นักท่องเที่ยวจีน

“สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ

จากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่สนามบินสุวรรณภูมิซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์เมื่อนักท่องเที่ยวจีนเกิดข้อพิพาทกับเจ้าหน้าที่ไทย ทำให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยได้แสดงความคิดเห็นถึงประเด็น “สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อหวังลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศ

“สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ

นายสีหศักดิ์เน้นย้ำว่า แม้การต้อนรับนักท่องเที่ยวจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่กฎระเบียบของประเทศไทยต้องถูกรักษาไว้อย่างเคร่งครัด การที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้ามา จำเป็นต้องมีความเข้าใจในกฎกติกาเบื้องต้น เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและลดปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่กับนักท่องเที่ยว

บทบาททูตจีนกับการสร้างความเข้าใจกฎระเบียบไทย

ในประเด็นนี้ นายสีหศักดิ์มองว่าหน้าที่สำคัญของทูตจีนไม่ใช่เพียงการปกป้องผลประโยชน์ของชาติหรือพลเมืองตนเองเท่านั้น แต่ต้องมีบทบาทเชิงรุกในการ “สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ โดยการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆ ของไทยให้กับชาวจีนได้รับทราบก่อนเดินทางมา เพื่อลดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ในอนาคต

สาเหตุสำคัญที่ทำให้นายสีหศักดิ์ต้องออกมาเรียกร้องในเรื่องนี้ มีปัจจัยหลักดังนี้:

  • การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศไม่ให้สั่นคลอนจากเหตุการณ์เฉพาะหน้า
  • ความจำเป็นที่นักท่องเที่ยวต้องเคารพกฎหมายของประเทศเจ้าบ้าน
  • หน้าที่ของนักการทูตในการเป็นสะพานเชื่อมความเข้าใจระหว่างประชาชน

ท้ายที่สุดแล้ว การจะทำให้นักท่องเที่ยวประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางมาถึงไทย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการอำนวยความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความร่วมมือจากสถานทูตของประเทศต้นทางในการให้ข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเป็นไปอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยสำหรับทุกคน การที่ “สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปรับมาตรฐานการสื่อสารระหว่างประเทศให้เข้าใจกันมากขึ้น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระดับมิตรภาพที่แน่นแฟ้นให้ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – “สีหศักดิ์” จี้ ทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวจีนเรื่องกฎระเบียบไทย หลังเกิดเหตุวุ่นสนามบินสุวรรณภูมิ

รมว.สุรศักดิ์ ยัน รัฐบาลมีจุดยืนปกป้องคนไทย ชี้ปมดราม่าจบแล้ว

รมว.สุรศักดิ์ ยัน รัฐบาลมีจุดยืนปกป้องคนไทย ชี้ปมดราม่าจบแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในโลกออนไลน์เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำหรับเหตุการณ์ความวุ่นวายในกิจกรรมแฟนมีตติ้ง ซึ่งมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องจนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ล่าสุด รมว.สุรศักดิ์ ยัน รัฐบาลมีจุดยืนปกป้องคนไทย ชี้ปมดราม่าจบแล้ว และขอความร่วมมือประชาชนอย่าเพิ่งด่วนตัดสินหรือเหมารวมว่านี่คือความขัดแย้งระดับประเทศ

สรุปจุดยืนสำคัญจากกระทรวงท่องเที่ยวฯ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ทางกระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเชื่อว่านี่เป็นเพียงการกระทบกระทั่งระหว่างบุคคลที่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎกติกาของงาน ซึ่งหากเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ เจ้าหน้าที่เขาก็ย่อมต้องดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ดังนั้นประเด็นเรื่อง รมว.สุรศักดิ์ ยัน รัฐบาลมีจุดยืนปกป้องคนไทย ชี้ปมดราม่าจบแล้ว จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง

รัฐบาลไทยมีนโยบายต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคนด้วยรอยยิ้มและการบริการที่ดีเยี่ยม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเงินหรือสถานะใดๆ จะสามารถเปย์เพื่อซื้ออภิสิทธิ์สิทธิ์เหนือคนไทยได้ ยิ่งในกรณีที่เกิดการดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือทำผิดกฎหมาย รัฐบาลพร้อมยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวไทยอย่างเต็มที่ครับ

