นายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 33

“อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ สร้างสันติภาพ

ข่าวการเมืองล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส “อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ แล้ว ช่วยดูสร้างสันติภาพในพื้นที่ ทำให้หลายคนสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในบริบทของปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ วันที่ 25 มีนาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าไปคอมเมนต์ในเฟซบุ๊กโพสต์ของนายซูการ์โน มะทา ส.ส.ยะลา และเลขาธิการพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นการยืนยันการตอบรับของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา หรือที่รู้จักในชื่อ “วันนอร์” ในการมารับตำแหน่งสำคัญนี้

อนุทิน วันนอร์ ประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ สร้างสันติภาพ

ในคอมเมนต์ของนายกฯ อนุทิน ระบุชัดเจนว่า “ขอบพระคุณพรรคประชาชาติที่มาทำงานเพื่อชาติ และประชาชนด้วยกัน ผมได้กราบเรียนเชิญอาจารย์วันนอร์ (นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา) ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ ขอให้ท่านได้มาช่วยดูแลพี่น้องมุสลิม และการสร้างความสงบสุข และสันติภาพในพื้นที่ต่าง ๆ ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และท่านได้กรุณาตอบรับแล้วครับ” ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรัง

“อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ แล้ว ช่วยดูสร้างสันติภาพในพื้นที่

การประกาศนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่เป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ชายแดนใต้ นายวันนอร์เป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะพรรคประชาชาติที่เน้นนโยบายสนับสนุนชาวมุสลิมและการพัฒนาภาคใต้ การที่ท่านตอบรับนั่งในตำแหน่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ จะช่วยให้รัฐบาลมีมุมมองจากคนในพื้นที่มากขึ้น ทำให้การดำเนินนโยบายสร้างสันติภาพมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความสำคัญของการแต่งตั้งวันนอร์ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษา

ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยะลา ปัตตานี นราธิวาส และบางส่วนของสงขลา ยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ของรัฐบาลไทยมาอย่างยาวนาน การนำนายวันนอร์มาร่วมทีมจึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะท่านมีความเข้าใจวัฒนธรรม ศาสนา และปัญหาท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ พรรคประชาชาติยังมีบทบาทสำคัญในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำให้การร่วมมือครั้งนี้เป็นการประสานพรรคร่วมรัฐบาลได้อย่างลงตัว

  • เสริมสร้างความเชื่อมั่น: ชาวมุสลิมในพื้นที่จะรู้สึกว่ารัฐบาลใส่ใจมากขึ้น
  • ใช้ความเชี่ยวชาญท้องถิ่น: นายวันนอร์รู้จักปัญหาจากภายใน ช่วยเสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสม
  • เร่งรัดโครงการสันติภาพ: คาดว่าจะมีนโยบายใหม่ๆ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม
  • ลดช่องว่างระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่น: สร้างการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา

นายซูการ์โน มะทา ได้ตอบกลับคอมเมนต์ของนายกฯ อนุทิน ว่า “ผมต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีให้โอกาสกับประชาชาติครับ” ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคการเมือง

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของรัฐบาลอนุทินในการจัดการปัญหาใต้ โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านมา มีการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมาอย่างต่อเนื่อง หากคณะที่ปรึกษานี้ทำงานได้ผล อาจนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืน ลดเหตุการณ์รุนแรง และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้พื้นที่นี้

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามผลงานจริงในอนาคต เพราะสันติภาพต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่รัฐบาลเท่านั้น คุณคิดเห็นอย่างไรกับการแต่งตั้งครั้งนี้? เชิญแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา!

ที่มา – “อนุทิน” เผย “วันนอร์” ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ แล้ว ช่วยดูสร้างสันติภาพในพื้นที่

“ธรรมนัส” ส่งทีมขนของออกจากกระทรวงเกษตร

สวัสดีครับชาวข่าวการเมืองทุกท่าน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจในวงการบ้านเมืองมาอัพเดทกัน “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตา เพราะเป็นสัญญาณชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านอำนาจในรัฐบาลใหม่ รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ที่กำลังจะเข้ามาครับ

“ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันที่ 21 มีนาคม 2569 ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทีมงานของตนเริ่มดำเนินการขนย้ายของใช้ส่วนตัวออกจากห้องทำงานที่กระทรวงทันที ไม่ใช่แค่ท่านธรรมนัสคนเดียว แต่รวมถึงนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ สองรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เพื่อเปิดทางให้รัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคภูมิใจไทยเข้ามารับตำแหน่ง

รถบรรทุกขนของที่กระทรวงเกษตร

บรรยากาศหน้าห้องทำงานกระทรวงเกษตรคึกคักตั้งแต่เช้า มีรถบรรทุกและรถกระบะจากบริษัทขนส่งจอดรอรับงานถึง 6 คัน พนักงานขนย้ายค่อยๆ ลากของลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ ไปจนถึงของใช้ส่วนตัวต่างๆ เรียกได้ว่าเคลียร์ให้หมดจด เพื่อไม่ให้กระทบการทำงานของเจ้าของใหม่

ทีมงานกำลังขนของ

รายละเอียดการขนย้ายและการทำความสะอาด

นอกจากการขนของแล้ว ยังมีเจ้าหน้าที่กระทรวงเร่งทำความสะอาดพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคาร ห้องทำงานทุกห้องถูกเช็ดถู ไล่ฝุ่น ปรับปรุงให้พร้อมใช้งานทันที ภาพรวมคือทุกอย่างดูเรียบร้อยและเป็นมืออาชีพมาก

  • รถบรรทุกและกระบะ 6 คันจอดรอ
  • ทีมงานเริ่มขนตั้งแต่เช้า
  • ทำความสะอาดห้องทำงาน รอบกระทรวง
  • เตรียมรับรัฐมนตรีใหม่จากรัฐบาลอนุทิน
การทำความสะอาดกระทรวง
ภาพเพิ่มเติมการขนย้าย

เหตุการณ์ “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นี้ สะท้อนถึงความรวดเร็วในการเปลี่ยนผ่านของระบบราชการไทย หลังจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนนำ ได้รับกระทรวงเกษตรฯ มาดูแล ซึ่งเป็นกระทรวงสำคัญเพราะเกษตรกรไทยกว่า 30% ของประชากรอาศัยรายได้จากภาคเกษตร ดังนั้น การเปลี่ยนรัฐมนตรีจึงต้องรวดเร็วเพื่อไม่ให้งานคั่งค้าง

ในมุมมองส่วนตัวนะครับ การเคลื่อนไหวแบบนี้แสดงให้เห็นว่านักการเมืองไทยมืออาชีพแค่ไหน ไม่ยื้อเยื้อ ไม่ติดค้าง ทำให้ระบบเดินหน้าได้ต่อเนื่อง คิดดูสิครับ ถ้าขนของช้า กระทรวงก็ล่าช้า เกษตรกรเดือดร้อนแน่ๆ

ภาพบรรยากาศกระทรวง

ผลกระทบต่อนโยบายเกษตรในอนาคต

หลังจากนี้ คาดว่ารัฐมนตรีเกษตรคนใหม่จะเข้ามานำเสนอนโยบายใหม่ๆ เช่น สนับสนุนเกษตรสมัยใหม่ ลดต้นทุนปุ๋ย ช่วยเหลือชาวนาให้มากขึ้น ซึ่งเราจะติดตามให้ฟังต่อไปครับ

ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทแบบเป็นกันเองได้ที่บล็อกนี้เลยนะครับ อย่าลืมกดไลค์ แชร์ และสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ!

ที่มา – “ธรรมนัส” ส่งทีมงานขนของใช้ส่วนตัว ออกจากห้องทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายกฯ ให้คำมั่น รัฐบาลซื่อสัตย์ ยึดประชาชนศูนย์กลาง

นายกฯ ให้คำมั่น จะควบคุมดูแลรัฐบาลให้ซื่อสัตย์สุจริต ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เป็นหัวข้อที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยขณะนี้ เพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวการเมืองคงทราบดีว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล เพิ่งได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 ท่านได้ออกมาพูดคุยกับประชาชนอย่างจริงใจ โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะทุ่มเทเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่

นายกฯ ให้คำมั่น จะควบคุมดูแลรัฐบาลให้ซื่อสัตย์สุจริต ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

