นอมินี

เร่งขยายผล นอมินี บริษัทในสกลนคร พบข้อมูลนายหน้า จัดหาเอกสารชาวบ้าน

เร่งขยายผล นอมินี บริษัทในสกลนคร พบข้อมูลนายหน้า จัดหาเอกสารชาวบ้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ชาวบ้านในจังหวัดสกลนครต้องเฝ้าระวังกันอย่างหนัก หลังจากมีการตรวจพบความผิดปกติของการจดทะเบียนบริษัทจำนวนมากถึง 57 แห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอโคกศรีสุพรรณ ที่กลายเป็นฐานหลักของกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายสร้างธุรกิจขึ้นมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่กำลังเร่งเดินหน้าเร่งขยายผล นอมินี บริษัทในสกลนคร พบข้อมูลนายหน้า จัดหาเอกสารชาวบ้าน เพื่อสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการนี้

จากรายงานการสืบสวนพบว่า มีนายหน้าหญิงชาวไทยในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดหาเอกสารสำคัญของชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสำเนาบัตรประชาชน หรือทะเบียนบ้าน เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการจดทะเบียนบริษัทออนไลน์ โดยให้ค่าตอบแทนแก่ชาวบ้านเพียงรายละ 500 ถึง 1,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการเอาเปรียบและเสี่ยงต่อการที่ชาวบ้านจะตกเป็นผู้เสียหายทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

เบื้องลึกกระบวนการ นายหน้าจัดหาเอกสารชาวบ้าน

พฤติการณ์ที่น่าตกใจคือการที่กลุ่มทุนจีนมีการจ้างวานนายหน้าให้ไปกว้านซื้อเอกสารเพื่อนำไปใช้ตั้งบริษัทผี ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านเลขที่ที่ใช้จดทะเบียน กลับพบว่าเป็นเพียงที่พักอาศัยของชาวบ้านทั่วไป ไม่มีการประกอบกิจการจริงแต่อย่างใด พฤติกรรมเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะผิดกฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของฐานข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในพื้นที่อย่างมหาศาล

  • ผลกระทบต่อชาวบ้าน: การนำเอกสารไปใช้โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริง อาจนำไปสู่คดีความหรือหนี้สินที่ไม่ได้รับรู้
  • มาตรการป้องกัน: ทางอำเภอและหน่วยงานพาณิชย์จังหวัดสกลนคร ได้ออกมาแจ้งเตือนให้ประชาชนงดการให้สำเนาเอกสารกับบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ
  • การดำเนินการทางกฎหมาย: พาณิชย์จังหวัดสกลนครกำลังดำเนินการระบุในหนังสือรับรองบริษัทว่าไม่มีที่ตั้งจริง เพื่อยุติการประกอบธุรกิจของบริษัทนอมินีเหล่านี้

ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังติดตามตัวนายหน้าหญิงรายนี้ที่ยังคงหลบหนีและมีอาการเครียดจนต้องเข้าโรงพยาบาล สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือความตื่นตัวของคนในชุมชน ท่านต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการมอบสำเนาบัตรประชาชนให้กับผู้อื่น หากจะทำธุรกรรมใดๆ ต้องทราบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและตรวจสอบให้มั่นใจว่าเอกสารเหล่านั้นจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเร่งขยายผล นอมินี บริษัทในสกลนคร พบข้อมูลนายหน้า จัดหาเอกสารชาวบ้าน ดังเช่นกรณีที่กำลังเป็นข่าวดังในขณะนี้ หากใครพบเบาะแสหรือรู้สึกว่าตนเองอาจตกเป็นเหยื่อ ควรรีบแจ้งความและติดต่อเจ้าหน้าที่พาณิชย์จังหวัดเพื่อดำเนินการแก้ไขข้อมูลโดยทันทีครับ

ที่มา – เร่งขยายผล “นอมินี” บริษัทในสกลนคร พบข้อมูลนายหน้า จัดหาเอกสารชาวบ้าน

“พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน สั่งขยายผล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลก เมื่อ “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน หลังจากได้รับรายงานการกระทำผิดกฎหมายในหลายรูปแบบ ทั้งโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตไปจนถึงเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่เข้ามายึดครองที่ดินทำเลทอง ส่งผลให้กระทรวงมหาดไทยต้องรีบลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

“พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน พร้อมล้างบางมาเฟีย

การลงพื้นที่ปฏิบัติการครั้งนี้ นำโดย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง โดยตรวจพบโรงแรมและรีสอร์ทหรู 5 แห่งที่เปิดโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และที่น่าตกใจคือมีการใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินีเพื่อถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังพบร้านขายกัญชาผิดกฎหมายที่มีสาขามากมายและลักลอบออกใบรับรองแพทย์ปลอมเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นักท่องเที่ยว

เปิดกลโกงเครือข่ายนอมินีและเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบพฤติการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • พบบริษัทนอมินีรวม 104 แห่งที่ชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่าคนไทย
  • ครอบครองที่ดินทำเลทองบนเกาะรวมกว่า 124 แปลง
  • ร้านกัญชาไม่มีใบอนุญาตมีการทำรายได้สูงถึง 16 ล้านบาทต่อปี
  • พบการออกใบรับรองแพทย์ปลอมราคาใบละ 300 บาท

นายพลพีร์เน้นย้ำว่า การกระทำที่ “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน ในครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ทางกระทรวงฯ กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้มีอิทธิพลและข้าราชการที่อาจมีส่วนรู้เห็น โดยเฉพาะกรณีข้อมูลรั่วไหลที่ทำให้ผู้ประกอบการเถื่อนไหวตัวทันปิดร้านหนีไปได้ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และจะต้องมีการลงโทษผู้เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด

ในอนาคต กระทรวงมหาดไทยเตรียมผลักดันมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของการจำคุกและค่าปรับ เพื่อให้เกาะพะงันและพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ กลับมาเป็นพื้นที่ที่สะอาด ปลอดภัย และสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับผู้ที่คิดจะละเมิดกฎหมายไทยว่าอย่าได้ชะล่าใจ เพราะการตรวจสอบจะขยายผลไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน

ที่มา – “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน สั่งขยายผลตรวจสอบเส้นเงิน

แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ตคืบหน้า 275 แห่งใน 2 เดือน

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารการท่องเที่ยวคงพอจะทราบกันดีว่า ปัญหาเรื่องโรงแรมที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตในจังหวัดภูเก็ตเป็นเรื่องที่ค้างคามานานหลายปี แต่ล่าสุดถือเป็นข่าวดีของภาคธุรกิจท่องเที่ยว เมื่อทางรัฐบาลออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่าสามารถ แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต ได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรมภายในเวลาเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น

แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต เดินหน้าสำเร็จแล้ว 275 แห่ง

การดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการขานรับนโยบายเร่งด่วนจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวและปราบปรามนอมินีให้สิ้นซาก โดยจากเดิมที่กระบวนการออกใบอนุญาตมีความล่าช้าอย่างมาก ทำได้เพียง 30-40 ฉบับต่อปี แต่ปัจจุบันด้วยการบริหารจัดการใหม่ ทำให้ในระยะเวลาเพียง 2 เดือน รัฐบาลสามารถ แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต ไปได้แล้วถึง 275 แห่ง จากยอดค้างเดิม 392 แห่ง ตั้งแต่ปี 2561

ก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่ช่วยผู้ประกอบการให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง แต่ยังช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตอีกด้วย โดยทางรัฐบาลได้วางแผนดังนี้:

  • เร่งรัดการออกใบอนุญาตที่ค้างอยู่จำนวน 117 แห่ง ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2569
  • รวบรวมข้อมูลปัญหาอุปสรรคทางกฎหมายเพื่อนำไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
  • บังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มธุรกิจนอมินีอย่างจริงจังและเด็ดขาด
  • เน้นย้ำความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1

รัฐบาลยืนยันว่าทุกขั้นตอนจะเป็นไปอย่างโปร่งใส ปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์ และหากพบว่ามีการทำผิดกฎหมายหรือมีนอมินีเข้ามาเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่จะเข้าจัดการอย่างไม่มีละเว้น การผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลกอย่างแน่นอน

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความถูกต้องให้กับการท่องเที่ยวไทย การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่ไปกับการสนับสนุนผู้ประกอบการจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจในระยะยาว หากใครที่มีข้อสงสัยหรือต้องการทราบขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ถูกต้อง แนะนำให้ติดตามประกาศจากทางจังหวัดภูเก็ตอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนครับ

ที่มา – รัฐบาลเผย 2 เดือน แก้ปัญหาใบอนุญาตโรงแรมภูเก็ต แล้ว 275 แห่ง คาดแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนนี้

มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน

มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีการกวาดล้างเครือข่ายทุนจีนสีเทาที่เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย โดยล่าสุด นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมและผู้ประกอบการย่านห้วยขวางที่ต้องสงสัยว่าเป็นนอมินีให้ต่างชาติ ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยที่เสียภาษีอย่างถูกต้อง

จากการลงพื้นที่ตรวจค้น พบว่ามีขบวนการที่ซับซ้อน ตั้งแต่การจดทะเบียนนิติบุคคลที่ไม่ถูกต้อง ไปจนถึงการจ้างแรงงานต่างด้าวโดยไม่แจ้งกระทรวงแรงงาน นายพลพีร์ระบุว่าเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้อาจกระจายตัวอยู่ตลอดทั้งเส้นถนนในย่านห้วยขวาง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งตรวจสอบเชิงลึก โดยมุ่งเน้นไปที่การสาวไปให้ถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด

เจาะลึกปมส่วยและเครือข่ายทุนจีน

ประเด็นที่น่าสนใจคือการเปิดเผยข้อมูลเรื่องสายโทรศัพท์ปริศนาที่พยายามเข้ามาเคลียร์ธุรกิจ โดยมีการเอ่ยถึงการจ่ายส่วยให้ผู้มีอำนาจในพื้นที่ ซึ่งนายพลพีร์ยืนยันว่าจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีละเว้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน ในครั้งนี้

สิ่งที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษคือกระบวนการทุจริตที่มีข้าราชการ บริษัทบัญชี และทนายความร่วมมือกันอำนวยความสะดวกให้กับต่างชาติ ซึ่งข้อมูลจาก มท.2 ระบุว่า:

  • มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินของทุนต่างชาติว่ามีเงินสีเทาเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
  • มีการขยายผลสอบสวนบริษัทบัญชีและบริษัทกฎหมายที่รับจัดตั้งนอมินี
  • เตรียมรื้อคดีการถือสัญชาติไทยของผู้ประกอบการต่างชาติที่มีพฤติกรรมผิดกฎหมาย

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยยังได้ย้ำเตือนว่า การดำเนินการในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ห้วยขวางเท่านั้น แต่รวมไปถึงการวางแผนตรวจสอบสถานบันเทิงย่าน RCA และพื้นที่อื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงอีกด้วย พร้อมทั้งแย้มว่าเตรียมมีข่าวใหญ่ในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าเกี่ยวกับการทลายขบวนการออกบัตรประชาชนให้ชาวต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน ในครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระทรวงมหาดไทยในการกวาดล้างอิทธิพลมืดที่แฝงตัวมาในรูปแบบทุนต่างชาติ เราในฐานะประชาชนคนไทยคงต้องส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างเต็มที่เพื่อทวงคืนความถูกต้องให้กับระบบเศรษฐกิจไทย หวังว่าการขยับตัวครั้งนี้จะไม่ใช่แค่ไฟไหม้ฟาง แต่เป็นการถอนรากถอนโคนกลุ่มอิทธิพลที่เอาเปรียบประเทศชาติให้หมดไปเสียที

ที่มา – มท.2 ขีดเส้นตายคดีนอมินีทุนจีนห้วยขวาง ต้องคืบหน้าใน 7 วัน แย้มเร็วๆ นี้มีข่าวใหญ่

ทลายแก๊งนอมินีห้วยขวาง! จับร้านอาหาร-โรงแรมเถื่อน สั่งสอบส่วย

เป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างมาก สำหรับปฏิบัติการทลายแก๊งนอมินีห้วยขวาง! จับร้านอาหาร-โรงแรมเถื่อน สั่งสอบปมอ้างจ่ายส่วย ซึ่งถือเป็นการจัดระเบียบครั้งใหญ่จากความร่วมมือของหลายหน่วยงานภาครัฐ เพื่อกวาดล้างธุรกิจที่ผิดกฎหมายและทุนต่างชาติที่เข้ามาสวมสิทธิ์ทำธุรกิจในไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทลายแก๊งนอมินีห้วยขวาง! จับร้านอาหาร-โรงแรมเถื่อน สั่งสอบปมอ้างจ่ายส่วย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ผนึกกำลังกับกรมการปกครอง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมจัดหางาน ลงพื้นที่เป้าหมายในเขตห้วยขวาง หลังจากพบความผิดปกติของสถานประกอบการหลายแห่ง ทั้งโรงแรม คอนโดมิเนียม ร้านอาหาร และร้านทำผม ที่มีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของตัวจริงแต่ใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อบังหน้า

