว่า หลังการเยือนสวีเดนแล้วตนจะเดินทางไปเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 โดยมีเป้าหมายหลักไปชี้แจงให้กับประเทศกลุ่มสัญญาอนุภาคีให้เข้าใจสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาใช้ยุทธศาสตร์ของการใช้วัตถุระเบิดสังหารบุคคล ที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา อีกทั้งในโอกาสนี้จะพบกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร การละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยการโจมตีเป้าหมายพลเรือน ของกัมพูชา รวมทั้งการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ก็ได้ออกมาพูดชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก และไม่สนับสนุนให้มีการใช้สงครามข่าวสาร ในการต่อสู้โดยใช้พลเรือนเป็นตัวกระทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกัน โดยในโอกาสนี้ตนจะได้พบปะกับประธาน ICRC จะได้อธิบาย ทั้ง 2 ประการเหล่านี้ เพราะ ICRC เป็นองค์กรหลักที่ดูกฎหมายระหว่างประเทศ

จากการดำเนินการที่ผ่านมา ทำให้ประชาคมโลกได้เข้าใจในความตั้งใจของรัฐบาลไทยว่าเราเป็นประเทศที่รักสันติ จะเห็นได้ว่าการปฏิบัติการทางทหารไม่ได้ถูกประเทศไหนตำหนิเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนได้เดินสายที่ทุกประเทศเข้าใจว่าการใช้มาตรการทางของเราเป็นการตอบโต้ตามสัดส่วนความเป็นจริง ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายล้างฝ่ายพลเรือน ดังนั้น สิ่งที่ตนเตรียมมาชี้แจงถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาคมโลกเข้าใจ ถึงแนวทางและท่าทีของประเทศไทย ซึ่งดำเนินการทุกอย่างสอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศกฎหมายระหว่างประเทศ.

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “มาริษ” ถึงสวีเดน เป็นสักขีพยานซื้อเครื่องบิน Grippen E/F พร้อมแจงเหตุไทย-กัมพูชา

“มาริษ” ใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา

“มาริษ” สายตรงเลขาธิการ UN – รมว.กต.ญี่ปุ่น ขอให้ใช้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา พร้อมขอมาเลเซีย-สิงคโปร์กดดันให้ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมินฟ้อง UNSC อีกรอบ ชี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการดำเนินการภายหลัง กำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 2610 รวม 7 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ บริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธม ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเมื่อวานนี้ (12 สิงหาคม 2568) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจของฝ่ายกัมพูชา ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ว่า เมื่อวานนี้ตนได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นจะเป็นประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อขอให้ใช้กลไกในกรอบอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ไต่สวนการกระทำของกัมพูชา ซึ่งฝ่ายเลขาธิการของอนุสัญญาออตตาวา ได้มีหนังสือตอบกลับมาด้วยแล้ว

นายมาริษ ระบุต่อไปว่า ในวันศุกร์นี้ (15 สิงหาคม 2568) จะมีการพูดคุยกับประเทศผู้บริจาคในกรอบอนุสัญญาออตตาวา เพื่อให้เห็นการดำเนินการของกัมพูชา โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee : GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแต่กัมพูชากลับปฏิเสธ พร้อมทั้งได้โทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการวางทุ่นระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ การดำเนินการทางการทูตของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการขอความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“มาริษ” ใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา

การที่นายมาริษได้หารือกับเลขาธิการ UN และรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเพื่อขอให้ใช้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง กลไกออตตาวาเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบและกดดันให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามพันธกรณีในการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การที่ไทยผลักดันให้มีการใช้กลไกนี้จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมให้การละเมิดอนุสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของกลไกออตตาวาในการสอบสวนกัมพูชา

การใช้กลไกออตตาวาในการสอบสวนกัมพูชา จะช่วยให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การที่นานาชาติให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะช่วยเพิ่มแรงกดดันต่อกัมพูชาให้ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การพูดคุยกับมาเลเซียและสิงคโปร์เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันกัมพูชา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ เนื่องจากอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความใกล้ชิดกับทั้งไทยและกัมพูชา การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่กัมพูชายังคงปฏิเสธที่จะร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ไทยก็ไม่ควรย่อท้อและควรเดินหน้าผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ทุกช่องทางที่มีอยู่ ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

การดำเนินการของนายมาริษในการผลักดันให้มีการใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนและสร้างสันติภาพและความมั่นคงให้กับภูมิภาคได้ในที่สุด

การที่นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการอย่างแข็งขันในการขอความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา ถือเป็นความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน แม้ว่าความสำเร็จจะยังไม่แน่นอน แต่การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สิ่งสำคัญคือการที่ไทยต้องยังคงเดินหน้าผลักดันประเด็นนี้ในทุกเวที และสร้างความเข้าใจกับนานาชาติให้เห็นถึงผลกระทบของการวางทุ่นระเบิดต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การได้รับความสนับสนุนจากนานาชาติจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้กัมพูชาหันมาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

