นักโทษจีนเทา

ให้ออกราชการ สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำกรุงเทพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวด่วนจากกรมราชทัณฑ์ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาเลยทีเดียว นั่นคือ ให้ออกราชการ สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นร้อน “คุกวีไอพี” สำหรับผู้ต้องขังชาวจีน เรื่องนี้เริ่มจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าไปตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิมนุษย์ในเรือนจำ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ไม่นิ่งนอนใจ รีบดำเนินการเด็ดขาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ให้ออกราชการ สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ตามที่กรมราชทัณฑ์ชี้แจงเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 มีคำสั่งสำคัญ 2 ฉบับที่ออกมาเพื่อจัดการปัญหานี้ก่อน คำสั่งที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พ.ย. 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง โดยมีผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเลขานุการส่วนตัวถูกสั่ง ให้ออกราชการไว้ก่อน ทันที เพื่อให้การสอบสวนโปร่งใสที่สุด ไม่มีอิทธิพลใดๆ มาขัดขวาง

ไม่จบแค่นั้นนะครับ จากการตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม พบว่ามีเจ้าหน้าที่กลุ่มอื่นๆ เกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะการเรียกรับผลประโยชน์จากการละเว้นไม่ลงโทษผู้ต้องขังที่ครอบครองโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นความผิดวินัยร้ายแรง รวมถึงเอื้อประโยชน์ให้ทนายความเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังแบบมิชอบเพื่อแลกผลประโยชน์ กรมราชทัณฑ์จึงรายงานกระทรวงยุติธรรมทันที และมีคำสั่งที่ 1562/2568 ลงวันที่ 28 พ.ย. 2568 สั่งสอบวินัยร้ายแรงและให้ออกราชการไว้ก่อนเช่นกัน

ขยายผลการตรวจสอบปมให้ออกราชการ สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์การให้บริการผู้ต้องขังชาวจีนในลักษณะ VIP เช่น ห้องพักพิเศษ สิ่งอำนวยความสะดวกที่เหนือกว่าผู้ต้องขังทั่วไป ซึ่งขัดกับหลักเท่าเทียมและพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดยึดหลักพยานหลักฐาน ไม่มีช่วยเหลือใครแน่นอน

  • สั่งออกจากราชการทันทีสำหรับผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
  • แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงหลายชุด
  • ประสานข้อมูลไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำหรับคดีอาญา
  • ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีทุจริต

ในส่วนคดีอาญา ตอนนี้ DSI สอบสวนเสร็จแล้ว ส่งต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เรียกว่าจัดการแบบครบวงจรเลยครับ

มาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นอีก กรมราชทัณฑ์กำชับเรือนจำทั่วประเทศให้ยึด SOPs การควบคุมผู้ต้องขัง อย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบทุกประการ รักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ต้องเท่าเทียมกันหมด ไม่มีข้อยกเว้น

จากมุมมองของผม การให้ออกราชการ สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แบบนี้ เป็นสัญญาณดีที่แสดงถึงความจริงจังในการกวาดล้างทุจริต สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าประเทศไทยยังมีระบบยุติธรรมที่เข้มแข็ง หากปล่อยไว้ ปัญหาจะลุกลาม แต่ตอนนี้ตัดรากถอนโคนทันเวลา สุดยอดไปเลย!

คุณคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้บ้าง? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารด้านกฎหมายและสังคมเพิ่มเติมนะครับ จะได้ไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ให้ออกราชการ-สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอี่ยวปม “คุกวีไอพี”

สั่งออกราชการเพิ่ม! ปมปรนนิบัติจีนเทาในเรือนจำ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สังคมจับตามอง เมื่อมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริตภายในเรือนจำ และล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการสอบสวน โดยมีการสั่งออกจากราชการอีก 4 นาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับปมปรนนิบัติจีนเทาในเรือนจำ

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม รัฐมนตรีได้แถลงถึงผลการประชุมว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าในการสอบสวนทั้งทางวินัยและทางอาญา โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้เข้ามาดำเนินการในส่วนของการสอบสวนคดีอาญา

สั่งออกจากราชการอีก 4 ข้าราชการ เซ่นปมปรนนิบัติจีนเทาในเรือนจำ

ในส่วนของการสอบสวนทางวินัย พบว่ามีข้าราชการอดีตสังกัดเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครอีก 4 นาย ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับข้าราชการ 20 นายที่ถูกสั่งย้ายก่อนหน้านี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริง โดยมีตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง 1 นาย และเจ้าหน้าที่เรือนจำ 3 นาย ทั้งหมดมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าอยู่ในเรือนจำในช่วงที่เกิดเหตุ และรับรู้ถึงการกระทำความผิด แต่ไม่ได้ดำเนินการแก้ไข จึงได้มีคำสั่งให้ข้าราชการทั้ง 4 นายนี้สั่งออกจากราชการอีก 4 ไว้ก่อน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า “นั่นหมายความว่า ในบรรดาข้าราชการ 20 นายที่ถูกคำสั่งย้ายออกจากเรือนจำ ตอนนี้มีคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว 6 นาย ซึ่งในเรื่องทางวินัยกับข้าราชการที่เหลือ เราจะดำเนินการพิสูจน์ความผิดต่อไป เพราะอาจจะมีบางคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาจมีความผิดเล็กน้อย โดยจะดำเนินการลงโทษลดหลั่นตามความหนักเบาของความผิด”

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

สำหรับการขยายผลไปยังข้าราชการคนอื่นๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพิ่มเติม พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ในเรือนจำส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่น้ำดี แต่ถูกจำยอมให้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

DSI เร่งสอบเส้นทางการเงิน คดีปมปรนนิบัติจีนเทาในเรือนจำ

ในส่วนของคดีอาญาและเส้นทางการเงิน DSI กำลังดำเนินการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐาน โดยขณะนี้พอจะสามารถชี้ชัดความผิดบางประเด็นได้แล้ว ก่อนที่จะส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดต่อไป

