นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล

พระราชทานเพลิงศพ “ผอ.ศศิพัชร” เหยื่อไอ้คลั่ง

ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่วัดยูงทอง อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ได้มีการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ “ผอ.ศศิพัชร” เหยื่อไอ้คลั่งบุกจับเด็กนักเรียนเป็นตัวประกันอย่างสมเกียรติ นางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ ผู้กล้าหาญที่สละชีวิตปกป้องศิษย์จากภัยร้าย เหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อชายคลุ้มคลั่งบุกเข้าโรงเรียน จับเด็กๆ เป็นตัวประกัน แต่ ผอ.ศศิพัชรไม่ยอมถอย เธอยื่นอกไว้เป็นกำแพงให้เด็กๆ ได้รับความปลอดภัย สร้างวีรกรรมที่คนทั้งประเทศชื่นชม

พิธีพระราชทานเพลิงศพ ผอ.ศศิพัชร

พระราชทานเพลิงศพ “ผอ.ศศิพัชร” เหยื่อไอ้คลั่ง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี โดยมีคณะรัฐมนตรีอย่าง นายพิพัฒน์ รัชกฤตการณ์ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีศึกษาธิการ มาร่วมไว้อาลัย ท่ามกลางข้าราชการ ประชาชน และชาวบ้านที่มาร่วมงานแน่นขนัด สะท้อนถึงความเคารพรักที่ทุกคนมีต่อวีรสตรีผู้นี้ ทันทีที่นายกฯ มาถึง ก็รีบเข้าไปปลอบโยนครอบครัวผู้เสียชีวิตก่อน โดยเฉพาะสามี นายเจษฎา สินสโมสร และบุตรชาย นายสุวิจักขณ์ กับบุตรสาว เด็กหญิงธัญธร ที่ยังเด็กมาก

นายกฯ กราบตักแม่ ผอ.ศศิพัชร

นายกรัฐมนตรีกราบตักมารดา สร้างความซาบซึ้ง

จุดที่สร้างความประทับใจสุดๆ คือตอนที่พระราชทานเพลิงศพ “ผอ.ศศิพัชร” เหยื่อไอ้คลั่ง นายกฯ ก้มลงกราบตักมารดาของผู้เสียชีวิต พร้อมพูดว่า “ขออภัยด้วย” และปลอบใจว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง รัฐบาลจะดูแลหลานๆ ต่อไป” ภาพนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบและเมตตาจากผู้นำประเทศ ทำให้ผู้ร่วมงานน้ำตาคลอเบ้า ทุกคนรู้สึกอบอุ่นใจที่รัฐบาลไม่ทิ้งครอบครัววีรชน

การมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว

มาตรการช่วยเหลือครอบครัวจากรัฐบาล

นอกจากคำปลอบใจแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี มอบเงินจากกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย 1 ล้านบาท และเงินเยียวยาจากกระทรวงยุติธรรม 200,000 บาท นายกรัฐมนตรีสั่งการกระทรวงศึกษาธิการดูแลค่าเล่าเรียนบุตรทั้งสองจนจบการศึกษา และเตรียมรับเข้าทำงานข้าราชการเมื่อพร้อม เพื่อตอบแทนวีรกรรมของแม่

  • เงินช่วยเหลือรวมกว่า 1.2 ล้านบาท
  • ทุนการศึกษาฟรีจนจบปริญญา
  • โอกาสเข้ารับราชการโดยตรง
  • การดูแลครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

การช่วยเหลือเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการเยียวยาครอบครัว แต่ยังเป็นการยกย่องความเสียสละที่ ผอ.ศศิพัชรได้มอบให้โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ โรงเรียนเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลจังหวัดสงขลา ที่เธอทุ่มเททั้งชีวิต

หลังพิธีเสร็จ นายกรัฐมนตรีปฏิเสธให้สัมภาษณ์เรื่องการเมือง แต่ย้ำว่าจะไปประชุมด่วนกับหน่วยงานความมั่นคงทันที เพื่อวางมาตรการป้องกันเหตุรุนแรงแบบนี้ไม่ให้เกิดซ้ำ เช่น การเพิ่มกล้องวงจรปิด การฝึกอบรมบุคลากรโรงเรียน และระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความปลอดภัยในโรงเรียนต้องมาก่อนเสมอ

วีรกรรมของ ผอ.ศศิพัชร เป็นตัวอย่างของความรักครูต่อศิษย์ที่แท้จริง ในยุคที่ข่าวร้ายเยอะ การมีเรื่องดีๆ แบบนี้ช่วยให้เรามีหวัง รัฐบาลตอบแทนได้ดี แต่สังคมเราก็ควรช่วยกันรำลึกและส่งเสริมให้มีวีรชนเพิ่มขึ้น คุณคิดยังไง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้เพื่อเผยแพร่วีรกรรมให้โลกรู้!

