นฤมล ภิญโญสินวัฒน์

“ธรรมนัส” ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย มีศักดิ์ศรี

“ธรรมนัส” ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย มีศักดิ์ศรีนักการเมือง ขอเดินหน้าฝ่ายค้านเต็มที่ คำพูดสุดแซ่บจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรมคนใหม่ ที่เพิ่งขึ้นเวทีประกาศกร้าวหลังได้รับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ที่โรงแรมโกลเดน ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพฯ วันนี้เรามาชำแหละคำแถลงที่สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไทยกันเลย

ธรรมนัส ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย

หลังจากนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคกล้าธรรมคนใหม่ “ธรรมนัส ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย” โดยย้ำชัดว่าพรรคไม่ได้มาด้วยความแค้นเคืองส่วนตัว แต่มาด้วยศักดิ์ศรีของนักการเมืองตัวจริง เขาพูดถึงการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพรรคชุดใหม่ 21 คน ที่ผ่านการรับรองจาก กกต. อย่างถูกต้อง และบอกว่าทุกคนคือครอบครัวพี่น้อง ไม่มีบ่าวไพร่ ไม่มีเผด็จการตัดสินใจคนเดียว

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคชุดเก่าที่ทำหน้าที่มานานกว่า 2 ปี ก็ไม่ได้ถูกตำหนิ แต่เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับธรรมนัสในการนำทัพ สร้างพรรคให้เป็นความหวังของคนไทยในฐานะ ส.ส. ที่เข้มแข็ง

ศักดิ์ศรีนักการเมือง ขอเดินหน้าฝ่ายค้านเต็มที่

ย้อนดูผลเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคกล้าธรรมได้ ส.ส. เขต 56 เขต แม้ถูกโจมตีหนัก แต่รอดมาได้แบบบอบช้ำ ถ้ามีเวลาหาเสียงมากกว่า 28 วัน คาดว่าทะลุ 100 ที่นั่งแน่นอน! แถมยังมีคะแนนสำรองอีกเพียบ ถ้าเจาะลึกเข้าไป

สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือบทบาทฝ่ายค้าน ส.ส. หน้าใหม่หลายคนกลายเป็นดาวสภา พูดมีหลักการ จังหวะดี แม้ธรรมนัสจะเคยอยู่ฝ่ายบริหารมานานตั้งแต่ปี 2562 แต่ยืนยันว่านักการเมืองต้องถนัดทุกด้าน โดยเฉพาะการตรวจสอบรัฐบาลในยุคเศรษฐกิจย่ำแย่ ภัยธรรมชาติ ภัยมนุษย์ สงคราม

รัฐบาลควรทำอะไร ไม่ควรทำอะไร พรรคจะนำเสนอชัดเจน ถ้าไม่ฟังก็อภิปรายไม่ไว้วางใจทันที แต่ “ธรรมนัส ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย” ชัดๆ ไม่เอาส่วนตัว ไม่แค้นเก่า ไม่รอคอยเฉยๆ แต่ทำหน้าที่เต็มที่เพื่อประชาชน

  • ไม่ใช้ความแค้นส่วนตัวเป็นเงื่อนไข
  • มีศักดิ์ศรีนักการเมืองที่แท้จริง
  • ตรวจสอบรัฐบาลอย่างมีหลักการ
  • นำเสนอทางออกเศรษฐกิจและปัญหาประชาชน

ธรรมนัสยังเล่าถึงการสู้แบบสุดตัว ยามลูกน้องสู้ก็สู้ให้ชนะ ไม่เคยทำให้ผิดหวัง และเชิญชวน ส.ส. จากพรรคอื่นมาร่วมครอบครัวกล้าธรรม เพื่อเพิ่มจำนวน ส.ส. สูงสุด ตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด

พิธีรดน้ำดำหัวจากผู้สูงอายุที่มาร่วมยินดี ยังแสดงถึงความผูกพัน พ่อแม่ผู้ใหญ่ใจดีไปหาเสียงทุกที่ ทำให้ได้ ส.ส. 58 เสียงจากความรักเคารพซึ่งกันและกัน ประเพณีปีใหม่ไทย “สูมาคารวะ” แบบเหนือ สวยงาม ขอพรให้สุขภาพดี มีความสุข โชคดี

สุดท้าย ธรรมนัสขอบคุณทุกคน และกลุ่มผู้สูงอายุอวยให้เป็นนายกฯ ในอนาคต! การเมืองไทยกำลังเข้มข้น ฝ่ายค้านอย่างพรรคกล้าธรรมจะเป็นกระบอกเสียงประชาชนได้ดีแค่ไหน รอติดตาม

คุณคิดอย่างไรกับคำประกาศ “ธรรมนัส ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย” นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ สนับสนุนการเมืองที่โปร่งใส มีศักดิ์ศรีกันเถอะ!

