ธนพร ศรียากูล

“ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยเมื่อ รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองฝีมือฉกาจ ออกมาเปิดประเด็นว่า “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ โดยมองว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดในโลกออนไลน์นั้นมีความพยายามในการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี แต่กลับกลายเป็นว่าเป็นการด้อยค่าการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุ่มเทกันมาอย่างเต็มที่เพื่อให้การเจรจาครั้งนี้บรรลุผลสำเร็จ

“ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่

การเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่จะให้ใครคนใดคนหนึ่งมาแอบอ้างผลงานได้โดยง่าย ซึ่งรศ.ดร.ธนพร ได้ย้ำชัดเจนว่ากรณีที่เป็นข่าวเรื่องการส่งออกกุ้งไปมาเลเซียนั้น เบื้องหลังความสำเร็จคือการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่เทคนิคจากทั้งสองประเทศตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนเต็ม ฝ่ายไทยมีการวางแผนและส่งเจ้าหน้าที่ไปจัดทำรายละเอียดการนำเข้าปลากะพงและตรวจสอบมาตรฐานฟาร์มกุ้งล่วงหน้า โดยทุกอย่างดำเนินการตามกรอบของอาเซียนอย่างเคร่งครัด

กระบวนการระดับสากลไม่ใช่เกมการเมือง

รศ.ดร.ธนพร ยังตั้งคำถามถึงกระแสข่าว “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ ว่าขบวนการเหล่านี้กำลังทำร้ายจิตใจข้าราชการผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความเป็นมืออาชีพของเจ้าหน้าที่รัฐ: ความสำเร็จเกิดจากทีมเทคนิคที่เดินทางไปกัวลาลัมเปอร์ก่อนใคร ไม่ใช่บารมีของบุคคลภายนอก
  • ความถูกต้องของกลไกการค้า: ประเทศคู่ค้าย่อมไม่ทำข้อตกลงระดับรัฐกับผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย
  • การตรวจสอบความจริง: การกล่าวอ้างเลื่อนลอยโดยไม่มีหลักฐานทางเอกสารสัญญานั้น ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างทางการเมืองได้

หลายคนมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงความพยายามของเหล่า IO ที่ต้องการฉวยโอกาสในช่วงที่กระแสนายใหญ่คัมแบ็ก เพื่อหวังสร้างซีนการเมืองให้ดูว่าทุกอย่างต้องผ่านมือผู้นำตัวจริง ทั้งที่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องขับเคลื่อนด้วยกลไกของรัฐบาลชุดปัจจุบันและเจ้าหน้าที่ผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก การเสพข่าวจากแหล่งที่เพียงแค่ต้องการปั่นกระแส “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่ อาจทำให้เรามองข้ามความทุ่มเทของเหล่าข้าราชการไทยที่ทำงานปิดทองหลังพระมาโดยตลอด ดังนั้น สังคมควรให้ค่ากับผลงานที่เป็นเนื้อเป็นหนังมากกว่าการเชื่อถือวาทกรรมทางการเมืองที่ไร้หลักฐานรองรับ

ที่มา – “ธนพร” ไม่เชื่อ “ทักษิณ” ปิดดิลกุ้งไทย ชี้แค่แก๊ง IO ปั่นกระแสเอาใจนายใหญ่

“ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง

ในวงการการเมืองไทยที่มักเต็มไปด้วยความขัดแย้งและการโต้เถียงรุนแรง เรื่องราวล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสคือ “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการไกล่เกลี่ยและการยอมรับผิดพลาด โดยเฉพาะประเด็น敏感อย่างปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

“ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายภูมิธรรม เวชยชัยภูมิ ที่ปรึกษาและคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยว่า รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล หรือที่รู้จักในนาม “อาจารย์ธนพร” ได้ติดต่อเข้ามาพบเพื่อขอโทษจากกรณีที่เคยให้สัมภาษณ์วิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างรุนแรง ในสมัยที่นายภูมิธรรมดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปมดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นความมั่นคงที่ละเอียดอ่อน

พื้นหลังของเหตุการณ์ “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม”

ย้อนกลับไปในอดีต ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทพระวิหารและบริเวณใกล้เคียง เป็นประเด็นร้อนที่สร้างความตึงเครียดมานาน นักวิชาการและนักการเมืองหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น รวมถึงการสื่อสารเชิงนโยบายที่อาจเปิดช่องให้เกิดความเสี่ยงต่อกำลังพลและประชาชนชายแดน รศ.ดร.ธนพร ได้ให้สัมภาษณ์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนทำให้นายภูมิธรรมไม่พอใจและดำเนินการฟ้องร้องทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ ดร.ธนพร ได้ติดต่อเพื่อพบปะและขอโทษ โดยยอมรับว่ามีความเข้าใจผิดในข้อมูลบางประการ นายภูมิธรรมจึงตอบรับด้วยความเข้าใจ และประกาศว่าจะถอนฟ้อง เพื่อให้เรื่องราวจบลงด้วยดี สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะของทั้งสองฝ่ายในการเคลียร์ใจ

