นันทนา นันทวโรภาส

สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้

สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้

กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาเร่งดำเนินการกับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างอาคารรัฐสภา ก่อนที่จะครบกำหนดหมดระยะเวลาประกันในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะเกี่ยวข้องกับภาษีของประชาชนโดยตรง

นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ สว. ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า จากการตรวจสอบสภาพอาคารรัฐสภา พบรายการที่ต้องซ่อมบำรุงในฝั่ง สว. และฝั่ง สส. รวมกันนับพันรายการ หากตีเป็นมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นอาจสูงถึง 10 ล้านบาท หากการซ่อมแซมไม่เกิดขึ้นภายในระยะเวลารับประกัน รัฐสภาอาจต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินมาซ่อมแซมเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย

ทำไมการ สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้ ถึงมีความสำคัญ?

นอกจากเรื่องของค่าใช้จ่ายแล้ว ปัญหาสภาพแวดล้อมภายในอาคารรัฐสภายังส่งผลกระทบต่อการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ได้ชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงว่า:

  • ปัญหาน้ำรั่วซึมภายในอาคารเมื่อฝนตก
  • ความชำรุดเสียหายของห้องสุขาที่ใช้งานไม่ได้
  • ความนิ่งเฉยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเจรจากับผู้รับเหมา

หลายฝ่ายมองว่าหากเป็นผู้รับเหมาเจ้าอื่น การดำเนินการแก้ไขควรจะมีความคืบหน้าที่ดีกว่านี้ แต่การที่หน่วยงานรัฐสภายังดูเกรงอกเกรงใจผู้รับเหมา จนปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนถึงโค้งสุดท้ายก่อนหมดสัญญา สร้างความสงสัยให้กับประชาชนอย่างมากว่ามีการปิดกลบหรือช่วยเหลือกันหรือไม่

ในฐานะผู้เสียภาษี เราทุกคนย่อมต้องการเห็นการบริหารจัดการทรัพยากรของรัฐอย่างคุ้มค่าที่สุด การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและเร่งรัดให้ผู้รับเหมาเข้ามาดูแลอาคารตามสัญญา สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้ คือสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุด เพื่อไม่ให้งบประมาณแผ่นดินต้องรั่วไหลไปกับสิ่งที่ผู้รับเหมาควรจะเป็นผู้รับผิดชอบตั้งแต่แรก เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าในช่วงเวลา 7 วันที่เหลือนี้ จะมีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจนจากประธานรัฐสภาหรือไม่ เพื่อความโปร่งใสและประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ที่มา – สว. จี้ ปธ.รัฐสภา บี้ผู้รับเหมาซ่อมอาคารก่อนหมดประกัน 15 ก.ค.นี้ แซะอย่าเกรงใจมากนัก

ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ สว. นันทนา นันทวโรภาส ได้ตั้งกระทู้ถามสดถึงความโปร่งใสของโครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลถึง 1,621 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตเรื่องระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการ รวมถึงกระแสข่าวลือเรื่องเงินทอนและความไม่ชัดเจนของบริษัทที่ชนะการประมูล งานนี้ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ไม่รอช้า ออกมาตอกกลับอย่างดุเดือดเพื่อให้สังคมหายข้องใจ

ทางด้าน น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี ได้ออกมายืนยันหนักแน่นว่า ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน โดยชี้แจงว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมดเป็นไปตามระเบียบของทางราชการทุกประการ ไม่มีการเร่งรีบหรือผิดปกติอย่างที่ถูกกล่าวหา ส่วนประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการล็อกสเปกให้บริษัทเจ้าประจำนั้น ทางกระทรวงฯ ได้ชี้แจงว่าใครที่มีศักยภาพและผ่านคุณสมบัติก็ย่อมมีสิทธิ์ร่วมประมูล

