นางสาวแพทองธาร ชินวัตร

อนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน ปมคอนโดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค

กลายเป็นประเด็นที่ใครหลายคนต่างให้ความสนใจ สำหรับกรณีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินล่าสุดของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะเมื่อมีการตั้งข้อสังเกตว่าทรัพย์สินบางรายการอย่างบ้านพักที่ปากช่องและคอนโดมิเนียมดูเหมือนจะหายไปจากบัญชี ซึ่งงานนี้เจ้าตัวก็ได้ออกมาไขข้อข้องใจแบบหมดเปลือก

อนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน ปมคอนโดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับประเด็นความโปร่งใสในบัญชีทรัพย์สิน โดยยืนยันว่าทุกขั้นตอนมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลจัดการบัญชีให้ทั้งหมด เพราะทรัพย์สินมีจำนวนมากจนเจ้าตัวไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด ต้องอาศัยผู้ช่วยที่มีความรู้ความเข้าใจมาดำเนินการเพื่อให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย โดยตนทำหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบความถูกต้องในขั้นสุดท้ายเท่านั้น

รายละเอียดเรื่องทรัพย์สินที่หลายคนสงสัย

สำหรับคำถามที่ว่าทรัพย์สินบางรายการหายไปไหน นายอนุทิน ยืนยันว่าไม่ได้หายไปไหน แต่มันอาจไม่มีมาตั้งแต่ต้นแล้ว หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงก็เป็นการทำธุรกรรมที่ถูกต้อง โดยเฉพาะประเด็นอนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน ปมคอนโดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค ที่หลายคนจับตามองเป็นพิเศษ นายอนุทินได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าคอนโดดังกล่าวนั้นได้ยกให้ภรรยาคนแรกไปนานแล้วนับตั้งแต่ตอนหย่าร้าง หรือที่เรียกว่า Divorce Sentiment ครับ

  • บัญชีทรัพย์สินได้รับการจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อความโปร่งใส
  • ทรัพย์สินบางรายการไม่ได้หายไป แต่เป็นการแบ่งทรัพย์สินตามข้อตกลง
  • การตรวจสอบบัญชีทำอย่างรอบคอบตามข้อกำหนดของ ป.ป.ช.

หลายคนอาจจะมองว่าเรื่องบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แต่หากมองในมุมของความแฟร์ การมีหลักฐานความชัดเจนและมีการระบุที่มาที่ไปของทรัพย์สินที่เปลี่ยนมือไปอย่างถูกต้อง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างกรณีของ อนุทิน แจงบัญชีทรัพย์สิน ปมคอนโดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค ครั้งนี้ก็นับเป็นบทเรียนที่ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่า การจัดการทรัพย์สินส่วนตัวหลังความสัมพันธ์สิ้นสุดลงย่อมมีขั้นตอนของกฎหมายที่ชัดเจนครับ

หากคุณชอบเนื้อหาข่าวการเมืองที่ย่อยง่ายและทันเหตุการณ์แบบนี้ อย่าลืมติดตามอัปเดตใหม่ๆ จากเราเป็นประจำนะครับ เพราะความโปร่งใสของนักการเมืองคือสิ่งที่ประชาชนอย่างเราต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาครับ

ที่มา – “อนุทิน” บอกมีคนทำบัญชีทรัพย์สินให้ เผย คอนโดวอเตอร์ฟอร์ดพาร์ค ยกให้เมียคนแรกแล้ว

ศึกเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี ใครจะเข้าวิน!

การเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 กำลังเป็นที่จับตา เมื่อพรรคเพื่อไทยส่ง “พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช” ลงชนกับ “ดรีม วิสุดา” ลูกสาวของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีต สส. ทำให้ศึกครั้งนี้มีความเข้มข้นเป็นอย่างมาก ว่าใครกันแน่ที่จะคว้าชัยชนะไปครอง

ศึกเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เพื่อไทยส่ง “พล.อ.ชินวัฒน์” ชนลูกสาว “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์”