ที่มา – พระราชทานเพลิงศพ “ผอ.ศศิพัชร” เหยื่อไอ้คลั่งบุกจับเด็กนักเรียนเป็นตัวประกัน

นายกฯ เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์” ชวนแต่งชุดไทยย้อนยุค

นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เตรียม นายกฯ เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์” ชวนแต่งชุดไทยย้อนยุค ครั้งที่ 38 ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 งานนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงความรุ่งเรืองของเมืองละโว้สมัยอยุธยา ใครที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทยห้ามพลาดเลยนะครับ!

นายกฯ เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์” ชวนแต่งชุดไทยย้อนยุค

ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีกำหนดการเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิด งาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” ครั้งที่ 38 ประจำปี 2569 เวลา 18.30 น. ณ เวทีกลาง ภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี งานนี้ถือเป็นเทศกาลท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดลพบุรี สร้างสรรค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และเผยแพร่วิถีชีวิตเมืองละโว้ในยุครุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยา

นายกฯ เปิดงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์

บรรยากาศงานจะย้อนยุคสมัยอยุธยาอย่างสมจริง ผ่านการแสดงและกิจกรรมหลากหลายที่ทำให้ผู้ร่วมงานได้ดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์ราวกับย้อนเวลาไปจริงๆ งานนี้ไม่เพียงแต่ให้ความรู้ แต่ยังเป็นโอกาสท่องเที่ยวพักผ่อน สัมผัสของดี OTOP ลพบุรี และสร้างความทรงจำดีๆ กับครอบครัวหรือคนรัก โดยเฉพาะวันเปิดงานที่ตรงกับวันวาเลนไทน์!

ไฮไลต์กิจกรรมในงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์”

ไฮไลต์เด็ดของงาน นายกฯ เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์” ชวนแต่งชุดไทยย้อนยุค มีดังนี้

  • ขบวนแห่ประวัติศาสตร์: ตระการตาด้วยขบวนพาเหรดย้อนยุค สุดอลังการ
  • รำบวงสรวงและสวนนารายณ์นฤมิต: การแสดงศิลปะการแสดงไทยโบราณ
  • ตำรับโอสถพระนารายณ์: นิทรรศการยาแผนโบราณและสมุนไพร
  • การแสดงพิเศษ: ทหารวังเปลี่ยนเวร ละครลิง หมากรุกคน
  • ตลาดย้อนยุค: ช้อปปิ้งสินค้า OTOP ของดีลพบุรี
  • กิจกรรมวันวาเลนไทน์: แต่งชุดไทยจดทะเบียนสมรสฟรี!
กิจกรรมในงานแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์

งานจัดระหว่างวันที่ 13-22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ พระราชวังพระนารายณ์ราชนิเวศน์และโบราณสถานใกล้เคียง เข้าชมฟรีทั้งหมด รวมถึงการแสดงแสง สี เสียง ประวัติศาสตร์จินตนาการสุดยิ่งใหญ่ ลพบุรีในช่วงนี้จะคึกคักมาก ผู้คนจากทั่วประเทศแห่มาสัมผัสกลิ่นอายอยุธยาแท้ๆ

นอกจากนี้ งานยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทำให้ลพบุรีเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวปีนี้ อย่าลืมจดลิสต์ไว้เลยครับ

ขบวนแห่ในงาน

ส่วนตัวผมคิดว่างานแบบนี้คือโอกาสทองในการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้ลูกหลานรุ่นหลังได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือ ลองนึกภาพตัวเองแต่งชุดไทย เดินเล่นตลาดย้อนยุค กินของอร่อย แล้วดูการแสดงสุดตระการตา สุดยอดไปเลย!

ชวนทุกคนไปร่วมงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์” กันเถอะครับ เตรียมชุดไทยให้พร้อม แล้วไปสร้างความทรงจำสุดประทับใจที่ลพบุรี!

ที่มา – นายกฯ เปิดงาน “แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์” ชวนแต่งชุดไทยย้อนยุค

นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด

วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจ นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด ในพื้นที่เสี่ยงชายแดนศรีสะเกษ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์คนร้ายคลั่งจับตัวประกันที่หาดใหญ่ จนในที่สุดทุกอย่างคลี่คลายเรียบร้อยแล้ว เป็นอีกเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของผู้นำประเทศในการดูแลเจ้าหน้าที่และประชาชน

นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ทหารของเราที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเขตที่กองทัพไทยสถาปนาความมั่นคงหลังจากเคยถูกกัมพูชายึดครอง ได้เหยียบทุ่นระเบิดเก่าที่หลงเหลืออยู่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับทราบเรื่องทันทีและสั่งการให้ดูแลผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการส่งรักษาพยาบาลที่ดีที่สุดหรือเยียวยาครอบครัว