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เส้นทางการเงินที่ DSI พบว่ามีการแตกบัญชีไปหลากหลายทางและหลายชั้น โดยมีบางบัญชีที่เส้นทางการเงินไปถึงญาติของผู้เกี่ยวข้อง แต่รายละเอียดในส่วนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้เนื่องจากอยู่ในระหว่างการขยายผล เช่นเดียวกับกระแสข่าวลือเรื่องการจ่ายค่าจ้างให้หญิงชาวจีน 2 ราย ที่มาปรนนิบัติผู้ต้องขังจีนในเรือนจำถึง 500,000 บาท ซึ่งเรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้

  • การสั่งออกจากราชการอีก 4 นาย เป็นผลจากการสอบสวนเบื้องต้น
  • DSI กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
  • คดีนี้ยังอยู่ในระหว่างการขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐาน

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า จะดำเนินการตรวจสอบขยายประเด็นให้ครบถ้วนและจะเร่งดำเนินการให้เต็มที่ที่สุด แต่จะไม่เร่งรัดจนเสียรูปคดี

เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

การสั่งออกจากราชการอีก 4 นายครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ากระทรวงยุติธรรมเอาจริงกับการปราบปรามการทุจริตในเรือนจำ และพร้อมที่จะดำเนินการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงต้องติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการยุติธรรมจะสามารถนำผู้กระทำผิดทั้งหมดมาลงโทษได้

ที่มา – สั่งออกจากราชการอีก 4 เซ่นปมฉาว ให้ผู้หญิงปรนนิบัติจีนเทาในเรือนจำ เผยคืบเส้นเงิน

สอบเส้นเงิน อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เร่งด่วน!

รมว.ยุติธรรม เร่งสอบเส้นเงิน อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปมห้อง VIP เอื้อผู้ต้องขังจีนเทา ดัดแปลงไม่ถึงเดือน รับตรวจสอบไปได้มากกว่านั้น ชี้ จนท.อึดอัดกับพฤติกรรม วันปฏิบัติการพยายามถ่วงเวลา

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีห้อง VIP เอื้อผู้ต้องขังจีนเทา ว่า ยืนยันว่าตอนนี้ ให้ นายมานพ ชมชื่น อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และ นายไตรพล สีเขียวแก่ เจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงานเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และมีตำแหน่งเป็นเลขานุการผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ออกจากราชการแล้วทั้ง 2 คน

ส่วนอีก 19 คน อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการเป็นคณะกรรมการของกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานต่างๆ รวมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ดูพยานหลักฐาน ส่วนจะมีการดำเนินการยึดทรัพย์ อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือไม่ ยืนยันว่าจะดำเนินการเท่าที่ทำได้และอยู่ในกรอบของกฎหมาย พร้อมยอมรับว่า ที่ผ่านมา ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คนนี้ไม่เคยมีบัตรสนเท่ห์ (จดหมายฟ้องหรือกล่าวโทษผู้อื่นโดยมิได้ลงชื่อจริงของผู้เขียน) ถึงพฤติกรรมดังกล่าว แต่เพิ่งจะมีในสมัยของตน

พล.ต.ท.รุทธพล ระบุต่อไปว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบย้อนหลังไปที่เรือนจำเก่าใน จ. สมุทรปราการ ที่ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คนนี้ย้ายมา ว่าเคยมีพฤติการลักษณะนี้หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบไปยังเรือนจำอื่นๆ ว่ามีลักษณะพฤติการแบบนี้หรือไม่ แต่จากการตรวจสอบล่าสุดนั้นยังไม่พบ

ผู้สื่อข่าวถามว่าตามระเบียบการจะนำนักโทษออกจากแดนจะต้องมีพัศดีเวรเป็นผู้เซ็นเบิกตัวผู้ต้องขัง แต่กลับไม่มีรายชื่อพัศดีเวรที่เบิกตัวในวันนั้นอยู่ใน 19 รายชื่อที่มีคำสั่งโยกย้าย พล.ต.ท.รุทธพล ตอบว่า หากพบว่ามีความผิดและมีส่วนเกี่ยวข้องก็ยืนยันว่าจะโยกย้ายแน่นอน อีกทั้งเมื่อวานนี้ (24 พฤศจิกายน) ที่เจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์เข้าไปเก็บรวบรวมพยานหลักฐาน ยอมรับว่าได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมเป็นจำนวนมาก ส่วนที่ผู้สื่อข่าวเห็นรถของสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์จอดที่หน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และเข้าไปเก็บพยานหลักฐานบางอย่าง จะเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล บอกว่า ยังไม่ทราบ ต้องดูรายงานก่อน

นอกจากนี้ จะมีการดูเรื่องของเส้นทางการเงินอย่างละเอียด และจะดูยิ่งไปกว่าเส้นทางการเงิน ส่วนจำนวนเงินหมุนเวียนนั้นยังไม่สามารถบอกได้ เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อสำนวนคดี ขณะที่ประเด็นการเยี่ยมในวันอาทิตย์นั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และต่อให้จะสามารถเข้าเยี่ยมในวันอาทิตย์ได้ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปในห้องที่เกิดเหตุ

สำหรับห้อง VIP นั้น มีการดัดแปลงตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และเสร็จในช่วงปลายเดือนดังกล่าว ซึ่งเป็นคำสั่งของ นายมานพ ในการจัดทำขึ้น โดยอ้างว่าจะทำเป็นห้องรับรอง ส่วนจะมีการจัดซื้อจัดจ้างโดยใช้งบประมาณรัฐหรือไม่ ยังคงต้องตรวจสอบรายละเอียด ต้องดูที่จุดประสงค์ของการรีโนเวทห้องตามที่แจ้งมา และดูการใช้งานจริงว่าเป็นจริงตามจุดประสงค์หรือไม่ จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดก่อน ซึ่งปัจจุบันห้องดังกล่าวได้มีการปิดตายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวตนยังไม่ได้สั่งขีดเส้นตายการรายงานผล เพราะอยากให้เจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด

