นักโทษ

ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

นับเป็นข่าวดีและเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับพสกนิกรชาวไทย เมื่อล่าสุดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เกี่ยวกับ ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

การประกาศใช้พระราชกฤษฎีกานี้ถือเป็นอภิลักขิตกาลสำคัญ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริเห็นสมควรพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องราชทัณฑ์ เพื่อให้โอกาสบุคคลเหล่านั้นได้กลับตัวกลับใจ และเริ่มต้นชีวิตใหม่ในการเป็นพลเมืองดีเพื่อสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป

รายละเอียดและหลักเกณฑ์การพิจารณาในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

สำหรับผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ตาม ในหลวง มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 นั้น จะต้องมีหลักเกณฑ์เบื้องต้นตามที่กฎหมายกำหนด ได้แก่:

  • ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในการควบคุมของทางราชการในวันที่พระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้
  • นักโทษเด็ดขาดจะต้องได้รับโทษจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษา
  • หรือหากเป็นการจำคุกที่ยาวนาน ต้องได้รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 8 ปี แล้วแต่กรณีใดจะเป็นคุณมากกว่า
  • ต้องผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้พิพากษา และตุลาการศาลทหาร เพื่อความถูกต้องแม่นยำ

รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกันเพื่อดูแลและให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับการปล่อยตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำและสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง

ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงให้โอกาสผู้ที่เคยพลาดพลั้งได้กลับตัวใหม่ นี่คือบทพิสูจน์แห่งความเมตตาที่แผ่ไพศาล เพื่อให้ทุกคนได้มีความหวังและสร้างครอบครัวที่อบอุ่นได้อีกครั้งครับ

ที่มา – “ในหลวง” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ น่าตกใจ! ปีเดียว 347 ราย! กลุ่มสิทธิมนุษยชนออกมาประณามซาอุดีอาระเบีย หลังดำเนินการประหารชีวิตนักโทษจำนวนมากจนทำลายสถิติ 2 ปีซ้อน โดยในปีนี้มีผู้ถูกประหารไปแล้วถึง 347 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์กร Reprieve ซึ่งเป็นกลุ่มรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนในสหราชอาณาจักร ได้ออกมาประณามซาอุดีอาระเบียสำหรับการประหารชีวิตนักโทษจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง Reprieve ซึ่งติดตามสถานการณ์การประหารชีวิตในซาอุดีอาระเบียมาโดยตลอด เปิดเผยว่าตัวเลขผู้ถูกประหารชีวิตในปีนี้สูงถึง 347 ราย ซึ่งสูงกว่าสถิติปี 2567 ที่มี 345 ราย และถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการเก็บข้อมูล

กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ

นักโทษที่ถูกประหารชีวิตล่าสุดเป็นชาวปากีสถาน 2 ราย ซึ่งถูกตัดสินว่ากระทำผิดในคดียาเสพติด อย่างไรก็ตาม มีผู้ถูกประหารชีวิตรายอื่นๆ ที่รวมถึงนักข่าว และชายหนุ่ม 2 คนที่ยังเป็นเยาวชนในขณะที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดในคดีที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง

ผู้ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่ในคดียาเสพติด

ข้อมูลจาก Reprieve ยังระบุว่า ผู้ถูกประหารชีวิตส่วนใหญ่ หรือประมาณสองในสาม เป็นผู้ที่กระทำผิดในคดีเกี่ยวกับยาเสพติดที่ไม่รุนแรงถึงแก่ชีวิต ตัวอย่างเช่น 96 ราย เกี่ยวข้องกับคดีกัญชาเพียงอย่างเดียว ซึ่งทางสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า การประหารชีวิตในกรณีเหล่านี้ “ขัดต่อบรรทัดฐานและมาตรฐานสากล”

นอกจากนี้ มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ถูกประหารชีวิตเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “สงครามยาเสพติด” ภายในซาอุดีอาระเบีย

น.ส. จีด บาสยูนิ หัวหน้าฝ่ายโทษประหารชีวิตประจำภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของ Reprieve กล่าวว่า “ขณะนี้ซาอุดีอาระเบียกำลังดำเนินการโดยปราศจากการรับผิดชอบใดๆ มันแทบจะกลายเป็นการเยาะเย้ยระบบสิทธิมนุษยชนไปแล้ว”

เธอกล่าวหาว่า การทรมานและการบังคับให้สารภาพเป็นสิ่งที่ “แพร่ระบาด” ในระบบยุติธรรมของซาอุดีอาระเบีย โดยเธอเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการ “กวาดล้างที่โหดร้ายและตามอำเภอใจ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์และผู้ด้อยโอกาสในสังคม

“ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สนว่าใครคือผู้ที่ถูกประหารชีวิต ตราบใดที่พวกเขาสามารถส่งสารไปถึงสังคมได้ว่า จะไม่มีการผ่อนปรนโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตามที่พวกเขากำลังพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นการประท้วง เสรีภาพในการแสดงออก หรือยาเสพติด” น.ส.บาสยูนิกล่าว กรณีกลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ แสดงให้เห็นถึงความน่ากังวล

