นักลงทุน

ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข่าวดีที่น่าจับตามองในสัปดาห์นี้คือ ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้คนทั่วโลกหลังจากที่ต้องเผชิญกับความกังวลเรื่องราคาพลังงานพุ่งสูงมานานหลายเดือน

สถานการณ์ ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจัยหลักมาจากการที่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซเริ่มคลี่คลายลง เรือบรรทุกน้ำมันสามารถกลับมาสัญจรได้อีกครั้ง แม้จำนวนเที่ยวเรือจะยังไม่เทียบเท่าระดับปกติก่อนเกิดความขัดแย้ง แต่ตลาดก็ตอบรับในเชิงบวกต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน

ผลกระทบเมื่อ ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

การที่ราคาพลังงานเริ่มขยับลงถือเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมในวงกว้าง แน่นอนว่าการที่ ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ จะช่วยลดต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้า สิ่งนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ราคาน้ำมันจะดูมั่นคงขึ้น แต่เรายังคงต้องจับตามองปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ต่อไป ดังนี้:

  • ท่าทีของอิหร่านเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
  • ประสิทธิภาพในการเร่งผลิตน้ำมันเพื่อเติมเต็มส่วนต่างที่หายไป
  • ความผันผวนของตลาดหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อมูลค่าหุ้น AI

ในมุมมองนักลงทุน แม้ตัวเลขราคาน้ำมันจะน่าอุ่นใจ แต่ความกังวลในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เคยร้อนแรงยังคงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ดัชนี Nasdaq ที่ยังคงเผชิญแรงเทขายต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนในช่วงนี้จึงต้องอาศัยกลยุทธ์ที่เน้นความรอบคอบและวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานอย่างหนักแน่น

หากถามว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลต่อความคุ้มค่าในการใช้จ่ายของเราอย่างไร คำตอบคือเราอาจเริ่มเห็นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่กระทบจากค่าขนส่งเริ่มปรับตัวเข้าสู่สมดุลมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ ถือเป็นโอกาสที่ดีให้เราได้วางแผนการเงินและตรวจสอบสถานะการลงทุนในพอร์ตของตัวเองให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกที่กำลังปรับตัวครับ

ที่มา – ราคาน้ำมันโลกลด ต่ำกว่า 75 ดอลลาร์ครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

ราคาทองคำร่วงต่อเนื่อง หลังดอลลาร์แข็งค่า

ราคาทองคำร่วงต่อเนื่อง หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย และดอลลาร์แข็งค่า เป็นข่าวที่นักลงทุนทองคำทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันแบบละเอียดว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้ราคาทองคำโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ส่งผลกระทบอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุน และแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้าง

ราคาทองคำร่วงต่อเนื่อง หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย และดอลลาร์แข็งค่า

จากข้อมูลล่าสุด ราคาทองคำสปอต (Spot Gold) ลดลง 0.8% มาอยู่ที่ระดับ 4,953.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ณ เวลา 03.45 น. GMT ซึ่งถือเป็นการร่วงลงต่อเนื่องหลังจากที่ก่อนหน้านี้ราคาปรับตัวลดลงไปแล้ว 1% เช่นเดียวกับสัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐฯ ส่งมอบเดือนเมษายนที่ร่วงลง 1.5% มาอยู่ที่ 4,972.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสัญญาณบวกจากสถานการณ์โลกที่เริ่มคลี่คลาย

สาเหตุหลักจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลาย

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทองคำร่วงต่อเนื่อง หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย คือความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับชาติตะวันตกที่เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดเผยว่าเขาจะมีส่วนร่วมทางอ้อมในการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านที่กรุงเจนีวา และแสดงความมั่นใจว่าเตหะรานต้องการบรรลุข้อตกลง นอกจากนี้ การเจรจาสันติภาพรอบใหม่ระหว่างยูเครนและรัสเซียที่กำหนดจัดขึ้นที่เจนีวาในวันอังคารและพุธนี้ ภายใต้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ โดยรัสเซียย้ำว่าการหารือจะเน้นประเด็นดินแดนเป็นหลัก สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) สูญเสียเสน่ห์ไปบางส่วน นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นแทน

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าทำให้ทองคำแพงขึ้นสำหรับนักลงทุนต่างสกุลเงิน

อีกปัจจัยที่หนักแน่นคือดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่ปรับตัวขึ้น 0.2% ซึ่งส่งผลให้ทองคำที่ซื้อขายในสกุลดอลลาร์มีราคาสูงขึ้นสำหรับผู้ถือครองสกุลเงินอื่นๆ เช่น ยูโร เยน หรือบาทไทย สิ่งนี้กดดันความต้องการซื้อทองคำทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียที่เป็นตลาดใหญ่ อิลยา สปิวัก หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์มหภาคของ Tastylive วิเคราะห์ว่าราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ เพราะความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ขยายตัวมากนัก

  • ปัจจัยกดดันทองคำหลัก:
  • ความตึงเครียดอิหร่าน-สหรัฐฯ ผ่อนคลายจากการเจรจานิวเคลียร์
  • การไกล่เกลี่ยสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนรอบใหม่
  • ดัชนีดอลลาร์ขึ้น 0.2% กดดันสินค้าคำนวณเป็นดอลลาร์
  • ตลาดรอสัญญาณนโยบายการเงินจากเฟด

