ทําร้ายร่างกาย

ดีเจแจ้งความ หลังโดนหนุ่มกร่างปรี่ตบหัว ฉุนเปิดเพลง HBD ช้าไม่ทันใจ

ดีเจแจ้งความ หลังโดนหนุ่มกร่างปรี่ตบหัว ฉุนเปิดเพลง HBD ช้าไม่ทันใจ

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล เมื่อมีดีเจหนุ่มรายหนึ่งออกมาโพสต์คลิปเหตุการณ์ไม่คาดฝันขณะกำลังทำหน้าที่เปิดเพลงในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งที่จังหวัดขอนแก่น เขาตกเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายร่างกายเพียงเพราะนักท่องเที่ยวรายหนึ่งไม่พอใจที่คำขอเพลงถูกรอนานเกินไปจนทนไม่ไหว ดีเจแจ้งความ หลังโดนหนุ่มกร่างปรี่ตบหัว ฉุนเปิดเพลง HBD ช้าไม่ทันใจ หลังจากที่เขาถูกตบเข้าที่ศีรษะหลายครั้ง ท่ามกลางความตกใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์สุดเดือด

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อดีเจผู้เสียหายได้รับคำขอเพลงวันเกิด (HBD) ให้กับลูกค้าท่านหนึ่ง แม้เอ็มซีจะประกาศแจ้งไปแล้ว แต่ด้วยจังหวะเพลงที่ยังไม่ถึงรอบการเปลี่ยน ทำให้ผู้ก่อเหตุเกิดอาการหัวร้อนบุกเข้าประชิดตัวในบูธดีเจ พร้อมข่มขู่และลงมือทำร้ายร่างกายอย่างอุกอาจ ท่ามกลางความงุนงงของทีมงานและเพื่อนๆ ที่อยู่ในร้าน ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การใช้ความรุนแรงเพียงเพราะไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการอย่างทันท่วงทีนั้น เป็นสิ่งที่ยอมรับได้จริงหรือในสังคมปัจจุบัน

จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบประเด็นที่คนให้ความสนใจอย่างมาก เพราะคู่กรณีที่มาทำร้ายร่างกายดีเจนั้น ปรากฏชื่อว่าเป็นหนึ่งใน กต.ตร.สภ.เมืองขอนแก่น ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชน ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการใช้อำนาจหรืออิทธิพลมาพ่วงกับพฤติกรรมกร่างในลักษณะนี้

ขั้นตอนการดำเนินคดีและการให้ความเป็นธรรม

ความคืบหน้าล่าสุด นายภัทระ ดีเจที่ถูกทำร้ายได้เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยทางด้าน พ.ต.อ.ยศวัจน์ แก้บสืบธัญนิจ ผู้กำกับการ สภ.เมืองขอนแก่น ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและออกหมายเรียกคู่กรณีมาสอบปากคำ เบื้องต้นมีข้อมูลดังนี้:

  • ผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาข้อหาทำร้ายร่างกาย
  • มีการตรวจสอบสถานะของคู่กรณีที่มีตำแหน่ง กต.ตร.
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะทำคดีตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐาน

เหตุการณ์นี้เตือนสติเราทุกคนว่า การอยู่ร่วมกันในสังคมโดยเฉพาะในสถานบันเทิง ควรมีความอดทนอดกลั้นและให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โตเพียงใด การใช้อำนาจเพื่อข่มขู่หรือทำร้ายผู้อื่นเป็นสิ่งที่สังคมสมัยนี้ยากจะยอมรับได้ และเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมจะตัดสินเหตุการณ์นี้อย่างชัดเจน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ทำมาหากินสุจริตต่อไป

ที่มา – ดีเจแจ้งความ หลังโดนหนุ่มกร่างปรี่ตบหัว ฉุนเปิดเพลง HBD ช้าไม่ทันใจ

ผัวใช้แขนรัดคอเมียดับในบ้านพัก อ้างฉุนขาดสติถูกดุด่า

เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องราวสลดล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อมีรายงานข่าวว่า ผัวใช้แขนรัดคอเมียดับในบ้านพัก อ้างฉุนขาดสติถูกดุด่า ทำเอาคนในพื้นที่ถึงกับตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ผัวใช้แขนรัดคอเมียดับในบ้านพัก อ้างฉุนขาดสติถูกดุด่า

