นายกคนที่ 32

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. สรุป

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนโผ ครม. ที่มีรัฐมนตรีบางคนอาจมีปัญหาด้านคุณสมบัติ โดยกล่าวสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ “ส่วยสัญชาติ” ซึ่งนายอนุทินได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงโผ ครม. อันเนื่องมาจากปัญหาคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางท่าน โดยนายอนุทินได้กล่าวว่า วันนี้มาคุยเรื่องการค้า เรื่องผู้ประกอบการ มากกว่าที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเมืองภายในพรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 17 กันยายน นายอนุทิน ตอบกลับมาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” ซึ่งเป็นการตอบที่ไม่เคลียร์และทำให้เกิดความสงสัยในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์การเมือง

อนุทินลั่น ยุคนี้ต้องไม่มี “ส่วยสัญชาติ”

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ กรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ออกมาร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการทำพาสปอร์ตถาวร นายอนุทินกล่าวว่า “ต้องไม่มีซิ” และย้ำว่าหากได้เข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องพวกนี้จะต้องหมดไปในสมัยของตน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้น

ประเด็น “ส่วยสัญชาติ” นี้ถือเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย และการออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวของนายอนุทินในครั้งนี้ สร้างความหวังให้กับประชาชนว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ผู้นำทางการเมืองออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชน

อนาคตของ ครม. จะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ส่วยสัญชาติ” ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รอให้นายอนุทินเข้ามาจัดการ หากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชนต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.-จ่อเชือด ขรก.มหาดไทย เอี่ยว “ส่วยสัญชาติ”

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ ครม. แล้วเมื่อไหร่พร้อมลุย

นายกฯ อนุทิน นั่งหัวโต๊ะร่วมประชุมสภาหอการค้าไทย ระบุ ทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม.แล้ว ชี้โปรดเกล้าฯ เมื่อไหร่ลุยงานทันที เผย “เอกนิติ” เลือก “วรภัค” มากับมือ โว เร่งเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี ธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมาวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตน เจอกันมานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันเป็นอย่างดี สิ่งที่ตนมาวันนี้ เพื่อมาพบทุกท่านและนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแนะนำให้รู้จัก เชื่อว่าหลายคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้ตั้งใจมารับฟังรายละเอียด และรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นรัฐบาลที่จะเน้นในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่

ขอแนะนำผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของตนซึ่งตนได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดฯ ก็จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้แนะนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้ผู้ร่วมประชุมได้รู้จัก โดยในขณะที่แนะนำ ว่าที่รัฐมนตรี นายอนุทิน ได้กล่าวถึงนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เป็นคนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อในฝีมือการทำงาน คัดเลือกมาเองกับมือ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยระบุว่าได้ดำเนินการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มงานทันทีเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ

การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของนายอนุทิน สร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการเข้าบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ถือเป็นวาระเร่งด่วน

ความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่เข้าพบกับสภาหอการค้าไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การที่นายอนุทินได้แนะนำนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้มีความพร้อมและมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถนำนโยบายที่ได้แถลงไว้ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ และกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

ที่มา – “อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

ชูวิทย์เตือน! ภูมิใจไทยคะแนนขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

“ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “พรรคภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทาง “พรรคประชาชน” พร้อมเหน็บการเมืองของผู้ใหญ่กับของเด็กมันต่างชั้นกัน

วันที่ 18 กันยายน 2568 มีรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “เตือนกันแล้วไม่ฟัง วันนี้พรรคประชาชนจะแก้ตัว จะอภิปราย จะล้มรัฐบาล หากไม่ทำตาม MOA แต่ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยเขาครื้นเครง คะแนนพุ่งปรู๊ดปร๊าด สส. เดินเข้าพรรค บันไดไม่แห้ง ไม่มีใครไปสนใจ MOA แต่ที่คนสนใจมากกว่ากลับเป็นพรรคประชาชน ที่พลาดแล้วร้องเสียงหลงตีอกชกตัวเองเหมือนเด็ก

เห็นหรือยังว่า การตัดสินใจยุบสภาเลย กับรออีก 4 เดือน ค่อยยุบสภา มันต่างกันเยอะ คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยสูงขึ้น แต่พรรคประชาชนกลับต่ำลง การเมืองของผู้ใหญ่ กับของเด็กมันต่างชั้นกัน เมื่อคนหนึ่งกินไวน์ อีกคนกินนม ผลลัพธ์จึงเป็นอย่างที่เห็น

เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนต้องไปทบทวนตัวเองว่า ทำไมพลาดแล้วพลาดอีก เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่าไปฝันว่าจะได้คะแนนเหมือนตอนรุ่งๆ ในเมื่อคนที่เขาเลือกมาเตือนแล้วเตือนอีกแต่ไม่ฟัง”.