  • กรณีนักท่องเที่ยวอิตาลี: คู่กรณีได้มีการขอโทษและยุติข้อพิพาทเรียบร้อยแล้ว
  • กรณีแฟนคลับชาวจีน: ทาง GMMTV ได้ชี้แจงว่าทั้งสองฝ่ายได้ทำความเข้าใจและถอนคำร้องทุกข์ต่อกันแล้ว
  • การปรับปรุงมาตรการ: ผู้จัดงานยืนยันว่าจะมีการเข้มงวดเรื่องกติกาและความปลอดภัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นควรจะเป็นบทเรียนในการจัดกิจกรรมใหญ่ๆ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างที่นำไปสู่ความเข้าใจผิด รมว.สุรศักดิ์ ยัน รัฐบาลมีจุดยืนปกป้องคนไทย ชี้ปมดราม่าจบแล้ว โดยขอให้ทุกคนมองเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่และการปรับปรุงแก้ไขมากกว่าการสร้างกระแสความแตกแยก เพราะการเป็นเจ้าบ้านที่ดีไทยเราพร้อมต้อนรับ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันครับ

ที่มา – “รมว.สุรศักดิ์” ยัน รัฐบาลมีจุดยืนปกป้องคนไทย ชี้ปมดราม่าแฟนมีตจีน-อิตาลียุติแล้ว

ททท. จับมือสายการบินจีน เปิดบินตรงหัวหินและอู่ตะเภา

ข่าวดีสำหรับคนรักการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการธุรกิจในไทย เมื่อล่าสุด ททท. ได้เดินหน้าลุยเจาะตลาดแดนมังกรเต็มตัวด้วยกลยุทธ์เชิงรุก โดยการ ททท. จับมือสายการบินจีน เปิดบินตรงหัวหินและอู่ตะเภา เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทยให้ทะลุเป้า 5 ล้านคนภายในปี 2569 นี้

ททท. จับมือสายการบินจีน เปิดบินตรงหัวหินและอู่ตะเภา

ภายหลังการลงพื้นที่เจรจาธุรกิจโดยนายกรัฐมนตรีและทีมบริหารของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การผนึกกำลังครั้งสำคัญนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการกระจายเม็ดเงินให้ทั่วถึงในพื้นที่เมืองรองและพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโครงการ ททท. จับมือสายการบินจีน เปิดบินตรงหัวหินและอู่ตะเภา จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้สนามบินทั้งสองแห่งกลับมาคึกคักอีกครั้ง

โอกาสทองของการท่องเที่ยวไทยในสายตาชาวจีน

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก จากเดิมที่เน้นเที่ยวกับกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่ ตอนนี้หันมานิยมการเดินทางแบบ FIT หรือ เที่ยวด้วยตัวเองกันมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้นำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยการ ททท. จับมือสายการบินจีน เปิดบินตรงหัวหินและอู่ตะเภา ถือเป็นการตอบโจทย์กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง

นอกเหนือจากการเพิ่มเส้นทางบินตรงแล้ว ททท. ยังเดินหน้าทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Meituan เพื่อผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยให้เข้าถึงใจคนจีนผ่านแคมเปญการตลาดดิจิทัลที่แม่นยำ นี่คือปัจจัยที่จะช่วยให้ประเทศไทยครองแชมป์จุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวจีนได้อย่างยาวนาน

  • เพิ่มเส้นทางบินเชื่อมตรงจีน-หัวหิน และจีน-อู่ตะเภา
  • เน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวพรีเมียมและกลุ่มคนรุ่นใหม่
  • ใช้เทคโนโลยี Smart Tourism ขยายฐานตลาดออนไลน์
  • ผลักดัน Gastronomy Destination ดึงดูดนักชิมทั่วโลก

ด้วยเป้าหมายนักท่องเที่ยวจีนกว่า 5 ล้านคนในปีหน้า ที่คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 2.8 แสนล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่ท้าทายแต่มีความเป็นไปได้สูงมาก หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพการบริการและรักษามาตรฐานความปลอดภัยให้เป็นที่ยอมรับ เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งในใจนักท่องเที่ยวจีนเสมอ

ที่มา – ททท. จับมือสายการบินจีน จ่อเปิดบินตรง หัวหินและอู่ตะเภา คาดดึงนักท่องเที่ยวเข้าไทย 5 ล้านคน