ที่มา – “ธรรมนัส” ลั่น ไม่ใช่ฝ่ายแค้น-ฝ่ายคอย มีศักดิ์ศรีนักการเมือง ขอเดินหน้าฝ่ายค้านเต็มที่

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นข่าวสำคัญที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองและสังคมไทย โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวมบุคคลสำคัญ

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในครั้งนี้ครอบคลุมผู้มีคุณงามความดีและผลงานโดดเด่นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น 20,141 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงการยกย่องผู้เสียสละเพื่อส่วนรวมทั่วประเทศ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทยชั้นสายสะพาย ถือเป็นชั้นสูงสุดที่มอบให้แก่ผู้มีผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ เช่น นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร และบุคคลากรอื่นๆ ที่อุทิศตนเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในรายชื่อผู้ได้รับพระราชทาน มีบุคคลชื่อดังในแวดวงการเมืองหลายราย เช่น นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ได้รับชั้น มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก ซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุด นอกจากนี้ยังมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย

รายชื่ออดีตรัฐมนตรีที่ได้รับพระราชทาน

  • ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก: พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์, นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นางมนพร เจริญศรี
  • ชั้นมหาวชิรมงกุฎ: นายพิชัย นริพทะพันธุ์, นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ, นางสาวจิราพร สินธุ์ไพร, นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล
  • ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก: นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล
  • ชั้นประถมาภรณ์มงกุฎไทย: นายอัครา พรหมเผ่า

รายชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นอดีตรัฐมนตรีที่มีบทบาทสำคัญในอดีต เช่น พลเอก ณัฐพล เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี นางนฤมล เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยศึกษาธิการ การได้รับพระราชทานในครั้งนี้ ยืนยันถึงผลงานที่ผ่านมา แม้บางท่านจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งปัจจุบันแล้วก็ตาม

นอกจากบุคคลการเมืองแล้ว ยังมีข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชนทั่วไปอีกมากมายที่ได้รับพระราชทาน ซึ่งแสดงถึงพระราชปณิธานในการยกย่องทุกภาคส่วนของสังคมไทย โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จและการอุทิศตน

ความหมายของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกและมงกุฎไทย

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือก มอบให้ผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อชาติ ส่วนมงกุฎไทยเน้นเกียรติยศและความจงรักภักดี ชั้นสายสะพายคือชั้นสูงสุดที่ผู้รับสามารถสวมสายสะพายได้ในการพระราชพิธี ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุด ผู้ที่ได้รับมักมีบทบาทนำในสังคม เช่น รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูง

สำหรับผู้สนใจรายชื่อฉบับเต็ม สามารถดาวน์โหลดประกาศราชกิจจานุเบกษาได้ที่นี่ เพื่อตรวจสอบชื่อตัวเองหรือบุคคลที่รู้จัก

การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาในการเชิดชูผู้ทำคุณประโยชน์ ในมุมมองของผม มันเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมต่อไป หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่ได้รับ ลองแชร์ความยินดีกันในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและราชการจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ 20,141 ราย รวม “ภูมิธรรม-ซาบีดา-อดีตรมต.”

สส.กล้าธรรม รดน้ำขอพร ธรรมนัส-นฤมล ช่วยประชาชนเต็มที่

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยที่เต็มไปด้วยความสุขและประเพณีอันงดงาม สส.พรรคกล้าธรรม ได้จัดกิจกรรมรดน้ำดำหัวขอพรอย่างอบอุ่น โดยมีสมาชิกพรรคและ สส. จากทั่วประเทศมาร่วมกัน สร้างบรรยากาศแห่งความสามัคคีและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน นี่คือเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงหัวใจของพรรคที่ยึดมั่นในหลักการรับใช้ประชาชนไม่ว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นเช่นไร

สส.กล้าธรรม รดน้ำขอพร “ธรรมนัส-นฤมล” ยัน สถานะไหนก็ทำงานเพื่อประชาชนเต็มที่

กิจกรรมนี้จัดขึ้นเมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 21 เมษายน 2569 ณ สำนักงานพรรคกล้าธรรม โดยมีคณะกรรมการบริหารพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกพรรคจำนวนมากเข้าร่วม พวกเขาร่วมรดน้ำดำหัวขอพร ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อและประธานที่ปรึกษาพรรค รวมถึงนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม สร้างโมเมนต์น่าประทับใจที่แสดงถึงความเคารพและความผูกพันในครอบครัวพรรค

สส.กล้าธรรม รดน้ำขอพร ธรรมนัส-นฤมล

รายชื่อ สส.พรรคกล้าธรรมที่เข้าร่วมกิจกรรม

  • นายอัครา พรหมเผ่า สส.พะเยา
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา
  • จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ สส.ฉะเชิงเทรา
  • นายจตุพร กมลพันธ์ทิพย์ สส.ราชบุรี
  • นายจำลอง ภูนวนทา สส.กาฬสินธุ์
  • นายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา
  • นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สส.เชียงใหม่
  • นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์
  • สส.นราธิวาส: นายลุตฟี หะยีอีแต, นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ
  • นายประสิทธิ์ โนทะ สส.น่าน