ความคืบหน้าการสอบเส้นเงิน อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

“ทั้งนี้ที่มาของเรื่องนี้มาจากการที่เจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำและกรมราชทัณฑ์อึดอัดกับพฤติกรรมของ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คนนี้มาก จนเรื่องมาถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่มารับตำแหน่งในเดือนตุลาคม และได้มาปรึกษาตน จึงได้ทำการเปิดปฏิบัติการดังกล่าว ยอมรับว่า ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีการถ่วงเวลาประมาณ 20 นาที จนเจ้าหน้าที่สามารถเข้าไป แต่ถึงขณะนั้นก็ยังพบหลักฐานเป็นจำนวนมาก”

เร่งสอบเส้นเงิน อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จริงจัง

คดีการทุจริตภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมจับตามอง การสอบเส้นเงิน อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องทำให้กระจ่างโดยเร็ว เพื่อคืนความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการยุติธรรม

การที่เจ้าหน้าที่ภายในออกมาเปิดเผยข้อมูล แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น การสอบเส้นเงิน อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความโปร่งใสและความยุติธรรมในสังคม

การตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด และการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำผิด จะเป็นบทเรียนสำคัญเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานราชการตระหนักถึงความรับผิดชอบและความสำคัญของจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การสอบเส้นเงิน อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของกรมราชทัณฑ์

ที่มา – เร่งสอบเส้นเงิน อดีต ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ดัดแปลงห้อง VIP ไม่ถึงเดือน

ไขปมร้อน คุกวีไอพี รมว.ยธ. สอบเส้นเงิน

“พล.ต.ท.รุทธพล” ย้ำปมร้อนคุกวีไอพี สั่ง “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ – เลขานุการ” ออกราชการแล้ว ไม่มีคนตำแหน่งสูงกว่านี้ รู้แล้วห้องรับรองก่อสร้างปรับปรุงเมื่อไหร่ ชี้ สอบเส้นทางเงินไปเยอะแล้ว

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงความคืบหน้าเรื่อง ปมร้อนคุกวีไอพี ว่า เบื้องต้นอย่างที่ทราบได้ให้ออกจากราชการไว้ก่อน 2 ราย คือ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเลขานุการผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งรายละเอียดทางคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นได้เร่งสอบ รวมทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สอบคู่ขนาน โดยบ่ายวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 จะขอสรุปรายงานขึ้นมาอีกครั้งว่าทั้งหมดที่เกี่ยวข้องมีใครบ้าง แต่เชื่อว่าจะตามจำนวนที่ได้นำเรียนเบื้องต้น เพียงแต่เรื่องนี้ต้องใช้พยานหลักฐานด้วย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ มีตำแหน่งใหญ่กว่านี้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า “ไม่มี ยืนยันได้” จากนั้นเผยต่อถึงรายละเอียดการก่อสร้างห้องรับรองดังกล่าว ว่า เราทราบแล้วว่าก่อสร้างเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ ปรับปรุงเมื่อไหร่ รายละเอียดอยู่ในการสืบสวนของดีเอสไอและคณะกรรมการ จะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ซึ่งนี่คือประเด็น ถ้าสรุปได้แล้วจะชี้แจงให้ทราบว่าห้องนี้ปรับปรุงเมื่อไหร่ เสร็จสิ้นเมื่อไหร่ เมื่อถามย้ำว่าก่อนรัฐบาลนี้นานหรือไม่ รมว.ยุติธรรม ตอบว่า เดี๋ยวอยู่ในรายละเอียด ขอสรุปอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อถามว่าวันที่ 28 พ.ย. จะมีการเปิดตัวละครเพิ่มเติมจะมีทนาย หรือคนนอกอีกหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดเรื่องยังไม่ทราบ ขอรับทราบจากทางคณะกรรมการ และดีเอสไอ ก่อน เมื่อถามว่า มีการเรียกร้องให้เปิดเส้นทางการเงินว่าโอนให้ใครบ้าง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องนี้ทำมาค่อนข้างเยอะแล้ว เมื่อถามย้ำว่า คุกวีไอพี มีที่อื่นหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล ยิ้ม แต่ไม่ได้ตอบคำถาม และเดินขึ้นตึกบัญชาการทันที

ไขปมร้อนคุกวีไอพี รมว.ยธ. สอบเส้นเงิน

จากกรณี ปมร้อนคุกวีไอพี ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมขณะนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าเรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร และใครคือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้บ้าง การสอบสวนหาความจริงในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ความคืบหน้าล่าสุดของคดีปมร้อนคุกวีไอพี

ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดี ปมร้อนคุกวีไอพี โดยได้สั่งให้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเลขานุการผู้บัญชาการเรือนจำ ออกจากราชการไว้ก่อน พร้อมทั้งเร่งให้คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นทำการสอบสวนอย่างละเอียด นอกจากนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังได้เข้ามาสอบคู่ขนานในเรื่องนี้อีกด้วย

การสอบสวนในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงเส้นทางการเงินที่อาจมีการโอนให้แก่บุคคลต่างๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่าเรื่องนี้ได้ดำเนินการไปค่อนข้างเยอะแล้ว และจะมีการสรุปรายงานผลการสอบสวนอีกครั้งในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะยืนยันว่าไม่มีตำแหน่งที่ใหญ่กว่านี้เกี่ยวข้องกับ ปมร้อนคุกวีไอพี แต่สังคมก็ยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการดำเนินการต่างๆ ภายในเรือนจำ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้ความจริงปรากฏและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของการก่อสร้างและปรับปรุงห้องรับรองพิเศษภายในเรือนจำ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่าทราบแล้วว่ามีการก่อสร้างเมื่อไหร่ เสร็จเมื่อไหร่ และปรับปรุงเมื่อไหร่ แต่ขอให้รอการสรุปผลการสอบสวนอีกครั้งก่อนที่จะเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด

เรื่องราว ปมร้อนคุกวีไอพี ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างใกล้ชิด การเปิดเผยความจริงและการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจภายในองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่มีอำนาจในการควบคุมและลงโทษ การมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งและโปร่งใสจะช่วยป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบได้

ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

ที่มา – ปมร้อนคุกวีไอพี รมว.ยธ. รู้แล้วห้องรับรองก่อสร้างปรับปรุงเมื่อไหร่ สอบเส้นเงินเยอะแล้ว

รถตู้สถาบันนิติวิทย์หน้าเรือนจำคลองเปรม ตรวจสอบอะไร?

ตกเป็นที่จับตา เมื่อพบรถตู้ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม จอดอยู่บริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม สร้างความสงสัยว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบอะไร หรืออาจมีเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือไม่

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากชุดปฏิบัติการพิเศษราชทัณฑ์ได้เข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังได้รับเบาะแสว่ามีนักโทษชาวจีนเทาสร้างอิทธิพลภายในเรือนจำ มีความเป็นอยู่หรูหรา มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงมีสิ่งของต้องห้าม เช่น ไฟแช็กและอาวุธ ทำให้กรมราชทัณฑ์สั่งย้าย นายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พร้อมผู้คุมอีก 14 นาย

นอกจากนี้ ยังมีการพบว่ามีการนำสาวสวยชาวจีน เข้ามาปรนเปรอถึงในคุก โดยใช้ห้องใต้บันไดเป็นห้องวีไอพี ซึ่งถูกจับได้พร้อมหลักฐาน ทั้งถุงยางอนามัยและกระดาษทิชชูเปื้อนคราบอสุจิ ทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าดำเนินการตามกฎหมาย โดยได้ประสานงานกับสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และ DSI เพื่อเก็บพยานหลักฐานต่างๆ ไปตรวจสอบ

รถตู้สถาบันนิติวิทย์หน้าเรือนจำคลองเปรม ตรวจสอบอะไร?

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 หลังจากผ่านไปกว่า 8 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ DSI ได้เริ่มทยอยขนย้ายพยานหลักฐานจากห้องเชือดวีไอพีในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ออกมา โดยพบว่ามีการขนถุงใส่เอกสาร เสื้อผ้า และอุปกรณ์ตรวจต่างๆ ขึ้นรถ ก่อนจะขับออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

แล้วการพบรถตู้สถาบันนิติวิทย์หน้าเรือนจำคลองเปรม ตรวจสอบอะไร?

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้เดินทางกลับ แต่พบว่าขบวนรถดังกล่าวกลับมาจอดอยู่ที่ด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมทั้ง 2 คัน เจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้เดินเข้าไปภายในเรือนจำ พร้อมอุปกรณ์ต่างๆ โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเข้าไปตรวจสอบอะไรภายในเรือนจำกลางคลองเปรม

จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าเหตุใดจึงต้องเข้าไปตรวจสอบภายในเรือนจำกลางคลองเปรม หรือมีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือไม่ เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในเรือนจำที่ซับซ้อนและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การทุจริต คอร์รัปชัน และการใช้อำนาจโดยมิชอบในเรือนจำ ไม่เพียงแต่บ่อนทำลายความยุติธรรม แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม รวมถึงการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังเท่านั้น ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและคืนความยุติธรรมให้กับสังคมได้

การปรากฏตัวของ รถตู้สถาบันนิติวิทย์หน้าเรือนจำคลองเปรม ตรวจสอบอะไร ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบ และประชาชนต่างคาดหวังว่าจะได้รับทราบความจริงในเร็ววัน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและลดความเคลือบแคลงสงสัยในสังคม

การแก้ไขปัญหาในเรือนจำจึงไม่ใช่แค่การปราบปรามการทุจริตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ การดูแลสวัสดิภาพของผู้ต้องขัง และการสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน เพื่อให้เรือนจำเป็นสถานที่ที่สามารถฟื้นฟูและแก้ไขพฤติกรรมของผู้ต้องขังได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ ประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการตรวจสอบ รถตู้สถาบันนิติวิทย์หน้าเรือนจำคลองเปรม ตรวจสอบอะไร จะนำไปสู่การค้นพบอะไร และจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

ที่มา – พบรถตู้สถาบันนิติวิทย์ จอดหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ยังไม่ชัดเข้าไปตรวจสอบอะไร

รมว.ยุติธรรม สั่ง! “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” พ้นตำแหน่ง

ความคืบหน้าล่าสุด กรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังชาวจีน ล่าสุด รมว.ยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าของการดำเนินการทางวินัยต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีคำสั่งให้ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ออกจากราชการไว้ก่อน

พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีความคืบหน้าอย่างมาก และเริ่มมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การลงนามคำสั่งโดยปลัดกระทรวงยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ให้ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงาน ออกจากราชการไว้ก่อน

รมว.ยุติธรรม สั่ง! “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” พ้นตำแหน่ง

พล.ต.ท.รุทธพล ย้ำว่า การดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ และมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรโดยรวม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดระเบียบและเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา

ผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร และการเร่งรัดตรวจสอบ

การที่กระทรวงยุติธรรมตัดสินใจลงดาบอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใส และความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม การดำเนินการกับ “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ” และเลขานุการ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า จะไม่มีการละเว้นผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม

นอกจากนี้ การเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า กระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะแก้ไขปัญหา และป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต

ความสำคัญของการรักษากฎหมายและวินัย

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้กับข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และถูกต้องตามกฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การกระทำที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้ต้องขัง หรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด

กระทรวงยุติธรรมจึงขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ตั้งใจปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และพร้อมที่จะสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมของไทยมีความโปร่งใส และเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน

ผลกระทบต่อผู้ต้องขังชาวจีน

แม้ว่าการดำเนินการในครั้งนี้จะมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิด แต่ก็อาจมีผลกระทบต่อผู้ต้องขังชาวจีนที่ได้รับการเอื้อประโยชน์ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจมีการทบทวนสิทธิพิเศษที่เคยได้รับ และอาจถูกดำเนินคดีเพิ่มเติม หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย

ดังนั้น การดำเนินการในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการป้องกันไม่ให้มีการกระทำผิดในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงยุติธรรม และความเชื่อมั่นของประชาชนโดยรวม

การดำเนินการอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดต่อกรณีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอื้อประโยชน์ผู้ต้องขังชาวจีน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และเป็นการยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมพร้อมที่จะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง

ที่มา – รมว.ยุติธรรม เผย ลงดาบแล้ว “ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ-เลขานุการ” ให้ออกจากราชการไว้ก่อน

เปิด “คุก VIP” บำเรอกามนักโทษจีนเทา พบสิ่งต้องห้าม

รมว.ยุติธรรมลงพื้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตรวจสอบปม “เปิด “คุก VIP” บำเรอกามนักโทษจีนเทา” ลอบนำสาวเข้าบำเรอกามนักโทษชาวจีนในห้องลับ สั่ง DSI รับเป็นคดีพิเศษ พร้อมย้ายเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้อง หลังพบพยานหลักฐานถุงยางอนามัย คราบสารคัดหลั่ง และสิ่งของต้องห้าม

วันนี้ (22 พฤศจิกายน 2568) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นางพงษ์สวาท นีชะโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม, พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุที่ดัดแปลงจากห้องเจ้าหน้าที่ ลักษณะคล้ายห้องรับรอง ลอบนำหญิงสาวเข้าไปให้นักโทษชาวจีนบำเรอกามภายในห้องลับในเรือนจำ โดยใช้เวลาประมาณกว่า 1 ชั่วโมง

โดยภายหลังการเข้าตรวจสอบเสร็จสิ้น พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้ได้เข้าไปดูพื้นที่จริง เพื่อตรวจสอบในรายละเอียดต่างๆ โดยเบื้องต้นได้มอบหมายให้ DSI ตั้งเป็นคดีพิเศษ พร้อมทั้งได้เดินทางเข้ามาตรวจสอบร่วมกับฝ่ายบริหารด้วยในวันนี้ ขณะที่เบื้องต้นตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้มีการมาตั้งวอร์รูมที่เรือนจำคลองเปรม เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และมอบหมายให้รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นหัวหน้าชุดสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้องที่มาปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุด้วย

ด้าน พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ บอกถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ดังกล่าวว่า ตนเพิ่งมารับตำแหน่งอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา จากนั้นอีกหนึ่งเดือนต่อมาตนได้รับข้อมูลข่าวสาร เกี่ยวกับการปฏิบัติที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำนี้ เฉพาะกลุ่มผู้บริหารเรือนจำ ตนจึงได้รายงานให้กับกระทรวงยุติธรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้รับทราบ ซึ่งท่านปลัดฯ ได้กำชับให้ตนรวบรวมข้อมูลที่ชัดเจนก่อน จึงได้ใช้ระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ที่จะเก็บข้อมูล เมื่อได้ข้อมูลที่พอสมควร จนแน่ชัดแล้วว่าเจ้าหน้าที่กลุ่มผู้บริหารเรือนจำได้เข้ามามีส่วนในการปฏิบัติมิชอบในหน้าที่ ผิดระเบียบและกฎหมายของกรมราชทัณฑ์ จึงได้ทำการวางแผนเพื่อที่จะเข้าไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

จนกระทั่งวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ได้บูรณาการร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบภายในเรือนจำ หลังได้รับเบาะแสว่าในวันดังกล่าวมีหญิงชาวจีนเข้ามายังเรือนจำแห่งนี้ เวลาประมาณ 11.00 น. มีลักษณะคล้ายกับเข้ามาขายบริการทางเพศ โดยหลังจากที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพบหญิงชาวจีน 2 คน โดยมีหญิงชาวจีน 1 คนอยู่ในห้อง 2 ต่อ 2 กับผู้ต้องขังชาวจีน และอีก 1 คนรออยู่ด้านบน เจ้าหน้าที่จึงเรียกหญิงสาวทั้งสองคนมาสอบสวน แต่ทั้งคู่ปฏิเสธว่าไม่ได้เข้ามาขายบริการทางเพศ เนื่องจากขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าไปนั้นหญิงคนดังกล่าวได้มีการแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพราะห้องดังกล่าวมีการปิดล็อกประตูถึง 2 ชั้น กว่าเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เจ้าหน้าที่ได้พบกับร่องรอยคล้ายคราบสารคัดหลั่ง จึงได้เก็บข้อมูลส่วนนี้ส่งตรวจที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และแม้ว่าหญิงสาวทั้งสองคนจะปฏิเสธว่าไม่ได้เข้ามาขายบริการทางเพศ แต่จากการสอบปากคำมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะหญิงสาวไม่ได้รู้จักกับผู้ต้องขังชาวจีนเป็นการส่วนตัว ยังมีการพกถุงยางอนามัยและกางเกงในติดตัวเข้ามา จึงได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานพร้อมทั้งสั่งย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่