รัฐบาลปลื้ม ยอดต่างชาติเที่ยวไทยยังแกร่ง ครึ่งปีแรก สร้างรายได้แล้วกว่า 7 แสนล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวดีในช่วงนี้กันบ้างแล้วนะครับ กับตัวเลขการท่องเที่ยวไทยที่ถือว่าฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งสุดๆ โดยล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลปลื้ม ยอดต่างชาติเที่ยวไทยยังแกร่ง ครึ่งปีแรก สร้างรายได้แล้วกว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งต้องบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะกลับมาทำผลงานได้ดีขนาดนี้ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนอยู่ครับ

รัฐบาลปลื้ม ยอดต่างชาติเที่ยวไทยยังแกร่ง ครึ่งปีแรก สร้างรายได้แล้วกว่า 7 แสนล้านบาท

ถ้าย้อนดูตัวเลขในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางเข้ามายังประเทศไทยกว่า 2.35 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการขยายตัวถึงร้อยละ 3.54 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาลกว่า 1 แสนล้านบาท สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่ใครๆ ก็อยากมาเยือน

ส่องพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและแนวโน้มการเดินทาง

สำหรับ 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมิถุนายน ประกอบด้วย จีน, มาเลเซีย, อินเดีย, รัสเซีย และเกาหลีใต้ โดยรวมแล้วสร้างรายได้สะสมไปแล้วมากกว่า 701,358 ล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลปลื้ม ยอดต่างชาติเที่ยวไทยยังแกร่ง ครึ่งปีแรก สร้างรายได้แล้วกว่า 7 แสนล้านบาท ทำให้เห็นว่ากลยุทธ์การกระตุ้นการท่องเที่ยวของเรามาถูกทางแล้วครับ

แม้ว่าจะมีปัจจัยลบรอบด้าน เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทางและการขนส่ง แต่รัฐบาลก็ไม่นิ่งนอนใจ โดยมีการปรับนโยบายให้ทันสมัยขึ้น ดังนี้:

  • เน้นการท่องเที่ยวระยะใกล้ที่เดินทางสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย
  • ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน (Sustainability)
  • เน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ แทนการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ
  • ควบคุมงบประมาณและปรับโครงสร้างการตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมโลก

ในมุมมองของผม แม้ว่าคนจะเริ่มประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่เสน่ห์ของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร วัฒนธรรม และอัธยาศัยของคนไทย ก็ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจได้ดีเยี่ยม หากเราสามารถรักษาคุณภาพและมาตรฐานการบริการให้ดีอย่างต่อเนื่อง เชื่อได้เลยว่าเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งปีจะเป็นไปตามที่ตั้งไว้แน่นอนครับ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตอนนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องเตรียมตัวปรับตัวให้เข้ากับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่เน้นความยั่งยืนมากขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวสารเพื่อให้ก้าวทันสถานการณ์โลกอยู่เสมอนะครับ แล้วคุณล่ะครับคิดว่าอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้ต่างชาติยังคงเลือกมาเที่ยวไทยไม่ขาดสาย? คอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลย!

ที่มา – รัฐบาลปลื้ม ยอดต่างชาติเที่ยวไทยยังแกร่ง ครึ่งปีแรก สร้างรายได้แล้วกว่า 7 แสนล้านบาท

“สีหศักดิ์” เตรียมเสนอลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน

ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย การจัดการวีซ่าอย่างรัดกุมยิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ที่ตามมา ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการทบทวนนโยบาย ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน จากเดิม 60 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและรักษาความมั่นคงของประเทศ

ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน

การเสนอครั้งนี้เกิดจากความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศที่มองว่า ระยะเวลา 60 วันสำหรับฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวอาจยาวเกินไป ทำให้มีบางกลุ่มที่เข้ามาไม่ใช่เพื่อท่องเที่ยวจริงๆ แต่แฝงตัวมาก่อปัญหา เช่น อาชญากรรมออนไลน์ การพนันผิดกฎหมาย หรือกิจกรรมที่กระทบความมั่นคง นายสีหศักดิ์ ระบุว่า จะเสนอเรื่องนี้ต่อคณะรัฐมนตรี โดยได้หารือกับนายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อทบทวนวีซ่าทุกประเภทให้เหมาะสมและป้องกันการใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์