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อตำรวจ สภ.ชะอวด ได้รับแจ้งเหตุการเสียชีวิตภายในบ้านพักหลังหนึ่ง ซึ่งจากการตรวจสอบพบศพหญิงสาววัย 34 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ข้างเตียง โดยสาเหตุเบื้องต้นจากแพทย์ระบุว่าเกิดจากการขาดอากาศหายใจ เพื่อนบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้ เพราะปกติทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตคู่ประหนึ่งคนทั่วไปที่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันตามประสา

สรุปเหตุการณ์ ผัวใช้แขนรัดคอเมียดับในบ้านพัก อ้างฉุนขาดสติถูกดุด่า

สามีผู้ก่อเหตุ ซึ่งมีอายุ 34 ปีเท่ากับภรรยา ได้ยืนรอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในที่เกิดเหตุ โดยให้การรับสารภาพในเบื้องต้นว่าสาเหตุที่ตัดสินใจก่อเหตุนั้นมาจากการที่ตนและภรรยามีปากเสียงกันอย่างรุนแรง เนื่องจากถูกภรรยาดุด่าอย่างหนัก จนเกิดอารมณ์ชั่ววูบและบันดาลโทสะ จึงใช้แขนรัดคอจนอีกฝ่ายหมดสติและเสียชีวิตในที่สุด โดยเขายอมรับว่าตอนนั้นตนเองขาดสติ ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป

  • เกิดจากความขัดแย้งในครอบครัวและการใช้อารมณ์ตัดสินปัญหา
  • ผู้ก่อเหตุพร้อมมอบตัวและให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตามความเป็นจริง
  • ผลการชันสูตรพบความเสียหายรุนแรงบริเวณลำคอจนกระดูกเคลื่อน

ทางพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหา ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของการแก้ไขปัญหาด้วยอารมณ์ หากคนในครอบครัวหันหน้าเข้าหากันและใช้สติในการพูดคุยให้มากขึ้น เหตุการณ์เศร้าสลดเช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้น การรักษาความสัมพันธ์ด้วยความอดทนและการให้อภัยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคู่ครับ

ที่มา – ผัวใช้แขนรัดคอเมียดับในบ้านพัก อ้างฉุนขาดสติถูกดุด่า ยืนรอมอบตัวตำรวจ

เสือ ดุสิต โผล่มอบตัวสู้คดีทำร้ายร่างกาย มิรา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลทันที เมื่อ เสือ ดุสิต โผล่มอบตัวสู้คดีทำร้ายร่างกาย มิรา หลังจากที่มีกระแสข่าวการเข้าแจ้งความดำเนินคดีของน้องมิรา MC สาวชื่อดัง ที่ได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือจาก กัน จอมพลัง กรณีถูกทำร้ายร่างกายอย่างหนักจนเป็นเหตุให้เกิดบาดแผลและได้รับความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ วันนี้เรามาสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดกันครับ

เหตุการณ์ เสือ ดุสิต โผล่มอบตัวสู้คดีทำร้ายร่างกาย มิรา

เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. ของวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือที่ชาวเน็ตคุ้นหูกันในชื่อ เสือ ดุสิต ได้เดินทางมายัง สภ.คลองหลวง เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ เบื้องต้นได้มีการพูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเสือ ดุสิต ยอมรับว่าได้ทราบข่าวจากไลฟ์สดที่มิราได้ระบุถึงเหตุการณ์ดังกล่าว และตัดสินใจเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

รายละเอียดการมอบตัวและข้อกล่าวหา

จากการให้สัมภาษณ์ของนายสัมฤทธิ์ เขาได้แสดงความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายคงเจ็บ และพร้อมที่จะเข้าสู่ตามขั้นตอนกฎหมาย โดยประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • นายสัมฤทธิ์ยืนยันว่าตนได้รับทราบข่าวผ่านการไลฟ์สด จึงรีบเดินทางมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที
  • เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายในครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่จังหวัดนนทบุรี
  • สำหรับเรื่องที่เกิดในจังหวัดปทุมธานีนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
  • เสือ ดุสิต ยืนยันว่าจะมีการไลฟ์สดชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดด้วยตนเองอีกครั้งในภายหลัง

ทางฝั่งของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พ.ต.ท.สุชัย แสงส่อง รอง ผกก.สอบสวน สภ.คลองหลวง ได้กล่าวว่า ในกรณี เสือ ดุสิต โผล่มอบตัวสู้คดีทำร้ายร่างกาย มิรา นั้น เบื้องต้นผู้ถูกกล่าวหายังคงให้การในลักษณะภาคเสธ ส่วนทางด้านผู้เสียหายเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการส่งตัวไปตรวจร่างกายเพื่อนำใบรับรองแพทย์มาเป็นหลักฐานสำคัญประกอบสำนวนคดี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

เหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับสังคมในเรื่องของการควบคุมอารมณ์และการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ซึ่งไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด กระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้ตัดสินความจริงในท้ายที่สุด เชื่อว่าเมื่อมีการชี้แจงรายละเอียดจากทั้งสองฝั่ง สังคมจะได้รับทราบข้อเท็จจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เราควรติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และให้ความสำคัญกับการยุติความรุนแรงในทุกรูปแบบกันนะครับ

ที่มา – “เสือ ดุสิต” โผล่มอบตัวสู้คดีทำร้ายร่างกาย “มิรา” พร้อมบอกเข้าใจอีกฝ่ายคงเจ็บ

กัน จอมพลัง ช่วย น้องมิรา ถูกทำร้ายจนเสียโฉม

กัน จอมพลัง ช่วย น้องมิรา ถูกทำร้ายจนเสียโฉม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลมีเดียทันที เมื่อ กัน จอมพลัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความพร้อมภาพถ่ายของ น้องมิรา MC สาวชื่อดังที่กำลังตกเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว โดยระบุว่าน้องถูกฝ่ายชายที่มีลักษณะเป็นนักบุญสุภาพบุรุษตัวลายทำร้ายร่างกายอย่างทารุณจนใบหน้าเสียโฉม ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ที่ได้ติดตามเป็นอย่างมาก

เปิดเบื้องหลัง กัน จอมพลัง ช่วย น้องมิรา ถูกทำร้ายจนเสียโฉม

จากคำบอกเล่าของ กัน จอมพลัง พบว่าน้องมิราได้หนีตายมาขอความช่วยเหลือ หลังจากถูกอดีตคนรักทำร้ายด้วยการใช้หมัดที่สวมแหวนกระหน่ำตีอย่างหนัก รอยช้ำกระจายไปทั่วร่างกายตั้งแต่ข้อเท้าขึ้นมาถึงใบหน้า สภาพของน้องมิราได้รับบาดเจ็บหนักจนตาบวมช้ำทั้งสองข้าง ใบหน้าบิดเบี้ยวจนแทบจำไม่ได้ ซึ่ง กัน จอมพลัง ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า ไม่ว่าจะมีเหตุผลใดก็ตาม ผู้ชายไม่ควรใช้กำลังทำร้ายผู้หญิงจนถึงขั้นเสียโฉมเช่นนี้ เพราะผู้หญิงถือเป็นเพศที่เสียเปรียบและไม่สามารถสู้แรงได้

หากย้อนกลับไปดูที่มาที่ไปของน้องมิรา MC ชื่อดัง ท่านผู้อ่านอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี เนื่องจากเธอเคยตกเป็นข่าวโด่งดังเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนมีสีและคดีทำร้ายร่างกายที่เป็นข่าวดังในอดีต แต่ครั้งนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไป เมื่อเธอเองกลายเป็นเหยื่อที่ต้องการความยุติธรรมและความปลอดภัยให้กับชีวิตของตัวเองเสียเอง

  • ร่องรอยการทำร้ายร่างกายหนักตั้งแต่หัวจรดเท้า
  • ใบหน้าเสียโฉมผิดรูปจนจำไม่ได้
  • ได้รับความช่วยเหลือจาก กัน จอมพลัง ให้เข้ามาอยู่ในความดูแลแล้ว

ในฐานะสื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องให้กำลังใจน้องมิราให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยกำลัง และต้องขอบคุณการทำงานอย่างรวดเร็วของ กัน จอมพลัง ที่ทำให้เรื่องนี้ถูกตีแผ่ออกมาเพื่อเรียกร้องสิทธิให้กับผู้เสียหายอย่างจริงจัง

ที่มา – “กัน จอมพลัง” โพสต์ภาพ “มิรา” ถูกทำร้ายจนเสียโฉม อ้างฝีมือนักบุญสุภาพบุรุษตัวลาย

เพื่อนไรเดอร์พุ่งชก ผอ.กองสืบฯ ขณะถือพานธูปเทียนขอขมาศพ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีเหตุการณ์ เพื่อนไรเดอร์พุ่งชก ผอ.กองสืบฯ ขณะถือพานธูปเทียนขอขมาศพ ณ วัดทุ่งครุ ท่ามกลางบรรยากาศที่ควรจะเป็นการแสดงความเสียใจและอโหสิกรรมให้แก่ผู้ล่วงลับ แต่กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

