ทูลเกล้าครมอนุทิน

“จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร”

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวอภิปรายต่อที่ประชุมอย่างน่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังอยู่ในสถานะ “หนูตกถังข้าวสาร” จากการที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีแบ่งกันเหลือเฟือ และมีงบประมาณพร้อมใช้ทันที นายจุรินทร์ ยังบอกว่านายกรัฐมนตรี “นายแน่มาก” ที่กล้าตั้งรัฐมนตรีบางคน ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วยังไม่กล้าตั้งด้วยซ้ำ

“จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร” บอกแน่มากกล้าตั้ง รมต.

นายจุรินทร์ เริ่มต้นด้วยการยินดีกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทินและคณะรัฐมนตรีทั้งหมด โดยมองว่านี่คือ “นโยบายควิกวิน” ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่แถลงนโยบายเสียด้วยซ้ำ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นกลาง ไม่มีอคติหรือความแค้นใดๆ แต่จะค้านตามเนื้อผ้าเพื่อประโยชน์ของประชาชน ร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค

นโยบายรัฐบาลชุดนี้มี 7 หน้า 5 หมวด ซึ่งเขียนกว้างๆ เหมือนมหาสมุทร ไม่เฉพาะเจาะจงมากนัก เพราะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่วางรากฐานไว้สำหรับอนาคต แต่สิ่งที่น่าสะดุดใจคือ นโยบายหาเสียงก่อนเลือกตั้งหลายเรื่องหายตัวไปจากนโยบายนี้ ทำให้ต้องตั้งคำถามและข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์ภาพรวม

ดักทางรัฐบาล ไม่ใช่ 3 ข้อจำกัด แต่มี 4 แต้มต่อ

ประเด็นแรกที่นายจุรินทร์ชี้ให้เห็นคือ คำตัดพ้อของรัฐบาลในนโยบายหน้าที่ 2 ที่ระบุข้อจำกัด 3 ข้อ ได้แก่ เวลาจำกัด ไม่ได้จัดทำงบประมาณ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือ “รัฐบาลเป็ดง่อย” จากการเมืองที่พิสดาร รัฐบาลนี้โทษใครไม่ได้เพราะเลือกทางนี้เอง นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักธุรกิจ คงคำนวณแล้วว่าคุ้มค่า เพราะแลกกับตำแหน่งนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาล ฝ่ายหนึ่งได้นายกฯ อีกฝ่ายได้ยุบสภาและแก้รัฐธรรมนูญ

ถึงเวลาจะเป็นข้อจำกัด แต่รัฐบาลนี้อาจอยู่ได้ถึง 9 เดือน ไม่ใช่แค่ 4 เดือน นายจุรินทร์มองว่ามี 4 แต้มต่อมากกว่า: 1. ผู้ที่ลงคะแนนให้นายกฯ โดยไม่ขอเก้าอี้รัฐมนตรี ทำให้ “หนูตกถังข้าวสาร” มีเก้าอี้เหลือเฟือ 2. มีงบเหลือปี 2568 กว่า 60,000 ล้านบาท และงบ 2569 อีก 3.78 ล้านล้านบาท รวมงบฉุกเฉิน 98,000 ล้านบาท 3. มีนโยบายสำเร็จรูปจาก MOA 5 ข้อที่ทำได้ทันที 4. เหลือแค่คิดเอง 3 เรื่อง คือ นโยบายแถลง การจัดครม. และการทำให้สำเร็จ MOA อาจลืมปัญหาประชาชน แต่ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา

ชม รมต.คนนอก ติ โควตา กลุ่มการเมืองหวยล็อก

การจัดคณะรัฐมนตรีเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบาย ครม.ชุดนี้มีเก้าอี้เหลือเฟือ แบ่งเป็นคนในจากโควตาพรรค และคนนอก นายจุรินทร์ชมว่านายกฯ แน่มากที่กล้าตั้งรัฐมนตรีที่รัฐบาลที่แล้วไม่กล้า เพราะกลัวซ้ำรอยอดีตนายกฯ สำหรับคนนอก หลายตำแหน่งดีเยี่ยม ถูกฝาทุกตัว แต่บางตำแหน่งทำให้ครม.กระดำกระด่าง นายกฯ คงรู้ในใจ จากการเปิดตัวคนนอกเกือบทุกคน แต่บางตำแหน่งทำลับๆ ล่อๆ จนสุดท้ายหวยล็อกออกมา