เดิมที การเสนอ ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน ถูกเลื่อนมาจากสมัยรัฐบาลก่อนหน้าเพราะการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้กำลังเร่งรัด โดยจะผ่านคณะกรรมการวีซ่าที่มีกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ซึ่งมีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วมอยู่แล้ว จึงคาดว่าจะไม่มีปัญหาในการพิจารณา

เหตุผลหลักของการลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน

  • ลดโอกาสการอยู่เกินกำหนด: ป้องกันการโอเวอร์สเตย์ที่นำไปสู่ปัญหาแรงงานเถื่อน
  • ควบคุมอาชญากรรมข้ามชาติ: จากสถิติ พบว่าบางกลุ่มใช้ฟรีวีซ่าเป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรม
  • รักษาความมั่นคง: คัดกรองผู้เข้าประเทศให้เข้มงวดมากขึ้น โดยพิจารณาจากพฤติกรรม
  • ปรับสมดุลการท่องเที่ยว: 30 วันเพียงพอสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป แต่รัดกุมกว่าสำหรับผู้มีเจตนาอื่น

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังย้ำชัดว่า นโยบายนี้ไม่ได้มุ่งเป้าประเทศใดเป็นพิเศษ เช่น ชาวจีนหรือชาติอื่นๆ แต่เน้นที่พฤติกรรมและกิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์ หากใครเข้ามาท่องเที่ยวจริงก็ไม่กระทบ แต่ถ้าผิดวัตถุประสงค์ เช่น ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายหรือเป็นภัยต่อความมั่นคง จะถูกเพ่งเล็งอย่างใกล้ชิด

ผลกระทบที่คาดหวังจากการลดเวลาฟรีวีซ่า

การเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะช่วยลดอาชญากรรมลงอย่างเห็นผล โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวหลักอย่างพัทยา ภูเก็ต หรือกรุงเทพฯ ที่มักมีปัญหาจากกลุ่มต่างชาติ ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้ระบบวีซ่าของไทยมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถยุบรวมประเภทวีซ่าบางตัวที่ซ้ำซ้อนได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวตัวจริงที่มาเพื่อพักผ่อน ชายหาด สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ยังคงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น 30 วันถือว่าเพียงพอสำหรับทริปยาวๆ ส่วนผู้ประกอบการท่องเที่ยวอาจต้องปรับตัว เช่น ส่งเสริมแพ็คเกจท่องเที่ยวระยะสั้น หรือแนะนำวีซ่าประเภทอื่นสำหรับการพำนักนานขึ้น

จากประสบการณ์ในอดีต ไทยเคยปรับนโยบายวีซ่าหลายครั้งเพื่อรับมือสถานการณ์ เช่น ในช่วงโควิดที่เข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้ภาพลักษณ์ดีขึ้นในสายตานานาชาติ นโยบาย ลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน ครั้งนี้ก็น่าจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจท่องเที่ยวและความปลอดภัยสาธารณะ

ในมุมมองของผู้เขียน นี่เป็นนโยบายที่ชาญฉลาดและจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะไทยไม่สามารถเสี่ยงกับปัญหาความมั่นคงได้อีกต่อไป หากทำสำเร็จ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงมากขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับการลดเวลาฟรีวีซ่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นด้วย!

ที่มา – “สีหศักดิ์” เตรียมเสนอทบทวนลดเวลาฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว เหลือ 30 วัน ลดปัญหาอาชญากรรม

สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน โป๊ะแตก!

สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน กันจริงๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน แต่สุดท้ายกลายเป็นการแจ้งความเท็จเพื่อหวังเอาเงินประกันภัย! เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ทำให้ตำรวจต้องเร่งสืบสวนอย่างละเอียด และพบความจริงที่น่าตกใจ

ภาพเหตุการณ์สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน

สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน

เหตุการณ์สุดป่วนนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 เวลาประมาณ 23.40 น. บริเวณถนนกำแพงดิน ใกล้แยกแสงตะวัน ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่ ผู้เสียหายคือ นายเซียว เหวย ชายชาวจีนวัย 33 ปี ที่เพิ่งเดินจากตลาดไนท์บาร์ซ่ามุ่งหน้าไปโซนกาดก้อม สะพายกระเป๋าสีน้ำตาลใบใหญ่

