ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

วัชรพงศ์ แนะ ยิ่งชีพ ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง มีวาระซ่อนเร้น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวของ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ (iLaw) อย่างดุเดือด โดยมองว่าการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของ นายยิ่งชีพ แนะ ยิ่งชีพ ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง อาจมีวาระซ่อนเร้น ในการตรวจสอบนักการเมืองของพรรคภูมิใจไทยนั้น อาจไม่ใช่การทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ

เหตุผลที่ วัชรพงศ์ แนะ ยิ่งชีพ ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง อาจมีวาระซ่อนเร้น

นายวัชรพงศ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มไอลอว์ กับคณะก้าวหน้าของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมในอดีตและดิจิทัลฟุตพรินต์หลายอย่างทำให้สังคมสงสัยว่ามีความพยายามร่วมมือกันเพื่อล้มกระดานการเมือง โดยเฉพาะในประเด็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อเคลือบแคลงถึงการฮั้วกันในเครือข่ายของพรรคสีส้ม

เจาะลึกความสัมพันธ์ที่ วัชรพงศ์ แนะ ยิ่งชีพ ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง อาจมีวาระซ่อนเร้น

ประเด็นที่ นายวัชรพงศ์ ได้หยิบยกมานำเสนอเพื่อตอกย้ำถึงความสัมพันธ์นี้ ได้แก่:

  • เพจคณะก้าวหน้าที่ช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมตลาดนัด สว. ของไอลอว์
  • การปรากฏตัวของนายยิ่งชีพข้างกายนายธนาธรในประเด็นการฮั้ว สว. โดยไม่มีการโต้แย้ง
  • ความพยายามในการล้มกระดาน สว. เดิม เพื่อเปิดทางให้เครือข่ายของตนเองเข้าไปมีอำนาจแทน

จากเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้นายวัชรพงศ์มองว่า นายยิ่งชีพกำลังเดินหมากทางการเมืองที่เอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองฝั่งสีส้มอย่างชัดเจน จึงเป็นที่มาของการออกมาชี้เป้าว่า นายยิ่งชีพควรหันมาทบทวนตนเองก่อนที่จะสายเกินไป

นายวัชรพงศ์ยังได้ฝากข้อเตือนใจว่า เยาวชนและกลุ่มผู้เคลื่อนไหวหลายคนในอดีตต่างได้รับบทเรียนราคาแพงจากการหลงเชื่อแนวทางของผู้นำทางจิตวิญญาณในขั้วตรงข้าม ซึ่งสุดท้ายแล้วมักทิ้งให้พวกเขาต้องเผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดาย การที่ วัชรพงศ์ แนะ ยิ่งชีพ ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง อาจมีวาระซ่อนเร้น จึงถือเป็นการเตือนสติในฐานะนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เพื่อไม่ให้นายยิ่งชีพต้องกลายเป็นหมากทางการเมืองที่ถูกนำไปใช้แล้วทิ้งในท้ายที่สุด

ในมุมมองของสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน ความโปร่งใสและการตรวจสอบเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ต้องตั้งอยู่บนหลักฐานและความสุจริตใจ ไม่ใช่การใช้เครือข่ายและการสร้างกระแสเพื่อล้มกระดานตามวาระซ่อนเร้นของฝั่งการเมืองใดการเมืองหนึ่ง เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า นายยิ่งชีพจะออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหานี้อย่างไร และก้าวต่อไปของไอลอว์จะเป็นทิศทางไหน

ที่มา – “วัชรพงศ์” แนะ “ยิ่งชีพ” ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง อาจมีวาระซ่อนเร้น

ศาลเลื่อนอ่านอุทธรณ์ คดีธนาธรฟ้องหมิ่นประมาท อ.อานนท์

ศาลเลื่อนอ่านอุทธรณ์ คดีธนาธรฟ้องหมิ่นประมาท อ.อานนท์

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในแวดวงกฎหมายและการเมืองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้าของคดีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท นายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ซึ่งล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุขัดข้องทางเทคนิคด้านขั้นตอนการศาล ทำให้ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เหตุโจทก์ยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาล ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาต้องเลื่อนออกไปก่อน

สำหรับรายละเอียดของคดีนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากกรณีที่นายอานนท์ได้โพสต์ข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2564 โดยมีการใช้ถ้อยคำที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ นายธนาธร โดยเฉพาะการกล่าวหาเรื่องการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงในม็อบ และตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการหนีออกนอกประเทศหลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ อย่างไรก็ตาม นายธนาธรได้โต้แย้งว่าการเดินทางออกนอกประเทศในเวลานั้น เป็นไปเพื่อหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขันกีฬาเท่านั้น ไม่ใช่การหลบหนีคดีแต่อย่างใด