สถานการณ์การเมืองไทยช่วงนี้ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์หยิบยกขึ้นมาคือ การที่พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับพรรคประชาชนที่คะแนนนิยมลดลง

“ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “ภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

นายชูวิทย์ได้แสดงความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่าได้เตือนพรรคประชาชนแล้ว แต่ไม่เป็นผล ทำให้พรรคพลาดโอกาสสำคัญทางการเมือง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ของนายชูวิทย์เน้นไปที่ความแตกต่างในการตัดสินใจและยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรค โดยเปรียบเทียบการเมืองของผู้ใหญ่กับการเมืองของเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงประสบการณ์และความเข้าใจในเกมการเมืองที่แตกต่างกัน

ทำไมคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยถึงสูงขึ้น?

ปัจจัยที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นอาจมีหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการดำเนินนโยบายที่เข้าถึงประชาชน และการมี ส.ส. ย้ายเข้าพรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในพรรค นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมและสื่อสารไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คะแนนนิยมของพรรคเพิ่มสูงขึ้น

ในทางตรงกันข้าม พรรคประชาชนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาฐานเสียงเดิม และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในวงกว้าง การพลาดโอกาสในการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ และการไม่รับฟังคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง

การเมืองไทยในปัจจุบัน: ความท้าทายและโอกาส

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ การที่นายชูวิทย์ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานของตนเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคการเมืองใดจะสามารถคว้าใจประชาชนและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

พรรคการเมืองต่างๆจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น นอกจากนี้ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

การวิเคราะห์ของนายชูวิทย์เป็นเพียงมุมมองหนึ่งของสถานการณ์ทางการเมืองไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมือง

ในท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศ การที่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในประเด็นต่างๆ และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองอย่างสม่ำเสมอ และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทยครั้งนี้ ทำให้หลายคนหันมาสนใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำเนินงานของพรรคการเมืองต่างๆ มากขึ้น และหวังว่าพรรคการเมืองทุกพรรคจะนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ของตนเอง เพื่อให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “ภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์: จากอธิบดี สู่ รมช.มหาดไทย

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” เส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดา จากอดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล สู่ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย สมัยแรก ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งว่าที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยป้ายแดง หลายคนอาจสงสัยว่าใครคือ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ และมีประวัติความเป็นมาอย่างไร บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวของท่าน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้จัดตั้งทีมพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.อนุทิน 1 ซึ่งมาจากพรรคร่วม และบุคคลภายนอก มาร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมลงนามกับหัวหน้าพรรคประชาชน ภายใต้ข้อตกลง MOA จำนวน 5 ข้อ แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคเพื่อไทยบางส่วน ได้เปิดตัวเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ได้ยื่นลาออกจากการเป็น สส. และมีความชัดเจนว่าจะมารับตำแหน่ง ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประวัติ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์”

สำหรับประวัติของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2504 ปัจจุบันอายุ 64 ปี (ณ ปี พ.ศ. 2568) ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และปริญญาโท คณะบริหารการป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ ท่านยังผ่านการอบรมในหลักสูตรต่างๆ มากมาย อาทิ สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สจว.88), นักปกครองระดับสูง สถาบันดำรงราชานุภาพ (นปส.53), ประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า (ปศส.13), หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.59), หลักสูตรนักบริหารการเงินการคลังภาครัฐระดับสูง (นงส.5) และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.10) เป็นต้น

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ กับเส้นทางราชการ

นายศักดิ์ดา เริ่มต้นชีวิตราชการในกรมป่าไม้ โดยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด และได้ย้ายไปปฏิบัติงานในหลายจังหวัด ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 8 และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 พิษณุโลก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในช่วงปี 2554-2557 ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปัตตานี ก่อนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการสำนักป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ในช่วงนั้น ท่านมีผลงานเป็นผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดีข้าราชการระดับสูง และนักการเมืองระดับประเทศ ในข้อหาบุกรุกอุทยานเขื่อนศรีนครินทร์ บริเวณอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และปลูกบ้านริมเขื่อน 3 หลัง จนกระทั่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุกจำเลยในที่สุด หลังจากนั้น ท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ และรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนี้ นายศักดิ์ดาได้นำทีมออกปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกป่าชายเลน จับกุมผู้บุกรุกจำนวนมาก และสามารถยึดคืนป่าชายเลนกลับมาฟื้นฟูได้มากถึง 3-4 หมื่นไร่