ทุ่นระเบิดหลงเหลือจากอดีต สร้างความเสี่ยงให้ทหารไทย

พื้นที่นี้เคยเป็นจุดพิพาทชายแดน ทำให้มีทุ่นระเบิดฝังตัวมานาน กองทัพไทยได้เก็บกู้มาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีบางส่วนหลงเหลือจนเกิดเหตุน่าเศร้าขึ้น นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด โดยกำชับหน่วยเก็บกู้ให้เร่งรัดการทำงาน แต่ต้องระมัดระวังมากขึ้น รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย นอกจากนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน เพื่อคลายความกังวลที่อาจเกิดขึ้นในชุมชน

เป็นที่น่ายกย่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับชีวิตทหารผู้เสียสละ ซึ่งถือเป็นเสาหลักในการรักษาความมั่นคงของชาติ

เร่งเจรจาคนร้ายคลั่งยา จับตัวประกันครู-นักเรียนหาดใหญ่

ในเวลาใกล้เคียงกัน มีเหตุระทึกขวัญที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คนร้ายที่คาดว่าคลั่งจากยาเสพติดบุกเข้าไปจับครูและนักเรียนเป็นตัวประกัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับทุกคน นายกฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้เร่งเจรจา โดยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการที่ 9 และแม่ทัพภาคที่ 4 เดินทางไปควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเอง

การเจรจาสำเร็จ คนร้ายยอมปล่อยตัวประกันและมอบตัว

เจ้าหน้าที่ใช้การเจรจาเป็นหลัก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวประกันเป็นอันดับแรก ผู้บาดเจ็บได้รับการส่งโรงพยาบาลทันที ล่าสุดคนร้ายยอมปล่อยตัวประกันทั้งหมดและมอบตัวโดยไม่มีใครเสียชีวิตเพิ่มเติม นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด ขณะเดียวกันก็ชื่นชมทีมเจรจาที่ทำงานได้ดี แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ไทยในการรับมือวิกฤต

  • พื้นที่ศรีสะเกษ: ทุ่นระเบิดเก่า สั่งเร่งเก็บกู้และดูแลทหาร
  • หาดใหญ่: คนร้ายคลั่งยา จับตัวประกันโรงเรียน เจรจาสำเร็จ
  • การสั่งการนายกฯ: เน้นดูแลผู้บาดเจ็บและป้องกันเหตุซ้ำ
  • บทเรียน: ต้องปราบปรามยาเสพติดและจัดการระเบิดชายแดนอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ทั้งสองนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่รัฐบาลตอบสนองได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนใต้ยังคงมีความเสี่ยงจากยาเสพติด ซึ่งเป็นต้นตอของอาชญากรรมรุนแรงเช่นนี้ การที่นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบระเบิด และติดตามเหตุจับตัวประกันอย่างใกล้ชิด เป็นตัวอย่างที่ดีในการบริหารจัดการวิกฤต

ในมุมมองของผม เหตุการณ์เหล่านี้เตือนใจเราว่า ประเทศไทยยังต้องเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งจากมรดกสงครามเก่าและปัญหายาเสพติด รัฐบาลต้องลงทุนเพิ่มในเทคโนโลยีเก็บกู้ระเบิดและป้องกันอาชญากรรมจากยา หวังว่าจะไม่มีเหตุเช่นนี้อีก

คุณคิดเห็นอย่างไรกับการจัดการของนายกฯ ในครั้งนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเรานะครับ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ สั่งดูแลเต็มที่ทหารเหยียบกับระเบิด พร้อมสั่งเจรจาคนร้ายจับตัวประกันจนยอมมอบตัว

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ คุมเข้มสนามบิน

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ พร้อมกำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินอย่างเข้มงวด

วันนี้ 27 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

นายสิริพงศ์ ยังเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม

“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที ทั้งนี้ โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด”

อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีพาหะสำคัญคือค้างคาว และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือดและน้ำลาย ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ชัก และพบอัตราการเสียชีวิตสูงร้อยละ 40–75 ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่า

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์

มาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ที่สนามบิน

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ในต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะที่สนามบินนานาชาติหลักของประเทศ ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต มาตรการดังกล่าวรวมถึงการติดตั้งจุดคัดกรอง การตรวจวัดอุณหภูมิ และการสอบถามประวัติการเดินทางของผู้โดยสาร

หากพบผู้ที่มีอาการต้องสงสัย จะมีการส่งตัวเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และดำเนินการตามแนวทางการป้องกันและควบคุมโรคที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในประเทศไทย

รัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม ข้อมูลดังกล่าวรวมถึงอาการของโรค ช่องทางการติดต่อ และวิธีการป้องกัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล หากเกิดกรณีพบผู้ป่วยในประเทศ โดยมีการเตรียมสำรองเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่น่ากังวล แต่การเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และปกป้องสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว

ที่มา – นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ กำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินเข้มงวด

Scroll to top