ตรวจสอบกรณี ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน

นอกจากประเด็นเรื่องความโปร่งใสแล้ว ยังมีเรื่องของเป้าหมายโครงการที่ดีอีคาดหวังจะให้คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปเข้าถึง AI โปร เพื่อพัฒนาทักษะและความสามารถของตนเอง แต่ดูเหมือนว่าคำชี้แจงนี้จะยังไม่เพียงพอต่อข้อสงสัยของสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน น.ส.แนน จึงได้กล่าวตอบโต้ว่าหากใครมีความสงสัยหรือพบหลักฐานเรื่องเงินทอน ขอให้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมแทนที่จะมาเสียดสีหรือชี้นำสังคมให้เกิดความเข้าใจผิด

  • ยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอนการดำเนินงาน
  • ท้าพิสูจน์หากพบหลักฐานไม่ชอบมาพากลให้ส่ง ป.ป.ช.
  • เน้นประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการใช้ AI
  • พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเปิดกว้าง

ในท้ายที่สุด ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายไชยชนก ชิดชอบ ได้เตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการนี้อีกครั้งในวันที่ 11 มิถุนายน เพื่อให้ประชาชนและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความเห็นอย่างเต็มที่ โครงการ ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน นี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่ากระทรวงดิจิทัลฯ สามารถจัดการโครงการขนาดใหญ่ให้เป็นที่ยอมรับและเกิดประโยชน์ต่อคนไทยได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความโปร่งใสต้องวัดกันที่ผลลัพธ์และการตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่คำกล่าวอ้าง

ที่มา – ดีอี ยัน TH-AI Passport โปร่งใสทุกขั้นตอน เหน็บ สว. หยุดเสียดสี หากสงสัยเงินทอนให้ยื่น ป.ป.ช. สอบ

สว.พันธุ์ใหม่ ค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ไม่คุ้มทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันบ้าง ที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ โดยย้ำว่ามันไม่คุ้มค่ากับการลงทุนมหาศาล และยังมีการปกปิดข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพประชาชนอีกด้วย โครงการนี้ถูกมองว่าเป็น ‘เรือธง’ ของรัฐบาล แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้จริงๆ มาดูกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

สว.พันธุ์ใหม่ แถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์

สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส และนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร พร้อมกลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ ได้แถลงข่าวคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์อย่างชัดเจน โครงการนี้มีแผนจะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ผ่านจังหวัดชุมพรและระนอง โดยใช้รถไฟหรือรถบรรทุกขนสินค้าข้ามแผ่นดิน เพื่อย่นเวลาเดินทางแทนการผ่านช่องแคบมะละกา คาดว่าจะประหยัดเวลาได้ 1-2 วัน แต่ สว.พันธุ์ใหม่ ชี้ว่าความเป็นจริงอาจไม่เป็นอย่างนั้น เพราะการขนถ่ายสินค้าขึ้นบก-ลงเรือ อาจใช้เวลานานถึง 6-7 วัน สุดท้ายอาจกลายเป็นท่าเรือร้าง เหมือนท่าเรือปากบาราในจังหวัดสตูลที่ไม่มีเรือสินค้ามาใช้

เหตุผลหลักที่ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านโครงการแลนด์บริดจ์

นอกจากปัญหาการขนส่งที่อาจล่าช้าแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญหลายอย่างที่ทำให้กลุ่ม สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ดังนี้

  • ไม่คุ้มค่าลงทุน: ผลศึกษาจากสภาพัฒน์ฯ ชี้ชัดว่าโครงการนี้ลงทุนสูงเกิน 1 ล้านล้านบาท แต่ผลตอบแทนต่ำ ปริมาณสินค้าไม่เพียงพอ และไม่สะดวกสบายเท่าช่องแคบมะละกาที่มีเรือผ่านวันละ 200-220 ลำ ระบบโลจิสติกส์ครบครันมา 200 ปี
  • ปกปิดข้อมูล EHIA: สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) อ้างว่าคุ้มค่า แต่ไม่ยอมเปิดเผยรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งกระทบป่า ชุมน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาชีพประมงของชาวบ้าน
  • ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน: โครงการนี้ไม่เคยถกในรัฐสภา ไม่มีประชาพิจารณ์จริงจัง ไม่ปรากฏในนโยบายหาเสียงหรือคำแถลงรัฐบาล เกิดจากสมัยพล.อ.ประยุทธ์ แต่คล้าย EEC ที่ผ่านมาเกือบ 10 ปียังไม่คืบหน้า
  • ทางเลือกอื่นมากมาย: เรือสินค้ามีเส้นทางผ่านอินโดนีเซียอีก 2-3 เส้น ไม่จำเป็นต้องใช้แลนด์บริดจ์ที่ช้ากว่า
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. พูดถึง EHIA