ต่อมาในปี 2561 ท่านถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในช่วงปี 2563 ท่านเคยออกมาเปิดเผยในการประชุมวาระพิจารณางบประมาณแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่ามีอนุกรรมาธิการบางคนโทรศัพท์เรียกเงินจำนวน 5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการผ่านงบประมาณ และได้เกษียณอายุราชการในปี 2564

จาก สส.เพื่อไทยสมัยแรก สู่ว่าที่ รมช.มหาดไทย ใต้รัฐบาลอนุทิน

ต่อมา นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้เข้าสู่สนามการเมืองโดยลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 และได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก แต่ภายหลังพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมา 2 ปีเศษ และมีเหตุให้นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 คนของพรรคเพื่อไทย คือ นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นไป ส่งผลให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น นายศักดิ์ดา ประกาศตัวนำ สส. รวม 8 คน สนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี หันหลังให้กับพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 โดยให้เหตุผลว่า

“ประชาชนที่เลือกผมมา ต่างฝากความหวังกับรัฐบาลที่ผมสังกัด แต่การแก้ปัญหาดังกล่าวล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผมจึงต้องออกมาต่อสู้ เพื่อแก้ปัญหาและปกป้องประชาชนในพื้นที่ผม ผมขอรับผิดชอบในการตัดสินใจของผม หากในวันนี้การกระทำของผมทำให้ใครบางคนต้องผิดหวัง ผมก็น้อมรับแต่เพียงผู้เดียว”

ในท้ายที่สุด ภายหลังการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 จากนั้น 4 วันให้หลัง (9 กันยายน 2568) นายศักดิ์ดา ได้ยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอลาออกจากการเป็น สส. ส่งผลให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 ขึ้นใหม่ในวันที่ 19 ตุลาคม 2568 และนายศักดิ์ดานั้น มีชื่อเตรียมเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ในเก้าอี้ มท.3

การเปลี่ยนผ่านจากข้าราชการสู่การเป็นนักการเมืองของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย อนาคตทางการเมืองของท่านจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

ที่มา – ประวัติ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” อดีตอธิบดี ทบ. สู่ สส.เพื่อไทย จ่อ รมช.มหาดไทยป้ายแดง

“เอกนัฏ” แจงเหตุลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

“ขิง เอกนัฏ” ทิ้งเลขาฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ เหตุแนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ยอมรับถ้าย้ายค่าย ภูมิใจไทยตัวเลือกแรก ไม่อยากให้มองพรรคแตกหัก-อวสาน เผยจุดแตกหักปมกลับลำโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 17 กันยายน 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงกรณี “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ว่า ช่วงเช้าวันนี้ตนได้ยื่นหนังสือเพื่อลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) กับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าตนกับนายพีระพันธุ์ไม่มีความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งท่านเป็นนักการเมืองน้ำดีคนหนึ่ง แต่ในบทบาทของตนที่ทำหน้าที่เลขาธิการพรรคมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หากจะทำงานต่อในสภาวะความคิดเห็นที่แตกต่างกันจะไม่เป็นผลดีต่อพรรค ตนจึงยินดีลาออกเพื่อให้ กก.บห.พรรคมีเอกภาพมากกว่านี้

“ในช่วงหลังโดยเฉพาะช่วงที่มีกระแสข่าวคลิปเสียง และช่วงของการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ด้วยการทำงานที่ระยะเวลาอีก 4-5 เดือนจะมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าหากยังปล่อยให้เป็นสภาพแบบนี้ต่อไปคงไม่เป็นผลดีต่อทางพรรคแน่ วันนี้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค แต่ก็ยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ และก็ยังดำรงตำแหน่ง สส. แม้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีก็ยังสานต่อภารกิจที่ยังคงค้างไว้ที่อยู่ในกระทรวงอุตสาหกรรม เช่น ร่างพระราชบัญญัติโรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….”