เพื่อนไรเดอร์พุ่งชก ผอ.กองสืบฯ ขณะถือพานธูปเทียนขอขมาศพ กลางงานไว้อาลัย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ นายจรงค์ เกราะเหมาะ ผู้อำนวยการฝ่ายสืบสวนกิจการพิเศษ ป.ป.ช. ได้เดินทางมายังวัดเพื่อขอขมาศพหนุ่มไรเดอร์ผู้เสียชีวิต แต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปพร้อมพานธูปเทียน ก็ได้มีเพื่อนของผู้ตายพุ่งเข้ามาทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บปากแตก งานนี้สร้างความตกใจให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก ก่อนที่ญาติๆ จะรีบเข้ามาระงับเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวไว้ได้ทัน

รายละเอียดเหตุการณ์ เพื่อนไรเดอร์พุ่งชก ผอ.กองสืบฯ ขณะถือพานธูปเทียนขอขมาศพ

หลังจากเหตุการณ์ เพื่อนไรเดอร์พุ่งชก ผอ.กองสืบฯ ขณะถือพานธูปเทียนขอขมาศพ สงบลง นายจรงค์ได้แสดงสปิริตและความเป็นผู้ใหญ่ด้วยการไม่เอาความ และยังคงเดินหน้านำพานธูปเทียนไปกราบขอขมาศพตามความตั้งใจเดิม โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การให้อภัย: นายจรงค์ยืนยันว่าเข้าใจถึงความสูญเสียและอารมณ์ของคนใกล้ชิด จึงไม่คิดติดใจเอาความผู้ก่อเหตุ
  • การเยียวยา: มีการพูดคุยกับลูกชายของผู้เสียชีวิตเพื่อช่วยสานฝันเรื่องภาระหนี้สินที่ค้างอยู่
  • คำมั่นสัญญา: ผอ.ป.ป.ช. ได้ให้คำมั่นว่าจะส่งเสียบุตรของผู้เสียชีวิตให้ได้รับการศึกษาจนจบ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงานวินัยของทางราชการ นายจรงค์ระบุว่าต้องดำเนินการไปตามระบบของ ป.ป.ช. ในขณะที่ทนายความส่วนตัวได้เก็บหลักฐานภาพวิดีโอไว้เพื่อความเหมาะสม แม้ว่าจะมีการให้อภัยกันแล้วก็ตาม เพราะทุกการกระทำย่อมมีผลลัพธ์ตามมา โดยเฉพาะเมื่อเกิดความรุนแรงในสถานที่จัดงานมงคลหรืองานพิธีกรรมทางศาสนา

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกของญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงที่อาจพุ่งสูงขึ้นในช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย แต่การใช้ความรุนแรงเข้าแก้ปัญหานั้นไม่ก่อให้เกิดผลดีกับฝ่ายใดเลย การมีสติและเคารพสถานที่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในยามที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้

ที่มา – เพื่อนไรเดอร์พุ่งชก ผอ.กองสืบฯ ขณะถือพานธูปเทียนขอขมาศพ

แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย…

เชื่อว่าหลายคนคงเคยติดตามข่าวคดีอาชญากรรมที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นเรื่องที่น่าหดหู่ใจ สำหรับเหตุการณ์ล่าสุดที่ จ.บุรีรัมย์ เรื่องราวของ แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย คดีไม่คืบ คู่กรณีอ้างเป็น “เด็กนาย” กลายเป็นกระแสที่สังคมต้องตั้งคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมในพื้นที่

แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย คดีไม่คืบ คู่กรณีอ้างเป็น “เด็กนาย”

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2567 นายองอาจ วัย 35 ปี ถูกทำร้ายร่างกายอย่างทารุณด้วยไม้เบสบอลจนต้องเข้า ICU สมองกระทบกระเทือน ซี่โครงหัก และกระดูกตาแตก อาการสาหัสจนต้องนอนรักษาตัวอยู่ถึง 2 เดือน แม้คู่กรณีจะยอมรับสารภาพแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันคดีกลับไม่คืบหน้า สิ่งที่ครอบครัวต้องเผชิญคือความเงียบเชียบและคำขู่จากผู้ที่อ้างตัวว่าเป็น “เด็กนาย”

เปิดปมร้อน: เมื่อ แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย คดีไม่คืบ คู่กรณีอ้างเป็น “เด็กนาย” จริงหรือ?