วันที่ 18 กันยายน 2568 มีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี เขต 4 โดยนายปิยะ สาระสาลิน หรือ สจ.ปิยะ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “Piya sarasalin” ว่า “เขต4 เพื่อไทยเป็นที่แน่นอน พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช ของจริงไม่พูดเยอะ เจ็บคอ” พร้อมทั้งโพสต์รูปภาพจำนวน 2 ภาพ ซึ่งภาพแรกเป็นภาพของ พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช อดีตประธานที่ปรึกษา นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และอดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ถ่ายรูปร่วมกับ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และอีกภาพเป็นภาพหมู่ที่ถ่ายร่วมกันระหว่าง นางสาวแพทองธาร, นายภูมิธรรม, นายพรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ หรือ “หมอหนุ่ย พลังกาญจน์” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม หัวหน้าทีมพลังกาญจน์

จากโพสต์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยที่มีต่อ พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช ในการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 ครั้งนี้

เพื่อไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี

นายสุรจิต ไสยะหุต ประธานสาขาพรรคเพื่อไทยประจำจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ในวันที่ 19 กันยายน 2568 พรรคเพื่อไทยจะจัดการประชุมเพื่อดำเนินการไพรมารีโหวตในเวลา 9:00 น. ณ ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ 4 ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคเพื่อไทยในการส่งผู้สมัครลงชิงชัยในการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี ครั้งนี้อย่างเต็มที่

ภูมิใจไทยส่งลูกสาวอดีต สส. ลงสู้ศึก

ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ที่ประชุมได้มีมติเสนอและรับรองให้ น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ หรือดรีม บุตรสาวของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีต สส.เพื่อไทย ที่ลาออกไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ให้เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กาญจนบุรี เขต 4 ของพรรค ลงสู้ศึกเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาฐานเสียงของตนเองในพื้นที่ดังกล่าว

การที่พรรคภูมิใจไทยส่ง น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ลงสมัคร ทำให้การแข่งขันในการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 ครั้งนี้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครจากสองพรรคการเมืองใหญ่ ที่มีฐานเสียงสนับสนุนที่แข็งแกร่งในพื้นที่

ศึกการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการแข่งขันระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังเป็นการวัดพลังทางการเมืองของตระกูล “วิเชียรศิลป์” อีกด้วย เนื่องจากนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีต สส. เป็นที่รู้จักและเคารพของคนในพื้นที่ การที่ลูกสาวของเขาลงสมัคร จึงอาจได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงเดิมของบิดา

การเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 ครั้งนี้ จึงเป็นสนามการแข่งขันที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลการเลือกตั้ง นอกจากจะส่งผลต่อจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคแล้ว ยังเป็นการชี้วัดถึงความนิยมของพรรคการเมืองต่างๆ ในพื้นที่อีกด้วย

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสแสดงออกถึงเจตจำนงของตนเอง และเลือกผู้แทนที่พวกเขามั่นใจว่าจะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีที่สุด

ที่มา – ศึกเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เพื่อไทยส่ง “พล.อ.ชินวัฒน์” ชนลูกสาว “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์”

แพทองธารย้ำ! รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าเพื่อประชาชน

วันที่ 8 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางออกจากพรรคโดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลังจะมีการแต่งตั้งโดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า แล้วแต่ท่านนายกฯ เขาจัดเลย ไม่มีคอมเมนท์อะไร

เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถแก้ไขวิกฤตของประเทศได้ทันภายใน 4 เดือนหรือไม่ นางสาวแพทองธารกล่าวว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าอยู่แล้วจะนานเท่าไหร่ก็ตามก็ขอให้ทำเพื่อพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรจะฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เป็นพิเศษนอกเหนือจากคำว่าทำงานเต็มที่เท่านั้น

แพทองธารย้ำ รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าเพื่อประชาชน

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การเข้ามาของรัฐบาลใหม่จึงเป็นที่จับตามองของประชาชนว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติให้ก้าวข้ามพ้นวิกฤตเหล่านี้ไปได้อย่างไร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะผู้นำทางการเมืองคนสำคัญ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่า และขอให้มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ

ความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลใหม่

ประชาชนชาวไทยต่างมีความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาปากท้อง การกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดองในสังคม หรือการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ รัฐบาลจึงมีภารกิจที่ท้าทายในการตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

การบริหารประเทศให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รัฐบาลใหม่จึงควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และนำมาปรับใช้ในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

นอกจากนี้ การสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารงานก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจและดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการวางแผนพัฒนาประเทศ

รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าจริงๆ เพราะทุกวินาทีมีความหมายต่อการพัฒนาประเทศและการแก้ปัญหาให้ประชาชน รัฐบาลจึงควรใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า และมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง

แม้ว่านางสาวแพทองธารจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลใหม่ แต่การที่เธอเน้นย้ำว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่า และขอให้ทำงานเพื่อประชาชนนั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เธอคาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาของประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้โดยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม การที่ประชาชนทุกคนร่วมมือกันและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล จะช่วยให้ประเทศชาติสามารถก้าวข้ามพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างมั่นคง

ในท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลและประชาชนร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

การผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และการสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในเวทีโลก

ที่มา – ‘แพทองธาร’ บอกรัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าขอให้ทำเพื่อประชาชน

“โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14

“รังสิมันต์ โรม” มองว่าการที่ “ทักษิณ” คิดจะหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่เรื่องดี พร้อมทั้งเรียกร้องให้เป็นไปตามกระบวนการในประเด็นเรื่องชั้น 14 และเตือนว่าอย่าคิดว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยง

วันที่ 6 กันยายน 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็นในส่วนของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากเป็นเรื่องภายในที่พรรคจะต้องจัดการกันเอง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าหากนายทักษิณต้องการเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่แรก ก็ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเครื่องบินจนเต็มถัง ส่วนเรื่องที่ว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยหรือไม่นั้น คงต้องรอติดตามสถานการณ์ต่อไป

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการที่นายทักษิณจะหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานานอีกครั้งนั้นไม่น่าจะเป็นผลดี ในเมื่อนายทักษิณได้เดินทางกลับมาแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงกันในเรื่องความถูกต้องของกระบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจ ประเด็นนี้ควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง เพราะหากมีความพยายามที่จะให้ความช่วยเหลือนายทักษิณ จนสุดท้ายแล้วไม่ได้ถูกจำคุกในเรือนจำ แต่กลับพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ราวกับว่าไม่ได้เป็นการรับโทษใดๆ เลย ดังนั้นจึงควรมีวิถีทางของกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องดำเนินการต่อไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

เมื่อถูกถามว่าหากนายทักษิณไม่เดินทางกลับมาประเทศไทย ข้าราชการที่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือไม่นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวว่าหลายคนคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน ในฐานะของพรรคฝ่ายค้าน พวกเราพยายามที่จะท้วงติงถึงประเด็นนี้มาโดยตลอด และไม่เข้าใจว่าเหตุใดหลายคนจึงคิดราวกับว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยงต่อไป สิ่งใดที่ผิดก็ต้องเป็นไปตามผิด

“โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14

นายรังสิมันต์ มองว่านายทักษิณควรจะเดินทางกลับมาประเทศไทยเพื่อเข้ารับฟังคดีที่เกี่ยวข้อง ในเมื่อท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ รัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อาจจะเข้ามารับตำแหน่งภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว แต่เหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นแล้ว และนางสาวแพทองธารไม่ได้ดำเนินการใดๆ หรือแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีเรื่องชั้น 14 ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในเมื่อจะต้องมีข้าราชการที่ต้องรับผลทางกฎหมายบางประการ อยากให้บรรดาผู้นำและผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้กระทำผิด ไม่ใช่หลีกหนีไป

ทำไม “ทักษิณ” ควรกลับมาฟังคดีชั้น 14?

ประเด็นสำคัญที่นายรังสิมันต์ โรมเน้นย้ำคือความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม การที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การหลีกเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมโดยการพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลานาน สร้างความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม การที่นายทักษิณกลับมาฟังคดีและเข้าสู่กระบวนการอย่างถูกต้อง จะเป็นการแสดงความเคารพต่อกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การที่ข้าราชการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน หากมีการใช้อำนาจในทางมิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ควรจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย การที่ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด จะทำให้สังคมมีความยุติธรรมและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

  • ความสำคัญของการเคารพกระบวนการยุติธรรม
  • ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ
  • การสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมาย

การที่นายรังสิมันต์ โรมออกมาเรียกร้องให้ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14 นั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของสังคมต่อการเลือกปฏิบัติและการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง การที่ทุกคนเคารพกฎหมายและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมที่ยุติธรรมและโปร่งใสอย่างยั่งยืน และนี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