นายเซียวแจ้งว่ามีชาย 2 คนขับจยย.ไม่มีป้ายทะเบียนมาประชิดจากด้านหลัง กระชากกระเป๋าแล้วขับหนีไป ผู้ร้ายคนหนึ่งสวมหมวกกันน็อค อีกคนเสื้อดำไม่สวมหมวก นายเซียววิ่งตามแต่ไม่ทัน ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ รีบรับแจ้งและลงพื้นที่ทันที

ทรัพย์สินสุดแพงที่อ้างว่าถูกวิ่งราว

สิ่งของในกระเป๋าที่หายไปมีมูลค่าสูงมาก ได้แก่:

  • กล้อง Sony A7M4 พร้อมเลนส์ Sony G Master II 24-70
  • iPad Pro 2024
  • เสื้อ Ralph Lauren Shirts และ Ermenegildo Zegna Cotton Shorts
  • DJI wireless microphone
  • หนังสือเดินทางจีนและบัตรประชาชน
  • เงินสด 5,000 บาท และ 3,500 หยวน

มูลค่ารวมแล้วนับแสนบาท ตำรวจน่าจะจริงจังมากเพราะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

กล้องวงจรปิดตรวจสอบเหตุสุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน

การสืบสวนที่นำไปสู่ความจริง

ชุดสืบสวนตรวจกล้อง CCTV ตามเส้นทางและซอยต่างๆ แต่ไม่เจอภาพผู้ต้องสงสัยหรือเหตุการณ์วิ่งราวเลย! ลองโทรหานายเซียวเพื่อสอบเพิ่ม แต่ติดต่อไม่ได้ ประสานตำรวจท่องเที่ยวก็เหมือนกัน

บ่ายวันถัดมา (18 มี.ค.) ตำรวจไปโรงแรมที่นายเซียวเช็คอิน พนักงานบอกว่าเขาเรียกแกร็บทะเบียนกรุงเทพฯ ออกไปแต่ยังไม่เช็คเอาท์ คนขับแกร็บบอกส่งลงประตูท่าแพเท่านั้น

สุดท้ายตรวจกับ ตม.เชียงใหม่ พบนายเซียวบินออกประเทศไปฮ่องกงแล้ว ผ่านสนามบินเชียงใหม่ โดยใช้พาสปอร์ตเลขที่ตัวเองอ้างว่าถูกขโมย! โป๊ะแตกชัดๆ

นายเซียว เหวย นักท่องเที่ยวจีนแจ้งความเท็จ

ตำรวจสรุปว่านายเซียวแจ้งความเท็จเพื่อเอาเอกสารแจ้งประกันภัยการเดินทาง หรือประโยชน์อื่นๆ ตอนนี้ประสานกงสุลจีนและ ตม. ขึ้นแบล็คลิสต์ ป้องกันไม่ให้กลับมาก่อเรื่องซ้ำ

เหตุการณ์ สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน การโกงแบบนี้ไม่เพียงทำเสียชื่อเสียง แต่ยังอาจติดคุกและแบนเข้าประเทศได้ ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ ระวังตัวดีๆ นะ และถ้าพบเห็นเหตุต้องสงสัย รายงานตำรวจทันที

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบ เพื่อเตือนใจกันและกัน!

ที่มา – สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน โป๊ะแตกแจ้งความเท็จหวังเงินประกัน

รัฐบาลปลื้มต้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้าน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวท่องเที่ยวและคนรักการเดินทางทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีมาบอกกันแบบเป็นกันเองเลยนะ รัฐบาลปลื้มภาพรวมต้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้านบาท นี่คือตัวเลขที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในช่วงต้นปี 2569 เลยล่ะ จากวันที่ 1 มกราคม ถึง 22 กุมภาพันธ์ ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมทั้งหมด 5,947,434 คน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 293,119 ล้านบาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่งมาก!

รัฐบาลปลื้มภาพรวมต้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้าน

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าภาพรวมนี้ทำให้รัฐบาลยิ้มแก้มปริ เพราะแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวหลังโควิด-19 ได้ดีเยี่ยม เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมหาศาลขนาดนี้ ช่วยพยุง GDP ไทยได้ไม่น้อยเลยนะ

นักท่องเที่ยวต่างชาติต้นปี 69 มากที่สุด 5 อันดับแรก

มาดูกันว่าประเทศไหนมาไทยเยอะสุดบ้าง ในช่วงนี้ นักท่องเที่ยวจีน คว้าอันดับ 1 ด้วยยอด 969,505 คน ตามด้วย มาเลเซีย 573,323 คน, รัสเซีย 457,250 คน, อินเดีย 376,738 คน และ เกาหลีใต้ 283,623 คน นี่คือ top 5 ที่เด็ดสุดๆ เลย!