เบื้องหลังการเลื่อนอ่านคำพิพากษา

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การอ่านอุทธรณ์ในวันนี้ไม่สามารถดำเนินการได้นั้น เกิดจากปัญหาการบริหารจัดการทางธุรการศาล โดยระบุว่าฝ่ายโจทก์ยังไม่ได้มีการชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาลตามที่ศาลอุทธรณ์ได้กำหนดไว้ ทำให้ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” ตามกำหนดการเดิม ทั้งนี้ ศาลได้สั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนเพื่อส่งต่อให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาขั้นตอนต่อไป โดยจะมีการนัดหมายวันใหม่และแจ้งให้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้รับทราบอีกครั้ง

คดีนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ:

  • การใช้สื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นทางการเมือง
  • ขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ
  • ขั้นตอนและระเบียบปฏิบัติทางกฎหมายในการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาท

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และการที่ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์ คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เพราะเหตุผลด้านค่าธรรมเนียมนั้น จะส่งผลต่อรูปคดีในระยะยาวหรือไม่ สำหรับผู้ที่ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง นี่ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เราเห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินไปตามลำดับขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าคู่กรณีจะเป็นใครก็ตาม หวังว่าในอนาคตคดีนี้จะได้ข้อยุติที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ที่มา – ศาลยังไม่อ่านอุทธรณ์คดี “ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” เหตุโจทก์ยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมขึ้นศาล

“ธนาธร” เชิญชวนทดลองใช้งาน AI จับโกงของพรรคประชาชน

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยได้ยินข่าวเรื่องการทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกันมาไม่น้อย ซึ่งสร้างความเสียหายให้งบประมาณประเทศไปมหาศาล ล่าสุดทางคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการ “ธนาธร” เชิญชวนทดลองใช้งาน AI จับโกงของพรรคประชาชน เพื่อยกระดับความโปร่งใสผ่านเทคโนโลยีสุดล้ำ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การตรวจสอบงบประมาณในไทยเลยทีเดียวครับ

ทำไมเราถึงต้องสนใจ “ธนาธร” เชิญชวนทดลองใช้งาน AI จับโกงของพรรคประชาชน

แนวคิดนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่ทีมพรรคประชาชนนำโดยคุณชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้พัฒนาระบบที่เรียกว่า “Bangkok Redflag AI” ขึ้นมา โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้ “การโกงทำได้ยากขึ้น” ระบบนี้จะเข้าไปตรวจสอบความผิดปกติในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยอัตโนมัติ ซึ่งแน่นอนว่าคนเราอาจจะตรวจดูเอกสารจำนวนมหาศาลไม่ไหว แต่ AI สามารถช่วยเราได้อย่างแม่นยำครับ

เจาะลึก 7 ขั้นตอนการทำงานที่ “ธนาธร” เชิญชวนทดลองใช้งาน AI จับโกงของพรรคประชาชน

ระบบนี้ไม่ได้ทำงานแบบสุ่ม แต่มีกลยุทธ์การตรวจจับที่รัดกุมมาก ดังนี้:

  • Machine Readable: ผลักดันข้อมูลภาครัฐให้อยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้โดยตรง
  • ตรวจการล็อกสเปก: วิเคราะห์เงื่อนไขว่ามีความจงใจเจาะจงบริษัทไหนเป็นพิเศษหรือไม่
  • เช็กราคาแพงเกินจริง: เทียบราคากลางกับราคาตลาดเพื่อหาจุดผิดปกติ
  • ฐานข้อมูลแคตตาล็อก: สร้างมาตรฐานราคากลางที่อ้างอิงจากข้อมูลจริง
  • วิเคราะห์ความเสี่ยงจาก TOR: ให้ AI อ่านเอกสาร TOR เพื่อหาเงื่อนไขพิรุธ
  • ตรวจสอบโครงข่ายฮั้วประมูล: วิเคราะห์ความเชื่อมโยงของบริษัทผู้เข้าประมูลแบบเชิงลึก
  • Digital Forensic Scan: ตรวจสอบ DNA ของไฟล์เอกสารดิจิทัล เพื่อป้องกันการแก้งานจากไฟล์ต้นฉบับเดียวกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าระบบนี้จะช่วยประเทศได้อย่างไร คำตอบคือสิ่งนี้จะช่วยเพิ่ม “ต้นทุน” ของการโกงให้สูงขึ้นจนไม่คุ้มค่าที่จะทำ และเปลี่ยนให้ภาคประชาชนกลายเป็นพลังสำคัญในการตรวจสอบมากกว่าการรอฝ่ายเดียว สำหรับใครที่อยากลองสัมผัสเทคโนโลยีนี้ด้วยตัวเอง สามารถเข้าไปทดลองใช้งานได้ที่เว็บไซต์ของพรรคประชาชนครับ

เทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือ แต่มันคือสัญลักษณ์ของความพยายามในการนำดิจิทัลมาแก้ปัญหาคอร์รัปชันในระดับโครงสร้าง หากเราสามารถทำให้ข้อมูลเปิดเผยและโปร่งใสได้แบบนี้จริงๆ ประเทศไทยน่าจะประหยัดงบประมาณไปได้อีกมหาศาลเพื่อนำไปพัฒนาด้านอื่นๆ ต่อไปครับ

ที่มา – “ธนาธร” เชิญชวนทดลองใช้งาน AI จับโกงของพรรคประชาชน

พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวใหญ่ในวงการการเมือง เมื่อศาลอาญาได้มีคำตัดสินออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในการ พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน ที่เป็นประเด็นร้อนแรงมาอย่างยาวนาน ซึ่งในวันนี้เราจะมาสรุปรายละเอียดสำคัญของคดีนี้ให้ทุกคนได้เข้าใจกันง่ายๆ ครับ

ทำความรู้จักคดีที่นำไปสู่การ พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ทำการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 ในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลในสมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา จนนำไปสู่การถูกฟ้องร้องในมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในข้อหาดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

เหตุผลสำคัญที่ศาลมองว่า พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน

ศาลอาญาได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและมีคำวินิจฉัยสรุปได้ดังนี้:

  • การไลฟ์สดของนายธนาธรเป็นการพุ่งเป้าไปที่การทำงานของรัฐบาลชุดพลเอกประยุทธ์
  • เนื้อหาไม่ได้มีเจตนาในการหมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์
  • การวิพากษ์วิจารณ์การจัดการวัคซีนถือเป็นเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลจึงเห็นว่าเนื้อหาที่นำเสนอไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 112 ตามที่อัยการยื่นฟ้อง จึงมีการ พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน อย่างเป็นทางการ โดยบรรยากาศที่หน้าศาลมีการรวมตัวของผู้สนับสนุนและอดีต สส. ที่มาร่วมให้กำลังใจนายธนาธรด้วย

มุมมองส่วนตัว: คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้สังคมได้เห็นกระบวนการยุติธรรมในการแยกแยะระหว่างการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลกับการหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งเป็นบรรทัดฐานที่น่าสนใจสำหรับการถกเถียงในอนาคตครับ

หากคุณมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับผลลัพธ์ของคดีนี้ สามารถร่วมแชร์แสดงความคิดเห็นกันได้ที่หน้าเพจของเรานะครับ หวังว่าข้อมูลนี้จะช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ที่มา – พิพากษา ยกฟ้อง “ธนาธร” คดี 112 ไลฟ์ปมวัคซีนพระราชทาน

ปชน. เปิดตัว “อิทธิวัฒน์” แคนดิเดตนายกเมืองพัทยา

ปชน. เปิดตัว “อิทธิวัฒน์” แคนดิเดตนายกเมืองพัทยา พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สม. จัดเต็มนโยบาย – เหตุการณ์สำคัญที่กำลังเป็นกระแสในพัทยา เมื่อพรรคประชาชน (ปชน.) นำโดย “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จัดเวทีใหญ่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร หรือ “วัฒน์” พร้อมทีมว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ครบ 24 คน ชูนโยบาย “พัทยาเพื่อทุกคน” โดยยกโมเดลลำพูนมาเป็นตัวอย่าง

กิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ที่ลานด้านหลังโซโหทาวน์ พัทยาสาย 2 ซอย 1 จ.ชลบุรี ท่ามกลางผู้สนับสนุนจำนวนมาก นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงปัญหาเมืองพัทยาปัจจุบัน เช่น เศรษฐกิจสีเทา ธุรกิจต่างถิ่นแย่งงานคนท้องถิ่น และผู้มีอิทธิพลพัวพันอาวุธปืน ชวนทุกคนคิดในวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายน 2567 ว่าจะให้พัทยาเป็นโอกาสของใคร

ปชน. เปิดตัว “อิทธิวัฒน์” แคนดิเดตนายกเมืองพัทยา พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สม. จัดเต็มนโยบาย

