นักท่องเที่ยวชาวจีน

รมว.กต.เผยเตรียมลดฟรีวีซ่าจีน 60 เป็น 30 วัน

รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยจำนวนมาก หลังจากเกิดเหตุการณ์จับกุมชายชาวจีนที่พัทยา พบคลังอาวุธสงครามจำนวนมหาศาล สร้างความกังวลให้กับหน่วยงานความมั่นคงของชาติ

รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างเยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2567 ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นาจอมเทียน จังหวัดชลบุรี จับกุมชายชาวจีนวัย 32 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืนและกระสุนจำนวนมากที่ซุกซ่อนในบ้านพักย่านพัทยา

รมว.กต.ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อวัตถุประสงค์ของผู้ต้องหายังไม่ชัดเจน และอาจเข้าข่ายการเป็นสายลับหรือกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาการอยู่เกินวีซ่าของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนที่ใช้สิทธิ์ฟรีวีซ่า 60 วัน กำลังกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ต้องแก้ไข

เหตุผลสำคัญเบื้องหลังการปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีน

ปัจจุบัน ประเทศไทยเปิดฟรีวีซ่าให้ชาวจีนจำนวน 60 วัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจ ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโต โดยเฉพาะในช่วงหลังโควิด-19 ที่นักท่องเที่ยวจีนกลับมาอย่างคึกคัก อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเผยว่า มีชาวจีนอยู่เกินวีซ่ากว่า 1 แสนคนต่อปี สร้างปัญหาทั้งด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง

รมว.กต.ยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นสังคมเปิดที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุน แต่ต้องมีมาตรการที่รัดกุมมากขึ้น คณะกรรมการวีซ่าของกระทรวงการต่างประเทศจึงเตรียมหารือเพื่อปรับลดระยะเวลาฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วันเหลือ 30 วัน รวมถึงตรวจสอบวีซ่าทุกประเภทให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เช่น วีซ่าท่องเที่ยว ธุรกิจ และการศึกษา

  • เพิ่มการตรวจสอบประวัติผู้เดินทางก่อนอนุมัติวีซ่า
  • ใช้เทคโนโลยี AI ในการสแกนข้อมูล biometric
  • ประสานงานกับหน่วยงานจีนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากร
  • กำหนดโทษเด็ดขาดสำหรับผู้อยู่เกินวีซ่า

นอกจากนี้ ยังมีกรณีตัวอย่างอื่นๆ เช่น ชาวจีนที่ใช้ฟรีวีซ่าเปิดคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง หรือก่ออาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งกระทบภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติ การปรับลดฟรีวีซ่าจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ โดยไม่กระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวมากนัก เนื่องจาก 30 วันยังเพียงพอสำหรับการพักผ่อน

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า มาตรการนี้เป็นก้าวสำคัญในการปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยเฉพาะในยุคที่ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น สายลับทางไซเบอร์และอาวุธสมัยใหม่ กำลังเพิ่มขึ้น กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่าจะดำเนินการอย่างโปร่งใสและคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กัน

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน ถือเป็นนโยบายที่สมดุลระหว่างการเปิดประเทศและความปลอดภัย หากดำเนินการได้จริง จะช่วยยกระดับระบบตรวจคนเข้าเมืองของไทยให้ทันสมัยยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เพื่อนๆ กันนะครับ!

ที่มา – รมว.กต.เผย เตรียมหารือปรับลดฟรีวีซ่าชาวจีนจาก 60 วัน เหลือ 30 วัน

พนักงานสนามยิงปืน ทำปืนลั่น กระสุนเจาะแก้มนักท่องเที่ยวสาว สาหัส

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นที่ภูเก็ต เมื่อพนักงานสนามยิงปืน ทำปืนลั่น กระสุนเจาะแก้มนักท่องเที่ยวสาว สาหัส ชาวจีนวัย 52 ปี ได้รับบาดเจ็บหนักจากอุบัติเหตุนี้ สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักท่องเที่ยวและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

พนักงานสนามยิงปืน ทำปืนลั่น กระสุนเจาะแก้มนักท่องเที่ยวสาว สาหัส

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. ร.ต.อ.เกียรติศักดิ์ แสงมณี รอง สว.(สอบสวน) สภ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกกระสุนปืนบาดเจ็บภายในสนามยิงปืนแห่งหนึ่ง ตรงข้ามสวนเสือ หลังร้านเต็มพุงหมูกระทะ ต.กะทู้ อ.กะทู้ พนักงานสนามยิงปืนรีบนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตทันที

ที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่พบ น.ส.เซียว ลี่ลี่ อายุ 52 ปี นักท่องเที่ยวชาวจีน แก้มขวามีบาดแผลรูโบ๋ หัวกระสุนฝังค้างอยู่ภายใน สภาพเจ็บสาหัส

ลำดับเหตุการณ์พนักงานสนามยิงปืน ทำปืนลั่น

จากการสอบสวนเบื้องต้น น.ส.เซียวและเพื่อนชาวจีนนั่งแท็กซี่มาถึงสนามยิงปืนตอน 17.20 น. เข้าใช้บริการยิงปืนตามปกติ โดยมีพนักงานดูแล หลังยิงเสร็จ ทั้งคู่ออกมายืนถ่ายรูปหน้าช่องยิง ทันใดนั้นคนขับแท็กซี่แจ้งว่าลูกค้าถูกยิงเข้าที่แก้ม รีบนำส่งโรงพยาบาล

ที่เกิดเหตุ นายปฏิหารย์ มะโนสงค์ อายุ 28 ปี พนักงานสนามยิงปืน สารภาพว่าอยู่หน้าห้องพักพนักงาน ห่าง 20 เมตร นำปืนส่วนตัวออกมาตรวจ แต่ประมาทลืมกระสุนในรัง ทำปืนลั่น กระสุนทะลุกำแพงไม้ กระจกประตู ไปถูกหน้า น.ส.เซียว

ผลการดำเนินคดีจากเหตุพนักงานสนามยิงปืน ทำปืนลั่น

ตำรวจควบคุมตัวนายปฏิหารย์ ดำเนินคดีข้อหา “กระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส” และ “มีอาวุธปืนและกระสุนไว้ในครอบครองโดยมิชอบ” ตามกฎหมาย

  • วิถีกระสุนทะลุกำแพงไม้และกระจก
  • ห่างจากจุดยืนของผู้บาดเจ็บ 20 เมตร
  • เกิดจากความประมาทของพนักงาน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับสนามยิงปืนและสถานที่ท่องเที่ยวในภูเก็ต ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ การจัดการอาวุธปืนต้องเข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำรอย

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาการครอบครองปืนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ควรเพิ่มมาตรการตรวจสอบพนักงานและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ นักท่องเที่ยวเองก็ควรระมัดระวัง สอบถามความปลอดภัยก่อนใช้บริการ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย ความประมาทเพียงเสี้ยววินาทีอาจนำพาซึ่งความสูญเสียใหญ่หลวง สนามยิงปืนควรมีระบบล็อกปืนและอบรมพนักงานอย่างเข้มข้น

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบ หากคุณมีประสบการณ์คล้ายกันหรือคำแนะนำด้านความปลอดภัย แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เพื่อช่วยกันสร้างการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – พนักงานสนามยิงปืน ทำปืนลั่น กระสุนเจาะแก้มนักท่องเที่ยวสาว สาหัส

ตร. ท่องเที่ยวบุกรวบ “อาตี้” สาว LGBTQ ชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวจีน

ข่าวร้ายที่ทำให้นักท่องเที่ยวหลายคนต้องหวาดกลัว เมื่อเกิดเหตุการณ์ตร. ท่องเที่ยวบุกรวบ “อาตี้” สาว LGBTQ ชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวจีนคาห้องพักในย่านพัทยา เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายให้กับผู้เสียหายเท่านั้น แต่ยังกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยอีกด้วย มาดูรายละเอียดกันว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ตร. ท่องเที่ยวบุกรวบ “อาตี้” สาว LGBTQ ชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวจีนคาห้องพัก

ทุกอย่างเริ่มต้นจากคืนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงดึกมาก นักท่องเที่ยวชาวจีนรายนี้วิ่งหน้าตาตื่น เปลือยกายลงมาจากชั้น 6 ของโรงแรมย่านพัทยาใต้ ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านและเรียกตำรวจ สาเหตุมาจากถูกกลุ่มสาว LGBTQข่มขู่และชิงทรัพย์ไป โดยได้เงินสด 10,000 บาท และไอโฟน 15 โปรแมกซ์ 1 เครื่อง ผู้เสียหายเล่าว่า พบกลุ่มนี้ที่ชายหาดพัทยา ก่อนชวนกันมาที่ห้องพัก แล้วเกิดเหตุไม่คาดฝัน