การที่ กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและการพิจารณาโทษในคดีต่างๆ อย่างยุติธรรม

สถานการณ์ที่ กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักสากล

ที่มา – กลุ่มสิทธิโวย ซาอุฯ ประหารชีวิตทุบสถิติ ปีเดียว 347 ราย

สืบภาค 4 รวบ 2 อดีตนักโทษ ขนยาไอซ์ 146 กิโล

ตำรวจสืบสวนภาค 4 รวบตัว 2 อดีตนักโทษในเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ ได้พร้อมของกลางยาไอซ์จำนวน 146 กิโลกรัม ผู้ต้องหารับสารภาพรับงานจากชาวลาวเพื่อขนส่งยาเสพติดล็อตใหญ่นี้

สืบภาค 4 รวบ 2 อดีตนักโทษ ขนยาไอซ์ 146 กิโล

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2568 พล.ต.ต.ภูมิพัฒน์ ภัทรศรีวงษ์ชัย ผบก.สส.ภ.4 แถลงข่าวการจับกุม นายพนมพร เข็มมา อายุ 40 ปี และ นายเอกพล สียางนอก อายุ 36 ปี พร้อมของกลางยาไอซ์ 146 กิโลกรัม ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งใน อ.บ้านแพง จ.นครพนม

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.ภ.4 ได้สืบสวนหาข่าวกลุ่มผู้ลักลอบขนยาเสพติดจากชายแดนแม่น้ำโขง จนทราบว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจำนวนมากเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศไทย

รายละเอียดการจับกุมยาไอซ์ 146 กิโล

จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาจะใช้รถยนต์กระบะ ยี่ห้อ Chevrolet รุ่น Captiva สีขาว ในการขนส่งยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ จนกระทั่งพบ นายเอกพล สียางนอก ซึ่งเพิ่งพ้นโทษในคดียาเสพติด ขับรถยนต์กระบะไปรับ นายพนมพร เข็มมา ซึ่งเคยต้องโทษในคดียาเสพติดเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งสองคน จนพบว่ารถยนต์กระบะคันดังกล่าวไปจอดอยู่ท้ายรถเก๋งยี่ห้อ TOYOTA รุ่น COROLLA สีเทา ที่จอดไว้ริมถนนชยางกูร พื้นที่บ้านโนนสา ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ แล้ว นายเอกพล สียางนอก ก็ขึ้นไปขับขี่รถยนต์เก๋ง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แสดงตัวเข้าตรวจค้น พบยาไอซ์จำนวนมากบรรจุอยู่ในกระสอบปุ๋ยซุกซ่อนอยู่ในรถเก๋ง

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจาก นายโจ นักค้ายาเสพติดชาว สปป.ลาว เป็นเงิน 20,000 บาท เพื่อขนยาไอซ์จากริมแม่น้ำโขงไปยังรีสอร์ตใน อ.บ้านแพง จ.นครพนม โดยจะมี “นักบิน” มารับช่วงต่อเพื่อลำเลียงไปยังจังหวัดขอนแก่นและพื้นที่ตอนในของประเทศไทย

ผู้ต้องหายังให้การอีกว่า ยาไอซ์ทั้งหมดถูกลำเลียงข้ามแม่น้ำโขงมาจากประเทศลาว มาขึ้นฝั่งที่ท่าเหล่าบักผาง ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ จากนั้นเครือข่ายจะนำยาไอซ์ใส่ไว้ในรถยนต์เก๋ง ทะเบียน กธ 9541 สกลนคร ไปจอดไว้ที่ริมถนนชยางกูร บริเวณบ้านโนนสา ต.ท่าดอกคำ อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ จากนั้นให้ทั้ง 2 คนไปขับเอารถเก๋งที่บรรทุกยาไอซ์ ขับไปส่งที่รีสอร์ต ใน อ.บ้านแพง จ.นครพนม เพื่อรอนักบิน มารับไปขับส่งต่ออีกทอดหนึ่ง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา ผู้ต้องหาทั้งสองในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายโดยการมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาไอซ์) เพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” และข้อหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จในการปราบปรามยาเสพติดข้ามชาติ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปกป้องสังคมจากภัยร้ายของยาเสพติด การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าชื่นชมของตำรวจสืบสวนภาค 4 ในการกวาดล้างยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ยังคงมีการลักลอบขนส่งยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการจับกุมอย่างเข้มงวด แต่ขบวนการค้ายายังคงพยายามหาวิธีการใหม่ๆ ในการหลีกเลี่ยงการจับกุม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

ที่มา – สืบภาค 4 รวบ 2 อดีตนักโทษ แก๊งค้ายาข้ามชาติ รับงานชาวลาว 2 หมื่น ขนยาไอซ์ 146 กิโล

Scroll to top