นอกจากนี้ยังมี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค นางมุกดา พงษ์สมบัติ อดีต สส.ขอนแก่น และนางอนุรักษ์ บุญศล อดีต สส.สกลนคร มาร่วมด้วย ทำให้กิจกรรมคึกคักและเต็มเปี่ยมด้วยพลังบวก

กิจกรรมรดน้ำดำหัวพรรคกล้าธรรม
สส.กล้าธรรม รดน้ำขอพร ธรรมนัส-นฤมล

คำอวยพรและวิสัยทัศน์จาก ร.อ.ธรรมนัส

ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวอวยพรสมาชิกพรรคและประชาชน โดยยืนยันว่า ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ จะอยู่เคียงข้างครอบครัวพรรคกล้าธรรม แม้พรรคจะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ยังคงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วประเทศ จากการลงพื้นที่จังหวัดพะเยา พบว่าประชาชนยังเดินทางมาพบอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความเชื่อมั่นในพรรค

ร.อ.ธรรมนัส ยังชูแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยใช้ มหกรรมดนตรีและกีฬา เป็นเครื่องมือกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น ในพะเยาได้จัดมหกรรมดนตรีช่วงสงกรานต์และปีใหม่ จนกลายเป็นกิจกรรมประจำปีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แผนการขยายไปยังทุกภาคส่วน ทั้งเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก และใต้ ผ่านการแข่งขันกีฬาชิงถ้วยพระราชทาน เจ็ตสกีชิงแชมป์ประเทศไทย เพื่อสร้างรายได้และชื่อเสียงให้ท้องถิ่น

ร.อ.ธรรมนัส อวยพรสมาชิกพรรค

ไม่ว่าพรรคจะอยู่ในสถานะรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน พรรคกล้าธรรมยืนยันว่าจะทำงานช่วยเหลือประชาชนผ่านเครือข่ายทั่วประเทศ โดยเตรียมจัดโครงสร้างการทำงานระดับภูมิภาค เพื่อให้การช่วยเหลือทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ สุดท้ายได้อวยพรให้ทุกคนมีความสุข สุขภาพแข็งแรง และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทยมุสลิม ขอให้อัลลอฮ์ประทานความสงบสุข

หัวหน้าพรรค นฤมล รับพรจากสส.
สส.กล้าธรรม ร่วมพิธีสงกรานต์

เหตุการณ์ สส.กล้าธรรม รดน้ำขอพร “ธรรมนัส-นฤมล” ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาประเพณีไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณชัดเจนว่าพรรคกล้าธรรมพร้อมลุยเต็มที่เพื่อประชาชน แม้อยู่ในสถานะฝ่ายค้าน แผนมหกรรมดนตรีและกีฬาจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือตัวอย่างของนักการเมืองที่ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ยึดติดอำนาจ คุณคิดเห็นอย่างไรกับแนวทางนี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกันเถอะ!

ที่มา – สส.กล้าธรรม รดน้ำขอพร “ธรรมนัส-นฤมล” ยัน สถานะไหนก็ทำงานเพื่อประชาชนเต็มที่

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54

กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 27 มีนาคม 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 ณ ฮอลล์ 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยมีคณะกรรมการจัดงานและผู้เกี่ยวข้องเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างพร้อมเพรียง

ในพิธีเปิดครั้งนี้ มีบุคคลสำคัญเข้าร่วม เช่น ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ซึ่งทุกท่านต่างถวายรายงานและแสดงความขอบพระคุณต่อพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ยิ่งแก่วงการหนังสือและการศึกษาไทย

แนวคิดหลักของงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54

ศ.ดร.นฤมล กราบบังคมทูลรายงานว่า งานในปีนี้จัดภายใต้แนวคิด Legend ซึ่งสื่อถึงตำนานที่ไม่ใช่แค่นิทานเก่าแก่ แต่เป็นเรื่องจริงที่ข้ามกาลเวลา คอนเซ็ปต์ Read the Legend ชวนนักอ่านทุกวัยมาร่วมแกะรอยตำนานหนังสือและบุคคลผู้เปลี่ยนโลก สำรวจความอมตะที่เป็นรากฐานของยุคปัจจุบัน พลิกหน้ากระดาษให้กลายเป็นกระจกสะท้อนว่า “เหตุใดเรื่องเล่าพวกนี้ถึงไม่มีวันตาย” และมีผลกระทบอย่างไรต่ออนาคตของเรา

ไฮไลต์นิทรรศการและกิจกรรมในงานกรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54

ภายในงานมีนิทรรศการสุดยอดที่น่าตื่นเต้นมากมาย เช่น

  • นิทรรศการหนังสือดีเด่น ประจำปี 2569 คัดสรรหนังสือคุณภาพสูงสุดแห่งปี
  • นิทรรศการแสงแห่งปัญญาในสมเด็จพระพันปีหลวง สืบสานพระราชปณิธานด้านการศึกษา
  • นิทรรศการ Read the Legend: หนังสือต้องห้าม (ลืม) เผยหนังสือที่เคยถูกลืมแต่กลับมามีชีวิตชีวา
  • นิทรรศการวรรณกรรมแห่งชาติ เกียรติยศนักเขียนไทยชั้นนำ
  • นิทรรศการเส้นทางวรรณกรรมรางวัลพานแว่นฟ้า 25 ปี ย้อนรอยผลงานผู้ได้รับรางวัล
  • นิทรรศการ Little Read Universe: Legend Alive จักรวาลตำนานสำหรับเด็กและครอบครัว ส่งเสริมการอ่านให้เด็กๆ ค้นพบจินตนาการจากรากฐานตำนาน