บทเรียนจากกรณีนี้

กรณี “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง สะท้อนหลายบทเรียนสำคัญในวงการการเมืองไทย:

  • การวิพากษ์วิจารณ์ต้อง基于ข้อมูลครบถ้วน: นักวิจารณ์ควรศึกษาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับความลับทางการทหาร
  • การ对话ดีกว่าการฟ้องร้อง: แทนที่จะยืดเยื้อในศาล การพูดคุยเปิดใจช่วยรักษาความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของชาติ
  • วุฒิภาวะทางการเมือง: การยอมรับผิดพลาดและเปลี่ยนมุมมองเมื่อมีข้อมูลใหม่ เป็นคุณสมบัติของผู้นำที่แท้จริง

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้สื่อและนักวิจารณ์หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำรุนแรงที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งไม่จำเป็น ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป โดยรัฐบาลปัจจุบันควรสื่อสารอย่างโปร่งใสเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ในมุมกว้างขึ้น เรื่องนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยที่เน้นการเมืองสร้างสรรค์ แทนการต่อสู้แบบเดิมๆ หากนักการเมืองทุกคนเลียนแบบ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ กรณี “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง เป็นตัวอย่างที่ชวนให้คิดว่า การยอมรับผิดและให้อภัยสามารถนำไปสู่ทางออกที่ดีได้ ลองติดตามข่าวการเมืองไทยต่อไป และแบ่งปันมุมมองของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – “ธนพร” เข้าขอโทษ “ภูมิธรรม” พร้อมเคลียร์ใจเตรียมถอนฟ้อง

ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ที่กำลังเป็นประเด็นฮือฮาในวงการเมืองเลย นั่นคือ ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย หลังจากที่มีดราม่าปมซื้อเครื่องบินของ “สุริยะ” ต่อจาก “เบน สมิธ” ซึ่งหลายคนตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงกับทุนสีเทา รศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดัง ได้ออกมาท้าทายพรรคประชาชนให้แสดงจุดยืนชัดเจน อย่าให้แคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” กลายเป็นแค่คำขอคะแนนเสียงเท่านั้นเอง

ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ธนพร มองว่าหลังเลือกตั้งจบแล้ว การเจรจาจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นขั้นต่อไป ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้อันดับ 1 โอกาสจัดตั้งรัฐบาลกว้างมากเพราะไม่มีเงื่อนไขยุ่งยาก แต่ถ้าพรรคประชาชนได้ที่ 1 ควรเจรจากับภูมิใจไทยก่อนเลย และที่สำคัญ พรรคประชาชนต้องประกาศตั้งแต่เนิ่นๆ ว่า จะไม่จับมือกับเพื่อไทย เพื่อยืนยันสโลแกน “มีเรา ไม่มีเทา” ที่เคยชูมาตลอด

ทำไมถึงต้องท้าแบบนี้? เพราะพรรคประชาชนเคยประกาศไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรมแล้ว และแคมเปญนี้เน้นต่อต้านทุนสีเทา การเมืองสะอาด แต่ตอนนี้เพื่อไทยโดนจับตาหนัก จากหลายประเด็น เช่น ข้อครหาเชื่อมโยงทุนสีเทา คดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัลของอดีตรัฐมนตรีดิจิทัล และผู้สมัคร ส.ส. กาฬสินธุ์ที่ถูกหาว่าเกี่ยวพนันออนไลน์

ปมสุริยะซื้อเครื่องบินจากเบน สมิธ สะเทือนวงการ

ประเด็นร้อนสุดคือกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ ของเพื่อไทย ซื้อเครื่องบินต่อจาก นายเบน สมิธ ที่ถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา และอาจโยงไปถึงเส้นเงินของ “ยิม เลียก” กลุ่มทุนสีเทาใหญ่โต รศ.ธนพร บอกชัด ถ้าพรรคประชาชนอยากยืนยัน “มีเรา ไม่มีเทา” จริง ต้องตัดเพื่อไทยออกจากสมการจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่แรก มิฉะนั้นจะถูกมองว่าเป็นแค่กลยุทธ์หาเสียง

  • พรรคประชาชนต้องประกาศจุดยืนชัดเจนก่อนเลือกตั้ง
  • หลีกเลี่ยงพรรคที่มีข้อครหาทุนสีเทา
  • เจรจากับพรรคที่โปร่งใสอย่างภูมิใจไทยก่อน
  • ย้ำแคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” ให้เป็นจริง ไม่ใช่แค่วาทกรรม

รศ.ธนพร ยังแซวด้วยว่า ถ้านายสุริยะเป็น “อาเจ็ก” ของนายธนาธร แล้วยังตีมึนร่วมรัฐบาลกัน ประชาชนก็ตั้งคำถามได้เต็มที่ว่า คำขวัญนี้เป็นแค่เครื่องมือขอคะแนนหรือเปล่า สถานการณ์การเมืองตอนนี้ตึงเครียดมาก พรรคไหนจะได้จัดตั้งรัฐบาล ขึ้นอยู่กับการเจรจาและจุดยืนที่ชัดเจน

ส่วนตัวผมคิดว่า การเมืองไทยควรมีจุดยืนต่อต้านทุนสีกเทาให้จริงจังกว่านี้ เพราะปัญหาสแกม พนันออนไลน์ ส่งผลกระทบประชาชนโดยตรง ถ้าพรรคประชาชนทำตามที่ธนพรท้า ธนพร ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย มันจะเป็นสัญญาณดีให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นภาพชัด คุณล่ะคิดยังไง? พรรคประชาชนจะกล้าประกาศไหม หรือจะเงียบเพื่อโอกาสจัดตั้งรัฐบาล?