สำหรับนโยบาย 7 หน้า 5 หมวด นายจุรินทร์ติง 6 ประเด็นหลัก: 1. โจทย์ประเทศลืมภัยที่ 5 คือคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นต้นตอ 2. แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าศาลให้แก้ทั้งฉบับแต่ไม่แตะหมวด 1-2 รัฐบาลจะสนับสนุนไหม และมาตรา 60 เรื่องคุณสมบัติซื่อสัตย์ ถ้ากลับหลังหน้ากาก รัฐบาลจะสนับสนุนหรือไม่ 3. ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะเอาของที่เสียไปคืนยังไง จัดการบ่อนเขมรล้ำแดนอย่างไร และ MOU 43 หรือ 44 จะทำประชามติเมื่อไหร่ 4. เกษตรกร 9 เดือนพอคลายทุกข์ไหม นโยบายข้าวเกวียน 12,000 บาท มัน 4 บาท/กก. หายไป ต้องจัดการราคาข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม ข้าวโพด ผลไม้ที่ตกต่ำ

5. รักษานิติธรรมเคร่งครัด เจ้าพนักงานใช้กฎหมายเพื่อการเมืองผิดวินัยและอาญา รัฐบาลจะจัดการเด็ดขาดไหม รวมถึงกรมราชทัณฑ์และ DSI ที่ค้างคดีนักการเมือง ถ้ายังทำต่อจะผิดนโยบายนี้หรือไม่ 6. ฝาก 5 คาถา: 6.1 อย่าลืมคำถวายสัตย์ อย่าโกง อาวุธมีไว้รบเขมรไม่ใช่ทิ้งก่อนยุบสภา 6.2 อย่าเล่นพรรคเล่นพวกโยกย้ายขรก. ทำลายอนาคตประเทศ 6.3 อย่าเลือกปฏิบัติ พัฒนาทุกพื้นที่ไม่ใช่แค่ที่เลือกเรา 6.4 อย่าลุแก่อำนาจซ้ำรอยอดีต 6.5 อย่าแทรกแซงยุติธรรม เป็นของแสลงยิ่ง ถ้าทำได้ รัฐบาลจะรอด

การอภิปรายของนายจุรินทร์นี้สะท้อนมุมมองฝ่ายค้านที่ต้องการตรวจสอบเพื่อประชาชน หากรัฐบาลนำไปปรับใช้ จะช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณคิดว่านโยบายชุดนี้จะแก้ปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – “จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร” บอกแน่มากกล้าตั้ง รมต. ที่รัฐบาลที่แล้วยังไม่กล้า

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ หวังแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องด่วน โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ทำหน้าที่ประธานการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าพบเพื่อแถลงนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่ชัดเจน

“อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ

ในการแถลงครั้งนี้ นายอนุทินได้เน้นย้ำถึงหลักสำคัญ 3 ประการที่รัฐบาลจะยึดถือในการบริหารประเทศ ได้แก่ 1. การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 2. การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3. การยึดมั่นหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการบนพื้นฐานธรรมาภิบาล รัฐบาลตระหนักดีถึงสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศลดลง

ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา งบประมาณที่ไม่ได้จัดทำเอง และสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ภัยเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการวางรากฐานเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สร้างระบบเศรษฐกิจโปร่งใส มั่นคง และสงบสุข นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการจัดทำประชามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยรับฟังเสียงประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

นโยบายเศรษฐกิจและสังคมหลัก

นายอนุทินได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญที่มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วน เพื่อคืนความเชื่อมั่นและความสุขให้ประชาชน โดยแบ่งเป็นด้านต่างๆ ดังนี้ ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลจะสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้ประชาชนในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าพลังงาน ค่าน้ำสะอาด ค่าโดยสาร เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ จัดโครงการคนละครึ่ง บริหารราคาสินค้าเกษตรให้เหมาะสม พร้อมเสริมสร้างรายได้และความสามารถแข่งขันให้ผู้ค้ารายย่อยและผู้ประกอบการ