หลังจากรับตำแหน่ง นายกฯ อนุทิน รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่ ท่านย้ำชัดว่าจะใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ทั้งหมดเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องชาวไทย โดยเฉพาะการควบคุมกำกับดูแลคณะรัฐมนตรี ข้าราชการ และเจ้าพนักงานรัฐให้ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต คำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ยังจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ ทำให้การทำงานของภาครัฐโปร่งใส ตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วน บนหลักนิติรัฐนิติธรรม

คำมั่นสัญญาที่น่าประทับใจของนายกฯ อนุทิน

มาดูรายละเอียดคำมั่นที่นายกฯ ให้ไว้กันครับ:

  • ปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลังความสามารถ เพื่อประชาชน
  • ควบคุมรัฐบาลให้ซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทุจริต
  • ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจทุกเรื่อง
  • เปิดช่องให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานเข้มข้น
  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

นายกฯ ยังกล่าวอีกว่าการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลครั้งนี้จะนำบรรยากาศใหม่ๆ มาสู่สังคมไทย โดยมุ่งมั่นไปข้างหน้า ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่วนนโยบายและรายละเอียดต่างๆ จะเร่งแถลงต่อรัฐสภาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทุกคนทราบทิศทางชัดเจน

ทำไมคำมั่นนี้ถึงสำคัญต่อประเทศไทย

ในยุคที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบการเมือง คำมั่นของนายกฯ อนุทิน ถือเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้คนไทยหลายคนรู้สึกหวังดี โดยเฉพาะประเด็นซื่อสัตย์สุจริตที่เป็นปัญหาค้างคา ถ้ารัฐบาลยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางจริง การตรวจสอบที่เข้มข้นจะช่วยลดการคอร์รัปชัน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา หรือโครงสร้างพื้นฐาน ล้วนได้รับประโยชน์

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นายกฯ อนุทิน ในฐานะนักการเมืองรุ่นเก๋า เคยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในสาธารณสุขสมัยโควิด ทำให้ประชาชนไว้วางใจ คำมั่นครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่คำพูด แต่คาดหวังว่าจะลงมือทำจริง เพื่อสร้างรัฐบาลที่โปร่งใสและใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น

นอกจากนี้ การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางยังหมายถึงการรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือเยาวชน เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและวางแผนระยะยาว เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การรับมือภัยพิบัติ หรือการพัฒนาดิจิทัล

สุดท้ายนี้ คำมั่นของนายกฯ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการนำพาประเทศไทยสู่ความเจริญรุ่งเรือง หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างแน่นอน คุณล่ะคิดอย่างไรกับคำมั่นนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อติดตามพัฒนาการของรัฐบาลใหม่ต่อไป

ที่มา – นายกฯ ให้คำมั่น จะควบคุมดูแลรัฐบาลให้ซื่อสัตย์สุจริต ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” นายกฯ สมัย 2

วันนี้เรามีข่าวสำคัญทางการเมืองไทยที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ซึ่งเพิ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจสมบูรณ์แบบแล้ว

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.40 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158

เนื้อหาสำคัญในพระบรมราชโองการระบุว่า ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้นจึงทรงแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และเป็นสมัยที่ 2 ของท่าน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เนื้อหาเต็มพระบรมราชโองการ

พระบรมราชโองการมีถ้อยคำเคร่งขรึมตามประเพณีราชการไทย โดยสรุปดังนี้:

  • ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ
  • สภาเห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง
  • อาศัยมาตรา 158 รัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 19 มี.ค. 2569

ประวัติและบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่ท่านเคยรับผิดชอบ ทำให้เป็นที่รู้จักในนโยบายแคนาบิสการแพทย์และสุขภาพประชาชน

การได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ครั้งนี้ มาจากการเจรจาร่วมรัฐบาลที่เข้มแข็งของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีที่นั่งในสภาไม่น้อย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากสมาชิกสภา

ความสำคัญของมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เหตุการณ์นี้ปิดฉากการเมืองที่ตึงเครียดหลังการเลือกตั้ง โดยนำพาประเทศเข้าสู่เสถียรภาพใหม่ คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะโฟกัสที่เศรษฐกิจฟื้นตัว สุขภาพ และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจท้องถิ่น และการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ประชาชนจำนวนมากแสดงความยินดีและคาดหวังว่านโยบายประชาชนใจถึงใจจะเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและพัฒนาสาธารณสุขให้เท่าเทียม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เน้นความสมดุลระหว่างประเพณีและความก้าวหน้า คุณคิดอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียงโหวต “อนุทิน” ตั้งรัฐบาล