ความน่าตกใจของคดีนี้ไม่ใช่แค่ความรุนแรงของเหตุการณ์ แต่คือความรู้สึกไร้ที่พึ่งของครอบครัวนางทองมวล ผู้เป็นแม่:

  • การตั้งข้อหาที่ดูเบาเกินไป: จากเหตุที่รุนแรงถึงขั้นเข้าห้องไอซียู ตำรวจกลับแจ้งเพียงข้อหา “ทำร้ายร่างกาย”
  • การเจรจาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม: มีการตกลงจ่ายค่าเสียหาย 120,000 บาท แต่นายหนุ่ม คู่กรณีกลับเบี้ยวจ่ายและอ้างว่าไม่กลัวใครเพราะมี “เด็กนาย” คอยหนุนหลัง
  • คดีถูกโยนไปมา: พนักงานสอบสวนอ้างเหตุการณ์เกิดที่ อ.แคนดง ทั้งที่เหตุการณ์เริ่มต้นจากจุดหนึ่งไปจบอีกจุดหนึ่ง สร้างความสับสนให้กับผู้เสียหายอย่างหนัก

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย คดีไม่คืบ คู่กรณีอ้างเป็น “เด็กนาย” แบบนี้ จะเป็นบทสะท้อนถึงระบบเส้นสายที่ยังคงมีอยู่จริงในสังคมไทยหรือไม่ การที่ประชาชนคนหนึ่งต้องถูกทำร้ายจนร่างกายและชีวิตเปลี่ยนไป แต่กลับไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แห่งความยุติธรรม เป็นสิ่งที่หน่วยงานระดับสูงควรลงมาตรวจสอบให้ชัดเจน

ในฐานะสื่อกลาง เราขอเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนที่จะส่งเสียงแทนครอบครัวที่เจ็บปวด เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้าก็คือความไม่ยุติธรรมอย่างหนึ่ง และเราหวังว่าเจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการให้ความกระจ่างแก่สังคมโดยเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้คำว่า “เด็กนาย” กลายเป็นเกราะป้องกันให้กับผู้กระทำความผิดอีกต่อไป

ที่มา – แม่ร่ำไห้ขอความเป็นธรรม ลูกชายถูกไม้เบสบอลตีปางตาย คดีไม่คืบ คู่กรณีอ้างเป็น “เด็กนาย”

หนุ่มกู้ภัย มอบตัวตำรวจ หลังทำร้ายภรรยา หอบทรัพย์สินหนี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสะเทือนอารมณ์ในวงการอาสา เมื่อมีรายงานเหตุการณ์ หนุ่มกู้ภัย มอบตัวตำรวจ หลังทำร้ายภรรยา หอบทรัพย์สินหนี ตกลงยอมหย่าให้ กลายเป็นประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในโลกโซเชียล โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากการที่ฝ่ายชายก่อเหตุทำร้ายร่างกายภรรยาจนได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงเพราะความหึงหวงและอารมณ์ชั่ววูบ

จุดเริ่มต้นของคดี หนุ่มกู้ภัย มอบตัวตำรวจ หลังทำร้ายภรรยา หอบทรัพย์สินหนี

เหตุการณ์ความรุนแรงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ฝ่ายชายพบแชตของภรรยากับอดีตคนรักเก่า จนเกิดการโต้เถียงกันรุนแรงและลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธปืน ก่อนจะกวาดทรัพย์สินมีค่าหลบหนีไป ทิ้งให้ฝ่ายหญิงต้องเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง จนนำไปสู่การออกหมายจับในที่สุด

สรุปเหตุการณ์ หนุ่มกู้ภัย มอบตัวตำรวจ หลังทำร้ายภรรยา หอบทรัพย์สินหนี

หลังจากที่หนีไปได้เพียงไม่กี่วัน ล่าสุด นายโสถม ผู้ก่อเหตุได้ตัดสินใจเข้ามอบตัวเพื่อรับผิดชอบต่อการกระทำของตน หลังจากที่ติดต่อกับภรรยาเพื่อตกลงเรื่องการหย่าร้าง โดยมีประเด็นสรุปดังนี้:

