นายกยุบสภา

วราวุธ นำทีมลาออก! ซบภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้

“วราวุธ ศิลปอาชา” นำ 10 อดีต สส.ชาติไทยพัฒนา เขียนใบลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว นัดใส่เสื้อพรรคภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลแล้วนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ตั้งแต่ช่วงเช้าบรรดาอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคชาติไทยพัฒนาทั้ง 10 คน ประกอบด้วย นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรค, นายประภัตร โพธสุธน อดีตเลขาธิการพรรค, นายสรชัด สุจิตต์, นายนพดล มาตรศรี, นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ, นายเสมอกัน เที่ยงธรรม อดีต สส.สุพรรณบุรี, นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์, นายอนุชา สะสมทรัพย์, นายศุภโชค ศรีสุขจร อดีต สส.นครปฐม และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ อดีต สส.ร้อยเอ็ด ต่างทยอยเดินทางเข้าที่ทำการพรรค เพื่อเขียนใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา ต่อนายทะเบียนสมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนา

ทั้งนี้ ในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 15 ธันวาคม 2568 อดีต สส.ทั้ง 10 คนดังกล่าว นำโดยนายวราวุธ จะเดินทางไปสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยต่อไป.

วราวุธ นำ 10 อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นใบลาออก นัดใส่เสื้อภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้

การตัดสินใจของนายวราวุธ ศิลปอาชา และอดีต สส. ทั้ง 10 ท่านจากพรรคชาติไทยพัฒนาที่จะย้ายไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยนั้น ถือเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมือง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ได้

ทำไมวราวุธและอดีต สส. ชาติไทยพัฒนาถึงย้ายไปภูมิใจไทย?

แม้จะยังไม่มีการประกาศเหตุผลอย่างเป็นทางการ แต่มีการคาดการณ์ว่า การย้ายพรรคครั้งนี้อาจเป็นเพราะหลายปัจจัย เช่น ทิศทางทางการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของ สส. กลุ่มนี้ หรืออาจเป็นเพราะโอกาสและความท้าทายใหม่ๆ ที่พรรคภูมิใจไทยเสนอให้

การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงดูดอดีต สส. ที่มีประสบการณ์จากพรรคอื่นได้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความน่าสนใจของพรรคในสายตาของนักการเมืองหลายท่าน พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ และมีนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในหลายด้าน

การย้ายพรรคของกลุ่มนายวราวุธในครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าสนใจว่า จะส่งผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไรต่อไป จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในขั้วอำนาจหรือไม่ และจะมีผลต่อการตัดสินใจของนักการเมืองท่านอื่นๆ ในอนาคตอย่างไรบ้าง

อนาคตทางการเมืองของนายวราวุธและอดีต สส. ทั้ง 10 ท่านในพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไร จะสามารถสร้างผลงานและได้รับการยอมรับจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยและประชาชนได้หรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในวงการการเมือง สิ่งที่แน่นอนคือ นักการเมืองทุกคนต้องปรับตัวและพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนและประเทศชาติได้

ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด และร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตของเราและสังคมโดยรวม

การที่ วราวุธ นำ 10 อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นใบลาออก นัดใส่เสื้อภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่น่าสนใจและต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “วราวุธ” นำ 10 อดีต สส.พรรคชาติไทยพัฒนา ยื่นใบลาออก นัดใส่เสื้อภูมิใจไทย 15 ธ.ค.นี้

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

“จุลพันธ์” จี้ “พรรคประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย” รับผิดชอบทั้งคู่ หลังฉีก MOA ชิงยุบสภา ลั่นจากนี้ไม่ถามหาความจริงใจรัฐบาล ขอให้ทำตามกฎหมาย หากเลื่อนเลือกตั้งอ้างเหตุชายแดนก็ให้ลองดู เชื่อประชาชนไม่รอ