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวทีมากกว่า 100 รายการ ไม่ว่าจะเป็นการเสวนา พูดคุยกับนักเขียนชื่อดัง การแสดงสด หรือเวิร์กช็อปฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมได้ทุกวัน

สำหรับปีนี้ มีสำนักพิมพ์เข้าร่วมออกร้านถึง 362 ราย กว่า 1,028 บูธ จัดงานต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2569 ณ ฮอลล์ 5-8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทำให้เป็นงานหนังสือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี

พระราชกรณียกิจของ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 นี้ ไม่เพียงเป็นเกียรติยศสูงสุดแก่ผู้จัดงาน แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยรักการอ่านมากขึ้น ในยุคดิจิทัลที่หนังสือกระดาษอาจดูห่างเหิน แต่ตำนานเหล่านี้ยังคงจุดประกายปัญญาและวัฒนธรรมไทยให้สืบต่อไป

หากคุณเป็นนักอ่านตัวยงหรืออยากค้นหาหนังสือดีๆ อย่าพลาดงานนี้เลย! รีบไปเลยวันนี้เพื่อสัมผัสประสบการณ์ Read the Legend ด้วยตัวเอง แล้วคุณจะพบว่าหนังสือเปลี่ยนชีวิตได้จริง

ที่มา – กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ เปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54

“นฤมล” เคาะปรับเกณฑ์คัดเลือกครูผู้ช่วย-ผอ.เขต ลดตำแหน่งว่าง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่สนใจข่าวการศึกษาไทย วันนี้มีข่าวดีมาบอกกันเลย “นฤมล” เคาะปรับเกณฑ์คัดเลือกครูผู้ช่วย-ผอ.เขต ลดปัญหาตำแหน่งว่าง ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการศึกษา ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้นั่งหัวโต๊ะประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ เพื่อเคาะหลักเกณฑ์ใหม่ที่ยกระดับมาตรฐานให้เท่าเทียม ลดช่องโหว่เรื่องตำแหน่งว่างที่ทำให้ระบบการศึกษาติดขัดมานาน

“นฤมล” เคาะปรับเกณฑ์คัดเลือกครูผู้ช่วย-ผอ.เขต ลดปัญหาตำแหน่งว่าง

การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ครอบคลุมหลายตำแหน่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ครูผู้ช่วย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ โดยมุ่งให้มีมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ เพื่อดึงดูดคนเก่งๆ เข้ามาทำงาน ลดปัญหาตำแหน่งค้างว่างที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนของนักเรียนทั่วประเทศ ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนครับ

รายละเอียดการปรับเกณฑ์คัดเลือกครูผู้ช่วย

สำหรับตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่ประชุมเห็นชอบปรับปรุงจากหลักเกณฑ์เดิม ว 16/2557 ที่ใช้มานานเกินไป ไม่สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน โดยนำมาปรับให้ตอบโจทย์ความต้องการของโรงเรียนแต่ละแห่ง เน้นบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์จริงในสถานศึกษา และพัฒนาผู้เรียนได้ต่อเนื่อง รวมถึงหลักเกณฑ์ ว 17/2557 สำหรับพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหมด สุดยอดเลยนะครับ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพต่างกัน

เกณฑ์ใหม่สำหรับผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา

ส่วนผอ.เขต มีการปรับใหญ่หลายข้อ เช่น ระยะเวลาขึ้นบัญชีผู้ผ่านการคัดเลือกไม่เกิน 2 ปี นับจากวันประกาศ ปรับเกณฑ์ตัดสิน ประกาศรายชื่อผ่านภาค ก. ไม่เกิน 4 เท่าของตำแหน่งว่าง และที่เจ๋งคือ นำผลงานการบริหารมารวมในภาค ก. แล้ว เพื่อให้ได้คนที่มีประสบการณ์จริง ขับเคลื่อนการศึกษาในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหา “นั่งเก้าอี้ว่าง” ที่เคยเกิดขึ้นบ่อยๆ

  • ลดระยะเวลาขึ้นบัญชี: ไม่เกิน 2 ปี ช่วยให้หมุนเวียนบุคลากรเร็วขึ้น
  • ปรับจำนวนผ่านภาค ก.: ไม่เกิน 4 เท่า เน้นคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ
  • รวมผลงานในภาค ก.: ดึงคนมีฝีมือจริงๆ เข้ามา
  • โปร่งใสมากขึ้น: สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง

บุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ ตามมาตรา 38 ค. (2)