หัวหน้าพรรคย้ำว่าพรรคสีส้มเคยได้รับโอกาสจากพัทยาในการเลือกตั้งระดับชาติ ผลักดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานและตรวจสอบกองทุนประกันสังคม แต่ยังไม่เคยบริหารเมืองพัทยา วันนี้พร้อมนำประสบการณ์มาจัดสรรงบ 2,400 ล้านบาทต่อปีให้เกิดประโยชน์สูงสุด นายอิทธิวัฒน์ ผู้สมัครนายกที่เกิดเติบโตในพัทยา เคยเป็น สม. มาก่อน เข้าใจระบบงบประมาณดี จะทำให้พัทยาโปร่งใสและเท่าเทียม

นโยบายเด่นจากปชน. เปิดตัว “อิทธิวัฒน์” แคนดิเดตนายกเมืองพัทยา

นายอิทธิวัฒน์ เปิดใจว่า เห็นปัญหาจากในสภา เช่น น้ำท่วม ฟุตบาทพัง แต่ไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งที่มีงบมหาศาล เพราะบริหารไม่กล้าตัดสินใจ นโยบายหลัก 37 ข้อ ฟังจากประชาชน เช่น

  • งบประมาณโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกบาททุกสตางค์
  • เพิ่มพื้นที่ค้าขายไร้ส่วยให้พ่อค้าแม่ค้า
  • น้ำประปาเท่าเทียมทั่วถึง แม้เกาะล้าน (ลดจาก 70 บาทเหลือใกล้เคียง 20 บาท)
  • ศูนย์เลี้ยงเด็ก 24 ชม. สำหรับพ่อแม่กะดึก

ชูวิสัยทัศน์พัทยาโปร่งใส น้ำประปาทั่วถึง สร้างเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วม

นายธนาธร ยกโมเดล อบจ.ลำพูนที่พรรคทำสำเร็จ เช่น สายรถสาธารณะเชื่อมเมืองเก่า-โรงงาน ป้ายรถเมล์อัตลักษณ์ท้องถิ่น, ศูนย์เด็กเล็กกลางคืนแบบภูเก็ต, TeleHealth สาธารณสุข, พัฒนาศูนย์เยาวชน 50 ไร่, สนามกีฬาฟรี, ยกระดับย่านด้วยเอกลักษณ์ เช่น ผ้าฝ้ายดอนหลวงยอดขายพุ่ง 80 ล้าน, ลำพูนเทควีค, เปย์ลำพูนดึงเงิน 5 ล้าน

เน้นความโปร่งใส อบจ.ลำพูนซื้อของถูกกว่าราคากลาง 26.7% ข้อมูลจัดซื้อบนเว็บ นโยบายทั้งหมดดูได้ที่ pattayaall.net หากชนะ พรรคจะช่วยผลักดัน ไม่ทิ้งนายกและ สม. ทำงานคนเดียว

พัทยาจะเปลี่ยนได้จริง หากทุกคนลุกขึ้นโหวตเพื่อเมืองที่โปร่งใส เท่าเทียม และเจริญยั่งยืน ร่วมสร้าง “พัทยาเพื่อทุกคน” ไปด้วยกันในวันเลือกตั้ง!

ที่มา – ปชน. เปิดตัว “อิทธิวัฒน์” แคนดิเดตนายกเมืองพัทยา พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สม. จัดเต็มนโยบาย

“สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวธุรกิจญาติ

การเมืองไทยในช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ “สิริพงษ์” อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม ออกมาโต้กลับ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หลังถูกอภิปรายพาดพิงเรื่องความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเครือญาติ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมนักการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน

“สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวพันเชิงธุรกิจกับเครือญาติ เหมือนกรณี “สุริยะ-ธนาธร”

วันที่ 10 เมษายน 2567 นายสิริพงษ์ได้ลุกขึ้นชี้แจงในที่ประชุมอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า บริษัทที่ “ไอซ์” กล่าวอ้างนั้นเป็นของลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่แม่เดียวกันกับบิดาของตน แม้จะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดในฐานะญาติห่างๆ แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในเชิงธุรกิจใดๆ เลย นอกจากนี้ นายสิริพงษ์ยังขอบคุณที่ “ไอซ์” กรุณาโยงประเด็นให้ และชี้ว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียก็เต็มไปด้วยข่าวลือเช่นนี้ แต่ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น นายสิริพงษ์ยกตัวอย่างกรณีของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งเป็นพี่น้องกันแต่ไม่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจเชื่อมโยงกัน คล้ายกับสถานการณ์ของตนเอง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความเป็นญาติไม่ได้แปลว่าต้องมีธุรกิจร่วมกันเสมอไป