เมื่อเวลา 08.49 น. วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถึงกรณีการยุบสภาผู้แทนราษฎรของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม 2568) ว่า การตัดสินใจยุบสภาฯ ของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการขัดต่อหลักประชาธิปไตยและกระบวนการธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่ดีลนี้กันแล้วก็จะมีแต่ความผิดพลาด สุดท้ายก็ปรากฏชัด ซึ่งพรรคเพื่อไทยสงสัยมาตลอด ในความจริงใจของรัฐบาลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่รู้พรรคประชาธิปัตย์เพิ่งเห็นหรืออย่างไร เพราะเราพยายามบอกมาตั้งแต่ต้น จนสุดท้ายก็ปรากฏชัดในรัฐสภาที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ยกมือให้ ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถคุยกับ สว. ได้ หากจะมีคนเชื่อก็คงมีแต่พรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคการเมืองอื่นรู้อยู่แล้วว่ากระบวนการของ สว.กลุ่มนี้ มีความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยโยนกันไปมานั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ก็ต้องรับผิดชอบกันทั้งคู่ แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยขอแสดงความผิดหวังต่อรัฐบาล เพราะในสภาวะประเทศแบบนี้ ทั้งการปะทะชายแดน และน้ำท่วมที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ รัฐบาลกลับปัดทิ้งภาระความรับผิดชอบ เลือกที่จะหนีการตรวจสอบด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาฯ ทิ้งให้ประชาชนต้องเดือดร้อนต่อไป แม้จะมีกลไกของรัฐในการตรวจสอบ และทหารที่รับผิดชอบสถานการณ์ชายแดน

ขณะที่ความผิดหวังที่ 2 ที่พรรคเพื่อไทยรู้สึกคือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตั้งแต่การคุยกันกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีการขอให้ชะลอการยื่นซักฟอก มาตรา 151 (อภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ) แต่ยื่นข้อเสนอว่าหากลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 2 แล้วแพ้ จะเชื่อว่าความจริงใจของรัฐบาลไม่มี และจะมาร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น ตนมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่พรรคประชาธิปัตย์ไว้วางใจพรรคภูมิใจไทยเป็นการปล่อยหนูเข้าป่า เปิดโอกาสให้รัฐบาลยุบสภาฯ หนีโดยไม่ทันได้ตรวจสอบ

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อไป ตนไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ตามเกมพรรคภูมิใจไทยไม่ทัน หรือคิดว่าวิธีการนี้จะดีกว่าหรือไม่ พรรคประชาธิปัตย์อยากจะให้ยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้ง แทนการตรวจสอบรัฐบาล เพราะหากตรวจสอบจะมีหลายเรื่อง ทั้งเขากระโดง การฮั้ว สว. การทุจริตคอร์รัปชัน MotoGP ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้อะไรเลย แต่คนที่ได้เต็มๆ คือพรรคภูมิใจไทย ที่ได้สั่งสมกำลังความแข็งแกร่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่สำคัญคือได้โยกย้ายข้าราชการเตรียมไว้สำหรับการเลือกตั้ง แต่คนไทยได้รัฐบาลบริหารประเทศล้มเหลว ตั้งแต่น้ำท่วมยันชายแดน และขอให้ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ต้องรับผิดชอบทั้งคู่

ผู้สื่อข่าวถามว่าการยุบสภาฯ ในสถานการณ์ตอนนี้ถือว่าเป็นการเตะหมูเข้าปากหนูหรือไม่ นายจุลพันธ์ ตอบว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมเลือกตั้งแล้ว วันนี้ขอแจ้งกับประชาชนว่าอย่าเพิ่งสิ้นหวัง และจะใช้วิธีการเลือกตั้งนำประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

ส่วนการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจจะมีกระแสคลั่งชาติจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายจุลพันธ์ ระบุ ไม่ว่ากระแสใดก็ต้องฝ่าฟันไป และขอย้ำถึงจุดยืนที่มั่นคงของพรรค ในประเด็นคำถามว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายจุลพันธ์ ยอมรับว่ามีการพูดคุยกันว่าจะมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปในกรณีที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้พร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งเมื่อวานนี้ (11 ธันวาคม) สส.พรรคภูมิใจไทยพยายามพูดถึงเรื่องนี้ทั้งวัน