นอกจากนี้ ยังมีร่างหลักเกณฑ์สำหรับบุคลากรอื่นในกรณีจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ปรับกระบวนการให้เข้ากับสภาพจริง ช่วยให้การบริหารกำลังคนคล่องตัว โปร่งใส และคุ้มค่ามากขึ้น เลขาธิการ ก.ค.ศ. ย้ำว่าการกำหนด 2 ปีนี้จะลดตำแหน่งว่างได้เยอะ สร้างประสิทธิภาพให้ระบบการศึกษาทั้งหมด

โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวของ “นฤมล” ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยแก้痛点ของวงการศึกษาไทยมานาน ไม่ว่าจะเป็นครูผู้ช่วยที่ขาดแคลน หรือผอ.เขตที่บริหารล่าช้า สุดท้ายนักเรียนและครูต่างได้ประโยชน์เต็มๆ คุณภาพการศึกษาจะดีขึ้นแน่นอน ในมุมผมคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบบุคลากรที่ยั่งยืน หวังว่าจะมีผลดีตามมาแบบ chain reaction เลยครับ

คุณล่ะคิดยังไงกับการปรับเกณฑ์ “นฤมล” เคาะปรับเกณฑ์คัดเลือกครูผู้ช่วย-ผอ.เขต ลดปัญหาตำแหน่งว่าง นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ หรือติดตามข่าวการศึกษาและเคล็ดลับครูมือโปรเพิ่มเติมจากบล็อกเรา!

ที่มา – “นฤมล” เคาะปรับเกณฑ์คัดเลือกครูผู้ช่วย-ผอ.เขต ให้เป็นมาตรฐานเดียว ลดปัญหาตำแหน่งว่าง

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียน รร.เอกชน

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน ถือเป็นข่าวดีสำหรับครอบครัวยากจนและโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ เมื่อ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงศึกษาธิการ

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน

ที่ประชุมมีมติอนุมัติร่างระเบียบ ศธ. ว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชน โดยเพิ่มเงินอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียนอีก 1 ชุด สำหรับนักเรียนยากจนที่ผู้ปกครองถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการนี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวกลุ่มเปราะบาง ทำให้เด็กๆ สามารถมาโรงเรียนได้อย่างมั่นใจ โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะเสนอร่างประกาศวิธีการขอรับเงินอุดหนุนและเบิกจ่ายให้ รมว.ศธ. ลงนามต่อไป

รายละเอียดมาตรการเพิ่มชุดนักเรียน

บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือตรงจุด ครอบคลุมค่าหนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน เครื่องแบบ และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับศักยภาพสถานศึกษาเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ครอบครัวที่มีรายได้น้อยจะได้รับประโยชน์โดยตรง ลดปัญหาการขาดเรียนเนื่องจากไม่มีชุดนักเรียน

ปรับปรุงหลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชน

ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างประกาศ ศธ. เรื่องหลักสูตรอิสลามศึกษาสำหรับโรงเรียนเอกชนในระบบ พ.ศ. … ซึ่งเป็นการปรับปรุงครั้งใหญ่จากฉบับปี 2546 ให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและบริบทสังคมโลกปัจจุบัน ร่างนี้ผ่านการรับฟังความเห็นจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาทั่วประเทศ และตรวจสอบจากสำนักจุฬาราชมนตรีแล้ว เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้และคุณธรรมตามมาตรฐานสากล จะเริ่มใช้ปีการศึกษา 2569 เช่นกัน

ระบบทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลางและมาตรการอื่นๆ

เห็นชอบร่างระเบียบ กช. ว่าด้วยการจัดทำทะเบียนครู บุคลากร เจ้าหน้าที่ และนักเรียนโรงเรียนเอกชน พ.ศ. … เพื่อเปลี่ยนสู่ระบบทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์กลาง สอดคล้องยุคดิจิทัล เน้นความมั่นคงข้อมูลตาม PDPA ลดภาระเอกสารครู และยกระดับการบริหารจัดการให้รวดเร็วทันสมัย นอกจากนี้ ยังยกเว้นคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ให้พระชาญณรงค์ ฉายา วิสุทโธ รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดคูเดื่อ ผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวัดคูเดื่อวิทยาคม จ.อุบลราชธานี แม้ไม่มีวุฒิปริญญาตรีทางโลก แต่มีวุฒินักธรรมชั้นเอก เพื่อให้โรงเรียนดำเนินการต่อเนื่อง

รับทราบรายงานกองทุนสงเคราะห์ โดยเฉพาะระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลครูเอกชนที่ปรับสู่เรียลไทม์ตามข้อเรียกร้องโรงพยาบาล สปสช. พร้อมแล้ว ดีเดย์เฟสแรก 1 พฤษภาคม 2569 นำร่องโรงพยาบาลประจำจังหวัดและอำเภอ เป็นของขวัญวันเปิดเทอมใหม่