  • จีน: 969,505 คน
  • มาเลเซีย: 573,323 คน
  • รัสเซีย: 457,250 คน
  • อินเดีย: 376,738 คน
  • เกาหลีใต้: 283,623 คน

เห็นมั้ยครับว่า จีนยังคงเป็นตลาดใหญ่สุด แม้จะมีหยุดยาวในประเทศ แต่คนจีนยังเลือกไทยเป็นจุดหมายหลัก ส่วนมาเลเซียและรัสเซียมาแรงจากช่วงปิดเทอมและวันหยุด

ภาพรวมสัปดาห์ล่าสุด (16-22 ก.พ. 69)

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 879,587 คน ลดลงนิดหน่อย 0.34% จากสัปดาห์ก่อน แต่เฉลี่ยวันละ 125,655 คน ยังถือว่าดีมาก! มาเลเซียพุ่งขึ้น 33.02% แตะ 1.1 แสนคนใน 8 สัปดาห์ รัสเซียขึ้น 7.57% แต่จีน เกาหลี อินเดียลดลงเล็กน้อยเพราะหยุดยาวจีนจบพอดี สัปดาห์นั้น top 5 คือ จีน 199,078 คน, มาเลเซีย 111,581 คน, รัสเซีย 60,442 คน, อินเดีย 42,893 คน, เกาหลีใต้ 34,318 คน

ส่วนสัปดาห์นี้ (23 ก.พ. – 1 มี.ค. 69) คาดว่าทรงตัว โดยมีปัจจัยหนุนเพียบ เช่น มาตรการกระตุ้นตลาดจีน, ชาวจีนหันมาไทยแทนญี่ปุ่น, Trusted Thailand ที่ย้ำความปลอดภัย, Ease of traveling อย่างยกเว้น TM.6, และสายการบินเพิ่มไฟล์ทเพียบ! รัฐบาลปลื้มภาพรวมต้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้าน เพราะนโยบายเหล่านี้เวิร์คจริงๆ

ในมุมมองของผมนะ สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณบวกชัดเจนสำหรับปี 2569 เศรษฐกิจท่องเที่ยวจะยิ่งบูม ถ้าภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันต่อ เช่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โปรโมทแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ และรักษาความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อนๆ ที่กำลังวางแผนเที่ยวไทย ลองเช็คโปรไฟลท์ถูกๆ กันดูสิ รับรองคุ้ม!

คุณคิดยังไงกับยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้? มีแผนไปไหนในไทยบ้าง แชร์ประสบการณ์หรือไอเดียในคอมเมนต์ด้านล่างเลยนะ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยล่ะ!

ที่มา – รัฐบาลปลื้มภาพรวมต้นปี 69 ต่างชาติเที่ยวไทยเกือบ 6 ล้านคน สร้างรายได้เกือบ 3 แสนล้าน

ตร.ท่องเที่ยว รวบหนุ่มขายอาหารนกประตูท่าแพ ชูนิ้วจีน

เหตุการณ์สุดช็อกในย่านท่องเที่ยวชื่อดังของเชียงใหม่ เมื่อ ตร.ท่องเที่ยว รวบหนุ่มขายอาหารนกประตูท่าแพ หลังชูนิ้ว-แลบลิ้นใส่นักท่องเที่ยวจีน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่โซเชียลมีเดียแชร์กันสนั่น สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเมืองเหนือ ล่าสุดตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ลงมือจับกุมผู้กระทำผิดทันที หลังคลิปวิดีโอแพร่กระจายจนเกิดกระแสวิจารณ์หนัก

ตร.ท่องเที่ยว รวบหนุ่มขายอาหารนกประตูท่าแพ หลังชูนิ้ว-แลบลิ้นใส่นักท่องเที่ยวจีน

จากกรณีคลิปวิดีโอที่ถูกแชร์ในโซเชียลมีเดีย แสดงภาพชายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับจ้างถ่ายรูปและขายอาหารนกให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณลานประตูท่าแพ ตัวเมืองเชียงใหม่ กำลังโต้เถียงกับนักท่องเที่ยวชาวจีนอย่างรุนแรง โดยมีการชูนิ้วกลางและแลบลิ้นเยาะเย้ย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบต่อชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่

