นักกฎหมายมหาชน

เจาะประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ กุนซือทีมผู้ว่าฯ ปชน.

หากพูดถึงชื่อของนักกฎหมายมหาชนระดับแถวหน้าของเมืองไทยที่ใครหลายคนต่างให้การยอมรับ คงหนีไม่พ้นชื่อของ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ซึ่งมีเส้นทางชีวิตและบทบาททางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะล่าสุดกับสถานะใหม่ในการได้รับความไว้วางใจให้เป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชนในนามพรรคประชาชน ซึ่งถือเป็นการรวมตัวที่สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงการเมืองไทยได้อย่างมาก

เจาะประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ กุนซือทีมผู้ว่าฯ ปชน.

ประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ โดยสังเขปนั้น ท่านเกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2503 ที่จังหวัดอุดรธานี จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ไปศึกษาต่อด้านกฎหมายมหาชนในระดับปริญญาเอกที่ประเทศฝรั่งเศส จนถือเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับครูบาอาจารย์ในสาขานี้ ท่านมีประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่การเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปจนถึงการดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการในรัฐวิสาหกิจสำคัญอย่างบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งมีหน้าที่ดูแลโครงการขนาดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวและการจัดการขยะมูลฝอย

เส้นทางการเมืองและบทบาทที่พลิกผัน

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา สังคมได้เห็น ประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ ในหลากหลายมิติ ทั้งการเป็นที่ปรึกษากฎหมายให้รัฐบาลในยุคนายบรรหาร ศิลปอาชา การดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปจนถึงการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. ในช่วงปี พ.ศ. 2556 – 2557 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนและภาพจำที่ชัดเจนในทางการเมือง แต่ทว่าความน่าสนใจที่มากกว่านั้น คือการที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายท่านนี้ ได้ก้าวเข้ามาเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดียุบพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2567 โดยให้เหตุผลในเชิงวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนที่ยึดถือหลักกฎหมายเป็นสำคัญ

บทบาทล่าสุดในการก้าวเข้าสู่การเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมบริหารพรรคประชาชน เพื่อสนับสนุน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ในการลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. จึงเปรียบเสมือนการนำเอาประสบการณ์ระดับสูงด้านกฎหมายมหาชนและการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มาปรับประยุกต์ใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้จริง การที่ ประวัติ สุรพล นิติไกรพจน์ ได้รับความไว้วางใจในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า วุฒิภาวะ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองต้องการนำมาเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมือง การที่คนระดับอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายขยับมาทำงานกับพรรคการเมืองที่เน้นนโยบายเชิงโครงสร้างเช่นนี้ น่าจะช่วยยกระดับการทำงานให้มีความรอบคอบและถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาลมากยิ่งขึ้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่า การผสานพลังระหว่างความสดใหม่ของพรรคการเมืองรุ่นใหม่กับความเก๋าเกมทางกฎหมายของท่าน จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กรุงเทพมหานครได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – ประวัติ “สุรพล นิติไกรพจน์” บทบาทการเมืองพลิกขั้ว อดีตร่วม กปปส. สู่กุนซือทีมผู้ว่าฯ ปชน.

ประวัติ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นักกฎหมายชั้นครู

ประวัติ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ คือเรื่องราวที่น่าสนใจของนักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 อีกสมัย เรียกได้ว่าเป็นเก้าอี้เดิมที่พรรคภูมิใจไทยยังคงไว้วางใจ ด้วยความรู้ความสามารถและประสบการณ์ยาวนานในการร่างกฎหมายและดูแลหลักนิติรัฐ

วันที่ 17 มีนาคม 2569 รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลุดออกมา ทำให้ทุกคนจับตากับการคัดเลือกบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือที่รู้จักกันในนาม “นักกฎหมายมหาชนชั้นครู” ที่ยังคงนั่งเก้าอี้รองนายกฯ คุมฝ่ายกฎหมาย ตำแหน่งนี้สำคัญมาก เพราะต้องตรวจสอบร่างกฎหมายทั้งจากสภาและจากรัฐบาล เพื่อให้ถูกต้อง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

ประวัติ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ

มาดูประวัติ บวรศักดิ์ อุวรรณโณกันแบบละเอียดเลยนะครับ ท่านจบมัธยมจากโรงเรียนอัสสัมชัญ แล้วได้ทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศส สำเร็จปริญญาตรี (Licence en Droit), โท (Maîtrise en Droit Public) และเอก (Doctorat d’État en Droit) จากมหาวิทยาลัยปารีส 2 ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำด้านกฎหมายของโลก เรียกได้ว่าฐานการศึกษาสุดยอดเลย

ประวัติ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในแวดวงวิชาการและกฎหมาย

ศ.ดร.บวรศักดิ์ เป็นนักกฎหมายและนักวิชาการตัวจริงของไทย มีบทบาทสำคัญในกฎหมาย การเมือง และการบริหารมานานหลายสิบปี สื่อยกย่องว่าเป็น “นักกฎหมายมหาชนชั้นครู” ท่านยึดหลัก “นิติรัฐ” หรือ Rule of Law อย่างเคร่งครัด เชื่อว่าการปกครองต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก กฎหมายต้องยุติธรรมและเพื่อส่วนรวม นอกจากนี้ยังผลักดันการปฏิรูปการเมือง ขจัดคอร์รัปชัน และส่งเสริมธรรมาภิบาล

เริ่มต้นอาชีพที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วไต่เต้าขึ้นมาเป็นประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 13, เลขาธิการคณะรัฐมนตรีสมัยทักษิณ, เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, เลขาธิการสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย, ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2558 และรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ด้านวิชาการ ท่านเป็นอาจารย์พิเศษกฎหมายมหาชนที่จุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นศาสตราจารย์พิเศษด้วย

บทบาททางการเมืองของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ

ในแวดวงการเมือง ท่านเคยเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมืองสมัยพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และมีส่วนในคณะกรรมการปฏิรูปหลายชุด โดยเฉพาะประธานยกร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ที่เป็นร่างสำคัญของไทย ท่านยังเขียนหนังสือดังอย่าง “นิติวิธี” ที่สอนตีความกฎหมาย, “ทฤษฎีการบริหารราชการแผ่นดิน” ซึ่งเป็นตำราหลักกฎหมายปกครอง และงานวิจัยอีกเพียบ

ปัจจุบัน ท่านดูแลมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม สร้างผู้นำรุ่นใหม่ผ่านเครือข่าย SEED Thailand และเครือข่ายเยาวชนรักษ์บ้านเกิด ในปี 2568 ท่านถูกทาบทามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายในครม.อนุทิน 1 และล่าสุดในครม.อนุทิน 2 ก็ยังคงตำแหน่งเดิม

เพื่อสรุปผลงานสำคัญ ลองดูรายการนี้:

  • ประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2558
  • เลขาธิการคณะรัฐมนตรี
  • เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
  • นักเขียนตำรากฎหมายชั้นนำ
  • ผู้ส่งเสริมธรรมาภิบาลและนิติรัฐ

ประวัติ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนากฎหมายไทยให้เข้มแข็ง ท่านคือแบบอย่างของนักกฎหมายที่ยึดมั่นหลักการ ด้วยประสบการณ์กว่า 50 ปี คงช่วยให้รัฐบาลอนุทิน 2 มีนโยบายกฎหมายที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คุณคิดว่าท่านจะนำพาอะไรใหม่ๆ มาสู่การเมืองไทยไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เลยนะ!

ที่มา – ประวัติ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” นักกฎหมายมหาชนชั้นครู นั่งรองนายกฯ เก้าอี้เดิม

“ศุภชัย” เตือนเพื่อไทย คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” ช่วย?

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีๆ เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังอดีตเคยถูกไล่ออกจากอัยการ  ด้าน “ณัฐวุฒิ” ชี้มติพรรคต้องรวมทุกคน ส่ง 3 คำร้องให้เพื่อไทยถอดถอน “อนุทิน-เท้ง” พร้อม 212 สส.

วันที่ 16 ก.ย. 2568  ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย แถลงกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ยื่นคำร้องให้กับพรรคเพื่อไทย ในการร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมือง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้นักกฎหมายจำนวนมากที่มีความเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าคิดว่าจะร้องก็ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ก็ร้องกันไป แต่อยากฝากไปถึงพรรคเพื่อไทย ว่าตนมีความเป็นห่วง ที่ผ่านมาท่านเป็นพรรคการเมืองใหญ่ องคาพยพสำคัญคือต้องมีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีนักกฎหมาย มีปรมาจารย์ มีครูกฎหมายมากมายอยู่ที่นั่น จึงไม่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะไปจ้างนายณัฐวุฒิให้ทำตรงนี้ แต่คิดว่านายณัฐวุฒิไปเสนอเขาเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ตนไม่อยากจะพูดว่าผิดมารยาทของนักกฎหมายหรือมารยาททนายความ ในการเสนอตัวเข้าไปหาลูกความ

ย้อนต้องมือสะอาดก่อนตรวจสอบใคร

“มีสุภาษิตกฎหมายอยู่คำหนึ่ง one should come to Court with clean hands คุณจะไปศาล คุณจะต้องไปด้วยมือที่สะอาด หรือคุณจะต้องเป็นคนที่สะอาดพอที่จะไปศาล รวมถึงให้คำแนะนำตรงนี้ด้วย หัวหน้าพรรคเคยพูดว่า จะขึ้นธรรมาสน์เทศน์คนอื่นต้องล้างเท้าเสียก่อน“