เมื่อถามว่า สิ่งที่พบในห้องดังกล่าวมีอะไรบ้าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ระบุว่า พบว่ามีกล่องถุงยางอนามัย และทิชชูที่มีคราบสารคัดหลั่ง และสิ่งของต้องห้ามที่ไม่ได้รับอนุญาตหลายอย่าง ขณะที่ห้องดังกล่าวเป็นห้องที่อยู่ด้านล่างห้องของผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเป็นห้องที่ถูกใช้เป็นห้องรับรองผู้บังคับบัญชาตรวจราชการภายในเรือนจำ ซึ่งในห้องจะมีทั้งโต๊ะ โซฟา ตู้เย็น รวมทั้งสุรา

ส่วนวันเกิดเหตุเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งปกติกรมราชทัณฑ์จะไม่ได้เปิดให้มีการเยี่ยมญาติอยู่แล้ว แต่ได้มีญาติของผู้ต้องขังชาวจีนเข้ามาเยี่ยม แต่พอหลังจากญาติเยี่ยมเสร็จก็มีผู้หญิงสองคนเข้ามา ซึ่งเชื่อว่าการเข้ามาค้าประเวณี อีกทั้งจากการตรวจสอบเชื่อว่า มีการกระทำในลักษณะนี้มาก่อนแล้ว และมีคนดำเนินการจัดการพาเข้ามา ที่มีเจ้าหน้าที่เรือนจำเข้าไปเกี่ยวข้องเกือบ 10 คน รวมทั้ง ผบ.เรือนจำด้วยในการอำนวยความสะดวกและอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งจะมีการนำผู้หญิงเข้ามาในทุกวันอาทิตย์ ที่พบตามไทม์ไลน์การสืบสวนตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน

ส่วนการดำเนินการต่อไปก็จะเป็นการตรวจสอบเพิ่มเติมว่ามีใครเข้ามาเกี่ยวข้องอีกบ้าง และได้ทำการย้ายผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวออกจากเรือนจำแห่งนี้ไปยังเรือนจำอื่น 3-4 คน ส่วนหญิงสาวทั้งสองคนได้กลับไปยังประเทศจีนแล้วแต่เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมทั้งคู่พอสมควรแล้ว จากนี้ก็เป็นหน้าที่ของ DSI ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ปูมหลัง ผบ.เรือนจำคนดังกล่าว ซึ่งพบว่าเคยมีประวัติไม่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบ ที่จะต้องตรวจสอบย้อนหลัง รวมทั้งเส้นเงินด้วย

สุดท้าย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ย้ำว่า การเข้ามาทำงานในครั้งนี้ ตนมุ่งหวังที่จะเข้ามาเคลียร์บ้านซึ่งเป็นหน่วยงานของตนให้สะอาด และจะดำเนินการด้วยตนเอง ทั้งนี้ข้าราชการส่วนใหญ่ของกรมราชทัณฑ์ก็ยังเป็นผู้ที่รักษากฎหมายและระเบียบอยู่ มีเพียงบางส่วน ผู้ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เราก็ต้องเคลียร์บ้านเราให้สะอาด ยืนยันว่ากรมราชทัณฑ์ ไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามจะจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบของกรมราชทัณฑ์

เปิด “คุก VIP” บำเรอกามนักโทษจีนเทา

รายละเอียดการเปิด “คุก VIP” บำเรอกามนักโทษจีนเทา

กรณีการเปิด “คุก VIP” บำเรอกามนักโทษจีนเทานี้ สะท้อนถึงปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชทัณฑ์ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การสอบสวนหาผู้กระทำผิดและนำตัวมาลงโทษเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

สิ่งที่เกิดขึ้นในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการสอบสวนอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย

การพบสิ่งของต้องห้ามและหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการกระทำผิดในเรือนจำ แสดงให้เห็นถึงความหย่อนยานในการรักษาความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ที่มา – เปิด “คุก VIP” แปลงห้องรับรองบำเรอกามนักโทษจีนเทา พบถุงยาง สิ่งของต้องห้าม

รมว.ยุติธรรม ตรวจ **ห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ**

พล.ต.ท.รุทธพล นำคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ลงพื้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตรวจสอบ “ห้องดัดแปลง” หลังพบการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังชาวจีน คดีดังกำลังเป็นที่จับตามองของสังคม

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เดินทางมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในช่วงเช้า เพื่อเข้าตรวจสอบพื้นที่จริงภายในเรือนจำ หลังจากเกิดกรณีการจู่โจมตรวจค้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และพบพฤติการณ์ที่น่าสงสัย รวมถึงการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ต้องขังชาวจีนบางรายอย่างไม่ถูกต้อง

การเดินทางมาในครั้งนี้ ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตำรวจ สน.ประชาชื่น และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อหารือแนวทางการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

ประเด็นสำคัญของการลงพื้นที่ในครั้งนี้คือ รัฐมนตรียุติธรรมได้เข้าไปตรวจสอบ “ห้องดัดแปลง” ที่ถูกกล่าวถึง ซึ่งเป็นห้องพักของเจ้าหน้าที่ผู้คุมในเขตราชทัณฑ์ ที่ถูกปรับปรุงให้มีสภาพคล้ายห้องรับรองแขกพิเศษ จุดเดียวกับที่มีการระบุว่ามีหญิงสาวชาวจีน 2 คน ได้รับอนุญาตให้ผ่านเข้าออกโดยเจ้าหน้าที่ เข้าไปยังพื้นที่หวงห้าม ซึ่งไม่ใช่ช่องทางสำหรับการเยี่ยมญาติทั่วไป การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเข้าร่วมตรวจสอบอย่างใกล้ชิดในทุกขั้นตอน

สำหรับแผนการตรวจสอบในวันนี้ จะมีการตรวจสอบลักษณะของพื้นที่จริงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน จุดผ่านเข้าออกต่างๆ รวมถึงตำแหน่งของกล้องวงจรปิดที่ก่อนหน้านี้พบว่าข้อมูลบางส่วนได้ถูกลบไป ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการกู้คืนหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อยืนยันช่วงเวลาที่ผู้ต้องขังได้เดินเข้า–ออกพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงเส้นทางที่หญิงสาวทั้งสองใช้ในการเข้าไปภายในเรือนจำ

