ทําเนียบรัฐบาล

“พิพัฒน์” เผยไทยเจรจาซื้อน้ำมันรัสเซีย 16 มี.ค.

สถานการณ์ราคาน้ำมันในไทยกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงถึง 90-100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ล่าสุด “พิพัฒน์” เผย ไทยเตรียมเจรจาซื้อน้ำมันดิบจาก “รัสเซีย” 16 มีนาคม แถลงชัดราคาดีเซลขยับเท่าไร เพื่อลดผลกระทบจากแหล่งนำเข้าดั้งเดิมอย่างอ่าวเปอร์เซีย

“พิพัฒน์” เผย ไทยเตรียมเจรจาซื้อน้ำมันดิบจาก “รัสเซีย” 16 มีนาคม แถลงชัดราคาดีเซลขยับเท่าไร

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แถลงข่าวเรื่องนี้อย่างชัดเจน โดยยืนยันว่ารัฐบาลสั่งตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้จนถึงวันที่ 16 มีนาคม 2569 แม้ค่าการกลั่นจะขยับขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตรก็ตาม หลังจากนั้นจะมีการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดทิศทางราคาใหม่ โดยคาดว่าจะแถลงผลอย่างเป็นทางการในวันดังกล่าว

รายละเอียด “พิพัฒน์” เผย ไทยเตรียมเจรจาซื้อน้ำมันดิบจาก “รัสเซีย” 16 มีนาคม

หนึ่งในข่าวดีที่นายพิพัฒน์เปิดเผยคือ การเตรียมเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐอเมริกาเลิกบอยคอต ทำให้ไทยมีโอกาสกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ลดความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม รัฐบาลมั่นใจว่าจะสามารถทดแทนส่วนที่ขาดหายจากตะวันออกกลางได้ถึง 50% โดยกระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการ

นอกจากนี้ ไทยยังมีน้ำมันดิบสำรองในสต็อกถึง 98 วัน จากเดิม 92 วัน ซึ่งเพียงพอต่อการรับมือวิกฤตระยะสั้น ขณะที่น้ำมันเบนซินจะปรับราคาทุกสัปดาห์ตามแนวโน้มตลาดโลก ส่วนน้ำมันดีเซล รัฐบาลเตรียมเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลจาก 7% เป็น 10% หรือสูงถึง 20% ตามที่เคยทำในอดีต เพื่อประหยัดนำเข้าน้ำมันดิบ

สถานการณ์เรือสินค้าไทยและผลกระทบภาคอุตสาหกรรม

นายพิพัฒน์ยังอัปเดตสถานการณ์เรือมยุรีนารี สินค้าสัญชาติไทยที่ถูกโจมตีในตะวันออกกลางเมื่อ 2-3 วันก่อน โดยมีลูกเรือไทย 23 คน ปัจจุบันเหลือ 20 คนที่ปลอดภัยและกำลังเดินทางกลับจากเมืองคาซาบแล้ว ซึ่งเป็นข่าวดีท่ามกลางความกังวล

สำหรับภาคอุตสาหกรรมและเกษตรที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลัก ซึ่งซื้อผ่านจ็อบเบอร์อย่าง ปตท. บางจาก คาลเท็กซ์ รัฐบาลจะหารือมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยรถบรรทุกทุกยี่ห้อรองรับ B10 ได้ดี และรถปิกอัพส่วนใหญ่ก็ใช้ได้สบาย

  • ตรึงราคาดีเซลถึง 16 มีนาคม 2569
  • สำรองน้ำมันดิบ 98 วัน
  • เจรจาซื้อน้ำมันรัสเซียทดแทนตะวันออกกลาง
  • เพิ่มไบโอดีเซล B10-B20
  • น้ำมันเบนซินปรับรายสัปดาห์ตามตลาด
  • ค่ากลั่นขึ้น 6 บาท แต่ยังควบคุมราคา

การเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยกำลังบริหารจัดการพลังงานอย่างรอบคอบ แม้ราคาน้ำมันโลกจะผันผวนจากภาวะสงคราม การกระจายแหล่งนำเข้าจะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคต โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้รถยนต์ รถบรรทุก และภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาดีเซลสูง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามการแถลงอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มีนาคม เพื่อทราบว่าราคาดีเซลจะขยับขึ้นเท่าไร และมีมาตรการ补贴หรือไม่ ในมุมมองของผู้เขียน การเจรจากับรัสเซียเป็นกลยุทธ์ฉลาดที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในไทยได้ยาวนานขึ้น แนะนำให้วางแผนการใช้น้ำมันอย่างประหยัด และอัปเดตข่าวสารเพื่อปรับตัวทันสถานการณ์

ติดตามข่าวราคาน้ำมันล่าสุดและเคล็ดลับประหยัดพลังงานได้ที่บล็อกนี้ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “พิพัฒน์” เผย ไทยเตรียมเจรจาซื้อน้ำมันดิบจาก “รัสเซีย” 16 มีนาคม แถลงชัดราคาดีเซลขยับเท่าไร

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยกำลังเร่งหามาตรการรับมือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ล่าสุด เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ซึ่งเป็นข่าวดีที่ช่วยให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนที่ยุ่งยาก

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

วันที่ 9 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เปิดเผยหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีการพูดถึงการจัดหาน้ำมันเพิ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย แต่ไม่ได้เจาะจงที่ใดที่หนึ่ง

ประเด็นสำคัญคือ ในส่วนของสัญญาการค้าน้ำมันนั้น สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาฯกฤษฎีกายืนยันว่าไม่ได้มีการหารือเรื่องนี้เลย มีเพียงประเด็นน้ำมันเท่านั้นที่ถูกพูดถึง

บริบทราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทย

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงในช่วงนี้ เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในไทยปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการขนส่งและประชาชนทั่วไป

  • ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร
  • ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 10-20%
  • ค่าครองชีพครัวเรือนสูงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อ

การที่ เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน สามารถเจรจาและทำสัญญานำเข้าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

ขั้นตอนการทำสัญญาค้าน้ำมันแบบเร่งด่วน

ตามคำชี้แจงของเลขาฯกฤษฎีกา การทำสัญญานี้ยึดตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางปกครองและพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยหน่วยงานสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อความเร่งด่วนได้ โดยไม่ต้องรอครม. อนุมัติ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้หลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ต้องมีการตรวจสอบความโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีน้ำมันชั่วคราว การอุดหนุนกองทุนน้ำมัน และการส่งเสริมพลังงานทางเลือก

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผลกระทบระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่ควรมีแผนสำรองระยะยาว เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน LNG หรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ

สำหรับประเด็นแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ที่ถูกปัดตกในการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาเร่งดึงมาก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบัน

สรุปแล้ว เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. เป็นข่าวดีที่ช่วยให้รัฐบาลไทยตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการและประชาชนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในช่วงสัปดาห์หน้า หากราคาลดลง ค่าครองชีพก็จะผ่อนคลายลงตามไปด้วย

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

“อนุทิน” ยังไม่คุย “ธรรมนัส” รอ กกต.รับรอง ส.ส.

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “อนุทิน” ยังไม่คุย “ธรรมนัส” รอ กกต. ประกาศรับรอง ส.ส. ทั้งหมด เพื่อความชัดเจนก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อครั้งแรกหลังเหตุการณ์สำคัญ โดยยืนยันจุดยืนที่ระมัดระวัง

“อนุทิน” ยังไม่คุย “ธรรมนัส” รอ กกต. ประกาศรับรอง สส. ทั้งหมด

เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินกำลังจะเดินทางไปจังหวัดแพร่ แต่ได้แวะทักทายนักศึกษาฝึกงานบริเวณตึกไทยคู่ฟ้า สร้างโมเมนต์น่ารักด้วยการถ่ายรูปร่วมกันและโพลารอยด์เป็นที่ระลึก พร้อมสอบถามหน่วยงานที่ฝึกงานและอวยพรให้โชคดี ก่อนขึ้นรถ ผู้สื่อข่าวถามถึงการสนทนากับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ครั้งแรก

นายอนุทินตอบชัดเจนว่า ยังไม่คุยกัน รอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง ส.ส. ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อให้ครบถ้วนก่อน หลีกเลี่ยงการคาดเดาที่อาจสร้างความสับสนในแวดวงการเมือง นี่เป็นสัญญาณว่านายอนุทินให้ความสำคัญกับกระบวนการตามกฎหมายมาก่อนเสมอ

ปัดสัมมนา ส.ส. ภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวตั้งรัฐบาล – แบ่งเก้าอี้ รมต.