  • ผู้ก่อเหตุเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางบัวทอง พร้อมอาวุธปืนบีบีกันที่ใช้ก่อเหตุ
  • ยอมรับผิดและขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  • ตกลงจะจดทะเบียนหย่ากับภรรยาเพื่อแยกทางกัน
  • เจ้าหน้าที่นำตัวไปตรวจยึดรถแอมบูแลนซ์ที่ผู้ก่อเหตุขับหลบหนีไปย่านเพชรเกษม

ทางด้านฝ่ายหญิงได้ให้สัมภาษณ์ด้วยความรู้สึกบอบช้ำว่า แม้จะโกรธและเสียใจ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายยอมรับผิดและตกลงหย่าให้ ตนก็พร้อมจะให้อภัยและถอนแจ้งความเพื่อให้ชีวิตของทั้งคู่ได้เริ่มต้นใหม่และแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข

ในมุมมองของเรา เรื่องความรุนแรงในครอบครัวเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม การที่คู่กรณีเลือกจบปัญหาความสัมพันธ์ด้วยการหย่าร้างถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดในกรณีนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์บานปลายไปมากกว่าเดิม นอกจากนี้ยังเป็นอุทาหรณ์ให้คู่รักหลายคู่ได้ฉุกคิดว่า อารมณ์ชั่ววูบอาจนำมาซึ่งจุดจบของชีวิตคู่และอนาคตที่พังทลายได้

ที่มา – หนุ่มกู้ภัย มอบตัวตำรวจ หลังทำร้ายภรรยา หอบทรัพย์สินหนี ตกลงยอมหย่าให้

จ่อแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ส.ต.อ. สันติบาล ซ้อมกักขังพยาบาล

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียอย่าง จ่อแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ส.ต.อ. สันติบาล ซ้อมกักขังพยาบาลสาว พบฉี่ม่วงและสั่งฟันวินัยซ้ำ ทำให้ประชาชนตื่นตัวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายนี้ ส.ต.อ. สังกัดกองบังคับการตำรวจสันติบาล ซึ่งเป็นอดีตแฟนสาวของผู้ช่วยพยาบาลสาวผู้เสียหาย ถูกตั้งข้อหาหนักหลายประการ หลังจากนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เข้าช่วยเหลือและพาผู้เสียหายมาแจ้งความ

จ่อแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ส.ต.อ. สันติบาล

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา ได้เปิดเผยความคืบหน้าของคดีนี้ โดยพนักงานสอบสวนเตรียมดำเนินคดีกับ ส.ต.อ. รายดังกล่าวตาม 3 ข้อหาหนัก ได้แก่ 1. กักขังหน่วงเหนี่ยว 2. ทำร้ายร่างกาย และ 3. พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากการถ่ายคลิปลามกอนาจารและเผยแพร่ลงโซเชียลมีเดีย คาดว่าจะเรียกตัวผู้ต้องหามารับทราบข้อกล่าวหาภายในสัปดาห์นี้ เนื่องจากเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจสูง ผู้บังคับบัญชาจึงกำชับให้ดำเนินการอย่างโปร่งใสและเด็ดขาด

พบฉี่ม่วง สั่งฟันวินัยทันที

นอกจากข้อหาอาญาแล้ว ยังพบว่าผลตรวจสารเสพติดของ ส.ต.อ. รายนี้เป็นบวกหรือ “ฉี่ม่วง” ซึ่งยืนยันว่ามีสารเสพติดในร่างกาย ทำให้ต้นสังกัดสั่งมาตรการทางวินัยรุนแรง นางปวีณา หงสกุล ได้ประสานงานกับ พล.ต.ต.สุรพงค์ ธรรมพิทักษ์ ผู้บังคับการสันติบาล 1 ทันที ซึ่งสั่งการให้ พ.ต.ต.ธวัชชัย สายกระสุน ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการสันติบาล 1 ดำเนินการเร่งด่วน ดังนี้

  • นำตัว ส.ต.อ. เข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา
  • ส่งตรวจสารเสพติดในร่างกาย
  • สั่งย้ายออกจากพื้นที่กลับต้นสังกัดในกรุงเทพมหานครทันที
  • ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หากผิดจริงจะดำเนินทั้งทางวินัยและอาญา

ผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ช่วยพยาบาลสาว ยังคงหวาดกลัวและอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิปวีณา โดยมีการสอบปากคำเพิ่มเติมต่อหน้าเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน เช่น พ.ต.อ.คเชนทร์ เสตะปุตตะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยภูมิ ที่มาช่วยราชการที่นครราชสีมา