นายนรเศรษฐ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมือง วุฒิสภา ระบุว่า กมธ.เคยเชิญ สนข. และสภาพัฒน์ฯ มาชี้แจง แต่ผลศึกษาขัดแย้งกัน รายงาน สนข. มีข้อบกพร่องทั้งกระบวนการและเนื้อหา จ่อนำเสนอข้อเสนอในสภา และจะสอบ EHIA ที่ถูกปิดบัง โดยกำหนดวาระ 21 เม.ย. นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ทำ SEA (Strategic Environmental Assessment) และรับฟังชาวบ้านเพิ่มเติมก่อนเดินหน้า

ในภาวะเศรษฐกิจไทยที่เงินเฟ้อ กู้เงินเต็มเพดาน GDP 70% แล้ว รัฐบาลควรใช้เงินอย่างรอบคอบ มุ่งผลประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่พวกพ้อง สว.พันธุ์ใหม่ ย้ำว่าประเทศต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่โครงการนี้ยังเร็วเกินไปและเสี่ยงสูง

ส่วนตัวผมคิดว่า การพัฒนาต้องสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสิทธิประชาชน ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียงคัดค้าน อาจนำไปสู่ปัญหายาวนานแบบ EEC ที่ล้มเหลว คุณล่ะครับคิดอย่างไรกับ สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่างนี้เลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – สว.พันธุ์ใหม่ ค้านรัฐบาลทำโครงการแลนด์บริดจ์ ย้ำไม่คุ้มค่าลงทุน-รัฐปกปิดข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อม

นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าร้อนๆ ในแวดวงรัฐสภา นั่นคือ นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ นี่แหละครับ! หลังจากเลือกตั้ง ส.ส. ผ่านไป กกต. กำลังจะประกาศรับรองผล แต่ยังมีประเด็นค้างคาเพียบ จน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกรัฐสภา (สว.) ออกมาแสดงความเห็นแบบแซ่บๆ ว่า อย่ารีบร้อนนักเลย ไม่งั้นอาจดูเหมือนก้าวก่ายงาน กกต. ไปแล้วนะ

นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์

ย้อนเหตุการณ์วันที่ 24 ก.พ. 2567 ที่รัฐสภา นันทนาได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจน ถึงกรณีที่ กกต. เตรียมรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส. ภายในสิ้นเดือน ก.พ. แต่จนบัดนี้ กกต. ยังไม่เคลียร์ข้อสงสัยสำคัญให้สังคมฟังเลย เช่น จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริงๆ เป็นเท่าไหร่? กระบวนการลงคะแนนมีปัญหาอะไรบ้าง? โดยเฉพาะบัตรเขย่งที่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ถ้าเร่งรับรองตอนนี้ มันขัดใจประชาชนชัดๆ เลยครับ

ที่หนักกว่านั้นคือคำพูดของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่บอกว่าต้องจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ให้เสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์แน่นอน นันทนาเลยแคลงใจหนักมาก! เธอบอกว่าถ้าเป็นแบบนี้ มันเหมือนเข้าไปแทรกแซง แกว่งก่ายการทำงานของ กกต. โดยตรง เพราะการจัดตั้งรัฐบาลต้องรอให้ กกต. ตรวจสอบทุกประเด็นให้กระจ่างก่อนสิ ไม่ใช่รีบเร่งให้ประกาศรับรองแบบหักคอ ถ้าทำจริง อาจโดนมองว่ารับคำสั่ง ไม่เป็นกลางเอาได้นะ

ทำไมนันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ ถึงขนาดนี้

นันทนาแนะนำชัดๆ ว่า กกต. ควรใช้เวลาให้เต็มที่ โดยมีกฎหมายให้เวลา 60 วันนับจากวันเลือกตั้งในการตรวจสอบ เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส สุจริต และยุติธรรม อย่ารีบรับรอง ส.ส. ทั้งที่ยังมีปมปัญหาค้างคา มันจะทำให้สังคมไทยไม่ไว้ใจได้ยังไงล่ะครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่องรอผลพิจารณาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่กำลังดูคำร้องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเรื่องกระบวนการเลือกตั้ง และวันที่ 27 ก.พ. กกต. ต้องชี้แจงเพิ่มด้วย ถ้าคนยังสงสัยอยู่ แต่รีบรับรอง มันอาจถูกตีความว่าเอื้อพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อความได้เปรียบทางการเมืองชัดๆ

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น มาดูประเด็นหลักๆ ที่ยังค้างคากันครับ

  • จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง: ตัวเลขจริงๆ คือเท่าไหร่? ยังไม่ชัดเจน สร้างความสับสนให้ประชาชน
  • ปัญหาการลงคะแนน: มีจุดบอดหลายแห่ง ต้องตรวจสอบให้ละเอียด
  • บัตรเขย่งหรือบัตรเปล่า: ไม่มีสรุปชัด อาจกระทบผลรวมคะแนน
  • การร้องเรียนจากผู้สมัคร: หลายพรรคยังไม่ยอมรับผล ต้องรอศาลตัดสิน

นันทนากล่าวเน้นย้ำว่า “กกต. ควรเร่งชี้แจง สื่อสารกับประชาชนในทุกประเด็นข้อสงสัยต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้ง รวมไปถึงควรรอผลการพิจารณาของผู้ตรวจการแผ่นดิน… การตรวจสอบผลการเลือกตั้งก่อนประกาศรับรอง กกต. มีเวลา 60 วัน… ควรใช้เวลาที่ได้รับตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพื่อให้หมดข้อสงสัย ไม่มีปัญหา” คำพูดนี้สะท้อนความห่วงใยต่อประชาธิปไตยไทยจริงๆ ครับ

จากมุมมองของผมเองนะครับ เรื่อง นันทนา แคลงใจ พิพัฒน์ เร่งตั้งรัฐบาลก่อนสงกรานต์ นี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าการเมืองไทยยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ โดยเฉพาะความโปร่งใสในการเลือกตั้ง ถ้ารัฐบาลใหม่จะมั่นคงจริง ต้องเริ่มจากฐานที่แข็งแรง ไม่ใช่รีบร้อนแบบนี้ สงกรานต์ปีนี้ ถ้าตั้งรัฐบาลไม่ทัน ก็ช่างมันเถอะครับ อย่าให้เสียชื่อวันหยุดสงกรานต์ที่แสนสนุกไปเลย

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าประชาชนอย่างเราควรติดตามใกล้ชิด และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายทำงานอย่างตรงไปตรงมา เพื่ออนาคตของชาติ คุณล่ะครับคิดเห็นยังไงกับประเด็นนี้? มาคอมเมนต์แชร์ความคิดกันด้านล่างเลยนะ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “นันทนา” แคลงใจ “พิพัฒน์” เร่งตั้งรัฐบาลใหม่ให้ได้ก่อนสงกรานต์ ชี้ ส่อก้าวก่ายงาน กกต.

ดร.นันทนา ค้าน “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

“ดร.นันทนา” ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนต่อกรณีที่ “พรรคประชาชน” สนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อเจตจำนงของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคอย่างท่วมท้นถึง 14 ล้านเสียง พร้อมเสนอแนะว่าทางออกที่ถูกต้องคือการให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของตนเองอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ได้เปิดใจกับทีมข่าวไทยรัฐถึงประเด็นร้อนทางการเมืองนี้ ภายหลังจากที่ทราบข่าวว่าพรรคประชาชนมีมติสนับสนุนการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยดร.นันทนา มองว่าการตัดสินใจเช่นนี้เป็นการขัดกับความต้องการของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง

ดร.นันทนา กล่าวว่า พรรคการเมืองทุกพรรคล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และพรรคประชาชนเองก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากถึง 14 ล้านเสียง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 1 ล้านเสียง ดังนั้นการนำคะแนนเสียงอันมหาศาล 14 ล้านเสียงไปสนับสนุนพรรคที่ได้คะแนนเพียง 1 ล้านเสียง จึงเป็นการกระทำที่สวนทางกับความต้องการของประชาชนที่เลือกพรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล) เพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมอำนาจให้พรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ ดร.นันทนา ยังกล่าวถึงข้ออ้างที่ว่าจะใช้เวลา 4 เดือนในการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางเศรษฐกิจและการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะแม้แต่รัฐบาลที่อยู่ในวาระ 4 ปีเต็ม ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้สำเร็จ และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ยังต้องผ่านการทำประชามติและการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 4 เดือนอย่างแน่นอน

ดร.นันทนา ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า สิ่งที่อาจเกิดขึ้นจริงภายใน 4 เดือนนั้น อาจเป็นการ “พลิกคดีสำคัญ” ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เช่น คดีฮั้ว ส.ว. และคดีเขากระโดง หากมีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมหรือกระทรวงมหาดไทย อาจส่งผลให้ทิศทางของคดีเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากมีความกังวลใจ

ส่วนข้ออ้างที่ว่าหากไม่เลือกแนวทางนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยอาจกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งนั้น ดร.นันทนา มองว่าเป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะในท้ายที่สุดแล้ว พรรคประชาชนก็จะต้องเลือกสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งอยู่ดี และหากพิจารณาว่าทั้งสองพรรคสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างโปร่งใส ก็ควรปล่อยให้ทั้งสองพรรคร่วมมือกันเอง โดยไม่จำเป็นต้องกังวล

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าพรรคเพื่อไทยอาจทูลเกล้าฯ เพื่อขอยุบสภานั้น ดร.นันทนา เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของตนเองอีกครั้ง และหากพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ยื่นขอยุบสภา ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด

“ดร.นันทนา” ไม่เห็นด้วย “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ดร.นันทนา ไม่เห็นด้วยกับการที่ “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” นั้น มาจากการต่อสู้คดีฮั้ว ส.ว. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคดีที่ประชาชนและสังคมจับตาอย่างใกล้ชิด ขณะนี้คดีอยู่ในความดูแลของ DSI และติดค้างอยู่ที่ กกต. แม้จะยังไม่มีการยื่นฟ้อง แต่สำนวนหลายส่วนก็มีความคืบหน้าไปมาก หากสนับสนุนนายอนุทินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงกับเสียงข้างมากในวุฒิสภาหรือไม่ ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับสังคมถึงความเป็นไปได้ในการพลิกคดี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมดร.นันทนาถึงค้าน “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

โดยสรุปแล้ว การที่ ดร.นันทนา ออกมาคัดค้านการที่ “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” นั้น มีเหตุผลที่สำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้งต่อเจตจำนงของประชาชน การกังวลถึงการพลิกคดีสำคัญ และการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง และร่วมกันติดตามตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศชาติจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “ดร.นันทนา” ไม่เห็นด้วย “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” ชี้ขัดเจตจำนง 14 ล้านเสียง

สว.นันทนา ถาม ภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

“สว.นันทนา” ถามพรรคภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก หลังไม่โหวตรับ พ.ร.บ.ประชามติ ชี้ อาจจะมีหักเหลี่ยมพรรคประชาชน หลังโหวตนายกฯ มองแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำทั้งฉบับ