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ สะท้อนถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเพื่อให้ประเทศมีรัฐบาลที่มั่นคง โดยเฉพาะหลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างหนักแน่นในสภาผู้แทนราษฎร ประกาศว่าพรรคเพื่อไทยทั้ง 74 เสียง มีมติเอกฉันท์สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้สมัครนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มาจากการคำนวณที่รอบคอบเพื่อประโยชน์ของประชาชน

“จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน

นายจุลพันธ์ ย้ำชัดว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับความไว้วางใจจากประชาชนสูงสุด ด้วยคะแนนเสียงถึง 191 เสียง จากทั้งระบบบัญชีรายชื่อและระบบเลือกตั้งเขต ซึ่งเหนือกว่าพรรครองอันดับสองและสามอย่างมีนัยสำคัญ เสียงเหล่านี้คือพลังจากประชาชนที่ต้องการเห็นประเทศเดินหน้าต่อไป พรรคเพื่อไทยในฐานะตัวแทนประชาชน จึงยอมรับและเคารพผลการเลือกตั้งนี้เต็มที่ โดยไม่ยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตัวของพรรค

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ให้เกียรติเชิญพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมพลังเพื่อไทยเพื่อเร่งด่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาล โปรดเกล้าฯ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐบาลมีอำนาจเต็มในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญหนาอยู่

เหตุผลหลักที่เพื่อไทยโหวตสนับสนุน “อนุทิน”

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้ มีพื้นฐานมาจากหลายปัจจัยที่ชัดเจน โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

  • จำนวนเสียงที่เด็ดขาด: พรรคภูมิใจไทยกวาด 191 เสียง ซึ่งมากพอที่จะนำพาประเทศสู่เสถียรภาพ
  • เสียงประชาชนคือหลัก: ทุกพรรคต้องเคารพเจตจำนงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • เร่งแก้ปัญหาเรื้อรัง: ประชาชนรอคอยรัฐบาลที่ทำงานจริง ไม่ใช่การเมืองล่าช้า
  • ความร่วมมือระหว่างพรรค: การเชิญร่วมรัฐบาลแสดงถึงจิตวิญญาณการประสานกัน

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา เงินเฟ้อพุ่งสูง การว่างงานเพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาสังคมและโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน จึงเป็นสัญญาณบวกที่นักการเมืองไทยกำลังรวมพลังเพื่อประชาชน ไม่ใช่แย่งชิงอำนาจส่วนตัว

ผลกระทบที่คาดหวังจากรัฐบาลใหม่

หากนายอนุทิน ได้รับการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีจริง ประชาชนคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้จะเดินหน้าด้วยนโยบายที่ชัดเจน เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การลดค่าครองชีพ และการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยเฉพาะหลังวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยที่เข้าร่วมจะช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้รัฐบาลมีทั้งประสบการณ์และวิสัยทัศน์ที่หลากหลาย

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยซึ่งมีฐานเสียงแข็งแกร่งในภาคอีสานและเหนือ สนับสนุนเต็มตัว จะช่วยให้รัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น ลดโอกาสเกิดความขัดแย้งในสภา และเร่งให้เกิดการอนุมัตินโยบายสำคัญๆ ได้เร็วขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการเมืองแบบใหม่ที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าคำพูด

อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงจับตาดูว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะสามารถตอบโจทย์ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นนโยบายเรื้อรังของเพื่อไทย หรือนโยบายสาธารณสุขของภูมิใจไทย สุดท้ายแล้ว เสียง 74 เสียงจากเพื่อไทยนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเจริญรุ่งเรือง

เห็นได้ชัดว่านี่คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของพรรคการเมืองใหญ่ คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะแก้ปัญหาประชาชนได้จริงหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวสารการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “จุลพันธ์” ลั่น เพื่อไทย 74 เสียง โหวต “อนุทิน” เดินหน้าตั้งรัฐบาล แก้ปัญหาประชาชน