รายละเอียดการก่อเหตุชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวจีน

หลังจากนั้น ตำรวจท่องเที่ยวไม่นิ่งนอนใจ พ.ต.ท.ปราบดา สุขสุนทรีย์ สวญ.ส.ทท.4 กก.2 บก.ทท.1 สั่งการปราบปรามกลุ่มที่มีพฤติกรรมประสงค์ต่อทรัพย์ของนักท่องเที่ยวทันที เพราะสร้างความเสื่อมเสียให้เมืองพัทยา ล่าสุดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 15.00 น. ร.ต.อ.อัษฎา จารุสมบัติ และ ร.ต.อ.อภิสิทธิ์ พึ่งแย้ม นำกำลังบุกจับผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทยาที่ จ.114/2569 ลงวันที่ 25 ก.พ. 69 ข้อหา “ร่วมกันชิงทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยมีอาวุธ หรือโดยร่วมกระทำผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือพาทรัพย์นั้นไป”

การจับกุมเกิดขึ้นที่ห้องพักเลขที่ 502 ในเมืองพัทยา ต.หนองปรือ อ.บางละมุง พบกลุ่มสาว LGBTQ อยู่รวม 5 ราย “อาตี้” วัย 20 ปี คือผู้ต้องหาตามหมายจับ บางคนยังนอนหลับอยู่บนเตียง ที่น่าตกใจคือ กลุ่มนี้เป็นแก๊งเดียวกับที่เคยทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันที่ชายหาดพัทยาก่อนหน้านี้

หลักฐานมัดตัวแน่นหนาในการจับกุม

เจ้าหน้าที่นำหลักฐานจากกล้องวงจรปิดและโทรศัพท์มือถือของกลางที่ได้จากผู้เสียหายมาสำรวจ ทำให้ “อาตี้” ยอมจำนนต่อหลักฐานทั้งหมด ก่อนถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีข่าว “เฟื่องฟ้า” สาว LGBTQ แก๊งพอกขาว ที่คาดว่าฉกเงินหนุ่มเกาหลี 20,000 บาทในพูลวิลล่า ก่อนแกล้งเพี้ยนหลอกผี ยังอยู่ระหว่างการติดตามตัว

ปัญหากลุ่มสาว LGBTQ ชิงทรัพย์ในพัทยา

เหตุการณ์ตร. ท่องเที่ยวบุกรวบ “อาตี้” สาว LGBTQ ชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวจีนคาห้องพักนี้ เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยในย่านบันเทิงพัทยา กลุ่มนี้มักล่อลวงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เมาเหล้า โดยเฉพาะจากชายหาดหรือบาร์ จากนั้นชิงทรัพย์ ข่มขู่ หรือแม้กระทั่งทำร้ายร่างกาย สร้างความหวาดกลัวและลดจำนวนนักท่องเที่ยวลง

พัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย รายได้จากการท่องเที่ยวมีมูลค่ามหาศาล แต่เหตุการณ์แบบนี้ทำให้ภาพลักษณ์เสียหาย ตำรวจท่องเที่ยวจึงเร่งปราบปรามอย่างเข้มข้น เพื่อให้พัทยากลับมาเป็นสวรรค์นักท่องเที่ยวอีกครั้ง

เคล็ดลับป้องกันตัวสำหรับนักท่องเที่ยว

เพื่อความปลอดภัย นักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้:

  • อย่าไปกับคนแปลกหน้า: โดยเฉพาะหลังดึก แม้จะดูเป็นมิตร
  • เก็บทรัพย์สินให้มิดชิด: อย่าทิ้งเงินหรือโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวคนอื่น
  • ใช้บริการโรงแรมที่มีรักษาความปลอดภัย: และแจ้งพนักงานหากมีคนแปลกหน้ามา
  • บันทึกเบอร์ฉุกเฉิน: ตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือ 191
  • ดื่มในที่ปลอดภัย: หลีกเลี่ยงการเมาจนหลงทาง

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน ในมุมมองของผม ตำรวจท่องเที่ยวทำหน้าที่ได้ดีมากที่บุกจับได้เร็วขนาดนี้ ช่วยคืนความมั่นใจให้ชาวต่างชาติ หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เพื่อเตือนภัยกันครับ สุดท้ายแล้ว การท่องเที่ยวอย่างมีสติคือกุญแจสู่ความสนุกที่ปลอดภัย

ที่มา – ตร. ท่องเที่ยวบุกรวบ “อาตี้” สาว LGBTQ ชิงทรัพย์นักท่องเที่ยวจีนคาห้องพัก