การตรวจสอบในวันนี้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง ก่อนที่จะส่งข้อมูลทั้งหมดต่อไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อดำเนินการขยายผลการสอบสวนต่อไป พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำ เบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่า เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในช่วงวันเกิดเหตุมีจำนวนประมาณ 6–7 คน ซึ่งทุกคนจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล

การลงพื้นที่ตรวจสอบห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันนี้ คาดว่าจะนำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริงที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างของห้องดัดแปลง พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และเส้นทางความเชื่อมโยงของบุคคลที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น

รมว.ยุติธรรม รุดตรวจห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ทำไมต้องตรวจสอบห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ?

การตรวจสอบห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อย่างละเอียดครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใสและความยุติธรรมในระบบราชทัณฑ์ของประเทศไทย การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมลงพื้นที่ด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบภายในเรือนจำ การเปิดเผยความจริงและนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย จะเป็นบทเรียนสำคัญและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

  • การตรวจสอบโครงสร้างห้องดัดแปลง
  • การตรวจสอบเส้นทางการเงิน
  • การตรวจสอบพฤติกรรมเจ้าหน้าที่

การตรวจสอบในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การค้นหาข้อเท็จจริง แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการทุจริตในระบบราชทัณฑ์จะไม่ได้รับการยอมรับ และจะมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีของกระบวนการยุติธรรม

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการปฏิรูปราชทัณฑ์ในระยะยาว การสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง จะช่วยป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ซ้ำอีก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าระบบยุติธรรมของไทยมีความเข้มแข็งและพร้อมที่จะปกป้องสิทธิของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

เรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบภายในและการเปิดเผยข้อมูล (Whistleblowing) การที่ข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตในเรือนจำถูกเปิดเผยออกมาได้ แสดงให้เห็นว่ากลไกการตรวจสอบภายในเริ่มทำงาน และมีการกล้าที่จะเปิดเผยความจริง แม้ว่าจะมีความเสี่ยงก็ตาม การสร้างวัฒนธรรมของการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูล จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญในการป้องกันการทุจริตในทุกองค์กร

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณีห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทุกคนควรให้ความสนใจ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเป็นธรรม ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของระบบยุติธรรมของประเทศเรา

ที่มา – รมว.ยุติธรรม รุดตรวจห้องดัดแปลงในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

สส.ชลธิชา ซัด! ระบบสมเด็จ มีนานแล้ว

“ชลธิชา แจ้งเร็ว” ซัด “รมว.ยุติธรรม” ไร้เดียงสา ปมให้สัมภาษณ์นักโทษจีนเทามั่วเซ็กซ์ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพิ่งเคยเจอ ชี้ “ระบบสมเด็จ” มีมานานแล้ว จี้เอาจริงเอาจังปราบให้หมดในระบบราชทัณฑ์

วันที่ 21 พ.ย. 2568 น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่าผิดหวังอย่างยิ่งกับ “ความไร้เดียงสา” ของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังชาวจีนภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ว่า “ตั้งแต่รับราชการมาจนเกษียณอายุราชการ เพิ่งเคยพบเห็นเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้”

ตนเองพยายามจะเห็นใจท่านว่าเพิ่งจะมาเป็นรัฐมนตรีวินาทีสุดท้ายของครม.อนุทิน ท่านอาจจะไม่ได้ทันตั้งตัวว่าเก้าอี้นี้จะหล่นมาใส่ท่าน หรือแม้ว่าท่านอาจจะเป็นรัฐมนตรีในระยะเวลาอันสั้น แต่ตั้งแต่วินาทีแรกที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีกรมราชทัณฑ์อยู่ใต้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ท่านจำเป็นต้องทำการบ้านให้หนักขึ้น เพื่อเรียนรู้งานในความรับผิดชอบของท่านทั้งหมด ซึ่งต้องรวมถึงงานราชทัณฑ์ ซึ่งถือเป็นปลายน้ำของกระบวนการยุติธรรมด้วย และระบบสมเด็จภายในเรือนจำถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมและโลกโซเชียลมาโดยตลอด ถ้าท่านทำการบ้านอย่างลึกซึ้ง ท่านจะต้องรู้อย่างแน่นอนว่าระบบนี้เป็นปัญหามานานแล้ว

การให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สะท้อนให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลาสองเดือนในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานยุติธรรมทุกส่วนใต้การบังคับบัญชาของท่านอย่างแท้จริง อดสงสัยไม่ได้จริง ๆ ว่าท่านใช้เวลาสองเดือนที่ผ่านมาเพื่อทำอะไรอยู่กันแน่ ดิฉันเองก็ไม่อยากให้เกิดข้อครหาว่า ท่านมานั่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเพราะเป็นเด็กในสังกัดของบ้านใหญ่บุรีรัมย์ เพื่อคั่นเวลาเคลียร์คดีฮั้ว สว. ที่เกี่ยวข้องกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ท่านจึงควรต้องพิสูจน์ตัวเองว่าท่านมีความเหมาะสมกับตำแหน่งรัฐมนตรีนี้ ผ่านการทำงานหนักและผลงานที่ชัดเจน

มิหนำซ้ำ สิ่งที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งคือ ท่านรับรู้ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว แต่เพิ่งจะออกมาแสดงความตกใจกับเหตุการณ์ และแสดงท่าทีอยากจะรื้อระบบคุกใหม่ทั้งประเทศอีก มันไม่ช้าไปหน่อยหรือ? สำหรับเจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบกรมราชทัณฑ์โดยตรง