บริบทการอภิปรายของ “ไอซ์” รักชนก

“ไอซ์” รักชนก ซึ่งเป็น ส.ส. จากพรรคประชาชน ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร โดยพาดพิงถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนายสิริพงษ์ โดยอ้างว่ามีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเครือญาติ ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐมนตรีช่วยคมนาคมคนนี้ ประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านใช้โจมตีรัฐบาล โดยเฉพาะในกระทรวงคมนาคมที่กำลังมีโครงการใหญ่ๆ มากมาย เช่น รถไฟฟ้า สนามบิน และทางด่วน

ประวัติและบทบาทของนายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ

นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สังกัดพรรครัฐบาล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบนโยบายสำคัญหลายด้าน ก่อนหน้านี้ในปี 2566 เขายังไม่ได้เป็น ส.ส. และในปี 2568 ก็ไม่มีอำนาจบริหารใดๆ ที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจส่วนตัวของญาติ การชี้แจงครั้งนี้จึงช่วยคลายข้อกังขาได้ไม่น้อย

  • ไม่มีอำนาจบริหาร: ในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหา นายสิริพงษ์ไม่มีบทบาทในการตัดสินใจโครงการรัฐ
  • ญาติห่างๆ: ลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่เชื้อสายตรง ไม่มีหุ้นหรือส่วนได้เสีย
  • ตัวอย่างเปรียบเทียบ: คล้ายสุริยะ-ธนาธร ที่ญาติแต่แยกทางธุรกิจชัดเจน
  • โซเชียลมีเดีย: ข่าวลือแพร่กระจาย แต่ข้อเท็จจริงยืนยันไม่เกี่ยว

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

กรณี “สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวพันเชิงธุรกิจกับเครือญาติ เหมือนกรณี “สุริยะ-ธนาธร” นี้ สะท้อนถึงวัฒนธรรมการตรวจสอบกันในสภา ซึ่งเป็นกลไกประชาธิปไตยที่ดี แต่บางครั้งก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ข่าวลือแพร่เร็ว ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้รัฐมนตรีทุกคนต้องโปร่งใส แสดงเอกสารรับรองผลประโยชน์ทับซ้อนให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ในขณะที่ฝ่ายค้านก็ควรมีหลักฐานหนักแน่นก่อนอภิปราย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการเมืองดราม่าเปล่าๆ

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริง แทนการโต้เถียงด้วยอารมณ์ มันช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนายสิริพงษ์ในฐานะนักการเมืองที่มั่นใจและมีข้อมูลรองรับ หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นมาก

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – “สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวพันเชิงธุรกิจกับเครือญาติ เหมือนกรณี “สุริยะ-ธนาธร”

“พรรคประชาชน” จัดสัมมนาถอดบทเรียนพ่ายแพ้

“พรรคประชาชน” จัดสัมมนาใหญ่ถอดบทเรียนความพ่ายแพ้ ติวเข้ม สส. รับมือสถานการณ์การเมือง เป็นหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจจากนักการเมืองและประชาชนทั่วไป หลังจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นกลุ่มที่สืบทอดอุดมการณ์จากพรรคก้าวไกล ได้จัดงานสัมมนาใหญ่เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และเตรียมความพร้อมให้กับว่าที่ สส. และผู้สมัครในการรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนในอนาคต

“พรรคประชาชน” จัดสัมมนาใหญ่ถอดบทเรียนความพ่ายแพ้ ติวเข้ม สส. รับมือสถานการณ์การเมือง

การจัดสัมมนาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร โดยเริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ มีผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน ซึ่งประกอบด้วยว่าที่ สส. แบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขต รวมถึงแกนนำพรรคและสมาชิกคณะก้าวหน้า งานนี้ไม่ใช่แค่งานประชุมธรรมดา แต่เป็นการถอดบทเรียนอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุว่าทำไมบางเขตถึงไม่สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้