นักลงทุนจับตารายงานการประชุม FOMC สัปดาห์นี้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงเฝ้ารอรายงานการประชุมเดือนมกราคมของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) หรือ FOMC Minutes ที่จะเผยแพร่ในวันพุธนี้ เพื่อหาสัญญาณทิศทางนโยบายดอกเบี้ย จากข้อมูล CME FedWatch Tool ตลาดคาดการณ์ว่าการลดดอกเบี้ยครั้งแรกอาจเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ซึ่งหากเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย อาจช่วยพยุงราคาทองคำได้ สปิวักประเมินว่าแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 5,120 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากทะลุได้ เป้าหมายถัดไปคือ 5,600 ดอลลาร์ และอาจสร้างจุดสูงสุดใหม่

ผลกระทบต่อโลหะมีค่าอื่นๆ และมุมมองนักลงทุนไทย

ไม่ใช่แค่ทองคำที่ร่วง โลหะมีค่าอื่นๆ ก็ปรับตัวลดลงตาม ราคาเงินสปอต (Silver) ลด 1.6% อยู่ที่ 75.33 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังร่วงกว่า 3% ก่อนหน้า แพลทินัม (Platinum) ลง 1.3% ที่ 2,014.08 ดอลลาร์ และพัลลาเดียม (Palladium) ร่วงหนัก 2.3% มาที่ 1,685.48 ดอลลาร์ สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจทองคำ ราคาทองในประเทศมักเคลื่อนไหวตามตลาดโลก แต่ปรับตามค่าเงินบาท หากบาทอ่อนลง อาจช่วยบรรเทาการร่วงได้บ้าง

สรุปแล้ว แม้ราคาทองคำร่วงต่อเนื่อง หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย และดอลลาร์แข็งค่า แต่ยังมีโอกาสฟื้นตัวหากเฟดส่งสัญญาณดี นักลงทุนควรกระจายความเสี่ยง ไม่ถือทองคำมากเกินไป และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะรายงานเฟดที่กำลังจะมา

คำแนะนำ: หากคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ ลองพิจารณากองทุน ETF ทองคำเพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง สมัครรับข่าวอัพเดทราคาทองคำและการวิเคราะห์ฟรีได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – ราคาทองคำร่วงต่อเนื่อง หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย และดอลลาร์แข็งค่า

นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยม

ในวันที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามอง รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้กางพิมพ์เขียวหรือยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาลที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาให้เห็นชัดเจน โดยมองผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และภาวะผู้นำ ซึ่งสะท้อนถึงเจตจำนงในการจัดตั้งรัฐบาลและวางรากฐานประเทศในระยะยาว

นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ

นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวคิดสร้าง “กำแพงความมั่นคง” และการสั่งปิดด่านชายแดน ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์แบบดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตยเหนือสิ่งอื่น นอกจากนี้ยังมีการประกาศยกเลิก MOU 44 ระหว่างไทย-กัมพูชา ถือเป็น Resource Nationalism หรือการปกป้องทรัพยากรชาติอย่างเข้มข้น แม้จะเสี่ยงกระทบต่อการทูตและเศรษฐกิจชายแดน แต่การดึงตัวสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว มาร่วมทีม แสดงให้เห็นว่ายังคงใช้ผู้เชี่ยวชาญในการประคองสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ให้ลุกลามถึงขั้นปิดประเทศ

มิติเศรษฐกิจ: ทีมบิ๊กเนมและนโยบายมืออาชีพ

ด้านเศรษฐกิจ นักวิชาการชี้ว่ารัฐบาลอนุทินเปิดตัวทีมเศรษฐกิจระดับแนวหน้า เช่น นายเอกนิติ สมรรถการ นางศุภจี สุนทรานันท และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เพื่อส่งสัญญาณบวกต่อภาคเอกชนและนักลงทุน ว่าจะบริหารแบบมืออาชีพ ไม่ใช่พึ่งพานโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว แต่จะปรับโครงสร้างภาษีและฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ เพื่อดึงไทยพ้นจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาที่ยืดเยื้อ วาทศิลป์ที่เน้น “เด็ดขาด-ทำทันที” บ่งบอกว่าพรรคภูมิใจไทยก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลัก กุมทิศทางประเทศ ไม่ใช่แค่พรรคร่วมรัฐบาล

มิติความมั่นคงและภาวะผู้นำ

สำหรับมิติความมั่นคง นโยบายชาตินิยมนำเศรษฐกิจนี้เน้นปกป้องผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก แต่รศ.ดร.ยุทธพร เตือนว่านโยบายแข็งกร้าวอย่างปิดด่านหรือยกเลิก MOU 44 หากทำไม่ได้จริงหรือก่อแรงเสียดทานระหว่างประเทศมากเกิน อาจกลายเป็นดาบสองคม กลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกโจมตีในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่โลกเชื่อมโยงกันสูง