ระทึก! นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัด

เกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญ นักท่องเที่ยวชาวจีนรายหนึ่งถูกเสือดาวหิมะทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บ หลังจากที่เธอไม่สนใจคำเตือนและเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่สกีรีสอร์ตของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และเจ้าหน้าที่ต้องรุดเข้าให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันศุกร์ที่ 23 มกราคม บริเวณหมู่บ้านทาลัต เขตเมืองค็อกโตไค ตามรายงานจากสื่อจีน Global Times วิดีโอที่ถูกเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย แสดงให้เห็นภาพเสือดาวหิมะยืนอยู่ใกล้กับร่างของนักท่องเที่ยวที่สวมชุดสกี ซึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้นหิมะ

ภาพต่อมา แสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กำลังช่วยพยุงนักท่องเที่ยวที่ได้รับบาดเจ็บออกจากจุดเกิดเหตุ โดยมีรอยเลือดปรากฏให้เห็นบริเวณรอบคอและหมวกกันน็อกของเธอ

จากรายงานของ China.com ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุ นักท่องเที่ยวหญิงรายนี้ได้พบกับเสือดาวหิมะในระหว่างเดินทางกลับโรงแรม และพยายามที่จะถ่ายภาพสัตว์ป่าชนิดนี้ แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวคนอื่น ๆ เตือนเธอหลายครั้งแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังคงเดินเข้าไปใกล้ จนกระทั่งเหลือระยะห่างเพียงประมาณ 3 เมตรเท่านั้น

สื่อจีนรายงานว่า เมื่อนักท่องเที่ยวหญิงพยายามที่จะสัมผัสตัวเสือดาวหิมะ สัตว์ร้ายก็พุ่งเข้าจู่โจมและกัดเข้าที่ใบหน้าของเธอ ทำให้เธอล้มลงกับพื้น ครูฝึกสกีได้เข้ามาช่วยเหลือและไล่เสือดาวหิมะออกไปจากพื้นที่ดังกล่าว มีรายงานว่าผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลประชาชนเขตฝู่อวิ๋น และอาการของเธอพ้นขีดอันตรายแล้ว

ก่อนหน้านี้ พื้นที่ดังกล่าวเคยมีรายงานการพบเห็นเสือดาวหิมะมาแล้วหลายครั้ง โดยเมื่อวันที่ 17 และ 21 มกราคม ทางการได้ออกคำแนะนำให้นักท่องเที่ยวอยู่ในยานพาหนะ ห้ามเข้าใกล้สัตว์ป่า และหลีกเลี่ยงการเดินเพียงลำพัง เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักที่มุ่งหน้าไปยังสกีรีสอร์ตนานาชาติค็อกโตไค

สำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตฝู่อวิ๋น ร่วมกับหน่วยงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวท้องถิ่น ได้แถลงการณ์ผ่าน WeChat เพื่อยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่าได้เพิ่มการลาดตระเวนและมาตรการป้องกันในพื้นที่แล้ว และขอความร่วมมือจากประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยว ให้เพิ่มความระมัดระวัง รักษาระยะห่างจากสัตว์ป่า และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบเห็นสัตว์ป่า เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ระทึก! นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัด

เหตุการณ์นี้นับเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้นักท่องเที่ยวระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด การเข้าไปใกล้สัตว์ป่าโดยไม่ระมัดระวังอาจนำมาซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้

ทำไมนักท่องเที่ยวถึงถูกเสือดาวหิมะกัด?

สาเหตุหลักๆ ที่นักท่องเที่ยวถูกเสือดาวหิมะกัดคือการไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าหน้าที่ รวมถึงความประมาทในการเข้าใกล้สัตว์ป่าเพื่อถ่ายรูป

เพื่อความปลอดภัย ควรปฏิบัติดังนี้:

  • รักษาระยะห่างจากสัตว์ป่า
  • หลีกเลี่ยงการเดินป่าเพียงลำพัง
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเมื่อพบเห็นสัตว์ป่า

การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควรควบคู่ไปกับความระมัดระวังและความเคารพต่อธรรมชาติและสัตว์ป่า เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความสุข

ที่มา – ระทึก นักท่องเที่ยวจีนถูกเสือดาวหิมะกัดจนบาดเจ็บ หลังไม่สนคำเตือนเข้าไปใกล้เพื่อถ่ายรูป

โกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก

โกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก เที่ยวบินแน่น-ตั๋วกลับพุ่ง 400%