บทบาทสำคัญของมูลนิธิปวีณาในการช่วยเหลือ

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ที่เข้ามาช่วยเหลือผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ โดยนางปวีณาได้ติดตามคดีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มักมีข่าวอาชญากรรมรุนแรงบ่อยครั้ง แต่ครั้งนี้พิเศษเพราะผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณของตำรวจ

จากพฤติกรรมดังกล่าว ไม่เพียงทำร้ายร่างกายและกักขัง แต่ยังถ่ายภาพและวิดีโอลามกเพื่อประจาน สะท้อนปัญหาการใช้กำลังในความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะจากผู้สวมเครื่องแบบที่ควรเป็นแบบอย่างของสังคม นอกจากนี้ การพบสารเสพติดยังเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คดีรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะตำรวจเสพยาไม่เพียงผิดวินัย แต่ยังกระทบภาพลักษณ์ของกองทัพตำรวจทั้งหมด

ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายชี้ว่า คดีนี้มีโทษสูง โดยข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวอาจติดคุกไม่เกิน 3 ปี ทำร้ายร่างกายเกินกว่า 2 ปี และ พ.ร.บ.คอมฯ สามารถปรับและจำคุกได้ รวมทั้งทางวินัยอาจถึงขั้นไล่ออก สังคมควรจับตาการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ จ่อแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ส.ต.อ. สันติบาล นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายต้องเท่าเทียม ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเจ้าหน้าที่ หากปล่อยไว้จะทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันตำรวจได้ หากคุณเคยประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว แนะนำให้ติดต่อมูลนิธิปวีณาหรือตำรวจโดยตรง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างกระแสให้คดีได้รับความสนใจมากขึ้น คอมเมนต์ด้านล่างบอกความเห็นของคุณได้เลย!

ที่มา – จ่อแจ้ง 3 ข้อหาหนัก “ส.ต.อ.” สันติบาล ซ้อมกักขังพยาบาลสาว พบฉี่ม่วง-สั่งฟันวินัยซ้ำ

ศึกชิงนางกลางถนน กระบะตู้ทึบจงใจชนเก๋ง ชักมีดฟัน

เกิดเหตุสุดช็อก ศึกชิงนางกลางถนน กระบะตู้ทึบจงใจชนเก๋ง ชักมีดฟันหนุ่มเจ็บ ฉุดอดีตแฟนขึ้นรถหนี บริเวณปทุมธานี เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เห็นเหตุการณ์และชาวเน็ตจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การเฉี่ยวชนธรรมดา แต่เป็นการจงใจพุ่งชนเพื่อชิงตัวอดีตแฟนสาว ท่ามกลางกลางถนนที่พลุกพล่าน!

ศึกชิงนางกลางถนน กระบะตู้ทึบจงใจชนเก๋ง ชักมีดฟันหนุ่มเจ็บ ฉุดอดีตแฟนขึ้นรถหนี

ศึกชิงนางกลางถนน กระบะตู้ทึบจงใจชนเก๋ง ชักมีดฟันหนุ่มเจ็บ ฉุดอดีตแฟนขึ้นรถหนี

เมื่อเวลา 12.00 น. ร.ต.ท.หญิงขวัญกมล พรมมา รอง สว.(สอบสวน) สภ.สวนพริกไทย นำกำลังไปตรวจสอบที่เกิดเหตุบนถนนเลียบประปา หมู่ 6 ต.สวนพริกไทย อ.เมืองปทุมธานี ที่เกิดเหตุพบรถยนต์โตโยต้า อินโนว่า สีขาว ทะเบียนกรุงเทพมหานคร สภาพด้านหน้าพังยับ หม้อน้ำแตก ขับต่อไม่ได้ ภายในรถมีสุนัขพันธุ์ไทยเห่าหอนอย่างตกใจ ใกล้ๆ พบนายธนิต อายุ 38 ปี ผู้ขับขี่ บาดเจ็บมีแผลฟันจากของมีคมที่หลังมือซ้าย ส่วนรถกระบะคู่กรณีคืออีซูซุ ดีแม็กซ์ ตู้ทึบ ขับหลบหนีไปทันทีหลังก่อเหตุ