สุดท้ายนี้ หวังว่าความพยายามของรัฐบาลไทยในการใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนได้อย่างยั่งยืน และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “มาริษ” คุยเลขาฯ UN-กต.ญี่ปุ่นใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา เมินฟ้อง UNSC ชี้ไม่มีหลักฐาน

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด! อาการปลอดภัยแล้ว

โฆษกกองทัพบกเผยอาการ “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิดใกล้ปราสาทตาเมือนธม พ้นขีดอันตรายแล้ว ซัดกัมพูชาคุกคามชัดเจน ใช้อาวุธแบบซ่อนเร้น ลั่น หากสถานการณ์บีบบังคับไทยจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 09.10 น. ของวันนี้ สิบเอกธีรพล เพียขันที สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2610 พร้อมกำลังพลรวม 7 นาย ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทยบนเส้นทางประจำ ห่างจากปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 1 กิโลเมตร ระหว่างปฏิบัติภารกิจ สิบเอกธีรพลได้เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ฝ่ายกัมพูชาลอบวางไว้ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณข้อเท้าซ้าย ปัจจุบันได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลพนมดงรัก อาการพ้นขีดอันตรายแล้ว

โฆษกกองทัพบก เผยต่อไปว่า เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และไม่เคารพต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งห้ามใช้และวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด นับเป็นการลอบโจมตีที่มีเป้าหมายต่อกำลังพลฝ่ายไทยโดยตรง และเกิดขึ้นในเขตแดนไทย

“เหตุลักษณะเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่ชายแดน สะท้อนถึงเจตนาร้ายและพฤติกรรมต่อเนื่องของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามฝ่ายไทย ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนไทย สวนทางกับข้อตกลงหยุดยิงระหว่างประเทศในการประชุม GBC ที่ผ่านมา จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าการใช้อาวุธโดยฝั่งกัมพูชายังคงมีอยู่ตลอดเวลาในช่วงมีข้อตกลงหยุดยิง”

พลตรีวินธัย ระบุต่อไป ยอมรับว่าพฤติกรรมและการกระทำลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในมาตรการหยุดยิงอย่างแน่นอน รวมถึงเป็นท่าทีที่ชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาต้องการจะคุกคามฝ่ายไทยด้วยการใช้อาวุธทางทหารในรูปแบบซ่อนเร้นไม่เปิดเผย ทำให้เชื่อได้ว่ากัมพูชายังคงดำรงความมุ่งหมายที่จะทำร้ายฝ่ายไทยด้วยรูปแบบลอบทำร้ายอยู่เช่นนี้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่า ณ ช่วงเวลานี้จะอยู่ในช่วงการตกลงที่จะหยุดยิงซึ่งต้องไม่มีการใช้อาวุธต่อกันในทุกรูปแบบ

ขณะเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นยังสอดรับกันอย่างเป็นระบบโดยเฉพาะจากการที่กัมพูชาไม่ยอมตอบรับข้อเสนอฝ่ายไทยในเรื่องของทุ่นระเบิดจากการประชุม GBC ในครั้งที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าเรื่องทุ่นระเบิดนี้น่าจะมีการวางแผนใช้กันมาอย่างเป็นระบบเพื่อเจตนานำมาใช้คุกคามทำร้ายฝ่ายไทย

“ที่ผ่านมา กองทัพบกได้ยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีมาโดยตลอด และไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่หากสถานการณ์บีบบังคับก็อาจจำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในป้องกันตนเองภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศในการคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้ฝ่ายไทยต้องสูญเสียกำลังพลอย่างต่อเนื่อง จากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและรุกล้ำอธิปไตยของทหารกัมพูชา”

ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เหตุการณ์ ส.อ.ธีรพล เหยียบทุ่นระเบิดครั้งนี้ เป็นเครื่องสะท้อนถึงความตึงเครียดและความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ แม้จะมีการเจรจาและข้อตกลงหยุดยิงเกิดขึ้นแล้วก็ตาม การกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศ ยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

การที่กองทัพบกออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การรักษาสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องมีการหารือและการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อหาทางออกที่เป็นสันติวิธี

อาการล่าสุดของ ส.อ.ธีรพล

ถึงแม้ว่าอาการของ ส.อ.ธีรพล จะพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่เหตุการณ์นี้ได้สร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน การให้ความช่วยเหลือและเยียวยาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

  • การดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง
  • การให้คำปรึกษาและสนับสนุนด้านจิตใจ
  • การช่วยเหลือด้านสวัสดิการและค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำรอยก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง การสำรวจและเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน การเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ที่ ส.อ.ธีรพล ประสบ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนและแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันสร้างสรรค์สันติสุขในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ส.อ.ธีรพล” เหยียบทุ่นระเบิด อาการพ้นขีดอันตราย ทบ. ซัดกัมพูชาคุกคามไทยชัดเจน

Scroll to top