ช่วงวันหยุดยาวโกลเด้นวีคของจีนกำลังสร้างปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะการที่นักท่องเที่ยวจีนแห่เดินทางมาทะลักจนทำให้เที่ยวบินตรงแน่นขนัดและราคาตั๋วเครื่องบินขากลับพุ่งสูงถึง 400% สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความนิยมที่พุ่งสูงของประเทศไทยในสายตาชาวจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติโควิด-19

โกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลาดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาร้อนแรงเกินคาดในช่วงโกลเด้นวีค ซึ่งตรงกับวันที่ 28 กันยายน ถึง 6 ตุลาคม 2568 เที่ยวบินตรงจากเมืองต่างๆ ในจีน ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่หรือเมืองรอง ต่างมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสารสูงถึง 99% ซึ่งมากกว่าช่วงปกติถึงสามเท่า สิ่งนี้ยืนยันว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งที่ชาวจีนอยากมาเยือน

หนึ่งในไฮไลต์ที่โดดเด่นคือราคาตั๋วเครื่องบินขากลับจากกรุงเทพฯ ไปยังปักกิ่ง ในวันที่ 7-9 ตุลาคม ที่พุ่งทะยานจากระดับปกติ 1,500-2,000 หยวน (ประมาณ 7,500-10,000 บาท) กลายเป็น 4,000-5,800 หยวน (ประมาณ 20,000-29,000 บาท) หรือเพิ่มขึ้นกว่า 400% สายการบินชั้นนำอย่าง China Eastern, Hainan Airlines, Air China และ Vietjet ต่างรายงานว่าตั๋วถูกจองเต็มล่วงหน้าเกือบทั้งหมด แม้ราคาจะสูง แต่ก็สะท้อนถึงอุปสงค์ที่แท้จริงและกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของตลาดจีน

ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่พุ่งสูง

จากข้อมูลสถิติระหว่างวันที่ 26 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2568 พบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวม 586,942 คน โดยชาวจีนมีจำนวนถึง 123,752 คน คิดเป็นสัดส่วน 21% ของยอดรวม ตัวเลขต่อวันยังคงไต่ระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 11,649 คนในวันที่ 26 กันยายน สูงสุดที่ 23,902 คนในวันที่ 1 ตุลาคม และยังคงทรงตัวที่กว่า 22,000 คนในวันที่ 2 ตุลาคม ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดกระแสนี้ ได้แก่

  • เสถียรภาพทางการเมืองของไทยที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว
  • ความร่วมมือของอาเซียนในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ลดภาพลบในสื่อจีน
  • การนำเสนอข่าวสารในเชิงบวกจากสื่อจีน ทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย คุณภาพสูงและอบอุ่น

การหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงโกลเด้นวีค พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก นี้ กำลังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยทันที โดยเฉพาะภาคโรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และการบินภายในประเทศ เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ รวมถึงเมืองรองบางแห่ง เริ่มเห็นการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ทำให้รายได้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มพูน

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่านักท่องเที่ยวจีนจะใช้จ่ายสูงในด้านช้อปปิ้ง ทัวร์ และอาหารท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยกระตุ้น GDP ของไทยให้เติบโตได้อีกหลายเปอร์เซ็นต์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเตรียมความพร้อมรับมือกับกระแสนี้ เช่น เพิ่มบริการภาษาจีน การโปรโมทออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง WeChat และ Douyin เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์โกลเด้นวีคนี้เป็นโอกาสทองที่ไทยไม่ควรมองข้าม หากรัฐบาลและภาคเอกชนร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและมาตรฐานความปลอดภัยต่อไป ก็จะช่วยยั่งยืนตำแหน่งของไทยในฐานะจุดหมายท่องเที่ยวยอดนิยมของจีนได้ในระยะยาว สุดท้ายแล้ว การท่องเที่ยวคือหัวใจหลักของเศรษฐกิจไทย และกระแสจีนแห่เที่ยวไทยทะลักนี้กำลังพิสูจน์ว่าประเทศเรายังคงมีเสน่ห์ที่ดึงดูดใจชาวโลก

หากคุณเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการ อย่าพลาดที่จะติดตามอัปเดตข่าวสารท่องเที่ยวล่าสุด เพื่อวางแผนการเดินทางหรือธุรกิจให้ตรงกับเทรนด์นี้

ที่มา – “โกลเด้นวีค” พลิกเกม จีนแห่เที่ยวไทยทะลัก เที่ยวบินแน่น-ตั๋วกลับพุ่ง 400%

Scroll to top