สำหรับปัญหาหนี้สิน จะแก้ไขหนี้ภาคประชาชนรายบุคคลไม่เกิน 1 แสนบาท ลดการติดกับดักหนี้ เพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ไม่เกิน 1 ล้านบาท และช่วยเหลือผู้มีวินัยชำระหนี้เข้าถึงแหล่งทุน นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสการออมให้ประชาชนรายย่อย ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวด้วยความปลอดภัยและปราบปรามการฉ้อโกง เร่งแก้ผลกระทบสงครามการค้า จัดตั้งทีมไทยแลนด์ยกระดับ FTA เปิดตลาดใหม่ ดูแลเกษตรกรที่ได้รับผลจากภาษีสหรัฐฯ และสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้ออำนวย

  • ด้านความมั่นคง: แก้พิพาทไทย-กัมพูชาด้วยสันติภาพ รักษาอธิปไตยชายแดน ใช้การเจรจาทางการทูต และจัดประชามติยกเลิก MOU
  • ด้านสังคม: ปราบพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ แก้ พ.ร.บ.การพนัน ลดการอนุญาต ขจัดทุจริต ร่วมมือ ป.ป.ช. พิทักษ์ศาสนา
  • ด้านสิ่งแวดล้อม: ติดตั้งระบบเตือนภัย เยียวยาผู้ประสบภัย อนุรักษ์ทรัพยากร จัดการน้ำ พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า

ในด้านการบริหารภาครัฐ จะปฏิรูปกฎหมาย พัฒนารัฐบาลดิจิทัล เชื่อมโยงระบบ เสนอร่างกฎหมายยกระดับการบริหาร บูรณาการหน่วยงาน รัฐ เอกชน ประชาชน ยกเลิกกฎหมายอุปสรรค

รัฐบาลยังผลักดันยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน เช่น สิทธิการศึกษา สาธารณสุข ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาสุขภาพ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่า เกษตรอัจฉริยะ SMEs ทันโลก อุตสาหกรรมใหม่ โครงสร้างพื้นฐาน โครงการพระราชดำริ

รัฐบาลมุ่งมั่นบริหารด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยึดประโยชน์ชาติ สร้างความเชื่อมั่นการคลัง โปร่งใส ประสิทธิภาพ ภายใต้วินัยการเงิน เน้นงบ 2569 อย่างรอบคอบ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วางรากฐานยั่งยืน นำประชาชนสู่ความอยู่ดีมีสุข

การแถลงนโยบายครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน หากประชาชนมีส่วนร่วม รัฐบาลจะสามารถขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลองติดตามและสนับสนุนนโยบายเหล่านี้เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “อนุทิน” นำทีมแถลงนโยบายรัฐบาล ยึด 3 หลักสำคัญ หวังแก้ปัญหาเร่งด่วนประเทศ

อนุทินยันแถลงนโยบายเร็วสุด โพสต์ภาพกวนอูวางง้าว

“อนุทิน” นัดประชุม ครม. ครั้งแรกหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ฯ 24 ก.ย. แบ่งงานรองนายกฯ จ่อแถลงนโยบายให้เร็วที่สุด ขออย่าทำนายอนาคต หลังถูกจับตาภูมิใจไทยโตขึ้น โพสต์ภาพคู่เทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น

วันที่ 20 ก.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ ว่า ในวันที่ 24 กันยายน จะนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณ เป็นวันมหามงคล เพราะเป็นวันมหิดลด้วย พวกเรารู้สึกดีใจ หลังจากนั้นก็ได้นัดไว้เบื้องต้นว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรก แต่ไม่ใช่การประชุมนัดพิเศษหรืออะไร เพราะเราจะได้แบ่งงาน วางหน้าที่ให้กับรองนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบ รวมถึงการเสนอแต่งตั้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทุกคนจะได้ทำงานทันที หลังจากนั้น จะนัดประธานรัฐสภาเพื่อทำการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งเราตั้งใจให้เร็วที่สุด แต่ก็แล้วแต่ความกรุณาของประธานรัฐสภา รวมถึงสมาชิกของ 2 สภา