  • จุดแข็ง: สร้างความมั่นใจให้ประชาชนเรื่องอธิปไตยและทรัพยากร
  • จุดอ่อน: เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจชายแดนและการค้า
  • โอกาส: ดึงดูดนักลงทุนด้วยทีมเศรษฐกิจมือโปร
  • อุปสรรค: นโยบายสุดโต่งอาจถูกวิจารณ์จากนานาชาติ

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นภาวะผู้นำที่นายอนุทินแสดงออกผ่านสารทางการเมือง ซึ่งเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจน ในบริบทที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งภายในและภายนอก เช่น เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า การเมือง分化 และปัญหาชายแดน นักวิชาการมองว่านี่คือพิมพ์เขียวที่ผสมผสานชาตินิยมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างน่าสนใจ หากบริหารจัดการดี

เพื่อขยายมุมมอง เราสามารถเปรียบเทียบกับรัฐบาลก่อนหน้าที่เน้น soft power มากกว่า hard security แต่รัฐบาลอนุทินเลือกยืนหยัดจุดยืนชาตินิยม ซึ่งอาจตอบโจทย์กระแสประชานิยมในสังคมไทยปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการ balance ระหว่างนโยบายภายในและภายนอก รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนต่อประชาชน

ในท้ายที่สุด นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาลนี้ชี้ให้เห็นโอกาสในการฟื้นเศรษฐกิจไทย หากหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น คุณคิดว่านโยบายชาตินิยมนำเศรษฐกิจนี้จะพาไทยไปสู่จุดไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นักวิชาการวิเคราะห์พิมพ์เขียวรัฐบาล “อนุทิน” เน้นชาตินิยมนำเศรษฐกิจ

วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนฯ กระทบไทยระยะสั้น: สนค.แนะปรับตัว

สนค. ชี้วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น แนะภาครัฐและเอกชนเร่งปรับตัวรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้ว่าผลกระทบโดยตรงในปัจจุบันจะยังจำกัด

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด โดยประเมินว่าผลกระทบในระยะสั้นต่อการค้าและเงินเฟ้อของไทยมีจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการค้าระหว่างไทยและเวเนซุเอลามีน้อยมาก และราคาน้ำมันโลกยังไม่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว สถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการจัดระเบียบโลกใหม่ ซึ่งภาครัฐและเอกชนไทยควรเตรียมพร้อมรับมือ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการควบคุมแหล่งพลังงานและการตัดวงจรอิทธิพลของมหาอำนาจในลาตินอเมริกา แม้ว่าในเบื้องต้นตลาดโลกจะยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง และราคาน้ำมันดิบไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ความเสี่ยงและความผันผวนในตลาดการเงินโลกกลับเพิ่มขึ้น นักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐและทองคำ

สนค. ประเมินว่าในระยะสั้น ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นค่อนข้างจำกัด ทั้งในด้านการค้าและการเงิน มูลค่าการค้าระหว่างไทยและเวเนซุเอลาในปี 2568 มีเพียง 55.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.01% ของการค้ารวม นอกจากนี้ ไทยก็ไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลาโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในด้านพลังงานและเงินเฟ้อ หากสหรัฐฯ สามารถควบคุมแหล่งน้ำมันและเพิ่มกำลังการผลิตในเวเนซุเอลาได้สำเร็จ จะส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในระยะกลางถึงยาว แม้ว่าราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพและเงินเฟ้อได้ แต่ก็อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อราคาสินค้าเกษตรของไทย เช่น ยางพาราและพืชพลังงาน ซึ่งมักมีความสัมพันธ์กับราคาน้ำมัน

นอกจากนี้ ในด้านค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง มูลค่าการนำเข้าของไทยก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งอาจทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงและส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย

สถานการณ์วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นนี้ยังเป็นสัญญาณของการจัดระเบียบโลกใหม่และการแทรกแซงประเทศอื่น ๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น การกีดกันทางเทคโนโลยี และการแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลกโดยรวมและทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัว

วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม นายนันทพงษ์ มองว่า ท่ามกลางวิกฤตและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ในฐานะประเทศที่วางตัวเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และขั้วอำนาจตรงข้าม เช่น จีน จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมายังภูมิภาคอาเซียนเร็วขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า ทำให้ไทยมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนและส่งออกสินค้าทดแทนไปยังสหรัฐฯ

แนวทางรับมือผลกระทบจากวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยไทยต้องรักษาจุดยืนความเป็นกลางเพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสหรัฐฯ และกลุ่มพันธมิตรเดิมของเวเนซุเอลา (จีน รัสเซีย) ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาการค้าเชิงรุก เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตหรือต้องการลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย

ภาคเอกชนเองก็ต้องเน้นความคล่องตัว บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาประเทศคู่ขัดแย้งมากเกินไป เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่ได้อย่างมั่นคง

โดยสรุป แม้ว่าวิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้นในวงจำกัด แต่ภาครัฐและเอกชนไทยต้องเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว โดยการปรับตัวเชิงรุกและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลก

ที่มา – สนค.ชี้วิกฤตสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา กระทบไทยระยะสั้น แนะภาครัฐ-เอกชนเร่งปรับตัว

Scroll to top