เมื่อถามถึงการประชุมสัมมนา ส.ส.พรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดบุรีรัมย์ว่าจะนำไปสู่ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลหรือแบ่งโควตารัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทินปฏิเสธทันควันว่า "ไม่เกี่ยว คนละเรื่อง" ชี้แจงว่าเป็นเพียงการปฐมนิเทศ ส.ส. ใหม่ หากกกต.รับรองครบแล้วเท่านั้น เมื่อย้ำถามเรื่องจำนวน ส.ส. 292 เสียงจะเพิ่มอีกหรือไม่ ก็เลี่ยงตอบด้วยวลีสบายๆ "have a good weekend" แสดงถึงสไตล์การสื่อสารที่ผ่อนคลายแต่หนักแน่น

พักโทษ “ทักษิณ” เป็นไปตามกฎหมาย ไม่สร้างแรงกระเพื่อม

อีกประเด็นร้อนคือกรณีการพักโทษนายทักษิณ ชินวัตร ในเดือนพฤษภาคมนี้ นายอนุทินยืนยันว่าเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบทุกประการ ไม่มีอะไรนอกกรอบ ก่อนเดินทางออกจากทำเนียบทันที สะท้อนภาพลักษณ์ผู้นำที่ยึดหลักธรรมาภิบาล

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มข้น พรรคภูมิใจไทยซึ่งมี ส.ส.จำนวนมากกำลังถูกจับตาในฐานะตัวแปรสำคัญ การที่ “อนุทิน” ยังไม่คุย “ธรรมนัส” รอ กกต. ประกาศรับรอง ส.ส. ทั้งหมด ถือเป็นกลยุทธ์ที่รอบคอบ ช่วยลดความเสี่ยงจากข่าวลือและรักษาความน่าเชื่อถือ

  • รอรับรอง ส.ส. ระบบเขตและบัญชี: เพื่อความโปร่งใส
  • สัมมนา ส.ส.: แค่ปฐมนิเทศ ไม่ใช่แบ่งเก้าอี้
  • พักโทษทักษิณ: ยึดกฎหมายเป็นหลัก
  • สไตล์อนุทิน: ผ่อนคลายแต่เด็ดขาด

จากมุมมองนักวิเคราะห์ การเคลื่อนไหวนี้ช่วยให้พรรคภูมิใจไทยอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการเจรจา โดยไม่รีบร้อนตกลงอะไรที่อาจเสียหายในระยะยาว ผู้สนใจการเมืองควรติดตามประกาศกกต.ในเร็ววันนี้

ความเห็นส่วนตัว: การรอคอยของอนุทินแสดงถึงความเป็นมืออาชีพในวงการเมืองไทยที่ผันผวน สุดท้ายแล้ว กฎหมายและกระบวนการจะเป็นตัวตัดสินชี้ขาด

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – “อนุทิน” ยังไม่คุย “ธรรมนัส” รอ กกต. ประกาศรับรอง สส. ทั้งหมด ปัดสัมมนา สส. ไม่เกี่ยวตั้งรัฐบาล

“อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน

“อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน เป็นประโยคที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สร้างความสนใจให้กับประชาชนและนักการเมืองจำนวนมากในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังตึงเครียด

“อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 14.00 น. ก่อนที่นายอนุทินจะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อมฺพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวันที่ 26 มิถุนายน และการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน นายอนุทินได้ทักทายสื่อมวลชนที่ดักรอสัมภาษณ์ด้วยคำว่า “เจริญพร”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงผลกระทบจากการเป็นรัฐบาลรักษาการที่อาจยืดเยื้อ นายกรัฐมนตรีตอบอย่างมั่นใจว่า “ไม่นานหรอก ทุกอย่างมีขั้นตอน” คำตอบนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการทางการเมืองที่กำลังดำเนินไป โดยรัฐบาลรักษาการมีหน้าที่รักษาการบริหารประเทศชั่วคราว จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่มาบริหารต่อ

ความหมายของรัฐบาลรักษาการและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

รัฐบาลรักษาการคือรัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหลังการเลือกตั้งหรือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถตั้งกระทรวงใหม่หรือแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงได้ คำกล่าวของ “อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน จึงช่วยคลายความกังวลของประชาชนที่กลัวว่ารัฐบาลจะลากยาว ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณะ

  • ช่วยรักษาความมั่นคงทางการเมือง
  • เร่งกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
  • ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของโครงการรัฐ
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ในบริบทของการเมืองไทยปัจจุบัน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดนำไปสู่การเจรจาระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสม นายอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคสำคัญในการเจรจา จึงมีบทบาทสำคัญ คำพูดนี้ยืนยันว่ารัฐบาลรักษาการจะไม่ยืดเยื้อเกินไป

มุมมองอนาคตของการเมืองไทย

จากคำกล่าว “อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน คาดว่ารัฐบาลใหม่น่าจะเกิดขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ หากการเจรจาระหว่างพรรคสำเร็จ นโยบายหลักที่คาดว่าจะเร่งดำเนินการ ได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาค่าครองชีพ และการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รอการพิจารณา

ประชาชนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากทุกขั้นตอนทางการเมืองส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน การที่นายอนุทินแสดงความมั่นใจนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยลดความไม่แน่นอนในประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน คำพูดนี้ไม่เพียงคลายกังวล แต่ยังแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของผู้นำไทยที่ยึดมั่นในกระบวนการประชาธิปไตย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตความคืบหน้า!

ที่มา – “อนุทิน” บอกทุกอย่างมีขั้นตอน เชื่อเป็นรัฐบาลรักษาการไม่นาน

นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธสัมภาษณ์ฮุนมาเนต

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันอย่างมาก นั่นคือ นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ หลังจากสื่อมวลชนถามถึงคำกล่าวของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ออกมา “ฟ้อง” โลกบนเวทีประชุมสันติภาพในสหรัฐอเมริกา ว่าประเทศไทยรุกคืบยึดดินแดนของกัมพูชา สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านชายแดน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน ทำให้หลายฝ่ายจับตาการตอบสนองของรัฐบาลไทยอย่างใกล้ชิด

นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ หลังถาม “ฮุน มาเนต” ฟ้องโลกไทยรุกดินแดน

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 ณ บริเวณทำเนียบรัฐบาล หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางออกจากทำเนียบเพื่อกลับ ก่อนที่จะขึ้นรถยนต์ประจำตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวที่รออยู่ต่างพากันตะโกนถามถึงประเด็นสำคัญจากที่ประชุมคณะกรรมการสันติภาพในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนายฮุน มาเนต ได้ขึ้นเวทีกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อชีวิตชาวกัมพูชาอย่างหนัก

นายอนุทินหันมาทำท่าป้องหูเพื่อฟังคำถามจากสื่อที่ยืนอยู่ใกล้ทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า ชั่วขณะนั้นดูเหมือนจะรับฟัง แต่ทันใดนั้นก็ยกมือชี้ไปที่คอของตัวเอง พร้อมทำท่าไอเบาๆ แล้วส่ายหน้าปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ ก่อนจะรีบขึ้นรถและขับออกไปทันที การกระทำนี้กลายเป็นภาพที่ถูกบันทึกและแพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว

นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์: เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้?

ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมคณะกรรมการสันติภาพในสหรัฐฯ นายฮุน มาเนต ได้ใช้เวทีนี้เปิดโปงปัญหาชายแดน โดยชี้ว่าการกระทำของไทยทำให้ชาวกัมพูชาต้องเผชิญความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชายืดเยื้อมาแต่สมัยก่อนหน้า โดยเฉพาะกรณีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลก (ICJ) ตัดสินเมื่อปี 2505 และ 2556 รวมถึงพื้นที่ทับซ้อนอื่นๆ เช่น เกาะกง และสามเหลี่ยมมรกต

รัฐบาลไทยยืนยันมาตลอดว่ายึดหลักสนธิสัญญาและเอกสารทางการ รวมถึงการเจรจาผ่านกลไกอาเซียน แต่ฝั่งกัมพูชามักนำเรื่องนี้ไปร้องศาลโลกหรือเวทีระหว่างประเทศเพื่อเรียกคะแนนจากประชาชนในประเทศ การที่ฮุน มาเนต ลูกชายของฮุน เซน ออกมาแถลงเช่นนี้ อาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองภายในกัมพูชาที่เพิ่งเปลี่ยนตัวนายกฯ เมื่อไม่นานมานี้

  • ประเด็นหลักที่ฮุนมาเนตกล่าวหา: การรุกดินแดนชายแดน ทำให้ชาวบ้านกัมพูชาเสียที่ดินทำกิน
  • การตอบสนองของไทยในอดีต: เจรจาทวิภาคีและส่งเรื่องให้อาเซียนไกล่เกลี่ย
  • สถานการณ์ปัจจุบัน: ชายแดนค่อนข้างสงบ แต่ยังมีจุดร้อน
  • บทบาทของสหรัฐฯ: จัดประชุมสันติภาพเพื่อส่งเสริมสันติภาพภูมิภาค

การที่ นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ อาจเป็นเพราะสุขภาพไม่ดีจริงๆ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการให้คำตอบที่อาจถูกตีความผิดในช่วงเวลาที่อ่อนไหว แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็สะท้อนถึงความระมัดระวังของรัฐบาลไทยในการจัดการประเด็นนี้

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความขัดแย้งนี้ควรแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่ใช่การกล่าวหาทางการเมือง ทั้งสองประเทศเป็นสมาชิกอาเซียน ควรใช้หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน รัฐบาลไทยภายใต้นายอนุทินได้แสดงท่าทีเด็ดขาดในหลายเรื่อง แต่กับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ยังคงเน้น diplomacy เพื่อรักษาความสัมพันธ์

นอกจากนี้ ยังมีกระแสในโซเชียลที่ชาวเน็ตแซวท่าทางของนายกฯ ว่าเหมือน “หลบเลี่ยงคำถามแบบเนียนๆ” แต่หลายคนก็เห็นใจเพราะประเด็นนี้ซับซ้อน ต้องอาศัยข้อมูลและข้อเท็จจริงมากมาย หากตอบผิดพลาดอาจจุดชนวนความตึงเครียด

สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงปัญหาค้างคาเก่าแก่ที่ต้องเร่งแก้ไข รัฐบาลทั้งสองฝ่ายควรเปิดโต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน ไม่เช่นนั้นอาจกระทบความร่วมมืออื่นๆ เช่น การค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายแดน

จากมุมมองของผม เหตุการณ์ นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการหลีกเลี่ยงการตอบโต้ที่อาจยืดเยื้อ หวังว่ารัฐบาลจะออกแถลงการณ์ชี้แจงอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ เพื่อคลายความสงสัยของประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คิดว่านายกฯ เจ็บคอจริงหรือเปล่า หรือมีกลยุทธ์อะไรซ่อนอยู่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อติดตามข่าวการเมืองที่อัปเดตและเป็นกลาง!

ที่มา – นายกฯ ทำท่าไอ – เจ็บคอ ปฏิเสธให้สัมภาษณ์ หลังถาม “ฮุน มาเนต” ฟ้องโลกไทยรุกดินแดน

อนุทิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง

อนุทิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง เป็นภาพที่สร้างความประทับใจให้กับประชาชนชาวไทยจำนวนมาก หลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย สามารถนำพรรคคว้าชัยชนะอันดับ 1 ในการเลือกตั้งปี 2569 และขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรมตามประเพณี แต่ยังเป็นการแสดงถึงความเคารพและศรัทธาที่ผู้นำมีต่อพลังศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครองบ้านเมือง

อนุทิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นวันแรก จากนั้นเวลา 12.09 น. ท่านได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตาศาลยาย ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาลที่ทุกคนต้องให้เกียรติ

ในการให้สัมภาษณ์สั้นๆ กับสื่อมวลชน นายอนุทินเปิดเผยว่า ตนขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้เป็นสิริมงคลทุกวัน เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การมาไหว้ครั้งนี้เพราะสิ่งที่ขอประสบความสำเร็จใช่หรือไม่ ท่านตอบด้วยรอยยิ้มว่า มากราบขอบพระคุณ สิ่งที่ขอไว้ ท่านได้ให้มากกว่าสิ่งที่ตนขอ คำตอบนี้สะท้อนถึงความถ่อมตนและความกตัญญูต่อพลังเหนือธรรมชาติที่ช่วยเหลือให้พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จเกินคาด

นอกจากนี้ เมื่อถูกถามถึงความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ นายอนุทินกล่าวว่า เราก็เชื่อไว้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องคอยเตือนสติเราให้ทำแต่สิ่งที่ดี แสดงให้เห็นว่าการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่แค่ขอพร แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้นำยึดมั่นในความถูกต้อง

อนุทิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง

กราบพ่อแม่และพรจากครอบครัว

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรีอนุทินได้โพสต์ภาพการไปกราบพ่อแม่ ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำสัปดาห์ของท่าน ท่านเล่าว่า คนเป็นพ่อแม่เราก็ต้องไปกราบขอพร ขอบคุณที่ท่านให้เราเกิดมา ให้เรามีการศึกษา มีการสั่งสอนเราให้มีจิตสำนึกในการรับใช้บ้านเมือง แม้จะชนะเลือกตั้งแล้ว พ่อแม่ก็ยังคงให้คำแนะนำและพรอันประเสริฐ ทำให้ท่านมีกำลังใจในการบริหารประเทศ

ไหว้รูปปั้นนรสิงห์และต้นไผ่มงคล

หลังจากสักการะศาลพระภูมิแล้ว นายกรัฐมนตรีเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อไหว้รูปปั้นองค์นรสิงห์จำลอง ซึ่งเป็นเทวรูป守護ที่สำคัญ โดยล่าสุดมีการนำต้นไผ่มงคลมาประดับเสริมในช่วงเลือกตั้ง ต้นไผ่ตามหลักฮวงจุ้ยสื่อถึง:

  • ความเจริญรุ่งเรือง
  • ความมั่นคง
  • ความซื่อตรง
  • ความอุดมสมบูรณ์

การเพิ่มไม้มงคลนี้แสดงถึงการเตรียมตัวอย่างดีของทีมงานพรรคภูมิใจไทย ก่อนเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้ง

ต้นไผ่มงคลที่ตึกไทยคู่ฟ้า

เหตุการณ์ อนุทิน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง นี้ ไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่ แต่ยังสะท้อนวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ากับการเมืองสมัยใหม่ นายอนุทินซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมือง จากอดีตรัฐมนตรีช่วยฯ สุขภาพ สู่หัวหน้าพรรคที่พา ภท. คว้าที่นั่งมากที่สุด แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่สมดุลทั้งโลกีย์และนอกโลกีย์

ในยุคที่การเมืองไทยเต็มไปด้วยความท้าทาย การมีผู้นำที่เชื่อในเครื่องเตือนสติเช่นนี้ คงช่วยให้การบริหารประเทศราบรื่นยิ่งขึ้น ผู้ติดตามข่าวการเมืองไม่ควรพลาดที่จะสังเกตว่านโยบายของรัฐบาลอนุทินจะนำพาไทยไปสู่ความเจริญอย่างไร โดยเฉพาะด้านมหาดไทยและสาธารณสุขที่เป็นจุดแข็งของท่าน

คุณคิดอย่างไรกับการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของนายกฯ อนุทิน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา!

ที่มา – “อนุทิน” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ทำเนียบฯ หลังชนะเลือกตั้ง เผยขอพรไว้ ได้มากกว่าที่ขอ

Scroll to top