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพร่วมรับประทานอาหารร่วมกันกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ กล่าวว่า ตนกับนายอนุทินมีการพูดคุยกันตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะเราเคยร่วมรัฐบาลกันมาก่อน 2 ปี โดยนายอนุทินเป็นคนขออนุญาตมาพูดคุยด้วย เนื่องจากทราบว่าตนและกลุ่ม สส.ชุมพร จะไปทานข้าวกัน ซึ่งนายอนุทินถามว่าอยู่ที่ไหนและขออนุญาตมาร่วมพูดคุยด้วย ส่วนเรื่องที่มีหารือในวงทานข้าว นายชุมพล จุลใส พร้อมกลุ่ม สส. ที่ไปร่วมทานข้าว เปิดเผยว่าอยากไปทำงานร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ตนก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร และก็ขอให้พรรคภูมิใจไทยดูแล สส.ด้วย

“จริงๆ ถ้าผมจะทำการเมืองต่อ พรรคภูมิใจไทยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง จุดยืนไม่ต่างกัน ที่อยากทำงานปกป้องสถาบันเสาหลักของชาติ ผมว่าอยู่ในใจผมอยู่แล้ว แต่รายละเอียดการทำงานก็ต้องให้โอกาสผมตัดสินใจพิจารณาก่อน เป็นเพราะผมไม่เคยทำอย่างอื่นนอกจากเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ”

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าถึงจุดแตกหักอวสานของพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว นายเอกนัฏ ตอบว่า ไม่อยากให้คิดเช่นนั้น ตนอยากให้มีพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ ไม่อยากให้มองว่าจะทำให้พรรคแตก การที่ตนออกจากพรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยเสียงของ กก.บห. ที่แตกออกเป็น 2 ข้าง และไม่ใช่ครั้งแรก มีหลายเรื่อง ตนคิดว่าทำให้ตรงไปตรงมา ขยับออกให้ชัดเจนดีกว่า อีกทั้งตนก็ยังไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ได้พูดคุยกับหัวหน้าเพื่อยื่นใบลาออก แต่เจตนาไม่อยากให้พรรคแตก อยากทำงานการเมืองต่อกับพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่ในพื้นที่เมื่อวันนี้มีความชัดเจนว่า 4-5 เดือนจะถึงกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ทุกทีมก็มีอิสระที่จะตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน เราไม่ได้ปิดกั้น

“ผมยังรักและผูกพันกับพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ พูดตามตรงเป็นไปได้ไม่ได้อยากไปไหนเลย แม้ว่าวันนี้จะออกจาก กก.บห.พรรค ก็ยังไม่ได้อยากไปไหน ขอให้เวลาตัดสินใจหน่อย”

ทางด้านกระแสข่าวว่าจุดที่ทำให้พรรคแตกหักมาจากการโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น นายเอกนัฏ เผยว่า ตนไม่ได้อยากพูดให้มีความรู้สึกไม่ดีต่อกัน เอาเป็นว่าไม่มีฝั่งไหนที่คิดผิดหรือถูกในทางการเมือง แต่มีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องของการแสดงจุดยืน สำหรับตนคิดว่าทุกคนต้องมีความชัดเจนในจุดยืน ตนไม่ชอบทำอะไรที่เก้ๆ กังๆ กล้าๆ กลัวๆ ที่ผ่านมามีส่วนหนึ่งใน กก.บห. ที่คิดว่าควรจะงดออกเสียง แต่ตนคิดว่าในสถานการณ์บ้านเมืองที่ยุบสภาก็ไม่ได้ แล้วต้องเลือกซ้ายหรือขวานั้น ตนจะไม่ใช่ประเภทที่ทิ้งไว้ระหว่างทางหรืออยู่ตรงกลาง คิดว่าต้องไปทางใดทางหนึ่ง จึงโหวตให้นายอนุทิน แต่ไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล คล้ายกับพรรคประชาชน ไม่ได้มีการไปต่อรองเรื่องตำแหน่ง

ขณะเดียวกัน ตนพูดในที่ประชุม กก.บห. รวมถึงที่ประชุม สส. ชัดเจนว่าการตัดสินใจที่โหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นคนละเรื่องกับการตัดสินใจที่จะเข้าหรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล ไม่เกี่ยวข้องกับการไปรับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ใน กก.บห. ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่บางครั้งเวลาที่มีจุดยืนทางการเมืองที่มีความสำคัญ และมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน คงจะไม่เป็นผลดี ตนคิดว่าคนใดคนหนึ่งต้องไขก๊อก หากไม่มีใครออกตนก็ยินดีที่จะออก ไม่ได้ติดอะไร.

“เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์”

ทำไม “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ถึงเป็นประเด็นร้อน?

การลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้สร้างความสนใจในวงกว้างถึงสาเหตุและความเป็นไปได้ในอนาคตทางการเมืองของทั้งตัวนายเอกนัฏเองและพรรครวมไทยสร้างชาติ การที่นายเอกนัฏออกมา “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” นั้นแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในพรรคที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพและการดำเนินงานของพรรคในอนาคต

สถานการณ์นี้ยังเป็นที่น่าจับตามองว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้กับการเลือกตั้งครั้งใหม่ การตัดสินใจของนายเอกนัฏในการ “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” อาจเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเอกภาพ

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงลาออกเลขาฯ รทสช. แนวคิดต่าง “พีระพันธุ์” ไม่อยากให้มองแตกหัก-อวสาน

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตร

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.อนุทิน 1” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้านตึกบัญชาการ 1 ส่งทีมงานดูห้องช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

วันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)

พร้อมกันนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 อีกด้วย

สำหรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
  • นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 คน ได้แก่

  • นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล
  • นายนภินธร ศรีสรรพางค์
  • นายสันติ ปิยะทัต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมแล้วมีถึง 11 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา จึงต้องดูว่าจะมีการจัดสรรห้องทำงานกันอย่างไร.

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน การจัดเตรียมสถานที่ รวมถึงการปรับปรุงห้องทำงานต่างๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล

ความสำคัญของการถ่ายรูปติดบัตร

ขั้นตอนการถ่ายรูปติดบัตรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ การมีรูปถ่ายที่ชัดเจนและเป็นทางการจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน

การเตรียมการของทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดเตรียมสถานที่ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และเป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีจำนวนมากถึง 11 ตำแหน่งนั้น น่าติดตามว่าจะมีการแบ่งงานและมอบหมายความรับผิดชอบกันอย่างไร เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ปัดฝุ่นโต๊ะทำงานยุค “ลุงตู่” นำมาใช้ปฏิบัติหน้าที่ หลังถูกเก็บเข้ากรุสมัย “เศรษฐา-แพทองธาร” หันหน้าทิศตะวันออก เสริมงานปัง

วันที่ 16 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ช่วงเย็นวันที่ 16 ก.ย. เวลา 16.25 น. รถ 6 ล้อ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้ทยอยขนเฟอร์นิเจอร์ชุดทำงานในส่วนของทีมงานนายกฯ มายังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นของเดิมที่เก็บไว้บ้านพิษณุโลก หลังรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มีการเปลี่ยนใหม่ โดยนำชุดเฟอร์นิเจอร์มาเอง และใช้จนถึงรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และได้ขนย้ายออกหมดแล้ว

ขณะที่ โต๊ะทำงานนายกรัฐมนตรีได้ถูกนำมาไว้ที่ห้องทำงานนายกฯ ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานที่ใช้ตั้งแต่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และใช้ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ และมาเปลี่ยนรัฐบาลนายเศรษฐา และรัฐบาล น.ส.แพทองธาร โดยโต๊ะนายกฯได้จัดให้หันหน้าไปทางทิศเดิมคือทิศตะวันออก ซึ่งตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่าช่วยส่งเสริมความเจริญรุ่งเรือง ความก้าวหน้า

“อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ เสริมงานปัง

กลายเป็นที่ฮือฮาในแวดวงการเมืองเมื่อมีการเปิดเผยว่านายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำโต๊ะทำงานเก่าแก่ที่เคยใช้ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาใช้อีกครั้งในการปฏิบัติหน้าที่ ณ ทำเนียบรัฐบาล การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย แต่ยังจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงนัยยะทางการเมืองและเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ยอีกด้วย

ทำไม “อนุทิน” ถึงเลือกใช้โต๊ะทำงานตัวเก่า?