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีที่หลายคนจับตามองว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีการขยายตัวใหญ่ขึ้น ในการเลือกตั้งครั้งหน้า รวมถึงการตั้งเป้ากวาดเก้าอี้ สส.ในหลายพื้นที่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าไปทำนายอนาคต คนที่จะกำหนดได้คือพวกตน ซึ่งจะต้องขยัน และอย่างน้อยต้องบอกว่าไม่มีวันหยุด

ถามต่อว่าพรรคภูมิใจไทยจะโตขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม มีเพียงพยักหน้าเท่านั้น ก่อนเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที

ทั้งนี้ นายอนุทิน ยังได้โพสต์รูปบนเฟซบุ๊ก เป็นการถ่ายภาพคู่กับเทพเจ้ากวนอู ว่า “เทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น ที่วัดเทพสรธรรมาราม ปทุมธานี หลวงพ่อเจ้าอาวาสอธิบายเป็นนัยยะว่า ท่านรบชนะศึก จึงวางง้าวลงปักพื้นได้แต่ยังคงมีความพร้อมและน่าเกรงขามตลอดเวลา”

นายกฯ อนุทิน ยันจะแถลงนโยบายให้เร็วที่สุด-โพสต์ภาพคู่เทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น

ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลคือการเตรียมแถลงนโยบายของรัฐบาลให้เร็วที่สุด หลังจากเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกถูกกำหนดไว้เพื่อแบ่งงานและความรับผิดชอบให้แก่รองนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแต่งตั้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่นายอนุทินได้โพสต์ภาพคู่กับเทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น ซึ่งอาจเป็นการสื่อถึงความพร้อมและความน่าเกรงขามของรัฐบาล แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความท้าทายอย่างมาก และการที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า

อนุทินยันแถลงนโยบายเร็วสุด เตรียมแบ่งงาน ครม.

การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายให้เร็วที่สุดเป็นสัญญาณที่ดี เพราะประชาชนและภาคส่วนต่างๆ กำลังรอคอยทิศทางและแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลชุดใหม่ การแบ่งงานและการมอบหมายความรับผิดชอบที่ชัดเจนให้กับรองนายกรัฐมนตรีจะช่วยให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่นายอนุทินขอให้ “อย่าทำนายอนาคต” เกี่ยวกับการขยายตัวของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า อาจเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลชุดนี้ต้องการที่จะมุ่งเน้นไปที่การทำงานอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับการสร้างฐานเสียงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้

ต่อไปนี้คือประเด็นที่น่าจับตามอง:

  • ความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลที่จะถูกแถลงต่อรัฐสภา
  • การดำเนินงานตามนโยบายที่ได้ประกาศไว้
  • ความร่วมมือระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในการผลักดันนโยบายต่างๆ
  • การตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและการแก้ไขปัญหาต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย รัฐบาลชุดใหม่จะต้องทำงานอย่างหนักและมีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับประเทศ การแถลงนโยบายที่ชัดเจนและการดำเนินงานที่รวดเร็วจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้กับประชาชน

การที่นายกฯ อนุทิน ยันจะแถลงนโยบายให้เร็วที่สุด และการโพสต์ภาพคู่เทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น สื่อให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมที่จะนำพาประเทศไทยไปข้างหน้า เราต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลชุดนี้จะสามารถทำตามที่ได้ตั้งใจไว้ได้หรือไม่

ดังนั้น สิ่งที่เราในฐานะประชาชนทำได้ คือการติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจรัฐบาลในการทำงานเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – นายกฯ อนุทิน ยันจะแถลงนโยบายให้เร็วที่สุด-โพสต์ภาพคู่เทพเจ้ากวนอูวางง้าวกับพื้น

อนุทินยัน! ร่างนโยบายต่อรัฐสภาพร้อมแล้ว 99%

“นายกฯ อนุทิน” บอกทุกคำแนะนำของ “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์” คุ้มค่า ชี้ ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ไม่หวั่นพรรคประชาชนล็อกเป้าอภิปราย ลั่นต้องมาพิสูจน์กัน

วันที่ 19 ก.ย. 2568 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการรับประทานอาหารร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯว่า มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง รู้จักกันมานานแล้วจึงหารือกันในหลายเรื่อง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็ได้แสดงความยินดี และได้ให้กำลังใจ เมื่อถามว่า จะมีการร่วมมือกันทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนเจอกัน พรรคพวกเจอกันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมืองทุกเรื่อง เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ได้แนะนำการบริหารงานในช่วงระยะเวลาอันสั้นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า คุยกันในทุกเรื่อง ซึ่งทุกเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ได้ให้คำแนะนำมาก็เป็นเรื่องที่มีคุณค่า

ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 %

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีการแถลงร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ว่า เตรียมพร้อมแล้วร่างนโยบาย เตรียมมา 99 % แล้ว แต่ช่วงนี้ที่เราเดินสายพบภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หอการค้า สัปดาห์หน้าจะพบกับตลาดทุน สมาคมธนาคาร ก่อนที่เราจะเข้าไปรับหน้าที่อย่างเป็นทางการ อะไรที่เห็นควรจะเพิ่มเข้าไปในร่างนโยบายเราก็จะเพิ่มเข้าไป แต่โดยหลักได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อถามว่าได้กำหนดตุ๊กตาคร่าวๆไว้บ้างหรือไม่ว่าจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันไหน นายอนุทิน กล่าวว่า พอเข้ารับตำแหน่ง เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯเรียบร้อย ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภาจะนัดให้มีการแถลงและอภิปราย ประมาณ 2 วัน เมื่อถามว่า พรรคประชาชนได้ล็อกเป้าไว้ว่าบางคนที่มีคดีค้างในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมาพิสูจน์กัน แต่ก่อนที่จะนำรายชื่อทั้งหลายทูลเกล้าฯ มีพระบรมราชโองการก็มีการตรวจสอบทุกขั้นตอน ซึ่งไม่เคยมีการตรวจสอบในระดับนี้มาก่อน เราใช้หน่วยงานที่ตรวจสอบทั้งหมด ก่อนที่จะเสนอชื่อก็มีการประชุมร่วมกัน ขนาดแอบเข้าใต้ตึกผู้สื่อข่าวก็ยังเห็น เราทำทุกวิถีทาง ในขณะที่ยื่นเรื่องขึ้นไป ทุกหน่วยงานก็ไม่มีประเด็นอะไรที่เป็นปัญหา

ความคืบหน้าล่าสุด ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 %

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลใหม่เตรียมที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % และพร้อมที่จะนำเสนอต่อรัฐสภาในเร็วๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

การเตรียมความพร้อมของร่างนโยบายดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนได้ล็อกเป้าอภิปรายบุคคลที่มีคดีค้างใน ป.ป.ช. ก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองว่าจะส่งผลกระทบต่อการแถลงนโยบายหรือไม่

นอกจากนี้ การที่นายอนุทินได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะประสบการณ์และคำแนะนำของอดีตนายกรัฐมนตรี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศในระยะเวลาอันสั้นนี้

การแถลงร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ของรัฐบาลชุดใหม่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงนโยบายต่างๆ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน

แน่นอนว่าการที่ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % นั้น เป็นสัญญาณที่ดี แต่การนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า รัฐบาลจะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ดังนั้น การสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ และพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่านโยบายที่นำเสนอจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างแท้จริง และจะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในที่สุด การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

ดังนั้นเราจึงต้องติดตามกันต่อไปว่า ร่างนโยบายที่ว่านี้ จะมีรายละเอียดอะไรบ้าง และจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือ รัฐบาลจะสามารถนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้อย่างไร

ที่มา – “อนุทิน” บอกร่างนโยบายต่อรัฐสภาพร้อมแล้ว 99% ปชน. ล็อกเป้าต้องมาพิสูจน์กัน

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่เป็นนั่งร้านภูมิใจไทย

จากกรณีที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และบทบาทของพรรคประชาชนในการสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นั้น ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในแวดวงการเมือง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ภูมิใจไทย ละเมิด MOA ต้องดูผลการลงมติในสภาฯ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย และพร้อมที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หากมีการบิดพลิ้วหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง (MOA) ที่ได้ทำไว้

ในวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความกังวลเรื่องเสียง ส.ว. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส.ส. ทุกคนน่าจะพร้อมที่จะผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และหากมีกระบวนการขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นไปตาม MOA พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะใช้กลไกในสภาฯ ตรวจสอบรัฐบาลและสามารถล้มรัฐบาลได้

พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ใคร

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้เป็นนั่งร้านให้กับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคภูมิใจไทย พร้อมที่จะตรวจสอบทั้งในการอภิปรายในสภาฯ และกลไกตามมาตรา 151 หากมีเหตุที่ทำให้เชื่อได้ว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำผิด MOA

การประเมินการละเมิด MOA ของพรรคภูมิใจไทย

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ MOA จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ตอบว่า อาจจะเร็วเกินไปที่จะประเมินเช่นนั้น การที่จะพิจารณาว่าพรรคภูมิใจไทยละเมิด MOA หรือไม่นั้น อาจจะต้องยึดผลการลงมติในสภาฯ เป็นสำคัญ

ความสำคัญของการลงมติในสภาฯ

การลงมติในสภาฯ ถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และเป็นเครื่องมือที่พรรคฝ่ายค้านสามารถใช้เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงต่างๆ ที่รัฐบาลได้ให้ไว้ การที่นายณัฐพงษ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงมติในสภาฯ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างจริงจัง

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ: ประเด็นหลักที่พรรคประชาชนให้ความสนใจ
  • บทบาทของ ส.ว.: ความกังวลเกี่ยวกับเสียงสนับสนุนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • MOA: ข้อตกลงที่พรรคประชาชนยึดมั่นในการตรวจสอบรัฐบาล
  • การลงมติในสภาฯ: เครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

จากท่าทีของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สะท้อนให้เห็นว่า พรรคประชาชนพร้อมที่จะมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น และพร้อมที่จะใช้กลไกต่างๆ ในสภาฯ เพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้กับประชาชน การที่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะไม่เป็นนั่งร้านให้กับพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระในการตัดสินใจ และพร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง การจับตาดูผลการลงมติในสภาฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะบ่งชี้ถึงทิศทางการเมืองในอนาคต

การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคเล็กอย่างพรรคประชาชนออกมาแสดงบทบาทที่ชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม ประชาชนก็ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน ไม่ได้เป็นนั่งร้านให้ภูมิใจไทย ละเมิด MOA ต้องดูผลการลงมติในสภาฯ

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. สรุป

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนโผ ครม. ที่มีรัฐมนตรีบางคนอาจมีปัญหาด้านคุณสมบัติ โดยกล่าวสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ “ส่วยสัญชาติ” ซึ่งนายอนุทินได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงโผ ครม. อันเนื่องมาจากปัญหาคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางท่าน โดยนายอนุทินได้กล่าวว่า วันนี้มาคุยเรื่องการค้า เรื่องผู้ประกอบการ มากกว่าที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเมืองภายในพรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 17 กันยายน นายอนุทิน ตอบกลับมาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” ซึ่งเป็นการตอบที่ไม่เคลียร์และทำให้เกิดความสงสัยในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์การเมือง

อนุทินลั่น ยุคนี้ต้องไม่มี “ส่วยสัญชาติ”

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ กรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ออกมาร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการทำพาสปอร์ตถาวร นายอนุทินกล่าวว่า “ต้องไม่มีซิ” และย้ำว่าหากได้เข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องพวกนี้จะต้องหมดไปในสมัยของตน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้น

ประเด็น “ส่วยสัญชาติ” นี้ถือเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย และการออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวของนายอนุทินในครั้งนี้ สร้างความหวังให้กับประชาชนว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ผู้นำทางการเมืองออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชน

อนาคตของ ครม. จะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ส่วยสัญชาติ” ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รอให้นายอนุทินเข้ามาจัดการ หากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชนต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.-จ่อเชือด ขรก.มหาดไทย เอี่ยว “ส่วยสัญชาติ”

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ ครม. แล้วเมื่อไหร่พร้อมลุย

นายกฯ อนุทิน นั่งหัวโต๊ะร่วมประชุมสภาหอการค้าไทย ระบุ ทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม.แล้ว ชี้โปรดเกล้าฯ เมื่อไหร่ลุยงานทันที เผย “เอกนิติ” เลือก “วรภัค” มากับมือ โว เร่งเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี ธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมาวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตน เจอกันมานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันเป็นอย่างดี สิ่งที่ตนมาวันนี้ เพื่อมาพบทุกท่านและนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแนะนำให้รู้จัก เชื่อว่าหลายคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้ตั้งใจมารับฟังรายละเอียด และรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นรัฐบาลที่จะเน้นในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่

ขอแนะนำผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของตนซึ่งตนได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดฯ ก็จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้แนะนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้ผู้ร่วมประชุมได้รู้จัก โดยในขณะที่แนะนำ ว่าที่รัฐมนตรี นายอนุทิน ได้กล่าวถึงนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เป็นคนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อในฝีมือการทำงาน คัดเลือกมาเองกับมือ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยระบุว่าได้ดำเนินการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มงานทันทีเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ

การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของนายอนุทิน สร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการเข้าบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ถือเป็นวาระเร่งด่วน

ความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่เข้าพบกับสภาหอการค้าไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การที่นายอนุทินได้แนะนำนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้มีความพร้อมและมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถนำนโยบายที่ได้แถลงไว้ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ และกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

ที่มา – “อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตร

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.อนุทิน 1” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้านตึกบัญชาการ 1 ส่งทีมงานดูห้องช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

วันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)

พร้อมกันนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 อีกด้วย

สำหรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
  • นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 คน ได้แก่

  • นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล
  • นายนภินธร ศรีสรรพางค์
  • นายสันติ ปิยะทัต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมแล้วมีถึง 11 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา จึงต้องดูว่าจะมีการจัดสรรห้องทำงานกันอย่างไร.

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน การจัดเตรียมสถานที่ รวมถึงการปรับปรุงห้องทำงานต่างๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล

ความสำคัญของการถ่ายรูปติดบัตร

ขั้นตอนการถ่ายรูปติดบัตรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ การมีรูปถ่ายที่ชัดเจนและเป็นทางการจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน

การเตรียมการของทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดเตรียมสถานที่ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และเป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีจำนวนมากถึง 11 ตำแหน่งนั้น น่าติดตามว่าจะมีการแบ่งงานและมอบหมายความรับผิดชอบกันอย่างไร เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

“ลูกหมี” ชุมพร นำทีมซบ ภูมิใจไทย

ลูกหมี” ชุมพล จุลใส นำทีม “พลังชุมพร” กว่า 50 ชีวิต ซบภูมิใจไทย ปัดตอบปม รทสช. แตก “พิพัฒน์” แย้มบิ๊กเนมใต้จ่อร่วมทัพเพิ่ม

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 นายชุมพล จุลใส อดีต สส.หลายสมัยจังหวัดชุมพร พร้อมนายสุพล จุลใส สส.ชุมพร และนายวิชัย สุดสวาทดิ์ สส.ชุมพร พรรครวมไทยสร้างชาติ พานายนพพร อุสิทธิ์ หรือ นายกโต้ง นายก อบจ. ชุมพร และทีม อบจ.ชุมพร ใส่เสื้อแจ๊คเกต ที่เขียนด้านหลังว่า “พลังชุมพร” เพื่อมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย

โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย ให้การต้อนรับ พร้อมแถลงข่าวร่วมกัน

นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่พรรคภูมิใจไทย ได้ต้อนรับคณะจากจังหวัดชุมพร นำโดยนายก อบจ.ชุมพร และทีม สจ. เพื่อให้กำลังใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้นายพิพัฒน์ ได้รับมอบหมายจากนายอนุทิน ให้มาต้อนรับคณะ พร้อมขอขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจในการทำงาน และการมีเจตจำนงในการสนับสนุน พรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งสมัยหน้า ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นั่นหมายถึงเป็นการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยให้มีโอกาสในการทำงานให้ชาวชุมพร ซึ่งหากชาวชุมพรให้โอกาสเรา ตนก็มั่นใจว่า มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในชุมพร ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่เคยมีมาก่อน วันนี้พรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะร่วมกันทำงานพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ให้แข็งแกร่ง เติบโตและเจริญขึ้น โดยการนำของนายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย

ด้านนายชุมพล กล่าวว่า ตนมีความมั่นใจว่าพรรคภูมิใจไทย สามารถนำพาประเทศไปได้ และทำทุกอย่างให้ประเทศมั่นคง และเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่งจุดยืนของตนคือ การทำเพื่อประเทศไทย ไม่ได้หวังประโยชน์ส่วนตัว แต่อยากให้ประเทศไปข้างหน้า พร้อมย้ำว่า สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มาด้วยวันนี้ มาเพื่อให้กำลังใจก่อน แต่ทีมพลังชุมพรนั้นมากันร่วมกว่า 50 ชีวิต และเวลาเราจะไปไหนก็ไปกันยกทีม

เมื่อถามถึงกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ นายชุมพล ยืนยันว่า ตนไม่ได้มีปัญหากับใคร เป็นเรื่องภายในพรรค ตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่วันนี้พาทีมงานมาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย

ส่วนนายพิพัฒน์ กล่าวถึงความมั่นใจว่าจะได้ สส. ภาคใต้เพิ่มในการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ว่า เรื่องนี้คงตอบไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่คนใต้ในแต่ละจังหวัดจะตัดสินใจว่า จะให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ แต่สิ่งต่างๆ รวมถึงผลงานที่ได้ทำมาเป็นการสะท้อนให้เห็นแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ นี่คือคาแรกเตอร์ของพรรคภูมิใจไทยที่เมื่อไหร่ที่เรารับปาก และเราพูดเราก็จะทำ

เมื่อถามว่า หลังจากนี้จะมีบิ๊กเนมทางการเมืองเข้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า ตนได้รับมอบหมายจากพรรคภูมิใจไทย ให้คุยกับเพื่อนนักการเมืองใน 14 จังหวัดภาคใต้ ถึงอุดมการณ์ที่จะเข้ามาร่วมทำงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งก่อนหน้าเสียโอกาสเยอะมาก แต่หากรวมตัวกัน และมียุทธศาสตร์ ก็มั่นใจว่า จะสามารถพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ไปได้มากกว่านี้ ซึ่งก็จะมีเพื่อนนักการเมืองเข้ามาร่วมอีกหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา ส่วนพื้นที่ภาคใต้จะได้สส.จำนวนเท่าไหร่ ตนคงตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องที่ประชาชนภาคใต้ ตัดสินใจว่าจะตอบสนองพรรคภูมิใจไทยเท่าไหร่

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าวแล้ว ได้สวมเสื้อแจ๊คเกตของพรรคภูมิใจไทย ให้กับกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ และนายนพพร นายก อบจ.ชุมพร ก่อนจะสวมกอดนายชุมพล พร้อมชูมือ ถ่ายรูปร่วมกัน

“ลูกหมี” บ้านใหญ่ชุมพร ขน 50 ชีวิต ซบภูมิใจไทย

การย้ายขั้วทางการเมืองครั้งนี้ของ “ลูกหมี” ชุมพล จุลใส และทีมงาน สร้างความฮือฮาไม่น้อยในวงการการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกซบพรรคภูมิใจไทย ท่ามกลางกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ

ทำไม “ลูกหมี” ถึงเลือกภูมิใจไทย?

นายชุมพลได้ให้เหตุผลว่า มีความมั่นใจในศักยภาพของพรรคภูมิใจไทยในการนำพาประเทศไปข้างหน้า และต้องการทำงานเพื่อประเทศไทย โดยไม่ได้หวังผลประโยชน์ส่วนตัว นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ “ลูกหมี” ตัดสินใจเข้าร่วม

ผลกระทบต่อการเมืองภาคใต้

การเข้ามาของ “ลูกหมี” และทีมพลังชุมพร จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของนายชุมพล นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองคนอื่นๆ ในภาคใต้ ที่อาจกำลังพิจารณาถึงอนาคตทางการเมืองของตนเอง

จับตาการขยายฐานเสียงของภูมิใจไทย

การเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะมาถึงนี้ น่าจับตาดูว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ได้มากน้อยเพียงใด หลังจากที่ได้ “ลูกหมี” และทีมพลังชุมพร เข้ามาเสริมทัพ การแข่งขันทางการเมืองในภาคใต้ จะทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน

การย้ายพรรคของ “ลูกหมี” ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการการเมืองไทย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคตได้

ที่มา – “ลูกหมี” บ้านใหญ่ชุมพร ขน 50 ชีวิต ซบภูมิใจไทย ไม่ตอบ รทสช. แตก

Scroll to top