แม้ตนเองจะเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินงานของเรือนจำ แต่ก็คาดหวังว่าจะได้เห็นแนวทางนโยบายที่เป็นรูปธรรมของท่านรัฐมนตรีมากกว่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่แสดงความตกใจหลังจากผ่านเหตุการณ์มาเกือบสัปดาห์ แล้วรับปากแบบส่ง ๆ ต่อหน้าสื่อมวลชน แต่ไม่มีแผนปฏิรูปที่ชัดเจนว่าท่านจะทำอย่างไร สุดท้ายแล้วก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

การเอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขัง หรือที่เรียกกันว่า “ระบบสมเด็จ” ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นกับกรณีผู้ต้องขังจีนเทานี้เป็นกรณีแรก แต่ระบบสมเด็จเป็นปัญหาของระบบราชทัณฑ์ไทยที่มีมาอย่างยาวนานและผู้ต้องขังที่เป็นสมเด็จในเรือนจำก็ไม่ได้มีเพียงแค่ชาวต่างชาติเท่านั้น แต่รวมไปถึงผู้ต้องขังคนไทย หรือสัญชาติใด ๆ ก็แล้วแต่ ที่มีเงิน มีอิทธิพล มีอำนาจเหนือกว่าผู้ต้องขังคนอื่นในเรือนจำ โดยมักจะคอยควบคุมความเป็นอยู่ภายในเรือนจำตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย จนอาจไปถึงระดับของการทุจริตอำนวยความสะดวก เช่น เรื่องอาหารการกิน ยารักษาโรค และจากที่เคยรับทราบข้อมูลมา อาจไปไกลกว่านั้นจนถึงการติดสินบนเจ้าหน้าที่ เพื่อให้จัดหาและนำสิ่งของอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จากภายนอกเข้าไปยังเรือนจำเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ตนเองและพวกพ้องผู้ต้องขัง ซึ่งต้องจ่ายแพงกว่าที่ขายกันในท้องตลาดหลายเท่าตัว สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในเรือนจำและความล้มเหลวในการควบคุมดูแลผู้ต้องขังอย่างชัดเจน

ที่สำคัญคือ เราจะเห็นว่า เวลาเกิดเรื่องฉาวขึ้นในเรือนจำ กระทรวงก็จะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่เรื่อยไป แต่คำถามคือ คนไทยจะสามารถไว้วางใจการ “ตรวจสอบกันเอง” ของกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ได้หรือไม่ เพราะการตรวจสอบพวกพ้องกันเอง จึงไม่แปลกที่เวลาเกิดเรื่องฉาวทีไร ก็ไม่สามารถลบคำครหาของประชาชนได้ ดังนั้น ด้วยความปรารถนาดี หากกระทรวงยุติธรรมต้องการแสดงความจริงใจอย่างแท้จริง ท่านต้องเปิดให้มีกลไกการตรวจสอบที่มีบุคคลภายนอกเข้ามาร่วมด้วย เพื่อความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม

ตนเองเห็นว่า เมื่อเกิดกรณีฉาวเช่นนี้ขึ้นที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯแล้ว คงไม่มีความจำเป็นที่กรมราชทัณฑ์ และกระทรวงยุติธรรม จะปิดตาข้างเดียวทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอีกต่อไป ดิฉันหวังว่าท่านรัฐมนตรีจะเอาจริงเอาจังกับการปราบระบบสมเด็จให้หมดไปจากระบบราชทัณฑ์ในยุคสมัยของท่าน อย่างน้อยท่านจะได้มีผลงานสักหนึ่งชิ้นก่อนสิ้นสุดบทบาทรัฐมนตรี จะได้ยุติข้อครหาว่าท่านเป็นรัฐมนตรีแค่คั่นเวลา และหากท่านจะเอาจริงกับเรื่องนี้ ตนเองก็พร้อมจะสนับสนุน

สส.ชลธิชา ซัด! ระบบสมเด็จ มีนานแล้ว

“ระบบสมเด็จ” ในเรือนจำ: ปัญหาที่ต้องแก้ไข

น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว ส.ส.ปทุมธานี ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึง ระบบสมเด็จ ที่ยังคงมีอยู่ในเรือนจำไทย โดยชี้ให้เห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกมานาน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง

ส.ส.ชลธิชา ยังกล่าวอีกว่า การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเพิ่งเคยเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ สะท้อนให้เห็นว่าท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับงานยุติธรรมอย่างแท้จริง และไม่ได้ทำการบ้านอย่างหนักพอที่จะเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในกรมราชทัณฑ์

ระบบสมเด็จในเรือนจำ หมายถึง การที่ผู้ต้องขังบางรายที่มีฐานะร่ำรวย หรือมีอิทธิพล สามารถที่จะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ เหนือผู้ต้องขังคนอื่นๆ เช่น การได้รับอาหารที่ดีกว่า การได้รับการดูแลสุขภาพที่ดีกว่า หรือแม้กระทั่งการได้รับการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจภายในเรือนจำ

ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และยังเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน

การที่ ส.ส.ชลธิชา ออกมาพูดถึงปัญหานี้ แสดงให้เห็นว่ายังมีนักการเมืองที่ใส่ใจในปัญหาของประชาชน และพร้อมที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน หวังว่าการออกมาพูดครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในกรมราชทัณฑ์

การแก้ไข ระบบสมเด็จ ในเรือนจำไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราก็สามารถที่จะสร้างระบบราชทัณฑ์ที่เป็นธรรมและโปร่งใสได้

การเปิดให้มีกลไกการตรวจสอบจากภายนอกเข้ามาร่วมด้วยเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและน่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – “สส.ชลธิชา” ซัด “ระบบสมเด็จ” ในเรือนจำมีมานานแล้ว อัด “รมว.ยุติธรรม” ไร้เดียงสา

Scroll to top