การกลับมาครั้งนี้ของ “ทักษิณ” จึงเป็นบททดสอบสำคัญ ว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยจะสามารถดำเนินการไปได้อย่างเที่ยงตรงและเป็นธรรมหรือไม่ และสังคมไทยจะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งและความแตกแยกไปสู่ความสมานฉันท์และความปรองดองได้หรือไม่ ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่การตัดสินใจและก้าวเดินต่อไปของ “ทักษิณ” ในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “โรม” แนะ “ทักษิณ” กลับมาฟังคดีชั้น 14 อย่าคิดว่าอำนาจจะอยู่ยั้งยืนยง

ภูมิใจไทยลุ้น “คดีนายกฯ” เตรียมซักฟอก!

“โฆษกพรรคภูมิใจไทย” ไม่แปลกใจหลัง “อนุทิน” พบ “ลุงป้อม” เหตุ รู้จักคนเยอะ โพสต์โซเชียลตลอด ย้ำ สส.พรรคภูมิใจไทย รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ” หากรอดเตรียมยื่นซักฟอก ม.151-152 ทันที

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีนายกฯ ว่า ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร เพียงแต่มาร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งวันนี้ไม่ได้มีแค่เพียงพรรคภูมิใจไทย แต่มีพรรคอื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นลบ นางสาวแนน ระบุถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยว่าขอให้เราได้มีเวลาได้พูดคุยกันอีกรอบ และคงไม่คิดไปล่วงหน้าก่อนว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขณะนี้เราก็รอสถานการณ์เหมือนทุกพรรคการเมืองตอนนี้

ส่วนที่มีการตีความว่านายอนุทินมีการเดินสาย มีการไปทานข้าวหน้าไก่และพบปะกับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหรือไม่นั้น น.ส.แนน เผยว่า นายอนุทินมีเพื่อนพี่น้องคนรู้จักเยอะ การที่ไปทานข้าวกับใครก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร และหากติดตามเพจของนายอนุทินก็จะเห็นว่ามีโพสต์อยู่ตลอด จึงมองว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

เมื่อถามต่อว่าหากมีอุบัติเหตุทางการเมือง ยืนยันได้หรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยยังเหนียวแน่นกับพรรคร่วมอื่นได้ น.ส.แนน ระบุว่า ไม่ขอให้ความเห็นเรื่องในอนาคต เพราะต้องดูสถานการณ์ของวันนี้ จนกว่าจะมีคำตัดสินของศาล และเราจะเดินหน้าอะไรอย่างไรต่อไปค่อยว่ากันอีกที แต่ถ้าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบวกกับนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยก็ยังยืนยันทำหน้าที่ในส่วนของนิติบัญญัติต่อไป เพราะสภาก็ยังอยู่ไม่มีปัญหาอะไร

ทั้งนี้ น.ส.แนน กล่าวต่อว่า ตนเคยให้สัมภาษณ์ก่อนสมัยเปิดการประชุม หากตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังเป็นนางสาวแพทองธารอยู่ ก็พร้อมที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 และ 152

โฆษกพรรคภูมิใจไทยย้ำ สส. รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ”

พรรคภูมิใจไทยจับตา “คดีนายกฯ” อย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน คดีนายกฯ กำลังจะถูกอ่านในไม่ช้า ท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคภูมิใจไทย หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ที่ล่าสุด โฆษกพรรคได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำถึงการรวมตัวของ สส.พรรค เพื่อติดตามสถานการณ์ คดีนายกฯ อย่างใกล้ชิด โดยหากผลการวินิจฉัยออกมาเป็นคุณ พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ในส่วนของนิติบัญญัติต่อไป แต่หากผลออกมาเป็นลบ ก็ขอให้มีการพูดคุยหารือกันภายในพรรคอีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ น.ส.แนน ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวการพบปะกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากทั้งสองท่านเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และรู้จักผู้คนมากมาย การพบปะทานข้าวกันจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ หากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบวกต่อนายกรัฐมนตรี น.ส.แนน ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงพร้อมที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 และ 152 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพรรคในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของโฆษกพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคในการรับมือกับทุกสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนของการสนับสนุนรัฐบาล และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้

ที่มา – “โฆษกพรรคภูมิใจไทย”ย้ำ สส. รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ” หากรอดเตรียมยื่นซักฟอก ม.151-152 ทันที

Scroll to top