ทั้งนี้ ขอเรียนว่ากลไกของรัฐธรรมนูญไม่มีอะไรที่ทำให้สะดุดหรือติดขัด รัฐธรรมนูญกำหนดชัดต้องเลือกตั้งภายใน 45-60 วัน โดยตามกำหนดแล้วอาจจะเป็นวันที่ 1 กุมภาพันธ์ หรือ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อให้ทันต่อกรอบเวลาและคำถามประชามติ ก็คาดว่าจะเป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หากประกาศให้มีการเลือกตั้งทั้งประเทศแล้ว กฎหมายการเลือกตั้งก็กำกับไว้ว่า ในกรณีที่พื้นที่ใดมีเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็น เช่น สงคราม มีการปะทะ หรือภัยพิบัติ เหตุฉุกเฉินเหล่านั้นจะสามารถทำให้หน่วยการเลือกตั้งของพื้นที่เลื่อนการเลือกตั้งเฉพาะพื้นที่นั้นได้ จะไม่กระทบต่อการเลือกตั้งภาพรวมทั้งหมดของประเทศ

หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เผยต่อไป ตนยังมองไม่ออกว่ารัฐบาลมีความประสงค์ที่จะดำเนินการเลือกตั้งอย่างไร จะใช้ช่องกฎหมายใด ซึ่งต่อให้มีการดำเนินการจริง ตนก็ขอย้ำว่าการเลือกตั้งสามารถเดินหน้าต่อได้ตามกฎหมาย แต่หากพรรคภูมิใจไทยจะทำก็เรียนเชิญหาช่องทางทางกฎหมายทำเลย แต่มันคือความพังพินาศของท่าน เพราะประชาชนจะไม่รอด้วย

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า มีการตั้งข้อสงสัยหรือไม่กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคการเมืองใด นายจุลพันธ์ ตอบว่า ในประเด็นนี้ขอทุกคนอย่าคิดมาก นาทีนี้ควรส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทหารชายแดนและประชาชนในพื้นที่ที่อพยพไปยังศูนย์ลี้ภัยแล้ว พรรคเพื่อไทยก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าการยุบสภาฯ จะมีผลต่อการปราบสแกมเมอร์ให้หยุดชะงักหรือไม่นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้การดำเนินการของภาครัฐก็ดำเนินการต่อไปอย่าให้สะดุดหรือติดขัด ส่วนของรัฐบาลรักษาการก็ดำเนินการบริหารได้ เมื่อมีรัฐบาลใหม่ก็ทำงานต่อ ไม่ได้ทำให้การแก้ไขปัญหาใดๆ ยุติลง โดยผู้สื่อข่าวถามต่อหลังจากนี้จะมองเห็นความจริงใจสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ในเรื่องการทำคำถามประชามติหรือไม่ นายจุลพันธ์ บอกว่า ไม่มีปัญหาอะไร สุดท้ายแล้วสมาชิกสภาต้องคุยกัน เพื่อเร่งให้มีการผ่านญัตติคำถามที่ 1 ว่าเห็นควรที่จะมีการให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งเมื่อวานนี้ก็ได้เร่งผ่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลาถามถึงความจริงใจของรัฐบาล เมื่อมีคำถามประชามติส่งไปจากรัฐสภาไปยังรัฐบาล ตามกฎหมายรัฐบาลจะต้องดำเนินการ ไม่ใช่ถามหาความจริงใจ เพราะว่าความจริงใจของเขาหมดไปตั้งแต่เข้าสู่ MOA และการลงมติมาตรา 256/28 เมื่อวานนี้.

“จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

สรุปแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความร้อนแรง และพรรคเพื่อไทยก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องไม่สิ้นหวัง และร่วมกันนำพาประเทศกลับสู่เส้นทางที่ถูกต้อง

อนาคตจะเป็นอย่างไร หลัง “จุลพันธ์” จี้ ปชป.-ภท. รับผิดชอบ ชิงยุบสภา

การที่นายจุลพันธ์ออกมาจี้ให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่าพรรคพร้อมที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการที่ประชาชนทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ของนายจุลพันธ์ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคเพื่อไทยในการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และนำมาปรับปรุงนโยบายของพรรคให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่สิ่งที่แน่นอนคือพรรคเพื่อไทยจะยังคงเดินหน้าต่อไปในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยต้องรับผิดชอบต่อการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ และการที่พรรคการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง พรรคเพื่อไทยจะยังคงยืนหยัดในหลักการธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารประเทศ

ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกคนต้องออกมาใช้สิทธิของตนเองในการเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้ ที่มา – “จุลพันธ์” จี้ ปชน.-ภท. ต้องรับผิดชอบ ปมฉีก MOA ชิงยุบสภา ย้ำเพื่อไทยพร้อมเลือกตั้ง