ขั้นตอนการจับกุมของตร.ท่องเที่ยว

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม รองสารวัตรสืบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 ได้นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกับตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตรวจสอบ จนสามารถจับกุมตัวนายสมชัย อายุ 31 ปี ชาวจังหวัดเชียงราย ได้ที่ริมถนนใกล้จุดเกิดเหตุ พร้อมยึดเสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายสมชัยยอมรับว่าเป็นบุคคลในคลิปจริง โดยอ้างว่าก่อนเกิดเหตุมีนักท่องเที่ยวจีน 2 กลุ่มขอถ่ายภาพพร้อมกัน เขาจึงเลือกให้บริการกลุ่มแรกก่อน ทำให้กลุ่มที่สองไม่พอใจและต่อว่าเป็นภาษาจีน ซึ่งนายสมชัยฟัง懂และพูดภาษาจีนได้ จึงเกิดอารมณ์โมโห ควบคุมตัวเองไม่อยู่ ชูนิ้วกลางและแลบลิ้นโต้กลับตามที่เห็นในคลิป

  • จุดเกิดเหตุ: ลานประตูท่าแพ เชียงใหม่ แหล่งเช็คอินยอดนิยม
  • ผู้ต้องหา: นายสมชัย อายุ 31 ปี ขายอาหารนกและรับถ่ายคลิปให้นักท่องเที่ยวจีน
  • เจ้าหน้าที่: พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม และทีมตร.ท่องเที่ยว
  • ข้อหา: ก่อความเดือดร้อนรำคาญ ฝากขัง สภ.เมืองเชียงใหม่ ส่งศาลแขวงเชียงใหม่ 24 ก.พ.

ประวัติผู้ต้องหาและรายได้จากการหากินที่ประตูท่าแพ

มีรายงานว่านายสมชัยเช่าห้องพักโรงแรมหรูฝั่งตรงข้ามข่วงประตูท่าแพ โดยช่วงกลางวันมารับถ่ายคลิปและขายอาหารนกให้นักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งรายได้ดีมาก วันละหลายพันบาท จนสามารถเช่าห้องพักหรูได้สบาย เขาปักหลักหากินตรงนี้มานาน และมักมีปัญหากับนักท่องเที่ยวจีนบ่อยครั้ง เคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาแล้วหลายครั้ง

พฤติกรรมเช่นนี้ไม่เพียงทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยว แต่ยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น ประตูท่าแพเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนับล้านคนต่อปี โดยเฉพาะชาวจีนที่เป็นกลุ่มใหญ่ หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำๆ จะทำให้เชียงใหม่เสียโอกาสทางธุรกิจ

ตร.ท่องเที่ยวยืนยันว่าจะกวดขันดูแลความเรียบร้อยในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุบั่นทอนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอีก นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือจากประชาชนและผู้ประกอบการช่วยแจ้งเบาะแส หากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสม

ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเชียงใหม่

เหตุการณ์ ตร.ท่องเที่ยว รวบหนุ่มขายอาหารนกประตูท่าแพ หลังชูนิ้ว-แลบลิ้นใส่นักท่องเที่ยวจีน สะท้อนปัญหาการบริการที่ต้องปรับปรุง นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีน มักเผชิญปัญหาแบบนี้ในบางพื้นที่ ผู้ประกอบการควรฝึกอบรมเรื่องมารยาทและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เพื่อรักษามาตรฐานการท่องเที่ยวไทยให้เป็นเลิศ

ในมุมมองของเรา การท่องเที่ยวเชียงใหม่กำลังฟื้นตัวหลังโควิด เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าทุกคนต้องช่วยกันรักษาภาพลักษณ์ คุณเคยเจอประสบการณ์ไม่ดีแบบนี้ที่ประตูท่าแพหรือที่ไหนไหม? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนใจผู้ประกอบการคนอื่นๆ มาช่วยกันทำให้เชียงใหม่น่าท่องเที่ยวยิ่งขึ้นกันเถอะ!