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการสนับสนุนการศึกษาเอกชนให้เท่าเทียมและทันสมัย คุณคิดอย่างไรกับบอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการศึกษาล่าสุดเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – บอร์ด กช. ไฟเขียว ออกมาตรการเพิ่มชุดนักเรียนแก่เด็กกลุ่มเปราะบาง รร.เอกชน

มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังจากการประชุม ส.ส. ของพรรคที่เพิ่งมีขึ้น เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้เผยมติสำคัญของพรรค ซึ่งส่งผลต่อการโหวตตำแหน่งสำคัญในสภา

มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ห้อง 202 อาคารรัฐสภา เวลา 09.20 น. โดยมี ร.อ.ธรรมนัส และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมเป็นประธาน ส.ส.พรรคกล้าธรรมมาร่วมประชุมเพื่อหารือทิศทางการโหวตประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธาน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญยิ่งในการกำหนดทิศทางของสภาในสมัยใหม่

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวในที่ประชุมว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ ส.ส.ทุกคนเข้าสู่บทบาทเต็มรูปแบบ หลังจากปฏิญาณตนเมื่อวานนี้ (14 มี.ค.) ทุกคนลำบากกว่าจะมาถึงจุดนี้ และต้องทำหน้าที่ให้ดีเพราะประชาชนกำลังจับตามองผ่านการถ่ายทอดสดทีวีรัฐสภา โดยเฉพาะการประชุมวันพุธ-พฤหัส ซึ่งเป็นวันหลัก ยกเว้นกรณีพิเศษอย่างการประชุมร่วมรัฐสภา

ท่านยังกำชับ ส.ส. ใหม่ให้ศึกษาข้อบังคับสภาให้ดี แม้ตัวเองเป็น ส.ส. 3 สมัยแล้วยังจำไม่ครบ เพราะการพูดในสภาต้องถูกต้องตามกฎ หากกดไมค์พูดผิดอาจถูกตำหนิได้ เน้นย้ำว่าประชาชนที่บ้านกำลังดูอยู่ ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่

รายละเอียดมติพรรคกล้าธรรมในการโหวต

หลังประชุมเสร็จ เวลา 09.25 น. ร.อ.ธรรมนัส เผยต่อสื่อว่า ที่ประชุมมีมติชัดเจนให้ งดออกเสียง ในการเลือกตั้งประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ ซึ่งเป็นจุดยืนของพรรคกล้าธรรมในขณะนี้ การตัดสินใจนี้มาจากการหารืออย่างรอบคอบ เพื่อให้ ส.ส. แต่ละคนทำหน้าที่อย่างมีอิสระ แต่ยึดมติพรรค

  • มติงดออกเสียง: ไม่โหวตให้ผู้สมัครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • เหตุผล: รักษาความเป็นกลางและศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน
  • ผลกระทบ: อาจส่งผลต่อการนับคะแนนในสภา

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงจุดยืนของพรรคกล้าธรรมที่ต้องการเป็นพรรคที่โปร่งใสและไม่ล็อบบี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ในบริบทการเมืองไทยที่กำลังเข้มข้น โดยเฉพาะการจัดตั้งรัฐบาลใหม่และการเลือกผู้นำสภา ซึ่งประธานสภาฯ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมวาระการประชุมและความเป็นธรรม

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรมยังเน้นย้ำกับ ส.ส. ว่าต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการอภิปรายครั้งต่อๆ ไป เพราะสภาจะมีการประชุมถี่ยิบ และทุกคำพูดจะถูกบันทึกและถ่ายทอดสด สร้างความรับผิดชอบสูงสุดต่อประชาชน

ความสำคัญของประธานสภาฯ และผลต่อการเมือง

ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นหัวใจสำคัญของสภา ดูแลการประชุมให้เป็นไปตามระเบียบ และตัดสินใจในประเด็นขัดแย้ง การโหวตครั้งนี้จึงเป็นที่จับตา โดยพรรคกล้าธรรมเลือกงดออกเสียงเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าสนับสนุนฝ่ายใดเป็นพิเศษ ซึ่งอาจช่วยรักษาฐานเสียงที่หลากหลายของพรรค

ในมุมกว้างขึ้น การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่หลังเลือกตั้ง ส.ส. ใหม่ๆ ต้องปรับตัวเข้ากับระบบสภา ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะรุ่นพี่ ยังให้คำแนะนำเรื่องการศึกษาข้อบังคับ ซึ่งมีรายละเอียดซับซ้อน เช่น การยื่นญัตติ การอภิปราย และการลงมติ

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เน้นนโยบายกล้าแกร่งและโปร่งใส มติครั้งนี้ยืนยันจุดยืนดังกล่าว หากคุณสนใจการเมืองไทย อย่าลืมติดตามการประชุมสภาผ่านทีวีรัฐสภา

สุดท้าย มติพรรคกล้าธรรมนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพในการตัดสินใจ หาก ส.ส.ทุกพรรคทำเช่นนี้ได้ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นแน่นอน คุณคิดอย่างไรกับมติล่าสุดนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – มติพรรคกล้าธรรม งดออกเสียง โหวตประธานสภาฯ-รองประธาน

“ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมโหวตประธานสภาฯ

“ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรมในการโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

“ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ

วันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะนายทะเบียนพรรคกล้าธรรม ได้เปิดเผยก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับทิศทางการโหวตตำแหน่งประธานสภาฯ ว่า วันนี้จะมีการหารือต่อในช่วงเช้า หลังจากเมื่อวานที่ 14 มีนาคม ได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นแล้วเกี่ยวกับแนวทางการทำงาน

เมื่อสื่อถามถึงแนวทางโหวตว่าจะงดออกเสียง ไม่เห็นชอบ หรือเห็นชอบ นายอรรถกรตอบแบบขำๆ ว่า “มีให้เลือกสองทางหรือ” และย้ำว่าขอเวลาสรุปก่อนประชุม โดยมั่นใจว่ามติพรรคจะออกมาเป็นเอกภาพแน่นอน

จากข้อมูลเบื้องต้น ทิศทางของ ส.ส.พรรคกล้าธรรมยัง “กลางๆ” ไม่ชัดเจนว่าจะเห็นชอบหรือไม่ มีความเห็นหลากหลายจากสมาชิกพรรค จึงให้การบ้านกลับไปคิดหนึ่งคืน นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรค และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้บังคับลูกพรรคเรื่องการลงคะแนน แต่เน้นย้ำตั้งแต่แรกว่าอยากให้ทุกคนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อความเป็นเอกภาพของพรรค

ทิศทาง “กลางๆ” ของพรรคกล้าธรรมหมายถึงอะไร

คำว่า “กลางๆ” ที่นายอรรถกรใช้ อาจตีความได้หลายแบบ บางคนมองว่างดออกเสียง บางคนว่ายังไม่ตัดสินใจชัดเจน แต่สิ่งสำคัญคือพรรคกล้าธรรมซึ่งมี ส.ส. จำนวนไม่น้อย กำลังพยายามรักษาความเป็นเอกภาพภายในพรรค ท่ามกลางแรงกดดันจากพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรคและบทบาทในสภาฯ ต่อไป

พรรคกล้าธรรมก่อตั้งขึ้นมาไม่นาน แต่มีบุคลากรชั้นนำอย่าง ร.อ.ธรรมนัส และนฤมลภิญโญ ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองสูง ทั้งสองท่านเคยผ่านการทำงานในพรรคพลังประชารัฐมาก่อน และย้ายมาสร้างพรรคใหม่นี้เพื่อตอบโจทย์ประชาชนในประเด็นต่างๆ เช่น เกษตรกรรม การศึกษา และการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกระทรวงที่ทั้งคูรับผิดชอบ

  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า: ผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตร เน้นนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร
  • นฤมล ภิญโญสินวัฒน์: หัวหน้าพรรค สายการศึกษา ผลักดัน改革การเรียนการสอน
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร: นายทะเบียนพรรค ดูแลการท่องเที่ยว

การที่ “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ แสดงให้เห็นถึงหลักการนำพรรคที่ให้อิสระแก่ ส.ส. แต่ยึดมั่นในความสามัคคี ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในเวทีการเมืองที่เต็มไปด้วยการต่อรอง

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

การโหวตประธานสภาฯ ครั้งนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะจะกำหนดทิศทางของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณากฎหมายและอภิปรายรัฐบาล หากพรรคกล้าธรรมตัดสินใจเห็นชอบ อาจช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล แต่หากงดหรือไม่เห็นชอบ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล

จากประวัติศาสตร์การเมืองไทย พรรคเล็กๆ มักถูกมองว่าเป็นตัวแปรสำคัญในการโหวตใหญ่ๆ ครั้งนี้เช่นกัน นักวิเคราะห์การเมืองคาดการณ์ว่าพรรคกล้าธรรมน่าจะเลือกทางที่เป็นประโยชน์ต่อนโยบายหลักของพรรค เช่น การสนับสนุนเกษตรกรและการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่าพรรคอื่นๆ กำลังเก็บบอลรอผลการโหวตของกล้าธรรม เพื่อปรับกลยุทธ์ของตัวเอง สถานการณ์นี้ทำให้บรรยากาศที่รัฐสภาในวันนี้ตึงเครียดแต่ก็น่าติดตาม

สรุปแล้ว “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ เป็นตัวอย่างของการนำพรรคที่สมดุลระหว่างอิสระและความสามัคคี คุณคิดว่าพรรคกล้าธรรมจะโหวตอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ธรรมนัส-นฤมล” ไม่บังคับกล้าธรรมเรื่องโหวตประธานสภาฯ แต่ต้องเป็นเอกภาพ

นฤมล ชงปรับเกณฑ์ใบอนุญาตครู ใช้ประสบการณ์สอน

สวัสดีค่ะทุกท่านที่สนใจเรื่องการศึกษาและอาชีพครู! วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกัน เมื่อนฤมล ชงปรับเกณฑ์ใบอนุญาตครู ใช้ประสบการณ์สอน เพื่อให้ครูผู้ช่วยและครูหลายกลุ่มเข้าถึงใบอนุญาตวิชาชีพได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะครูการศึกษาพิเศษที่มักเจอปัญหาคะแนนสอบไม่ถึงเกณฑ์ ลองมาดูรายละเอียดกันเลยนะคะ