เหตุผลหลักที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือความเชื่อในเรื่องของฮวงจุ้ย โดยมีการกล่าวอ้างว่า โต๊ะทำงานตัวดังกล่าวถูกจัดวางให้หันไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศที่เป็นมงคลตามหลักฮวงจุ้ย เชื่อกันว่าจะช่วยเสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าในการทำงาน นอกจากนี้ การที่โต๊ะทำงานตัวนี้เคยถูกใช้งานโดยนายกรัฐมนตรีหลายท่านก่อนหน้านี้ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้นายกฯ อนุทินรู้สึกมั่นใจและสบายใจที่จะนำกลับมาใช้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม อีกมุมหนึ่งก็มองว่า การนำโต๊ะทำงานเก่ากลับมาใช้ อาจเป็นสัญลักษณ์ของการประหยัดและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของรัฐบาล หรืออาจเป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่ออดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยใช้โต๊ะตัวนี้มาก่อน ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไรก็ตาม การตัดสินใจของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ ก็ได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจและถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

ความเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยกับการทำงาน

  • ทิศทางของโต๊ะทำงาน: การหันหน้าไปทางทิศตะวันออกถือเป็นทิศมงคล
  • ตำแหน่งของโต๊ะทำงาน: ควรอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นประตูได้
  • ความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย: โต๊ะทำงานที่สะอาดและเป็นระเบียบจะช่วยเสริมสร้างสมาธิและความคิดสร้างสรรค์

ผลกระทบต่อการทำงานของนายกฯ อนุทิน

การที่นายกฯ อนุทินเลือกที่จะ “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” นั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และความเชื่อในฮวงจุ้ย ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจและการทำงานของท่านได้ เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลดีต่อการบริหารประเทศชาติมากน้อยเพียงใด

ในท้ายที่สุด การเลือกใช้โต๊ะทำงานของนายกฯ อนุทิน ไม่ว่าจะมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างไร ก็เป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่ควรได้รับการเคารพ และเราในฐานะประชาชนก็ควรให้ความสำคัญกับการทำงานและนโยบายของรัฐบาลมากกว่าเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคล

ที่มา – “อนุทิน” ใช้โต๊ะทำงานตำแหน่งนายกฯ ชุดเดียวกับ “บิ๊กตู่” เสริมงานปัง

“อนุทิน” สักการะศาลหลักเมืองวัดพระแก้ว จ่อลงนาม ครม.

นายกฯ สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว ก่อนลงนามรายชื่อ “ครม.อนุทิน 1” ขึ้นทูลเกล้าฯ บอกเสร็จสิ้นภารกิจไปอีกเปราะ ขณะ “บิ๊กเล็ก” ว่าที่ รมว.กลาโหม รอรับ พลาดลื่นล้มแต่ไม่ได้รับบาดเจ็บ

เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 16 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมายังศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร หลังตรวจสอบรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รอต้อนรับอยู่

โดยจุดแรกนายกรัฐมนตรีได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์บริเวณหอพระ ซึ่งระหว่างทางที่จะเดินขึ้นไปยังหอพระ พล.อ.ณัฐพล ที่เดินตามข้างหลังเกิดลื่นล้มบริเวณหน้าบันไดทางขึ้นหอพระ คาดว่าเป็นเพราะถุงเท้าทำให้ลื่น แต่ พล.อ.ณัฐพล ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ร้องอุทานด้วยความตกใจ

ต่อมา นายอนุทิน ได้ผูกผ้าแพร 3 สี จากนั้นถวายพวงมาลัยศาลหลักเมือง และสักการะศาลเทพารักษ์ทั้ง 5 พร้อมเติมน้ำมันตะเกียงพระประจำวันเกิด ขณะที่ประชาชนที่มาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ศาลหลักเมืองต่างตะโกนให้กำลังใจนายอนุทิน ว่า “นายกฯ สู้ๆ” โดยนายอนุทินจะหันไปยกมือไหว้ขอบคุณ ก่อนที่จะเดินข้ามถนนจากศาลหลักเมืองมายังพระบรมมหาราชวัง (วัดพระแก้ว) และเดินเข้าทางประตูสวัสดิโสภา เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาที ก่อนเดินทางออกมาพร้อมบอกผู้สื่อข่าวว่า “นำบุญมาฝาก” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวสาธุพร้อมกัน

เมื่อถามว่าเสร็จภารกิจจากวัดพระแก้วจะเดินทางไปที่ไหนต่อนั้น นายอนุทิน ระบุว่า ต้องรอลงนามรายชื่อคณะรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส่วนสถานที่จะใช่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ ต้องรอให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งอีกครั้ง พร้อมกับปล่อยมุกและพูดติดตลกว่า “ไปร้านลาบมั้ง”