วันที่ 1 กันยายน 2568 นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคการเมืองเสนอเตรียมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า วิกฤติทางการเมือง การจัดตั้งรัฐบาล การถอดถอนฝ่ายบริหาร รวมถึงขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระที่มีอย่างกว้างขวาง ล้วนเกิดจากจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะไม่ได้เปิดโอกาสให้กับประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไข แต่กลับมาจาก ส.ส.ร. จำนวน 20 ราย ที่ถูกตั้งด้วยมติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งนี้ ตนก็เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าขณะนี้จะช้ามาหน่อย แต่ความจริงแล้วควรจะเกิดการแก้ไขมานานแล้ว เพราะการเลือกตั้งใหญ่ฝ่ายพรรคการเมืองก็หาเสียงเลือกตั้งได้นโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำ พรรคประชาชนที่ตั้งใจก็กลับกลายเป็นฝ่ายค้าน ส่วนจะต้องยกร่างทั้งฉบับหรือแก้ไขมาตรานั้น นางสาวนันทนา มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปรียบเสมือนเรือที่มีรูรั่วและคงจมไปแล้ว การแก้ไขทีละมาตราอาจจะใช้เวลานานเป็น 100 ปี จึงเห็นว่าควรจะยกร่างทั้งฉบับ และอยากให้มีการให้ความสำคัญกับที่มาของคณะกรรมการยกร่างฯ

ส่วนการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ไปพลางก่อนนั้น นางสาวนันทนา ระบุว่า ตามกระบวนการไม่อาจทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกฉีกทิ้งไปและร่างฉบับใหม่มาแล้ว ไม่สามารถที่จะวางกฎหมายฉบับใดและหยิบอีกฉบับหนึ่งมาใช้ แต่สิ่งที่ตนเข้าใจคือพรรคเพื่อไทยเสนอให้นำกรอบของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาช่วยในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็จะทำให้ยกร่างเร็วขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเห็นในท่าทีกับการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้งสองพรรคกำลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ นางสาวนันทนา มองว่า ทั้งสองพรรคเมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้ว ที่ผ่านมาตนเห็นว่าเป็นการขัดขวางการแก้ไขมากกว่า พรรคเพื่อไทยเหมือนจะพยายามแก้ไข แต่สุดท้ายก็มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความเรื่องการทำประชามติ แต่พรรคภูมิใจไทยชัดเจนว่าไม่มีเจตจำนงในการแก้ ตั้งแต่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ ซึ่งคณะกรรมาธิการฝ่ายวุฒิสภา ก็กลับมติที่ประชุมไปสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพรรคภูมิใจไทย ในการเสนอให้ออกเสียงประชามติแบบสองชั้น (Double Majority) จนกระทั่งทำให้วาระกฎหมายเลื่อนออกไปอีก 180 วัน

“ถ้าอยากจะแก้จริง ออกเสียงประชามติแบบชั้นเดียวทั่วโลกก็ใช้กัน แต่นี่ไม่เอา ซึ่งตอนนั้นเราคาดหวังว่าถ้า สว. โหวตผ่านร่างพระราชบัญญัติออกมา เราก็จะเริ่มนับหนึ่งออกเสียงประชามติได้ตั้งแต่การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่นับหนึ่งไม่ได้เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม”

ในช่วงท้าย นางสาวนันทนา ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะอยู่ดีๆ พรรคภูมิใจไทยก็กลับมารับข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการตอบรับเพราะอยู่ในช่วงที่กำลังจะได้รับอำนาจขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการจะแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ

สว.นันทนา ถาม ภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องคือ เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สว. นันทนา ได้ออกมาตั้งคำถามถึงพรรคภูมิใจไทยว่า อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ?

หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ได้แก่

  • ที่มาของ ส.ส.ร.: ส.ส.ร. ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ทำให้ขาดความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนของประชาชน
  • ขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระ: ขอบเขตอำนาจที่กว้างขวางขององค์กรอิสระ อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: รัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขอย่างแท้จริง

ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นางสาวนันทนาได้ตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยมีท่าทีขัดขวางการแก้ไขมาโดยตลอด ตั้งแต่การลงมติในร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ

การที่พรรคภูมิใจไทยกลับมาแสดงท่าทีสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า เป็นเพียงการตอบรับเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน

การอยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การอยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เป็นคำถามที่สะท้อนความรู้สึกของหลาย ๆ คนในสังคม ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง มาร่วมกันติดตามความคืบหน้าและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – “สว.นันทนา” ถาม “ภูมิใจไทย” อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

Scroll to top