ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

แคนดิเดตนายกฯ กับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ

แคนดิเดตนายกฯ กับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ

การดีเบตครั้งแรกก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ได้เปิดโอกาสให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคต่างๆ แสดงวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะประเด็นร้อนอย่างเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งแต่ละคนมีมุมมองที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในการดีเบตที่จัดโดยไทยรัฐทีวี แคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 8 คน จาก 8 พรรคการเมือง ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน), นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย), นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์), นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล (พรรคพลังประชารัฐ), นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ), นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) ได้เข้าร่วมแสดงจุดยืนและนโยบายของพรรคตนเอง

คำถามสำคัญในการดีเบตคือเรื่องจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ของแต่ละพรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะรอฟังเสียงประชาชน แต่จะเดินหน้าแก้บางเรื่องแน่นอน เช่น วุฒิสภา และการทำให้องค์กรอิสระมีความเป็นกลางมากขึ้น

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เน้นย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะผลักดันให้เรื่องการจัดการภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดมาในช่วงรัฐประหาร การแก้ไขจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ที่น่าสนใจคือ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประกาศชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมาตราใด โดยมองว่าปัญหามาจากตัวบุคคลมากกว่า

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เห็นต่าง โดยมองว่ารัฐธรรมนูญ 60 เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร การไม่แก้ระบบการเมืองจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาว่าทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า ไทยสร้างไทยจะไม่แก้หมวด 1 และ 2 แต่จะแก้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของประชาชน เช่น การให้ประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระได้

จะเห็นได้ว่า แคนดิเดตนายกฯ แต่ละคนมีมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างทางอุดมการณ์และแนวนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางใด

การแสดง จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ของแคนดิเดตนายกฯ ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการถกเถียงในประเด็นนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – แคนดิเดตนายกฯ เผยจุดยืนการแก้รัฐธรรมมูญ “ธีระชัย” ย้ำชัดไม่เห็นด้วยแน่นอน

ธีระชัย โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจฟื้นเศรษฐกิจ

“ธีระชัย” แคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต เน้น 2 ประเด็นที่ค่อนข้างกังวล พร้อมชี้แนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อย่างชัดเจน หรือก็คือ “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ไทยรัฐทีวีเริ่มการดีเบตเป็นเวทีแรกก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 2569 โดยมี กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 8 คน จากพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีก 2 พรรคการเมือง คือ พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย ไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาร่วมดีเบต

ขณะที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า พลังประชารัฐเป็นพรรคเล็ก ฉะนั้นคงไม่พูดนโยบายแบบครอบจักรวาล แต่อยากจะเน้น 2 ประเด็นที่ค่อนข้างจะกังวล ในความเห็นผมเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเดิมพันอนาคตของประเทศไทยใน 2 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ 1 คือเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ เรื่องที่ 2 คือเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเวลานี้เรากำลังยืนอยู่ปากเหว เพราะเราใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจก็จริง แต่ไปกระตุ้นใช้ยาผิดขนานคือไปเน้นในเรื่องของการอุดหนุนการอุปโภคบริโภค

ฉะนั้น 10 ปีที่ผ่านมา เวลานี้หนี้ดับเบิ้ลเป็นสิบสองล้านล้าน แต่ความสามารถในการแข่งขันของเรายังย่ำอยู่กับที่ เรายังมีทางแก้ วิธีแก้คือเราจะต้องผลักดันในเรื่องของนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เน้นกระตุ้นในเรื่องของการลงทุน investment ทีนี้การลงทุนแทนที่เราจะไปเน้นเรื่องของเมกะโปรเจคหรือเน้นในเรื่องของโครงการน้ำประปาทานได้ 

ผมคิดว่าจะเหมาะสมกว่าถ้าผมจะขอยืมนโยบายเงินผันมาจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และทำเป็นเงินผันและลงไปในชุมชนทั้งหมด ระดับหมู่บ้าน 75,000 ชุมชน 1 ล้าน 2 ล้าน 3 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่บังคับว่าจะต้องเอาไปเพื่อใช้ในการพัฒนาเครื่องมือหากิน ทีนี้เราก็ยังมีโครงการที่จะดูแลผู้สูงวัย มารดาประชารัฐ ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้ว แต่แนวทางดังนี้ในความเห็นผม จะทำให้ประเทศไทยฟื้นในเรื่องของเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน.

“ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน

ในการดีเบตครั้งล่าสุด ธีระชัยได้แสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและกระตุ้นการลงทุนในระดับชุมชน นี่เป็นแนวทางที่แตกต่างและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

วิสัยทัศน์ของธีระชัยในการฟื้นเศรษฐกิจ

นายธีระชัยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในระดับชุมชน โดยเสนอแนวคิดการใช้เงินผันในลักษณะเดียวกับนโยบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนนำเงินไปใช้ในการพัฒนาเครื่องมือหากิน ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากอย่างแท้จริง นี่เป็นแนวทางที่น่าสนใจเพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว

นอกจากนี้ ธีระชัยยังกล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสแกมเมอร์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาที่ซับซ้อนและหลากหลายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่ “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

แนวทางการฟื้นเศรษฐกิจที่ “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน นั้นมีความแตกต่างจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ ที่เน้นการอุดหนุนการบริโภค ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว การเน้นการลงทุนในระดับชุมชนและการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจึงเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า

ถึงแม้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นพรรคเล็ก แต่แนวคิดของธีระชัยก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจและจุดประกายให้เกิดการถกเถียงและพัฒนานโยบายที่สร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้

โดยรวมแล้ว วิสัยทัศน์ของธีระชัยในการดีเบตครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยและความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน การเน้นการลงทุนในระดับชุมชนและการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

ที่มา – “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน

พลังประชารัฐ ดึงอดีต สส. ย้ายซบ “บิ๊กป้อม”

พลังประชารัฐ เปิดตัวอดีต สส.กาฬสินธุ์ งูเห่าภูมิใจไทย “ประภา เฮงไพบูลย์” ย้ายยกครอบครัวซบ ด้าน “ธีระชัย” พร้อม “พล.อ.ธรรมรักษ์” ต้อนรับ ให้ความมั่นใจประชาชน พรรคทำเพื่อพี่น้องอย่างแท้จริง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคพลังประชารัฐ ณ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ย่านบางโพ ประกอบด้วย นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ อดีต สส.กาฬสินธุ์ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย เจ้าของฉายาล้มช้าง ซึ่งล้มแชมป์เก่า 5 สมัย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ย้ายมาซบพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายศุภสิทธิ์ เฮงไพบูลย์, นายปภัทร เฮงไพบูลย์ และยังมี นายผดุง หน่องพงษ์ อดีตบรรณาธิการข่าว เสนอตัวลงเขตเลือกตั้งที่ 5 จ.ปทุมธานี

การเปิดตัวอดีต สส. ครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพให้กับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ซึ่งนางสาวประภา เฮงไพบูลย์ ถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์ทางการเมือง การย้ายมาของนางสาวประภาและทีมงาน จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐ ในการที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศต่อไป

นายธีระชัย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ ได้คนมาร่วมพัฒนาการเมืองของประเทศไทยร่วมกับพรรค มีประสบการณ์ และศักยภาพสูง โดยแนวทางการจัดทำนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ และให้ความมั่นใจกับประชาชนได้รับทราบว่า นโยบายที่พรรคจะนำเสนอจะตอบโจทย์ สำหรับประเทศไทยในอนาคต โดยในระยะสั้นคือ การแก้ปัญหาปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องเศรษฐกิจที่จะเข้าสู่สภาวะยากลำบากมากขึ้น และในระยะยาวจะทำให้การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาประเทศไปสู่โครงสร้างที่ยั่งยืน

“ขอทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรค ต้อนรับผู้สมัครทั้งหมดจากจังหวัดกาฬสินธุ์ที่มีคุณภาพ และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าการทำงานของพรรคพลังประชารัฐจากนี้จะเป็นทำเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นางสาวประภา เป็น 1 ใน 3 สส.พรรคภูมิใจไทย ที่เคยโหวตสวนมติพรรค ไปโหวตสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้ถอนร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร.