ทางด้านคำถามว่า วันนี้รู้สึกสดชื่นหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็วันนี้เสร็จภารกิจที่เกี่ยวกับการทูลเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีแล้ว ก็ถือว่าผ่านไปอีกเปราะ แต่ก็ยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่ยังต้องทำ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าระหว่างที่นายอนุทิน จะขึ้นรถออกจากบริเวณหน้าวัดพระแก้ว มีนักท่องเที่ยวชาวตุรกีที่เมื่อทราบว่านายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีจึงเข้ามาขอถ่ายรูป และเมื่อรถเคลื่อนออกไปจากบริเวณหน้าวัดพระแก้ว นักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าวยังได้โบกมือให้ด้วย.

สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว “อนุทิน” จ่อลงนามรายชื่อ ครม. ก่อนทูลเกล้าฯ

“อนุทิน” สักการะศาลหลักเมืองวัดพระแก้ว ก่อนลงนาม ครม.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ก่อนที่จะลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถือเป็นการเริ่มต้นการทำงานอย่างเป็นทางการของรัฐบาลใหม่ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

การเดินทางไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญของผู้นำประเทศ เพื่อความเป็นสิริมงคลและความสำเร็จในการบริหารประเทศ การที่นายอนุทินให้ความสำคัญกับพิธีกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรม แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย

การลงนามในรายชื่อคณะรัฐมนตรี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากนี้จะต้องมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเริ่มดำเนินงานตามนโยบายที่ได้วางไว้ ประชาชนต่างคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

สำหรับใครที่ต้องการไปสักการะศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน แต่ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย เพื่อเป็นการเคารพสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ที่มา – สักการะศาลหลักเมือง-วัดพระแก้ว “อนุทิน” จ่อลงนามรายชื่อ ครม. ก่อนทูลเกล้าฯ

“จิรายุ” จี้ตรวจเข้มคุณสมบัติ รมต. รัฐบาลอนุทิน

“จิรายุ” จี้ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ตรวจเข้มคุณสมบัติรัฐมนตรีใหม่ อย่า 2 มาตรฐาน แนะ “อนุทิน” ส่งให้ “เท้ง ณัฐพงษ์” ช่วยกลั่นกรองในฐานะนั่งร้านน้ำเงิน ด้าน “อนุสรณ์” ไม่คาดหวัง “รัฐบาลอนุทิน” โยนเป็นเรื่อง ปชน.-ภท.

วันที่ 16 ก.ย. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิด ครม.เต้าหู้ยี้ ขอเรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบคุณสมบัติในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ให้ครบ ทั้ง 14 หน่วยงาน

ทั้งนี้เพราะในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา สลค.ได้เคร่งครัดในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทุกคนอย่างรอบด้าน ซึ่งที่ผ่านมาใช้เวลากว่า 30 วันในการกลั่นกรองคุณสมบัติและตรวจประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งทุกตำแหน่งเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

“รัฐบาลชุดนี้ ต้องไม่เต้าหู้ยี้ ทั้งนี้พรรคประชาชนในฐานะผู้โหวตเป็นนั่งร้านให้รัฐบาลนี้ ก็ต้องช่วยกันตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรีทุกคน ซึ่งนายกรัฐมนตรีควรส่งให้หัวหน้าพรรคประชาชน ช่วยกลั่นกรอง ช่วยตรวจสอบคุณสมบัติก่อนเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สลค.เพื่อความโปร่งใส เพราะทุกวันนี้พี่น้องประชาชนไม่เชื่อมั่นในพรรคประชาชนที่ไปทำ MOA ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้กับน้ำเงิน ผีไม่เผาเงาไม่เหยียบกันมาตลอด“

“อนุสรณ์” ไม่คาดหวัง “รัฐบาลอนุทิน” ชี้ ให้เป็นเรื่องปชน.-ภท. 