เปิดเบื้องลึกธุรกิจนอมินีที่แฝงตัวอยู่ใจกลางกรุง

จากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่พบว่ามีสถานประกอบการหลายแห่งดัดแปลงอาคารโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม แถมยังไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยเรื่องบันไดหนีไฟ นอกจากนี้ยังพบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ การตรวจสอบพบการโฆษณาแฝงของเว็บพนันออนไลน์บนอุปกรณ์ต่างๆ ภายในร้านอาหารอีกด้วย

  • ธุรกิจที่ตรวจสอบพบมีความเสี่ยงสูงในการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ
  • พบแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ทั้งเมียนมาและจีน ลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • มีการแอบอ้างชื่อเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีการจ่ายส่วยรายงวด เพื่อความสะดวกในการประกอบธุรกิจ

ความพยายามในการ ทลายแก๊งนอมินีห้วยขวาง! จับร้านอาหาร-โรงแรมเถื่อน สั่งสอบปมอ้างจ่ายส่วย ครั้งนี้ ไม่ได้จบแค่การจับกุมตัวผู้กระทำผิด แต่ภาครัฐยังสั่งเร่งขยายผลตรวจสอบสำนักงานบัญชีและกฎหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดตั้งบริษัทนอมินีเหล่านี้ หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปพัวพันในการรับส่วยตามที่มีการกล่าวอ้าง จะต้องได้รับโทษทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับนักธุรกิจต่างชาติที่คิดจะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในไทยโดยไม่เคารพกฎหมาย การทำธุรกิจในประเทศไทยนั้นเปิดกว้าง แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลอย่างถูกต้องเท่านั้น เราขอสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เร่งจัดระเบียบสังคมให้โปร่งใส เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตต่อไปครับ

ที่มา – ทลายแก๊งนอมินีห้วยขวาง! จับร้านอาหาร-โรงแรมเถื่อน สั่งสอบปมอ้างจ่ายส่วย

“พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านขอเคลียร์

เจาะลึกปฏิบัติการ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านขอเคลียร์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมบุกทลายธุรกิจต้องสงสัยย่านห้วยขวาง ในภารกิจ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ซึ่งงานนี้ถือเป็นการสั่นสะเทือนวงการธุรกิจสีเทาอย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่พบความผิดปกติทั้งเรื่องใบอนุญาต และการใช้ตัวแทนอำพราง หรือนอมินี เพื่อประกอบธุรกิจในไทย

ความน่าตกใจของเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการทำธุรกิจผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่กลางคัน ซึ่งนายพลพีร์ได้เปิดเผยว่า ขณะปฏิบัติการมีสายโทรศัพท์เข้ามาจากเจ้าของร้านเพื่อขอเคลียร์คดี โดยอ้างว่ามีการจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานเป็นงวดๆ อยู่แล้ว ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทยหายไปไหน?

ทำไมปฏิบัติการ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ถึงสำคัญ?

ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนต่างชาติที่เอาเปรียบคนไทย โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น: พบชาวจีนถือหุ้นใหญ่โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี
  • การตรวจสอบความปลอดภัย: อาคารไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน
  • การทำธุรกิจผิดกฎหมาย: มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย
  • เส้นทางการเงิน: พบความเชื่อมโยงกับเว็บพนันออนไลน์และการชำระเงินที่เลี่ยงภาษี

หลายคนคงตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ครั้งนี้ จะนำไปสู่การจับกุมข้าราชการกังฉินได้จริงหรือไม่ นายพลพีร์ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ผิดคือผิด” และจะไม่ยอมให้ข้าราชการที่ทุจริตมาทำลายผลประโยชน์ของชาติ โดยจะมีการตรวจสอบย้อนหลังทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความสะอาดบ้านเมือง หากภาครัฐเอาจริงเอาจังเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของประชาชนจะกลับมา และธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายของคนไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างเป็นธรรม การทลายเครือข่ายนอมินีไม่ใช่แค่การจับกุม แต่คือการคืนสิทธิและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในพื้นที่อย่างแท้จริง