นฤมล ชงปรับเกณฑ์ใบอนุญาตครู ใช้ประสบการณ์สอน

วันที่ 11 มีนาคม 2567 ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 3/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เข้าร่วมด้วย ที่ประชุมมีมติสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการปรับเกณฑ์ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูใหม่ ชงโดยดร.นฤมลเอง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหลักคือ นฤมล ชงปรับเกณฑ์ใบอนุญาตครู ใช้ประสบการณ์สอน โดยนำประสบการณ์ปฏิบัติงานสอนจริงของครูผู้ช่วยมาบวกกับคะแนนสอบภาคทฤษฎี หากรวมกันแล้วได้เกิน 60% ก็รับใบอนุญาตได้ทันที! ไม่ต้องลุ้นสอบใหม่ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ถ้าทำงานสอนมา 2 ปี จะนำคะแนนประเมินจากต้นสังกัดมาใช้ได้ไม่เกิน 20% ถ้า 3-4 ปี ใช้ได้ 30% เป็นต้น ช่วยลดอุปสรรคให้ครูที่มีประสบการณ์จริงแต่สอบไม่ผ่าน

นฤมล ชงปรับเกณฑ์ใบอนุญาตครู ใช้ประสบการณ์สอน ตอบโจทย์ครูพิเศษ

ดร.นฤมล กล่าวว่า แนวทางนี้ตอบโจทย์ครูหลายกลุ่ม โดยเฉพาะครูการศึกษาพิเศษที่ต้องใช้ทักษะปฏิบัติสูง แทนที่จะพึ่งคะแนนสอบอย่างเดียว นอกจากนี้ ภายในเดือนมีนาคมนี้ จะทบทวนระบบสอบใบอนุญาตทั้งหมด อาจให้จบตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย เหมือนใบประกอบวิชาชีพแพทย์ที่สอบตามชั้นปี ทำให้ผลิตครูตรง需求 มหาวิทยาลัยต้องร่วมมือกับคุรุสภาใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ครูจบมาแล้วยังลุ้นใบอนุญาต ส่วนจำนวนใบอนุญาตที่เหลือ จะสรุปสิ้นเดือนมีนาคมเช่นกัน

ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางการพัฒนาการทดสอบความรู้และประสบการณ์วิชาชีพตามมาตรฐานครู รวมถึงรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศ 311 ราย และร่างประกาศหลักเกณฑ์ทดสอบใหม่ นอกจากนี้ ยังกำหนดกรอบพัฒนาการผลิตครูเชิงระบบยั่งยืน 9 ประเด็นหลัก ดังนี้

  • ปรับปรุงคุณภาพคัดเลือกผู้เรียนเข้าสถาบันผลิตครู
  • ตรวจสอบความพร้อมและมาตรฐานสถาบันผลิตครู
  • ตรวจสอบคุณภาพหลักสูตรการผลิตครู
  • ตรวจสอบคุณภาพอาจารย์ผู้สอนในสถาบัน
  • สนับสนุนกระบวนการผลิตและบ่มเพาะครูคุณภาพ
  • ตรวจสอบสมรรถนะก่อนสำเร็จการศึกษา
  • กำหนดคุณสมบัติผู้สอบใบอนุญาตชั้นต้น
  • ทบทวนผังแบบทดสอบให้สอดคล้องบริบทปัจจุบัน
  • จัดทำฐานข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างสถาบัน สป.อว. คุรุสภา กคศ. และท้องถิ่น

ส่วนเรื่องรับรองหลักสูตร ที่ประชุมรับรองปริญญาและประกาศนียบัตรจาก 18 สถาบัน รวม 29 หลักสูตร เช่น ป.ตรีทางการศึกษา 18 หลักสูตร, ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู 6 หลักสูตร, ป.โทวิชาชีพครู 1 หลักสูตร, ป.โทบริหารการศึกษา 4 หลักสูตร นอกจากนี้ ยังปรับแผนรับนักเรียน 3 สถาบัน 12 หลักสูตร

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับวิชาชีพครูไทย ทำให้ครูที่มีใจรักและประสบการณ์จริงไม่ถูกกีดกันด้วยคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว สุดท้ายแล้ว คุรุสภาจะผลิตครูคุณภาพออกสู่ระบบการศึกษาได้มากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายศธ.ที่ต้องการครูดีเพื่อเด็กไทย

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? ถ้าเป็นครูผู้ช่วย ลองแชร์ประสบการณ์ขอใบอนุญาตของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างนะคะ และอย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวการศึกษา สมัครรับข่าวสารฟรีได้เลยวันนี้!

ที่มา – “นฤมล”ประชุมบอร์ดคุรุสภา ชงปรับเกณฑ์ขอใบอนุญาตวิชาชีพ เปิดทางใช้ประสบการณ์สอนร่วมคะแนนสอบ

Scroll to top