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกเรา และอย่าลืมแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – อย่าให้เป็นแค่คำขอคะแนน “ธนพร” ท้า ปชน. ประกาศให้ชัดไม่จับมือเพื่อไทย ย้ำแคมเปญ มีเรา ไม่มีเทา

ภูมิธรรมฟ้อง อ.ธนพร หมิ่นประมาท หากขอโทษ?

“ภูมิธรรม” เดินหน้าฟ้อง “อ.ธนพร” ฐานหมิ่นประมาท หากขอโทษจะยุติหรือไม่ต้องถามทนาย กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่หลายคนจับตามอง เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับ อ.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมือง ในข้อหาหมิ่นประมาท โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระทำที่ทำลายเกียรติยศและเกียรติภูมิของผู้อื่น

ภูมิธรรมฟ้อง อ.ธนพร หมิ่นประมาท หากขอโทษจะยุติหรือไม่ต้องถามทนาย

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย ได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้อง อ.ธนพร ศรียากูล ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา คำถามสำคัญที่ตามมาคือ หาก อ.ธนพร ออกมาขอโทษ จะมีการยุติเรื่องหรือไม่? นายภูมิธรรมได้ตอบคำถามนี้อย่างชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่ทนายความเป็นผู้พิจารณา เนื่องจากได้มอบหมายให้ทนายจัดการเรื่องนี้ไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

ฟ้องหมิ่นประมาท: จุดยืนของภูมิธรรม

นายภูมิธรรมยังกล่าวอีกว่า หากพบว่ามีการกระทำที่เกินเลย พูดแล้วไม่รับผิดชอบ ทำลายเกียรติยศเกียรติภูมิของผู้อื่น และก่อให้เกิดความสับสนต่อปัญหาของประเทศ ก็จะดำเนินการฟ้องร้องอย่างแน่นอน ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องชื่อเสียงและเกียรติยศของตนเอง

หลายคนอาจมองว่าการฟ้องร้องระหว่างนักการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก แต่ในประเด็นนี้ นายภูมิธรรมได้ชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง เพราะที่ผ่านมาก็มีการฟ้องร้องดำเนินคดีกันอยู่พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นการกระทำที่เกินเลยไปถึงการทำลายเกียรติภูมิของครอบครัว

นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่า การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตนั้นเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ แต่หากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่สุจริตและนำข้อมูลอันเป็นเท็จมาเผยแพร่ ถือเป็นเรื่องที่ผู้กระทำต้องรับผิดชอบ และควรที่จะตรวจสอบข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่มาถามผู้เสียหาย

  • การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตเป็นสิ่งที่พึงกระทำ
  • ข้อมูลที่นำมาวิพากษ์วิจารณ์ควรเป็นความจริงและมีหลักฐาน
  • การทำลายเกียรติยศและเกียรติภูมิของผู้อื่นเป็นการกระทำที่ไม่สมควร

สถานการณ์ “ภูมิธรรม” เดินหน้าฟ้อง “อ.ธนพร” ฐานหมิ่นประมาท หากขอโทษจะยุติหรือไม่ต้องถามทนาย ยังคงเป็นที่สนใจของสังคม และเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างมีความรับผิดชอบ การวิพากษ์วิจารณ์ควรอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ไม่ใช่การใส่ร้ายป้ายสีหรือทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น

ในขณะที่หลายคนอาจมองว่าการฟ้องร้องเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นการยืนยันว่าทุกคนมีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียงและเกียรติยศของตนเอง และไม่ควรปล่อยให้มีการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จหรือสร้างความเสียหายโดยไม่มีการตรวจสอบ

ประเด็นนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการปกป้องสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องพิจารณาและถกเถียงกันต่อไป เพื่อสร้างบรรยากาศของการแสดงความคิดเห็นที่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเคารพซึ่งกันและกัน

สิ่งสำคัญที่เราได้เรียนรู้จากกรณี “ภูมิธรรม” เดินหน้าฟ้อง “อ.ธนพร” ฐานหมิ่นประมาท หากขอโทษจะยุติหรือไม่ต้องถามทนาย คือการตระหนักถึงความรับผิดชอบในการใช้คำพูดและการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นในโลกออนไลน์หรือออฟไลน์ การตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ และการเคารพในสิทธิของผู้อื่น เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่และมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – “ภูมิธรรม” เดินหน้าฟ้อง “อ.ธนพร” ฐานหมิ่นประมาท หากขอโทษจะยุติหรือไม่ต้องถามทนาย

Scroll to top