เผยเคยถูกไล่ออกจากราชการ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า นายณัฐวุฒิเคยเป็นอัยการประจำกอง แต่เคยถูกไล่ออกจากราชการ เพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เรื่องรับสินบน 1.5 ล้านบาท ไปวิ่งเต้นคดีของพวกเลือกตั้ง ในฐานะนักกฎหมายเป็นสิ่งที่ห้ามกระทำอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นท่านเป็นอัยการจนในที่สุดคณะกรรมการอัยการก็มีมติไล่ออกจากราชการด้วยเหตุผลนั้น

“ถ้าผมเป็นท่านจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม เพราะเคยถูกไล่ออกในการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งท่านได้ไปร้องศาลปกครองสูงสุด แต่ในที่สุดศาลปกครองก็วินิจฉัยว่ายื่นไม่ได้ คดีตัวเองยังแพ้เลย จึงอยากฝากไปถึงพรรคเพื่อไทยว่าคิดดีๆ แต่ถ้าเป็นผมจะไม่ใช้วิชาความรู้จากนายณัฐวุฒิ ซึ่งแฝงด้วยความเป็นมือไม่สะอาดนั้น มาใช้ประโยชน์ด้วยหรือไม่”

มอบ 3 คำร้องชงเชือด“อนุทิน-เท้ง”

ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้เดินทางไปมอบคำร้องฉบับแก้ไขในการร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย หรือ MOA หลังจากที่พรรคเพื่อไทยถอนร่างคำร้องจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร  ที่พรรคเพื่อไทย โดยมีนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นผู้รับ

เพิ่มเอาผิด 212 สส.

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า คำร้องฉบับใหม่ ได้เพิ่มผู้ถูกร้อง จากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการร้องเอาผิดต่อ สส. 212 คน ของพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยด้วย และคำร้องฉบับใหม่ให้กับแกนนำพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าที่ประชุมฯ เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพราะขาดคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง 3 คำร้อง ได้แก่

1.คำร้องส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160(4)(5) โดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตาม รธน. มาตรา 82 วรรคสอง ปมตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.สีน้ำเงิน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

2.คำร้องส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับ 212 ได้แก่ สส.พรรคประชาชน จำนวน 143 คน พรรคภูมิใจไทย จำนวน 69 คน ปมข้อตกลง MOA ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2568 ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

และ3. คำร้องขอให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยสั่งให้เลิกการกระทำการใช้สิทธิล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ปมข้อตกลง MOA ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2568 เพื่อเป็นสารตั้งต้นนำไปสู่การยุบพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

ย้อน“สิริพงศ์”ไม่รู้กฏหมาย

ส่วนกรณีที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า MOA ไม่มีผลทางกฎหมาย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ใครเป็นคนพูด นายสิริพงศ์ จบกฎหมายหรือไม่ ถ้าจบกฎหมายก็ต้องรู้ว่านิติกรรม 2 ฝ่าย มีผลผูกพันหากมีการลงชื่อ ก็มีผลก็ถือว่ามีผล เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ห้ามการครอบงำหรืออยู่ภายใต้อาณัติใดๆ ไม่สามารถกระทำได้ และหากว่ากันด้วยผลประโยชน์ส่วนตน ตามมาตรา 185 ห้ามสส.กระทำการลักษณะนี้ ซึ่งมีผลต่อการพ้นสมาชิกภาพ ตามมาตรา 101 (7)

มั่นใจเพื่อไทยยื่นศาลรธน.ได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า เชื่อมั่นว่าหากพรรคเพื่อไทย และ สส. ใช้ช่องทางตามมาตรา 82 วรรค 1 สามารถยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยเฉพาะมาตรา 82 วรรค 2 นอกจากยื่นได้แล้วยังขอคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา ก็สามารถกระทำได้ ซึ่งศรนั้นก็ยังกลับมาที่ตนเอง เหมือนกรณีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เราพูดกันตามเนื้อหา และพยานหลักฐาน เราไม่มีอะไรกับเขา พูดกันตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏอย่างชัดแจ้ง

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส.

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีๆ เรื่อง “ณัฐวุฒิ”

นายศุภชัย ใจสมุทร ออกมาเตือนพรรคเพื่อไทยให้คิดให้ดี ก่อนที่จะดึงนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมาย โดยอ้างถึงประวัติในอดีตของนายณัฐวุฒิที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคลที่เคยมีประวัติด่างพร้อย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะตามมา

การที่นายศุภชัยออกมาเตือนเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของพรรคภูมิใจไทยต่อการเข้ามามีบทบาทของนายณัฐวุฒิ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสองพรรคได้

นอกจากนี้ การที่นายณัฐวุฒิยื่น 3 คำร้องให้พรรคเพื่อไทยถอดถอนนายอนุทินและ สส. อีก 212 คน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีความซับซ้อนและน่าติดตามยิ่งขึ้น

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจที่ยังคงมีอยู่ในการเมืองไทย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการดึง “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย จะส่งผลอย่างไรต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรค คงต้องติดตามดูกันต่อไป

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส. ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม

ที่มา – “ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส.

Scroll to top