นักบริหารมืออาชีพ

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทย เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ในการประชุมวุฒิสภา สภาสูงได้ลงมติเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยผลปรากฏว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 144 เสียง ขณะที่นายมณฑล สุดประเสริฐ ได้รับคะแนนเห็นชอบเพียง 9 เสียงเท่านั้น ส่งผลให้พลาดโอกาสนั่งเก้าอี้สำคัญนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 สมัยวิสามัญ ซึ่งมีวาระสำคัญคือการพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ถูกเสนอชื่อ กกต. คะแนนเสียงที่ถล่มทลายของนายจิรุตม์ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากสมาชิกวุฒิสภา ส่วนนายมณฑลนั้น แม้จะมีประสบการณ์ยาวนาน แต่กลับไม่ผ่านด่านนี้ โดยมีผู้ไม่เห็นชอบถึง 102 เสียง และงดออกเสียง 57 เสียง ทำให้ไม่ถึงเกณฑ์กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภา

เส้นทางอาชีพสุดโชกโชนของ “จิรุตม์ วิศาลจิตร”

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ถือเป็นบุคลากรลูกหม้อกระทรวงคมนาคมตัวจริง เขาเริ่มต้นจากสายงานกรมการขนส่งทางบก ก้าวขึ้นสู่อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และรองปลัดกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ยังเคยเป็นประธานบอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คุณสมบัติหลักที่ทำให้ผ่านการคัดเลือกคือการดำรงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่าไม่น้อยกว่า 5 ปี จุดแข็งของเขาคือการบริหารองค์กรขนาดใหญ่และความเชี่ยวชาญด้านระเบียบราชการ ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ของสำนักงาน กกต. โดยตรง

ที่สำคัญ นายจิรุตม์ถูกมองว่าเป็นตัวแทน “สายสีน้ำเงิน” หรือกลุ่มพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจน เขาเคยเป็นมือขวาของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ในสมัยอธิบดีกรมการขนส่งทางบก การได้รับคะแนนเสียงมากมายครั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าเป็นผลจากการรวมตัวของ สว. สายภูมิใจไทย ที่โหวตให้อย่างเป็นเอกภาพ ชื่นชมนายจิรุตม์ในฐานะนักบริหารมืออาชีพที่น่าเชื่อถือ

ทำไม “มณฑล สุดประเสริฐ” ถึงวืดเก้าอี้ กกต.

นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตข้าราชการบิ๊กจากกระทรวงมหาดไทย เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองนาน 7 ปี และอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขามีประสบการณ์กว้างขวางในการประสานงานกับฝ่ายปกครองทั่วประเทศ รวมถึงคอนเน็กชันในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากตำแหน่งอธิบดีกรมโยธาฯ แต่ในการโหวตครั้งนี้ กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา

นักวิเคราะห์ชี้ว่า แม้นายมณฑลจะมาจาก “สายสิงห์มหาดไทย” ที่มีบารมี แต่กลุ่มเสียงข้างมากในวุฒิสภาชุดนี้ไม่ให้ไฟเขียว สัญญาณชัดเจนว่าคอนเน็กชันสายมหาดไทยไม่อาจฝ่าด่านขั้วอำนาจการเมืองปัจจุบันได้ ส่งผลให้คะแนนเห็นชอบต่ำติดดินเพียง 9 เสียง

ความสำคัญของตำแหน่ง กกต. และผลกระทบต่อการเมืองไทย

สำนักงานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทสำคัญยิ่งในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกระดับ ให้โปร่งใสและเป็นธรรม การเลือกนายจิรุตม์เข้ามาใหม่นี้ จะช่วยเสริมทีมบริหารให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะด้านการจัดการองค์กรขนาดใหญ่ ในขณะที่การตัดนายมณฑลออกไป อาจสะท้อนการเมืองเบื้องหลังระหว่างกลุ่มอิทธิพลต่างๆ

  • จุดเด่นของนายจิรุตม์: ประสบการณ์บริหารกระทรวงคมนาคม, ความใกล้ชิดพรรคภูมิใจไทย, ทักษะราชการสูง
  • บทเรียนจากนายมณฑล: คอนเน็กชันไม่ใช่ทุกอย่าง ต้องได้รับการยอมรับจากสภาสูง
  • ผลกระทบ: เสริมความมั่นคงให้ กกต. ชุดใหม่ เตรียมรับมือเลือกตั้งใหญ่

การตัดสินใจของวุฒิสภาในครั้งนี้ ไม่เพียงกำหนดผู้เข้ารับตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนพลวัตการเมืองไทยที่กลุ่มพรรคและอิทธิพลต่างๆ ยังคงมีบทบาทสำคัญ ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกนายจิรุตม์คือตัวอย่างของนักบริหารที่ใช่ในเวลาที่ใช่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดกับเรา!

ที่มา – วุฒิสภาเคาะ “จิรุตม์” นั่ง กกต. ใหม่ – “มณฑล” วืดเก้าอี้ ได้แค่ 9 เสียง

ปิติพงศ์ชู “การเมืองอิสระ” สู้ทุนเทา-แก้ปากท้อง

“ปิติพงศ์” ชูโมเดล “การเมืองอิสระ” ประกาศสู้ สามสงครามปราบทุนเทา-สแกมเมอร์-แก้ปากท้องประชาชน