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยก่อนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งสำคัญ ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง โดยแสดงความมั่นใจในกระบวนการโหวต แต่ก็หลีกเลี่ยงการตอบคำถามบางประเด็นที่ละเอียดอ่อน

“อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ ปัดตอบกล้าธรรมร่วมโหวตหนุนหรือไม่

ในที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทินได้ขอบคุณทุกพรรคที่ให้ความมั่นใจในการโหวตเลือกตนเป็นนายกรัฐมนตรี โดยย้ำว่ายังต้องรอผลการประชุมสภาที่จะเกิดขึ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงสัญญาณจากพรรคกล้าธรรมว่าจะโหวตสนับสนุนหรือไม่ นายอนุทินเลือกที่จะไม่ตอบคำถามนี้ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดเดา

ผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงความรู้สึกก่อนวันโหวตจริง โดยชี้ว่าคงไม่มีอะไรผิดพลาด นายอนุทินตอบด้วยรอยยิ้มว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล และแม้แต่พรรคที่อยู่นอกรัฐบาล หากมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เขาพร้อมรับฟังและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ สะท้อนถึงสไตล์การนำที่เปิดกว้าง

อนุทินกังวลงานที่จะเข้ามามากกว่าเสียงโหวต

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่พรรคประชาชน (ปชน.) จะเสนอชื่อแข่งขันนายกรัฐมนตรี นายอนุทินตอบสั้นๆ ว่า “ไม่ทราบ” และยืนยันว่าได้เชิญทุกพรรคเข้าร่วมแล้ว เสียงที่เพียงพออยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ากังวลเสียงสนับสนุนจากนอกพรรคร่วมหรือไม่ นายอนุทินหัวเราะเบาๆ และถามกลับว่า “ทำไมชอบถามว่ากังวล” ก่อนตอบว่า “กังวลงานที่จะเข้ามามากกว่า” แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่มุ่งเน้นการทำงานมากกว่าการเมืองแบบเก็งกำไร

ประเด็น “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ นี้ สะท้อนถึงสถานการณ์การเมืองไทยที่ยังคงมีความไม่แน่นอน แม้พรรคร่วมรัฐบาลจะมีเสียงข้างมาก แต่การเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและกล้าธรรม อาจสร้างเซอร์ไพรส์ได้ นอกจากนี้ นายอนุทินยังไม่ได้เปิดเผยวางแผนงานแรกหลังรับตำแหน่ง ก่อนรีบเข้าร่วมประชุมสภา

การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนายอนุทินในฐานะผู้นำที่สงบเสงี่ยมและมุ่งผลงาน โดยเฉพาะในยุคที่การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของเขาเน้นนโยบายที่เป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาท้องถิ่นและแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเด่นในการบริหารประเทศ

  • ขอบคุณพรรคร่วมรัฐบาลที่ให้ความมั่นใจ
  • พร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกพรรค
  • กังวลงานมากกว่าเสียงโหวต
  • ไม่ตอบเรื่องพรรคกล้าธรรมและปชน.

สถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่เพียงแต่กำหนดทิศทางรัฐบาล แต่ยังเป็นบททดสอบความสามัคคีของพรรคร่วม หาก “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ จริง อาจนำไปสู่การโหวตที่เข้มข้นยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ ผู้ติดตามข่าวการเมืองควรจับตาการโหวตในสภาให้ดี เพราะอาจมีพลิกผันที่ไม่คาดคิด คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของนายอนุทิน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตการเมืองไทยจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ทราบ ปชน. เสนอชื่อแข่งนายกฯ ปัดตอบกล้าธรรมร่วมโหวตหนุนหรือไม่

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเฉพาะในพรรคขนาดกลางอย่างไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่กำลังเผชิญความท้าทายภายใน ล่าสุด “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สื่อการเมืองให้ความสนใจอย่างมาก นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนท่ามกลางความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ภายในพรรคไทยสร้างไทย โดยระบุว่าพรรคยังมีข้อเห็นต่างเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะมอบหมายให้รักษาการหัวหน้าพรรครับผิดชอบเจรจาเพื่อสนับสนุนเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลแล้วก็ตาม ความเห็นต่างนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้งที่พรรคได้ที่นั่งไม่มากนัก รวมถึงเหตุการณ์การเมืองล่าสุดที่ทำให้สมาชิกบางคนมีความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเข้าใจมุมมองของทุกคนที่ต้องการรัฐบาลที่มีศักยภาพโดยเร็วที่สุด แต่หากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตนเองจะขอไม่รับตำแหน่งบริหารใดๆ ในพรรคอีกต่อไปในการประชุมสามัญที่จะมาถึง และจะส่งกำลังใจให้ชุดบริหารใหม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