ที่มา – “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว

ทลายเครือข่ายนอมินีต่างชาติ รวบ 4 ผู้ต้องหาเปิดโรงเรียน

ในปัจจุบันปัญหาการสวมสิทธิ์หรือการใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นให้ชาวต่างชาติ หรือที่เรียกกันว่า “นอมินี” กำลังเป็นประเด็นร้อนที่เจ้าหน้าที่รัฐให้ความสำคัญ โดยล่าสุดได้มีการทลายเครือข่ายนอมินีต่างชาติ รวบ 4 ผู้ต้องหา เปิดโรงเรียนนานาชาติฝ่าฝืนกฎหมายในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการทุกคน

ทลายเครือข่ายนอมินีต่างชาติ รวบ 4 ผู้ต้องหา เปิดโรงเรียนนานาชาติฝ่าฝืนกฎหมาย

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตได้รับนโยบายเร่งด่วนในการกวาดล้างการทำธุรกิจโดยผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้ชื่อคนไทยมาเป็นฉากหน้าให้ชาวต่างชาติครอบงำธุรกิจ ซึ่งคดีล่าสุดนี้เจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนจนพบว่ามีการกระทำผิดในบริษัทที่เปิดเป็นโรงเรียนนานาชาติถึง 3 แห่ง ทำให้เกิดการปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างชาติ รวบ 4 ผู้ต้องหา เปิดโรงเรียนนานาชาติฝ่าฝืนกฎหมายได้อย่างทันท่วงที

รายละเอียดการดำเนินคดีนอมินี

จากการตรวจสอบพบว่า มีบุคคลต่างด้าว 2 รายและคนไทย 2 ราย สมคบคิดกันจดทะเบียนบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ฉลอง จึงรวบรวมพยานหลักฐานและเข้าจับกุมผู้กระทำผิดทั้งหมด เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย นอกจากนี้การทลายเครือข่ายนอมินีต่างชาติ รวบ 4 ผู้ต้องหา เปิดโรงเรียนนานาชาติฝ่าฝืนกฎหมายยังถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ที่คิดจะทำธุรกิจในลักษณะนี้ว่าไม่ควรเสี่ยง

  • ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ศึกษากฎหมายธุรกิจต่างด้าวอย่างละเอียด
  • หลีกเลี่ยงการให้บุคคลอื่นใช้ชื่อตนเองจดทะเบียนแทน

ผลกระทบของการเป็นนอมินีไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะผู้ที่ยินยอมให้ใช้ชื่ออาจต้องได้รับโทษทางอาญาและเสียชื่อเสียงอย่างมาก ดังนั้นสำหรับใครที่กำลังวางแผนทำธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายโดยตรงเพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืนและโปร่งใส หากคุณพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ดีให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – ทลายเครือข่ายนอมินีต่างชาติ รวบ 4 ผู้ต้องหา เปิดโรงเรียนนานาชาติฝ่าฝืนกฎหมาย

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากครับ เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อติดตามการทำงานของตำรวจภูธรภาค 8 โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและระเบียบวินัยในพื้นที่ หลังพบว่ามีกลุ่มทุนต่างชาติและขบวนการผิดกฎหมายเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นฐานการก่อเหตุ ซึ่งทางภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับมาตรการ **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** เพื่อรักษาภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศให้ยั่งยืน

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว พบว่าปัญหาใหญ่ที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การบุกรุกที่ดิน แต่คือภัยเงียบจากกลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติ นายชัยชนะได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบการเข้ามาของชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวมาในคราบนักท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วกลับมาตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ หรือขบวนการสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนักในขณะนี้

เปิดกลยุทธ์ปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

ปัจจุบันกลุ่มอาชญากรได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปมาก จากที่เคยโฟกัสแค่กลุ่มทุนจีนสีเทา ตอนนี้ยังพบกลุ่มบุคคลจากหลายสัญชาติที่เข้ามาเช่าบ้านหรูหรือที่พักในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่เพื่อใช้เป็นฐานสแกมเมอร์ ดังนั้นนโยบายที่ว่า **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังทุกหน่วยงานว่าต้องร่วมมือกันปิดช่องว่างกฎหมายอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่อง ‘นอมินี’ หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเพื่อครอบครองที่ดินหรือทำธุรกิจ ยังคงเป็นสิ่งที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการใช้อาคารสถานที่ของไทยทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งหากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว

  • ตรวจสอบการเช่าที่พักของชาวต่างชาติอย่างใกล้ชิด
  • บังคับใช้กฎหมายกับนอมินีที่ผิดเจตนารมณ์
  • เพิ่มความร่วมมือระหว่าง ตม. และตำรวจภาค 8
  • เร่งคดีคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะเพื่อให้เกิดความเกรงขาม

ความสำเร็จล่าสุดที่น่ายินดีคือกรณีคดีบุกรุกหาดบางเทา ที่ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุกจำเลย 1 ปี ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีมากในการบังคับใช้กฎหมายครับ ผมมองว่าการที่ภาครัฐออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งชาวไทยและนักลงทุนที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตได้เป็นอย่างดี เพราะการท่องเที่ยวภูเก็ตจะไปต่อได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่นี้มีความปลอดภัยและโปร่งใสที่สุดครับ

ที่มา – “ชัยชนะ” กำชับตำรวจภาค 8 คุมเข้ม นอมินี-สแกมเมอร์ จับตากลุ่มต่างชาติใช้ภูเก็ตเป็นฐานก่ออาชญากรรม

ยกระดับ ทะเบียนราษฎร เปิด DOPA N.I.C.E. Center สกัดบัญชีม้า

ในยุคที่ภัยออนไลน์และการทุจริตทางทะเบียนเริ่มมีความซับซ้อนมากขึ้น รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ ล่าสุดได้มีการประกาศยกระดับ ทะเบียนราษฎร เปิด DOPA N.I.C.E. Center สกัดบัญชีม้า และนอมินีอย่างจริงจัง เพื่อปิดช่องว่างที่เหล่ามิจฉาชีพมักนำไปใช้สวมสิทธิหรือทำธุรกิจผิดกฎหมาย

ทำความรู้จักการ ยกระดับ ทะเบียนราษฎร เปิด DOPA N.I.C.E. Center สกัดบัญชีม้า

ศูนย์ DOPA N.I.C.E. Center หรือศูนย์ประสานงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน ถูกจัดตั้งขึ้นโดยกรมการปกครอง เพื่อเป็นหัวหอกสำคัญในการบูรณาการข้อมูลเชิงลึก ไม่ว่าจะเป็นการสืบสวน การตรวจสอบความผิดปกติทางสัญชาติ หรือแม้แต่การใช้เทคโนโลยีทางนิติวิทยาศาสตร์เข้าช่วยในการตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลในระบบทะเบียนราษฎรมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้จริง

เหตุผลที่ต้อง ยกระดับ ทะเบียนราษฎร เปิด DOPA N.I.C.E. Center สกัดบัญชีม้า

ปัญหาเรื่องการสวมสิทธิและการเปิดบัญชีม้า ไม่ได้กระทบแค่ความมั่นคงของชาติ แต่ยังส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะข้อมูลทะเบียนราษฎรที่บิดเบือนคือรากฐานของอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งการฟอกเงินและการค้ามนุษย์ ศูนย์แห่งนี้จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการคัดกรองตั้งแต่ต้นทาง โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก: ตรวจสอบความเชื่อมโยงที่ผิดปกติในระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร
  • การบูรณาการหน่วยงาน: ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานยุติธรรมทั่วประเทศ เพื่อจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
  • การใช้เทคโนโลยี: นำวิธีการตรวจพิสูจน์ DNA มาใช้ในกรณีที่ต้องยืนยันตัวตน เพื่อลดการทุจริต

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเปิดช่องทางรับแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วน 1548 และ 1567 ซึ่งผู้แจ้งสามารถให้ข้อมูลได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ภายใต้หลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ที่หวังดีต่อสังคม หากใครพบเห็นการสวมสิทธิ หรือพฤติกรรมต้องสงสัยเกี่ยวกับนอมินี สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ทันทีครับ

การดำเนินงานของ DOPA N.I.C.E. Center ถือเป็นข่าวดีสำหรับคนไทยทุกคน เพราะนี่คือการสร้างเกราะป้องกันสิทธิขั้นพื้นฐานไม่ให้ถูกละเมิด และเป็นการปูทางไปสู่สังคมที่ปลอดภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์มากยิ่งขึ้น หากเราทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตา ระบบทะเบียนราษฎรก็จะมีความมั่นคงแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – ยกระดับ “ทะเบียนราษฎร” เปิด DOPA N.I.C.E. Center รับแจ้งเบาะแส สกัดบัญชีม้า-นอมินี

Scroll to top