วิทยากรชื่อดังเข้าร่วมติวเข้ม

ไฮไลต์สำคัญของงานคือการมี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า มาร่วมเป็นวิทยากร ทั้งสองท่านได้แบ่งปันประสบการณ์และวิสัยทัศน์ในการต่อสู้ทางการเมือง ท่ามกลางแรงกดดันจากสถาบันต่างๆ วิทยากรได้วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงหลังการยุบพรรคเพื่อไทย และผลกระทบต่อพรรคใหม่ๆ อย่างพรรคประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งกลุ่มย่อยตามเขตเลือกตั้งต่างๆ เพื่อให้ สส. และผู้สมัครได้จับเข่าคุยกันอย่างละเอียด สรุปบทเรียนจากความพ่ายแพ้ในบางพื้นที่ เช่น การสื่อสารนโยบายที่อาจไม่เข้าถึงประชาชนในท้องถิ่น การต่อต้านจากกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น หรือปัญหาคดีความที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

  • สาเหตุหลักของความพ่ายแพ้: การถูกตีตราจากสื่อกระแสหลัก
  • นโยบายปฏิรูปที่ยังไม่ได้รับการยอมรับจากผู้มีอำนาจ
  • การกระจายฐานเสียงที่ไม่ทั่วถึงในเขตชนบท
  • แรงกดดันทางกฎหมายต่อแกนนำพรรค

แผนเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อนาคต

สัมมนาไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิจารณ์อดีต แต่เน้นการวางแผนอนาคต เช่น การฝึกทักษะการอภิปรายในสภา การสร้างเครือข่ายกับประชาชนในระดับท้องถิ่น และการเตรียมรับมือกับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การตีความคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้งล่วงหน้า พรรคประชาชนมุ่งมั่นที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนรุ่นใหม่ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง โดยยึดหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

จากข้อมูลในงาน พรรคได้ตั้งเป้าหมายในการเสริมสร้างทีมงาน สส. ให้มีศักยภาพสูงสุด เพื่อให้สามารถต่อกรกับพรรครัฐบาลและฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงกลยุทธ์การหาเสียงแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อทะลุทะลวงกำแพงข้อมูลที่ถูกควบคุม

การจัดสัมมนาใหญ่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค พวกเขากำลังปรับตัวและเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อกลับมาแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมในเวทีการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวเช่นนี้เป็นสัญญาณบวกสำหรับประชาธิปไตยไทย เพราะแสดงให้เห็นว่าพรรคฝ่ายค้านยังคงมีชีวิตชีวาและพร้อมสู้เพื่อประชาชน หากคุณสนใจการเมืองไทยและอยากติดตามพัฒนาการของพรรคประชาชน ลองแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดว่าพรรคจะทำอย่างไรเพื่อพลิกเกมในการเลือกตั้งครั้งหน้า?

ที่มา – “พรรคประชาชน” จัดสัมมนาใหญ่ถอดบทเรียนความพ่ายแพ้ ติวเข้ม สส. รับมือสถานการณ์การเมือง

“ธนาธร” ยินดี ภท.ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง

หลังจากผลการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ออกมา “ธนาธร” จึงรุ่งเรืองกิจ ได้โพสต์ข้อความสุดซึ้งใจผ่านเฟซบุ๊ก โดย “ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป แม้พรรคประชาชนจะไม่ได้รับชัยชนะ แต่คำพูดนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้สนับสนุนจำนวนมาก

“ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และผู้นำทางความคิดของพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่มอบให้พรรค แม้ผลเลือกตั้งจะไม่เป็นอย่างที่หวัง แต่เขายังคงมองโลกในแง่ดี ยินดีกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะเดียวกันก็ปลุกใจผู้สนับสนุนที่เรียกตัวเองว่า “ด้อมส้ม” หรือกลุ่มแฟนคลับพรรคประชาชนที่มีสัญลักษณ์สีส้ม ให้อย่าท้อแท้และเดินหน้าต่อไปด้วยกัน

ข้อความเต็มจากธนาธรที่สร้างแรงบันดาลใจ

ถึงผู้ลงคะแนนให้พรรคประชาชนและผู้ลงประชามติเห็นชอบ ขอขอบคุณทุกคะแนนเสียงของประชาชนที่มอบให้กับพวกเราในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ถึงพรรคภูมิใจไทย ผมขอแสดงความยินดีที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้ง
ถึงผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคประชาชนทุกท่าน ผมซาบซึ้งใจในการสนับสนุนลงแรงที่ท่านทำร่วมกับพรรค เดินร่วมกันต่อไป อย่าหมดหวัง หมดหวังเมื่อไหร่ แพ้ทันที
ประชาชน แพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว
มันเป็นเช้าที่หนักหน่วง แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสง
ธจ 9 กุมภาพันธ์ 2569

คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่การปลอบใจ แต่เป็นปรัชญาการเมืองที่ธนาธรยึดถือมาตลอดอาชีพนักการเมืองของเขา ตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบพรรคในปี 2563 จนนำไปสู่การก่อตั้งพรรคก้าวไกล และล่าสุดพรรคประชาชนในยุคใหม่ คำว่า “แพ้กี่ครั้งก็ได้ ขอแค่ชนะครั้งเดียว” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของขบวนการ reform การเมืองไทยที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค

บริบทการเลือกตั้ง 2569 และบทบาทของพรรคภูมิใจไทย

การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะใหญ่ ด้วยนโยบายที่เน้นประเด็นเศรษฐกิจ สุขภาพ และการเกษตร ทำให้ได้รับคะแนนเสียงถล่มทลาย ขณะที่พรรคประชาชนแม้จะได้คะแนนไม่มากพอที่จะครองอำนาจ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่เหนียวแน่นจากกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง การที่ธนาธรแสดงความยินดีกับภท. ถือเป็นท่าทีที่สุภาพและเป็นผู้ใหญ่ในวงการเมือง

  • ขอบคุณคะแนนเสียง: แสดงถึงความซาบซึ้งในทุกการสนับสนุน
  • ยินดีกับภท.: ยอมรับผลเลือกตั้งอย่างโปร่งใส
  • ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง: ปลุกใจผู้สนับสนุนให้สู้ต่อ
  • เดินร่วมกันต่อไป: เน้นความเป็นทีมเวิร์ค
  • แพ้กี่ครั้งชนะครั้งเดียว: แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์

นอกจากนี้ คำว่า “ด้อมส้ม” ยังกลายเป็นเทรนด์ในโซเชียลมีเดียทันทีหลังโพสต์ โดยแฟนๆ พรรคประชาชนต่างแชร์และคอมเมนต์ให้กำลังใจกันอย่างคึกคัก สร้างกระแสไวรัลที่ทำให้พรรคยังคงมีพลังแม้แพ้เลือกตั้ง

วิเคราะห์ความหมายลึกซึ้งของคำพูดธนาธร

“ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป ไม่ใช่แค่โพสต์ธรรมดา แต่เป็นสัญญาณว่าธนาธรยังคงเป็นผู้นำที่ไม่ยอมแพ้ ในอดีต เขาเคยนำพรรคอนาคตใหม่คว้าที่นั่ง ส.ส. กว่า 30 ที่นั่งในการเลือกตั้ง 2562 และต่อสู้ทางกฎหมายจนเกิดกระแส #ม็อบ30ปีงบประมาณ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยความผันผวน แต่คำพูดเชิงบวกเช่นนี้ช่วยลดความขัดแย้งและส่งเสริมประชาธิปไตย

จากประสบการณ์ส่วนตัวในการติดตามการเมืองไทยมานาน ผมเห็นว่าธนาธรมีจุดแข็งในการสื่อสารที่เข้าถึงหัวใจประชาชน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เบื่อกับการเมืองเก่าๆ คำว่า “มันเป็นเช้าที่หนักหน่วง แต่ดวงอาทิตย์ยังคงส่องแสง” เป็นอุปมาที่สวยงาม สื่อถึงความหวังที่ไม่เคยดับมอด

ในอนาคต พรรคประชาชนน่าจะปรับกลยุทธ์ โดยเน้นนโยบายดิจิทัล เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และสิ่งแวดล้อม เพื่อชิงใจผู้เลือกตั้งรอบใหม่ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยที่ชนะอาจต้องพิสูจน์ผลงานในสภาฯ

สุดท้าย คำพูดของธนาธรนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกพรรค: ความพ่ายแพ้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชัยชนะครั้งใหญ่ คุณล่ะ คิดอย่างไรกับ “ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายแรงบันดาลใจให้เพื่อนๆ กันนะ!

ที่มา – “ธนาธร” ยินดีกับ ภท. ชนะเลือกตั้ง ขอด้อมส้มอย่าหมดหวัง เดินร่วมกันต่อไป

ปชน. ส่งท้ายคาราวาน ศิริกัญญา พิธา ปิยบุตร ปราศรัยขอนแก่น

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส พรรคประชาชน หรือ ปชน. กำลังปิดท้ายคาราวานหาเสียงอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ ปชน. ส่งท้ายคาราวาน ศิริกัญญา พิธา ปิยบุตร ปราศรัยขอนแก่น ที่กำลังจะเกิดขึ้นเย็นนี้ รับรองว่าสุดมันส์แน่นอน!