นาทีจังใจจากกล้องหน้ารถในศึกชิงนางนี้

นายธนิตเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุ เขากำลังขับรถพร้อมแฟนสาวและสุนัข ออกจากที่พักเพื่อไปกินข้าวกลางวัน พอมาถึงจุดเกิดเหตุที่เป็นทางเลี้ยว รถกระบะตู้ทึบคู่กรณีก็พุ่งชนด้านหน้าอย่างแรง จากนั้นชายอดีตแฟนของฝ่ายหญิงลงจากรถ มาฉุดกระชากตัวแฟนสาวของนายธนิตขึ้นรถไป นายธนิตรีบเข้าไปช่วยแต่ถูกอีกฝ่ายชักมีดฟันที่มือจนเจ็บ กล้องหน้ารถบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดไว้ชัดเจน นายธนิตยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดทั้งทำร้ายร่างกายและทรัพย์สินเสียหาย

  • รถกระบะพุ่งชนรถเก๋งอย่างจัง
  • ชายลงมาฉุดผู้หญิงขึ้นรถ
  • หนุ่มใหม่เข้าไปห้าม โดนมีดฟันมือซ้าย
  • ผู้ก่อเหตุขับรถหนีไป

มารดาผู้เสียหายเผยสาวเพิ่งย้ายมาอยู่ได้ 2 วัน

นางกงใจ อายุ 64 ปี มารดาของนายธนิต บอกว่าลูกชายโทรแจ้งว่าถูกทำร้าย เธอรีบมาดู สาวคนนี้เพิ่งย้ายมาอยู่กับลูกชายได้แค่ 2 คืน เพราะมีปัญหากับครอบครัวตัวเอง จนอดีตแฟนตามมาทำเรื่องร้ายแบบนี้

ตำรวจเร่งล่าตัวผู้ก่อเหตุศึกชิงนาง

ร.ต.ท.หญิงขวัญกมล บันทึกปากคำ ส่งนายธนิตไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล และเตรียมตรวจกล้องวงจรปิดตามเส้นทางหลบหนี เพื่อจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีโดยเร็ว

วิเคราะห์สาเหตุศึกชิงนางกลางถนนแบบนี้

เหตุการณ์ ศึกชิงนางกลางถนน กระบะตู้ทึบจงใจชนเก๋ง ชักมีดฟันหนุ่มเจ็บ ฉุดอดีตแฟนขึ้นรถหนี แสดงให้เห็นปัญหาความรุนแรงจากความสัมพันธ์ที่จบไม่สวย อดีตแฟนไม่ยอมรับการเลิกรา ตามรังควาญและใช้ความรุนแรง สาเหตุหลักๆ ได้แก่

  • ความหึงหวงและไม่ยอมปล่อยวาง: อดีตแฟนคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ครอบครอง
  • ขาดการบังคับใช้กฎหมาย: ผู้ถูกสตอล์กเกอร์ไม่แจ้งความล่วงหน้า
  • สถานการณ์ฉุกเฉินกลางถนน: ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น
  • อาวุธมีดที่พกติดตัว: เพิ่มความรุนแรง

คำแนะนำป้องกันเหตุรุนแรงชิงนางแบบนี้

เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย ทุกคนควรระวังตัวดังนี้

  • ติดตั้งกล้องหน้ารถและหลังรถเสมอ เพื่อเก็บหลักฐาน
  • หากมีอดีตแฟนตามรังควาญ ให้แจ้งตำรวจทันทีและขอหมายคุ้มครอง
  • หลีกเลี่ยงการขับรถคนเดียวในที่เปลี่ยว หรือแจ้งคนใกล้ชิดเส้นทาง
  • ฝึกการควบคุมอารมณ์ หากเป็นฝ่ายเลิก อย่าตามตัวคู่เก่า
  • ใช้แอปแจ้งเหตุฉุกเฉินอย่าง SOS หรือตำรวจประชาชน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความรักต้องมีขอบเขต การจบความสัมพันธ์ต้องเคารพกัน หากปล่อยให้อารมณ์ครอบงำอาจกลายเป็นคดีอาญาได้ง่ายๆ สังคมเราควรส่งเสริมการปรึกษานักจิตวิทยาหรือหน่วยช่วยเหลือผู้เสียหายจากความรุนแรงในครอบครัวด้วย

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ ศึกชิงนางกลางถนน ครั้งนี้? เคยเจอปัญหาคล้ายๆ กันไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง กดไลค์และแชร์บทความเพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – ศึกชิงนางกลางถนน กระบะตู้ทึบจงใจชนเก๋ง ชักมีดฟันหนุ่มเจ็บ ฉุดอดีตแฟนขึ้นรถหนี

Scroll to top