วันที่ 9 มกราคม 2569 นายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม กล่าวถึงวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ว่า ปัญหาสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สามารถก้าวข้ามวิกฤตไปได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ภัยพิบัติ หรือปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เกิดจากโครงสร้างทางการเมืองที่ผู้บริหารประเทศมักเป็นนักการเมืองอาชีพ หรือ นักการทหาร ขาดนักบริหารมืออาชีพที่เข้าใจระบบอย่างแท้จริง ตนในฐานะลูกศิษย์ของ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส ย้ำแนวทางของพรรคเป็นธรรมถอดแบบมาจากหลักการที่อาจารย์ปรีดีวางรากฐานไว้ โดยเฉพาะการยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 อย่างเคร่งครัด ที่ระบุว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลหลักนิติธรรมต้องถูกนำมาใช้ปกครองประเทศอย่างแท้จริง นี่คือหลักการเดียวที่จะทำให้คนไทยอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และเป็นแนวทางที่ตนยึดถือมาตลอดในฐานะลูกศิษย์อาจารย์ปรีดี

ย้ำสู้สามสงคราม

“หัวใจสำคัญของการเมืองที่จะแก้วิกฤตประเทศได้ คือความเป็นอิสระ ที่ผ่านมาพรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคมักมี ต้นทุนทางการเมือง”ที่ต้องแบกรับ ทำให้เมื่อเข้าไปมีอำนาจบริหาร จึงไม่สามารถพูดความจริงหรือแก้ปัญหาได้อย่างเต็มปาก เพราะติดเงื่อนไขของกลุ่มทุนผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พรรคใหญ่พูดไม่ได้หลายเรื่อง เพราะมีต้นทุนทางการเมืองต้องปกป้อง แต่พรรคเป็นธรรมไม่มี เราเป็นพรรคอิสระ ใช้ทุนของพรรคเอง ไม่ยึดโยงผลประโยชน์ ไม่ต้องพึ่งทุนสีเทา หรือทุนการพนัน ทำให้เรากล้าชนทุกปัญหา ประเทศไทยกำลังเผชิญสงครามใหญ่ภายในประเทศที่ต้องเร่งจัดการ คือ สงครามทุนสีเทาและแก๊งสแกมเมอร์ ที่แทรกซึมเข้าสู่ระบบการเมือง และ สงครามปากท้องของพี่น้องประชาชน

ไม่เน้นประชานิยมฉาบฉวย

นายปิติพงศ์ กล่าวด้วยว่า พรรคเป็นธรรมได้รวบรวมทีมงานที่เป็นนักบริหารมืออาชีพ ทั้งจากสถาบันระดับโลกอย่าง MIT และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่ออาสาเข้ามาจัดการวิกฤตเหล่านี้อย่างเป็นระบบ พร้อมเปรียบเทียบต่อว่า หากพรรคการเมืองใหญ่คือ ข้าวสารหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ประชาชนจำใจต้องกินเพื่อให้อิ่มท้องไปวันๆ พรรคเป็นธรรมขออาสาเป็น “กับข้าวปลอดสารพิษ” ที่อาจจะไม่เน้นประชานิยมฉาบฉวย แต่เน้นคุณภาพและสุขภาพที่ดีของโครงสร้างประเทศในระยะยาว เราไม่เน้นประชานิยม แต่เน้นคุณภาพ ขออาสาเป็นวัตถุดิบให้ประชาชนมาปรุงอนาคตของประเทศ ฝากเบอร์ 45 พรรคเป็นธรรม ไว้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

การเมืองอิสระ: ทางออกของประเทศไทย?

จากสถานการณ์การเมืองที่ซับซ้อนในปัจจุบัน หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “การเมืองอิสระ” คืออะไร และจะสามารถเป็นทางออกให้กับประเทศไทยได้จริงหรือ? นายปิติพงศ์ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม ได้เสนอแนวคิด “การเมืองอิสระ” ที่เน้นความโปร่งใส ไม่ยึดติดกับกลุ่มทุน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างตรงไปตรงมา แนวคิดนี้ดูเหมือนจะได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมาก ที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ ที่เต็มไปด้วยการทุจริต และการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง

แต่ “การเมืองอิสระ” ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพรรคการเมืองที่ไม่มีทุนสนับสนุน มักจะเสียเปรียบในการแข่งขันทางการเมือง ดังนั้น พรรคเป็นธรรมจึงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากประชาชนโดยตรง เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคเป็นธรรมกับแนวทาง “การเมืองอิสระ”

พรรคเป็นธรรม ชูนโยบายที่แตกต่างจากพรรคการเมืองอื่นๆ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง พรรคเชื่อว่า “การเมืองอิสระ” จะช่วยให้ประเทศชาติสามารถหลุดพ้นจากวงจรของการทุจริต และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ พรรคเป็นธรรมยังมีทีมงานที่แข็งแกร่ง ประกอบด้วยนักบริหารมืออาชีพ ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้พรรคสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

หลายคนอาจมองว่าแนวทาง “การเมืองอิสระ” ของพรรคเป็นธรรม เป็นเพียงความฝัน แต่พรรคเชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่น และความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่สังคมที่เป็นธรรม และมีความเจริญก้าวหน้าได้

นายปิติพงศ์เน้นย้ำว่า พรรคเป็นธรรมพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และจะทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างจริงจัง แม้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่พรรคเป็นธรรมก็จะไม่ย่อท้อ และจะเดินหน้าต่อไป เพื่อสร้าง “การเมืองอิสระ” ที่แท้จริงในประเทศไทย

ดังนั้น การเลือกพรรคเป็นธรรม จึงเป็นการสนับสนุนแนวทาง “การเมืองอิสระ” และเป็นการเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้มีผู้นำที่มีความสามารถ และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย ด้วยการสนับสนุน “การเมืองอิสระ”!

ที่มา – “ปิติพงศ์” ชูโมเดลพรรคเป็นธรรม “การเมืองอิสระ” ประกาศสู้ ทุนเทา -สแกมเมอร์-แก้ปากท้อง

Scroll to top