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม: นัด กกต. ถกเลือกตั้ง

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังจากมีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร หลายคนอาจสงสัยว่ารัฐบาลรักษาการมีอำนาจมากน้อยแค่ไหน และการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีทิศทางอย่างไร บทความนี้จะมาสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของรัฐบาลรักษาการ และการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ว่าจะไม่มีการประชุม ครม. นัดพิเศษ แต่จะเป็นการประชุม ครม. ตามปกติในวันที่ 16 ธันวาคม

นายบวรศักดิ์ ยังได้อธิบายถึงแนวทางปฏิบัติของรัฐบาลรักษาการ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ ยกเว้น 2 ข้อห้ามสำคัญ คือ ห้ามทำโครงการใหม่ที่ผูกพัน ครม. ชุดใหม่ และห้ามนำทรัพยากรของรัฐไปใช้เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญที่ต้องหารือกับ กกต. เกี่ยวกับการเลือกตั้ง

นอกจากข้อห้ามข้างต้น รัฐบาลรักษาการยังมีเรื่องที่ต้องหารือกับ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ได้แก่

  • โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2: จะสามารถอนุมัติให้ดำเนินการได้หรือไม่ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การประชุม ครม. สัญจรที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา: สามารถจัดได้หรือไม่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของหาดใหญ่
  • การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ: ต้องขออนุมัติจาก กกต.
  • การใช้งบประมาณ งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น: ต้องขออนุมัติจาก กกต.

ทั้งนี้ รัฐบาลจะนัดประชุมกับ กกต. ในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้ เพื่อหารือถึงเรื่องการเลือกตั้งและการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การจัดทำคำถามประชามติ

นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงการจัดทำคำถามประชามติ ซึ่งจะมี 2 ข้อ คือ

  1. คำถามว่าเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
  2. ครม. สามารถถามเองได้ว่าเห็นชอบหรือยกเลิก MOU ปีไหน หรือไม่

นอกจากนี้ นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวว่าการกำหนดวันเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องเป็น 60 วันเป๊ะ หากมีความจำเป็นด้วยเหตุผลเรื่องงบประมาณ ครม. สามารถกำหนดวันใหม่ได้

สรุปอำนาจรัฐบาลรักษาการกับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

โดยสรุปแล้ว รัฐบาลรักษาการยังมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารประเทศ แต่มีข้อจำกัดบางประการที่ต้องปฏิบัติอย่างระมัดระวัง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม การหารือกับ กกต. ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐบาลและ กกต. สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น และนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งที่เรียบร้อย

การเมืองไทยในขณะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งจึงเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

ที่มา – รัฐบาลมีอำนาจเต็ม เว้นอนุมัติโครงการใหม่-แต่งตั้งโยกย้าย นัด กกต. 15 ธ.ค. ถกเลือกตั้ง

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

นายกฯ อนุทิน เล่นเฟซบุ๊กกลางดึก โผล่คอมเมนต์ใต้โพสต์พรรคประชาชนสั้นๆ “ตามนั้นครับ” หลังออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่เรียกร้องให้ยุบสภา

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 00.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ของพรรคประชาชนว่า “ตามนั้นครับ” ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก

หลังจากที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ต่อรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่าด้วยการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการยุบสภา ที่ระบุว่า

สืบเนื่องจากการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ในวันนี้ มีสาระประการสำคัญที่สมาชิกรัฐสภามีความเห็นแตกต่างกัน ได้แก่ การต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ซึ่งเท่ากับเป็นการให้อำนาจ สว. ควบคุมเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ในชั้นกรรมาธิการ พรรคภูมิใจไทยเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ในวันนี้กลับโหวตเห็นชอบให้คงอำนาจ สว. ไว้ ซึ่งส่งผลให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่นี้ไม่สามารถนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนต้องการได้อย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนได้พยายามประคับประคองและประนีประนอมกับหลายฝ่าย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนภายใต้ข้อจำกัดทางการเมืองปัจจุบัน

แต่การแปรญัตติให้ สว. มีอำนาจคุมเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันนี้ ถือเป็นสาระสำคัญที่ขัดขวางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนในอนาคตอย่างที่ไม่สามารถจะยอมรับได้

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงขอให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน และพรรคภูมิใจไทยควรดำเนินภารกิจสุดท้ายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ คือให้รัฐบาลรักษาการมีมติ ครม. ภายในวันอังคารที่ 16 ธันวาคม เพื่อกำหนดวันออกเสียงประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่คำถามที่ 1 เป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

