ธนาคารกลางสหรัฐ

เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

เชื่อว่าหลายคนต้องขยี้ตาเมื่อเห็นข่าวล่าสุด เพราะไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นผู้นำประเทศออกมาพูดถึงสภาวะเศรษฐกิจในแง่บวกท่ามกลางวิกฤต โดยประเด็นสำคัญที่โลกกำลังจับตามองคือเรื่อง เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ” ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่นักเศรษฐศาสตร์และประชาชนทั่วโลกต่างพากันตั้งคำถามถึงทิศทางเศรษฐกิจหลังจากนี้

สถานการณ์ เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ได้ประกาศตัวเลข CPI ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 4.2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นอัตราที่น่ากังวลที่สุดในรอบหลายปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนคือท่าทีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขารู้สึกชื่นชอบตัวเลขเงินเฟ้อนี้อย่างมาก

ผลกระทบที่คนอเมริกันกำลังเจอ เพราะ เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

  • ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงขึ้นจาก 2.98 ดอลลาร์ เป็น 4.15 ดอลลาร์ต่อแกลลอนภายในเวลาไม่กี่เดือน
  • ค่าครองชีพพื้นฐาน เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารักษาพยาบาล และค่าบริการสื่อสาร ปรับตัวสูงขึ้นถ้วนหน้า
  • ครัวเรือนเริ่มรัดเข็มขัดเนื่องจากค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงานและก๊าซหุงต้มกินสัดส่วนรายได้มากขึ้น

ภาวะนี้ทำให้ Fed หรือธนาคารกลางสหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่บีบคั้น พวกเขาอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อชะลอการใช้จ่าย ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการลงทุนไปทั่วโลก นักวิเคราะห์หลายฝ่ายมองว่า แม้ผู้นำจะมองเป็นเรื่องบวก แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาระที่ตกอยู่กับประชาชนนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่ามองข้ามเลยสักนิด

หากเรามองในมุมของนักลงทุน การที่ราคาพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันดิบยังอยู่ในระดับสูงจากปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซ ยิ่งตอกย้ำว่าภาวะเงินเฟ้อนี้อาจจะอยู่กับเราไปอีกนานจนถึงปี 2570 ดังนั้นการวางแผนการเงินในยุคที่ข้าวของแพงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ จึงเป็นทักษะที่ทุกคนต้องหยิบขึ้นมาให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกที่ไม่แน่นอนเช่นนี้

ที่มา – เงินเฟ้อสหรัฐฯ เพิ่มเร็วสุดในรอบ 3 ปี ทรัมป์บอก “ผมชอบเงินเฟ้อ”

วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานเฟดคนใหม่

วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังพุ่งสูงและราคาพลังงานทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติรับรองนายเควิน วอร์ช วัย 56 ปี ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือที่รู้จักกันในชื่อเฟด (Federal Reserve) อย่างเป็นทางการ การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวนรุนแรง โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อที่เกินเป้าหมาย 2% มาต่อเนื่องกว่า 5 ปี

ก่อนหน้านี้ การรับรองนายวอร์ชเคยติดขัดเนื่องจากวุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐนอร์ทแคโรไลนา ขู่จะขัดขวาง จนกว่าจะมีการสอบสวนนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดคนปัจจุบันเสร็จสิ้น แต่หลังจากกระทรวงยุติธรรมยุติการสอบสวนในเดือนเมษายน การลงมติจึงเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะแบ่งขั้วตามพรรคการเมือง

ประวัติและความท้าทายของเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่

เควิน วอร์ช เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดที่มีประสบการณ์ยาวนาน เขาเคยเป็นผู้ว่าการเฟดในช่วงปี 2006-2011 และมีชื่อเสียงในการวิเคราะห์นโยบายการเงินที่เข้มงวด การเข้ามานั่งเก้าอี้ประธานเฟดครั้งนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุด โดยปัจจัยหลักที่ต้องเผชิญ ได้แก่

  • เงินเฟ้อพุ่งสูง: อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงเกินเป้า สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ จากราคาน้ำมันและพลังงานที่ปรับตัวขึ้น
  • ราคาพลังงานขาขึ้น: ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุน能源พุ่ง
  • ความตึงเครียดภายในเฟด: คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินมีเสียงแตกแยกมากที่สุดในรอบ 30 ปี โดยเฉพาะเรื่องการปรับดอกเบี้ย
  • เศรษฐกิจโลกผันผวน: จากสงครามการค้าและวิกฤตโซ่อุปทาน

วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ จึงเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมรับมือกับวิกฤตเหล่านี้ด้วยนโยบายที่เด็ดขาดมากขึ้น นายวอร์ชเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับนโยบายที่เข้มงวดในเร็วๆ นี้

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโลก

การเปลี่ยนแปลงผู้นำเฟดจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่อาจผันผวนจากนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐฯ นักลงทุนไทยควรจับตาการประชุมเฟดครั้งต่อไป เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นจะกดดันค่าครองชีพในไทยให้เพิ่มขึ้นอีก

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นโยบายของวอร์ชอาจช่วยสหรัฐฯ ฟื้นตัวได้ แต่ก็เสี่ยงทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหากขึ้นดอกเบี้ยแรงเกินไป อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของเขาจะช่วยนำพาเฟดฝ่าฟันพายุเศรษฐกิจได้

สุดท้ายนี้ การที่วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คุณคิดว่านโยบายของเขาจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารเศรษฐกิจอัปเดตทุกวันได้ที่นี่!

ที่มา – วุฒิสภาสหรัฐลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” นั่งประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่

เฟดลดดอกเบี้ย แต่ธันวาคมไม่แน่!

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ตามความคาดหมาย แต่เฟดพยายามระงับความคาดหวังว่า จะมีการลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง นั่นก็คือการที่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่อาจไม่ลดในเดือนธันวาคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนอย่างมาก หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น และจะมีผลกระทบอะไรบ้างกับเรา มาติดตามกันครับ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลงอีก 0.25% ตามความคาดหมาย แต่เจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ออกมาเบรกความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม ทำให้ค่าเงินดอลลาร์กลับแข็งค่าขึ้นหลังจากนั้น

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่อาจไม่ลดในเดือนธันวาคม

ในการประชุมเมื่อวันพุธที่ 29 ตุลาคม 2568 มีกรรมการ 2 คนที่ไม่เห็นด้วยกับการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ โดยผู้ว่าการเฟด สตีเฟน มีแรน เรียกร้องอีกครั้งว่าให้ลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่านี้ ขณะที่นาย เจฟฟรีย์ ชมิด ประธานเฟด สาขาแคนซัสซิตี้ กลับต้องการให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงอยู่

อดัม บัตตัน หัวหน้านักวิเคราะห์สกุลเงินที่ InvestingLive ในโตรอนโต กล่าวว่า การแสดงความไม่เห็นด้วยจากนายชมิด สะท้อนความรู้สึกของเจ้าหน้าที่เฟดบางส่วน ดังนั้น อาจมีแรงกดดันให้นายพาวเวลล์ต้องระงับความคาดหวังของตลาดสำหรับการลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม

ขณะที่นายพาวเวลล์กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องนโยบายการเงินได้ และตลาดไม่ควรคาดหวังว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยอีกในช่วงสิ้นปี

ทำไมเฟดถึงลดดอกเบี้ย?

เหตุผลหลักที่เฟดตัดสินใจลดดอกเบี้ยก็เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวลง รวมถึงเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืม ทำให้ธุรกิจและผู้บริโภคมีเงินมากขึ้นในการใช้จ่ายและการลงทุน

แล้วทำไมถึงอาจไม่ลดในเดือนธันวาคม?

แม้ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ แต่ก็ส่งสัญญาณว่าอาจจะยังไม่รีบลดดอกเบี้ยอีกในเร็วๆ นี้ เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังสูงอยู่ และต้องการประเมินผลกระทบของการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ก่อน นอกจากนี้ ยังมีกรรมการเฟดบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังได้ประกาศเพิ่มเติมว่า จะกลับมาเริ่มซื้อหลักทรัพย์ของกระทรวงการคลัง (Treasury securities) ในวงจำกัดอีกครั้ง หลังจากที่ตลาดเงินแสดงสัญญาณว่า สภาพคล่องเริ่มขาดแคลน ซึ่งเป็นภาวะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะหลีกเลี่ยง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่อาจไม่ลดในเดือนธันวาคม:

  • ค่าเงินบาท: การที่เฟดลดดอกเบี้ยอาจทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
  • ตลาดหุ้น: การลดดอกเบี้ยโดยทั่วไปเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น
  • การลงทุน: นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสม

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของ ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่อาจไม่ลดในเดือนธันวาคม เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์อยู่เสมอจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ ขอให้ทุกคนโชคดีกับการลงทุนครับ

ที่มา – ธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% แต่อาจไม่ลดในเดือนธันวาคม

Scroll to top