พลังประชารัฐ ดึงอดีต สส. ย้ายซบ “บิ๊กป้อม”

การตัดสินใจย้ายพรรคของอดีต สส. ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายจับตามองถึงเหตุผลและความเป็นไปได้ทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว การย้ายมาของนางสาวประภา เฮงไพบูลย์ จะส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทยอย่างไร และจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคพลังประชารัฐได้มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป

ทำไมอดีต สส. ถึงย้ายซบ พลังประชารัฐ?

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ ตัดสินใจย้ายจากพรรคภูมิใจไทยมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ มีกระแสข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ บ้างก็ว่ามีการเจรจาผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว บ้างก็ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคภูมิใจไทยที่ทำให้นางสาวประภารู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร การย้ายพรรคครั้งนี้ย่อมมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของนางสาวประภาอย่างแน่นอน

พรรคพลังประชารัฐเองก็ต้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค การได้อดีต สส. ที่มีประสบการณ์และฐานเสียงมาเข้าร่วม จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อพรรคอย่างมาก การเปิดตัวนางสาวประภาและทีมงาน จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การย้ายพรรค การรวมกลุ่ม การแย่งชิงอำนาจ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่เป็นประจำ การติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศ และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้อง

การย้ายพรรคของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบของการย้ายพรรคแต่ละครั้ง เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองของเราเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

พรรคการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบาย สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้กับเราได้อย่างแท้จริง หากเราทุกคนตระหนักถึงหน้าที่และสิทธิของตนเอง ประเทศไทยของเราก็จะสามารถพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน มาร่วมกันสร้างสังคมการเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศไทย

ที่มา – พลังประชารัฐ เปิดตัวอดีต สส.งูเห่าภูมิใจไทย ย้ายยกครอบครัวซบ “บิ๊กป้อม”

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล: เส้นทางสู่แคนดิเดตนายกฯ

เปิดประวัติ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พรรคพลังประชารัฐได้ประกาศรายชื่อผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคสำหรับการเลือกตั้งใหญ่ 2569 ซึ่งประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศให้วันที่ 27-28 ธันวาคม 2568 เป็นวันรับสมัครเลือกตั้ง และกำหนดวันเลือกตั้งทั่วประเทศในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ประวัติ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เกิดเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2494 ปัจจุบันอายุ 74 ปี ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ เป็นบุตรของ ร้อยตรีถาวร ภูวนาถนรานุบาล และ นางมันทนา ภูวนาถนรานุบาล ธีระชัยสมรสกับนางวรรณพร ภูวนาถนรานุบาล มีบุตร 3 คน คือ ธนพร ภูวนาถนรานุบาล, คณิน ภูวนาถนรานุบาล และฐานิตา ภูวนาถนรานุบาล

การศึกษาของ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระดับมัธยมปลาย จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เมื่อปี พ.ศ. 2512 ระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก London School of Economics and Political Sciences ประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2517 ต่อจากนั้นได้สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง The Fellow of Chartered Accountants สถาบันการสอบบัญชีของประเทศอังกฤษ ในปี 2520 และหลักสูตร Senior Managers in Government ที่ John F. Kennedy School มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2544

หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและประกาศนียบัตรสอบบัญชีชั้นสูง ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ได้เข้าปฏิบัติงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2520 โดยเริ่มทำงานด้านกำกับและพัฒนาสถาบันการเงินในช่วงปี พ.ศ. 2534 – 2536 ได้ย้ายไปดูแลงานด้านการบริหารเงินทุนสำรองของประเทศ และในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจไทยปี พ.ศ. 2540 ได้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลเรื่องการตรวจสอบและวิเคราะห์ธนาคารพาณิชย์ตามนโยบายเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงิน รวมถึงการสั่งระงับการดำเนินกิจการของสถาบันการเงิน 56 แห่ง

ในปี พ.ศ. 2541 ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยสายนโยบายการเงิน และในปี พ.ศ. 2545 ได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าการเสถียรภาพการเงิน ก่อนที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2546 และต่อวาระการดำรงตำแหน่งอีก 1 สมัย เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 โดยได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2554

เส้นทางการเมือง

ต่อมาได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กระทั่งวันที่ 15 มีนาคม 2566 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) และเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ทำการเปิดตัว นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการเลือกตั้ง 2569 มีพรรคต่างๆ ทั้งเก่าและใหม่ลงสนามสู้ศึก หลังจากนี้เตรียมจับตาว่าในการเลือกตั้งใหญ่ พรรคการเมืองใดจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะเป็นใคร ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และจะมีนโยบายอะไรบ้างที่น่าสนใจ เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – ประวัติ “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” แคนดิเดตนายกฯ พปชร. สู้ศึกเลือกตั้ง 2569

พลังประชารัฐเปิดตัว! 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้ศึก 2569

สู้ศึกเลือกตั้ง 2569 พรรคพลังประชารัฐเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ – ตรีนุช เทียนทอง – ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล”

การเลือกตั้งครั้งที่จะถึงในปี 2569 นี้ พรรคพลังประชารัฐได้ทำการเปิดตัวผู้ที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีรายชื่อทั้งหมด 3 ท่าน ซึ่งแต่ละท่านก็ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลสำคัญและมีบทบาทในพรรคพลังประชารัฐมาอย่างยาวนาน การประกาศรายชื่อ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ สร้างความฮือฮาและความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะเข้าสู่สนามการแข่งขันทางการเมืองอย่างเต็มตัว

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคพลังประชารัฐ มีการเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเช่นกันในการศึกเลือกตั้ง 2569 ซึ่ง 3 รายชื่อ ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ปัจจุบันเป็นเลขาธิการพรรค และ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ควบรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

สำหรับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงการเมืองไทย ด้วยประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและวางแผนยุทธศาสตร์ของพรรค ส่วนนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็นรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐกิจและการเงิน

พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569

การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายและความพร้อมของพรรคในการที่จะตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การมีตัวเลือกที่หลากหลาย จะช่วยให้ประชาชนสามารถพิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

ปัจจัยที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ มีหลายปัจจัยที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายของแต่ละพรรค การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกระแสความนิยมของประชาชน การที่พรรคพลังประชารัฐออกมาประกาศรายชื่อ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ในครั้งนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นของการแข่งขันทางการเมืองอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

  • นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ: นโยบายที่พรรคจะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต
  • ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม: สถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน มีผลกระทบอย่างมากต่อการตัดสินใจของประชาชน
  • กระแสความนิยมของประชาชน: ความนิยมของประชาชนที่มีต่อแต่ละพรรคการเมือง เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการเลือกตั้ง

การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค (SWOT Analysis) ของแต่ละแคนดิเดต จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า

การที่พรรคพลังประชารัฐเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีถึง 3 ท่าน ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะเข้าสู่สนามการแข่งขันทางการเมืองอย่างเต็มตัว การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ

การที่ พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ สู้เลือกตั้ง 2569 ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการแข่งขันทางการเมืองกำลังจะเริ่มขึ้นอย่างเข้มข้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – พลังประชารัฐเปิด 3 แคนดิเดตนายกฯ “พล.อ.ประวิตร – ตรีนุช – ธีระชัย” สู้เลือกตั้ง 2569

Scroll to top