แล้วพบกันที่คูหาเลือกตั้ง

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและบทบาทของ สว. ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การที่นายอนุทินออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล หรือความเป็นไปได้ในการยุบสภา

ปฏิกิริยาต่อคอมเมนต์ “ตามนั้นครับ” ของอนุทิน

หลังจากที่นายอนุทินแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อโพสต์ดังกล่าว ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และบ้างก็ตั้งข้อสังเกตถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างผิดแปลกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองไทย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตได้

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้มีความผันผวนเป็นอย่างมาก การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ และท่าทีของบุคคลสำคัญทางการเมือง ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงทิศทางและความเป็นไปของประเทศ

การที่พรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้ยุบสภา และนายอนุทินตอบกลับด้วยคำว่า “ตามนั้นครับ” สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นภายในรัฐบาลผสม และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น การยุบสภาอาจเป็นทางออกหนึ่งในการคลี่คลายสถานการณ์ แต่ก็อาจนำไปสู่ความวุ่นวายและความไม่แน่นอนที่มากขึ้นเช่นกัน อนาคตทางการเมืองไทยจึงยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การที่อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ” นั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างทางการเมืองก็เป็นได้

ที่มา – “อนุทิน” โผล่ คอมเมนต์แถลงการณ์พรรคประชาชนจี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา

พรรคประชาชนเรียกประชุม สส. ต่อเนื่องจากประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพูดคุยถึงแนวทางหลังจาก ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา ช่วงเช้าวันนี้

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เวลา 00.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชนว่า ภายหลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศยุบสภาแล้ว และการประชุมร่วมรัฐสภารวมถึงการแถลงข่าวของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคเสร็จสิ้นแล้ว พรรคประชาชนได้เรียกประชุม สส. ต่อที่อาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นการหารือถึงแนวทางของพรรคหลังจากนี้ จากนั้นในวันนี้ (12 ธ.ค.) ต่อเนื่องกัน จะมีการประชุมผู้บริหารพรรคตลอดทั้งวัน เพื่อหารือว่าพรรคประชาชนจะดำเนินการอย่างไรต่อ

ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา

การตัดสินใจยุบสภาของนายกรัฐมนตรีถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง ทำให้ทุกพรรคการเมืองต้องเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น พรรคประชาชนเองก็เช่นกัน การที่ ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา อย่างเร่งด่วน แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงสถานการณ์และความมุ่งมั่นที่จะวางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง การประชุมภายในพรรคครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางและนโยบายของพรรค

ความสำคัญของการประชุม สส. และผู้บริหารพรรค

การประชุม สส. และผู้บริหารพรรคมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางของพรรคในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การหารือในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรค แต่ยังเป็นการระดมสมองเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุดในการนำเสนอพรรคต่อประชาชน พรรคประชาชนจำเป็นต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจและดึงดูดคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการหารือกันในการประชุม ได้แก่

  • การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรค
  • การสรรหาผู้สมัคร สส. ที่มีคุณภาพ
  • การวางแผนการหาเสียงและประชาสัมพันธ์
  • การเตรียมความพร้อมด้านการเงินและทรัพยากรอื่นๆ

ผลจากการประชุม ปชน. เรียกถก สส. คุยแนวทางหลังยุบสภา ในครั้งนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การตัดสินใจและแนวทางที่พรรคกำหนดขึ้น จะส่งผลต่อความนิยมของพรรคและโอกาสในการได้รับเลือกตั้ง ดังนั้น การประชุมในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพรรคประชาชนและต่อการเมืองไทยโดยรวม

การเมืองไทยหลังการยุบสภาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและการแข่งขันที่สูง พรรคการเมืองต่างๆ ต้องปรับตัวและวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อให้สามารถประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น การที่พรรคประชาชนเร่งดำเนินการประชุมและหารือกันภายในพรรค แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองที่กำลังจะมาถึง

ติดตามข่าวสารการเมืองและผลการประชุมของพรรคประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญทางการเมือง

ที่มา – ปชน. เรียกถก สส. ต่อ ก่อนประชุมผู้บริหารพรรค คุยแนวทางหลังยุบสภาช่วงเช้าวันนี้

Scroll to top