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีถูกถามว่าคาดหวังอะไรต่อการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า ตนคงไม่ได้ไปอยู่ในสถานะที่จะไปคาดหวังอะไรต่อนายอนุทินได้ เพราะตนไม่ได้เลือก ไม่ได้ขานชื่อนายอนุทิน ให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เท่าที่ดู ดิจิตอลฟุตปริ๊นท์รวบรวมไว้ นายอนุทิน ประกาศชัดถ้อยชัดคำหลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระว่า หัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็จะไม่มาเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่นายอนุทินก็พลิกลิ้น กลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ก็บอกเองว่า ไม่ได้เลือกนายอนุทินไปทำงาน ไม่ได้เลือกให้ไปบริหาร แต่เลือกให้ไปยุบสภา ดังนั้น งานอื่นที่อยู่นอกเหนือจากการยุบสภาให้พรรคประชาชนไปติดตามตรวจสอบกันเอาเอง ส่วนท่าทีของนายอนุทิน ที่ทำให้สังคมกังวลว่าจะเข้าไปแทรกแซงคดีเขากระโดง คดีฮั้วสว.หรือไม่ ก็ต้องให้พรรคประชาชนเข้าไปตรวจสอบเอง ระวังว่าข้อตกลงตาม MOA จะกลายเป็นเพียงสี TOA หรือสีทนได้หรือไม่ ข้อตกลง 5 ข้อที่ตกลงกันไว้ยังอยู่ครบหรือไม่ เมื่อถามว่า เวลา 4 เดือนของนายอนุทิน หากเข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของข้าราชการ รวมถึงการส่งสัญญาณเตรียมย้ายล้างบางในบางกระทรวงถือว่าเหมาะสมหรือไม่ นายอนุสรณ์ ตอบว่า ก็ชัดเจนว่า คำตอบอยู่ในคำถาม คนทั้งบ้านทั้งเมืองเห็นว่าหากเข้าไป 4 เดือนแล้วย้ายล้างบาง หรือเอาเฉพาะคนที่ผ่านการทำงานในจังหวัดของผู้มากบารมีในพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น ที่จะสามารถมาทำงานได้ สังคมจะอยู่กันอย่างไร พรรคเพื่อไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ เพื่อให้ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้มา ส่วนพรรคใดมีดีล ให้ช่วยเหลือคดีบางคดีหรือไม่ วันนี้สังคมตัดสินใจได้

“การเมืองในภาวะที่ไม่ปกติ เอาเจตนารมณ์ของประชาชนไปปู้ยี่ปู้ยำ เอาไปโหวตตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย กาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม น่าจะจริง เพราะกาก้าวไกล ได้นายอนุทิน เป็นนายกฯ ได้รัฐบาลเสียงข้างน้อยทำอะไรไม่ได้ ฉะนั้นต้องรับผิดชอบกันเอง พรรคเพื่อไทยไม่เกี่ยว” นายอนุสรณ์ กล่าว

จับตา: “จิรายุ” จี้ตรวจเข้มคุณสมบัติ รมต. รัฐบาลอนุทิน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ แม้ว่าจะมีรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นแล้วก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ การตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีใน รัฐบาลอนุทิน ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ใช้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีทุกคน โดยเน้นย้ำว่าในอดีต สลค. ได้ใช้เวลาถึง 30 วันในการตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากนี้ นายจิรายุ ยังเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรี ส่งรายชื่อรัฐมนตรีให้หัวหน้าพรรคประชาชนช่วยกลั่นกรองและตรวจสอบคุณสมบัติก่อนที่จะเสนอต่อ สลค. เพื่อความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะเดียวกัน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ได้แสดงความเห็นว่า ตนเองไม่ได้คาดหวังอะไรจากการเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้เลือกหรือสนับสนุนให้นายอนุทินดำรงตำแหน่งดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายอนุสรณ์ ได้กล่าวถึงท่าทีของนายอนุทินที่ทำให้สังคมกังวลว่าจะเข้าไปแทรกแซงคดีเขากระโดงและคดีฮั้วสว. โดยย้ำว่าพรรคประชาชนควรเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อตกลงตาม MOA กลายเป็นเพียง “สี TOA” หรือสีที่ทนได้ชั่วคราวเท่านั้นเอง

ประเด็นเรื่อง รัฐบาลอนุทิน จึงกลายเป็นที่จับตามองของสังคมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรี รวมถึงการดำเนินงานต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันตรวจสอบและให้ความสำคัญกับหลักการธรรมาภิบาล จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ รัฐบาลอนุทิน สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับของประชาชน

การตรวจสอบเข้มคุณสมบัติรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ที่มา – “จิรายุ” จี้ตรวจเข้มคุณสมบัติ รมต. แนะอย่า 2 มาตรฐาน- “อนุสรณ์” ไม่คาดหวัง “รัฐบาลอนุทิน”

Scroll to top