ปชน. ส่งท้ายคาราวาน ศิริกัญญา พิธา ปิยบุตร ปราศรัยขอนแก่น

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 คาราวานรถแห่เลือกอนาคตของพรรคประชาชนเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 แล้วนะครับ หลังจากคาราวานสายภาคใต้และภาคเหนือปิดฉากลง สายอื่นๆ ยังลุยต่อแบบเต็มสูบ ทุกที่ที่ไปประชาชนต้อนรับอบอุ่นมาก โบกมือทักทาย แถมยังนำอาหารและน้ำมาให้กำลังใจ เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่นใจแทนจริงๆ

ไฮไลต์สำคัญคือคาราวานสายอีสานใต้ “คมแฝก” ที่ไปร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ก่อนจะรวมพลกับสายอีสานเหนือ “นายฮ้อยทมิฬ” ที่ขอนแก่น เย็นนี้เจอกันใหญ่ที่ตลาดต้นตาล อ.เมือง จ.ขอนแก่น นำทีมโดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 2, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่มาช่วยหาเสียงแบบแท็กทีมสุดปัง!

ปราศรัยขอนแก่น: แท็กทีมใหญ่ดึงใจชาวอีสาน

เวทีนี้ไม่ธรรมดาเลยครับ ปชน. ส่งท้ายคาราวาน ศิริกัญญา พิธา ปิยบุตร ปราศรัยขอนแก่น คาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมฟังเพียบ เพราะทีมนำของพรรคประชาชนมาเต็ม ศิริกัญญาพร้อมเสนอนโยบายเด็ดๆ พิธาและปิยบุตรก็มาสร้างพลังบวก ชาวขอนแก่นเตรียมตัวให้พร้อมเลย

ส่วนคาราวานภาคตะวันออก “ลูกน้ำเค็ม” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียง ลุยฉะเชิงเทรา ช่วยผู้สมัคร สส. พบปะประชาชนทุกกลุ่ม ประชาชนคนนึงยังตื้นตันบอกว่าติดตามมาตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ครั้งนี้ขอให้ไปให้ไกล สุดซึ้ง!

คาราวานภาคกลาง “มนต์รักลูกทุ่ง” นำโดยพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ และกรุณพล เทียนสุวรรณ เช้าลุยสมุทรสาคร บ่ายเย็นปราศรัยสมุทรสงครามที่ลานหน้าศาลากลาง ร่วมกับพรรณิการ์ วานิช พิจารณ์ย้ำชัด การเลือกตั้ง 2566 ประชาชนให้โอกาสพรรคก้าวไกลแล้ว คราวนี้เลือกปชน. ทั้งสองใบให้ถล่มทลาย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชน

  • คาราวานอีสานใต้ “คมแฝก”: ร้อยเอ็ด-มหาสารคาม-ขอนแก่น
  • คาราวานอีสานเหนือ “นายฮ้อยทมิฬ”: รวมปราศรัยใหญ่ขอนแก่น
  • คาราวานตะวันออก “ลูกน้ำเค็ม”: ธนาธรลุยฉะเชิงเทรา
  • คาราวานกลาง “มนต์รักลูกทุ่ง”: สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม
  • คาราวานเหนือสุด “รังสิมันต์ โรม”: แม่ฮ่องสอน ครบทั้งสองเขต

ขณะที่รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรค กับเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลุยแม่ฮ่องสอน เช้าเมือง บ่ายแม่สะเรียง ขึ้นรถแห่รอบเมือง ประชาชนแห่ขอถ่ายรูปคึกคักมาก พรรคประชาชนครบ 77 จังหวัดแล้ว ก่อนปิดท้ายใหญ่ที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพฯ วันที่ 6 ก.พ.

เห็นภาพรวมแล้ว พรรคประชาชนกำลังมาแรงจริงๆ คาราวานแต่ละสายมีเอกลักษณ์ ชื่อเท่ๆ สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิด การหาเสียงแบบนี้แสดงให้เห็นพลังประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เราเชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด

คุณคิดยังไงกับการหาเสียงแบบคาราวานนี้? อย่าลืมไปร่วมเวทีปราศรัย หรือติดตามข่าวสารเพื่อใช้สิทธิ์เลือกตั้งอย่างมีสติในวันสำคัญนะครับ มันคืออนาคตของเรานี่แหละ!

ที่มา – ปชน. ส่งท้ายคาราวานหาเสียง “ศิริกัญญา-พิธา-ปิยบุตร” แท็กทีมใหญ่ปราศรัยขอนแก่น เย็นนี้

Scroll to top