ที่มา – ตร.ท่องเที่ยว รวบหนุ่มขายอาหารนกประตูท่าแพ หลังชูนิ้ว-แลบลิ้นใส่นักท่องเที่ยวจีน

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวตรุษจีนปีม้า

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า กำลังเป็นกระแสฮอตในวงการท่องเที่ยวช่วงนี้! บริษัทท่องเที่ยวจีนหลายแห่งเผยว่า สัปดาห์หน้าจะเป็นเทศกาลตรุษจีนปีม้า หรือปีนักษัตรม้า วันหยุดยาวพิเศษถึง 9 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ทำให้ชาวจีนแห่จองทริปต่างประเทศจำนวนมาก จุดหมายยอดฮิตครอบคลุมรัสเซีย ออสเตรเลีย ไทย เกาหลีใต้ และยุโรปเหนือ ขณะที่ญี่ปุ่นกลับเงียบเหงาลง

รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า

เทศกาลตรุษจีนปีนี้พิเศษสุด เพราะวันหยุดยาวกว่าเดิม 1 วัน ส่งผลให้เกิดความคึกคักทั้งการช้อปปิ้ง ดูหนัง กินร้านดัง และที่สำคัญคือการท่องเที่ยว ทางการจีนคาดการณ์ "มหกรรมการเดินทาง 40 วัน" จะมีผู้โดยสารถึง 9.5 พันล้านคนเดินทาง เพิ่มจากปีก่อน 9.02 พันล้านครั้ง วันหยุดยาวนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศได้ดีทีเดียว

ทำไมไทยและรัสเซียถึงครองใจชาวจีน

ประเทศไทยกลับมาอันดับ 1 อีกครั้ง! นายโจว เหว่ยหง ผู้บริหารสปริงทัวร์จากเซี่ยงไฮ้ บอกว่าสภาพอากาศไทยอบอุ่น หนีหนาวได้สบาย ชาวจีนที่เบื่อหิมะหนาว ๆ ในบ้านเกิดจึงเลือกไทยเป็นจุดหมายหลัก รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า เพราะรัสเซียยอดจองพุ่งกว่า 100% หลังยกเว้นวีซ่าให้ชาวจีนตั้งแต่ธันวาคมปีก่อน

ออสเตรเลียก็ฟื้นตัวแรง จากข้อมูล Trip.com ยอดบินไกลเพิ่ม 100% เช่นกัน ส่วนเกาหลีใต้และยุโรปเหนือก็ติดอันดับต้น ๆ แม้เศรษฐกิจจีนจะมีปัญหา วิกฤติอสังหา แต่คนจีนหันมาซื้อ "ประสบการณ์" มากกว่าของฟุ่มเฟือย ตามที่ McKinsey วิเคราะห์

ญี่ปุ่นพลาดโอกาส เพราะอะไร?

ในทางตรงข้าม ญี่ปุ่นเสียความนิยมชัดเจน จากความตึงเครียดการเมืองระหว่างจีน-ญี่ปุ่น บวกคำเตือนความปลอดภัยจากรัฐบาลจีน Flight Master รายงานเที่ยวบินจีน-ญี่ปุ่นลด 49.2% ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ มียกเลิกกว่า 58 เส้น สายการบินต้องขยายนโยบายคืนเงิน-เปลี่ยนตั๋ว

  • ไทย: อันดับ 1 อากาศดี ราคาเข้าถึง
  • รัสเซีย: ยกเว้นวีซ่า ดึงดูดทันที
  • ออสเตรเลีย: การท่องเที่ยวระยะไกลฟื้น
  • เกาหลีใต้: วัฒนธรรมป๊อปดึงดูด
  • ยุโรปเหนือ: หิมะสวยแต่หรูหรา

สำหรับท่องเที่ยวในประเทศ ชาวจีนแบ่งเป็นสองฝั่ง ไปรับแดดที่ไหหลำ หรือเล่นหิมะที่ภูเขาฉางไป๋

สรุปแล้ว รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า แสดงให้เห็นเทรนด์ท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปจากปัจจัยวีซ่า สภาพอากาศ และการเมือง ไทยเรามีโอกาสทองรับนักท่องเที่ยวจีนมหาศาลปีนี้ เจ้าของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร รีบเตรียมโปรโมชั่นพิเศษดึงดูดซะแต่เนิ่น ๆ เพื่อสร้างรายได้ก้อนโต!

ที่มา – รัสเซีย–ไทยติดโผ ชาวจีนแห่เที่ยวต่างประเทศเทศกาลตรุษจีนปีม้า ญี่ปุ่นยังลด

Scroll to top