บริบทการเมืองและพรรคไทยสร้างไทย

พรรคไทยสร้างไทยก่อตั้งโดยนางสาวอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2566 พรรคมีจุดยืนชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และประชาธิปไตย หลังเลือกตั้งได้ ส.ส. จำนวนหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอที่จะเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ต้องเจรจากับพรรคอื่น สถานการณ์ปัจจุบันที่ “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่อาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพของพรรค

  • ผลกระทบจากการเลือกตั้ง: พรรคได้ที่นั่งน้อยกว่าที่คาด ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องทิศทาง
  • การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล: ต้องประสานเสียงกับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น
  • จุดยืนส่วนตัวของ ส.ส.: แต่ละคนมีมุมมองต่างต่อผู้สมัครนายกฯ

จุดยืนของนายต่อพงษ์และผลกระทบที่อาจเกิด

นายต่อพงษ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน จุดยืนที่ชัดเจนของเขาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงความกังวล แต่เป็นการเตือนใจให้พรรคหาข้อสรุปโดยเร็ว หาก “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ต่อไป อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างบริหารพรรคครั้งใหญ่ ส่งผลให้พรรคเสียความน่าเชื่อถือในสายตานักการเมืองอื่น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกฯ จากกกต. และการตีความรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการโหวต สมาชิกพรรคไทยสร้างไทยต้องเร่งหาทางออกเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญ

การแสดงจุดยืนของนายต่อพงษ์นี้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อพรรคและประเทศ เขาเชื่อว่ารัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อาชญากรรม และความเหลื่อมล้ำได้ดียิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคไทยสร้างไทย หากสามารถรวมใจกันได้ จะกลายเป็นพรรคที่แข็งแกร่งในอนาคต ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ลั่นหากไร้ข้อสรุป ขอไม่รับตำแหน่งบริหารพรรคต่อ

มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันดีกว่าครับ มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล ที่กำลังเป็นที่สนใจของทุกคน หลังจากพรรคประชาธิปัตย์มีมติชัดเจนในการประชุม สส. เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่อาจส่งผลต่อทิศทางโหวตนายกฯ ในวันถัดไป

มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

ที่ประชุม สส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในฐานะประธาน สส.พรรค เป็นประธานการประชุม เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 18 มี.ค. 2569 มี สส.เข้าร่วม 20 คน ขาดเพียงนายชวน หลีกภัย ที่ไปพบแพทย์ ผลการประชุมคือมติให้ งดออกเสียง ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. เวลา 10.00 น. นายสาทิตย์แถลงข่าวเวลา 15.30 น. ยืนยันว่าพรรคมีแนวโน้มงดออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ในอดีตเช่นกัน

นอกจากนี้ พรรคยังมติส่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้อภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงเหตุผลรายละเอียดว่าทำไมพรรคถึงเลือกงดออกเสียง พรรคได้รับเชิญจากประธานสภาให้หัวหน้าพรรคร่วมหารือเวลา 09.00 น. วันที่ 19 มี.ค. แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีการอภิปรายหรือไม่ พรรคหวังว่าพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นเสียงข้างมากจะเปิดโอกาส เพราะตำแหน่งนายกฯ สำคัญมาก ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้

เหตุผลเบื้องหลังมติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ

เมื่อสื่อถามว่านี่เป็นเพราะการแข่งขันผู้สมัครนายกฯ หรือไม่ นายสาทิตย์ยอมรับว่าเป็นเหตุผลหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมด พรรคพิจารณาคุณสมบัติทั้งสองฝ่ายแล้ว เห็นว่าการงดออกเสียงจำเป็น โดยรายละเอียดจะให้อภิสิทธิ์ชี้แจง มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล ถือเป็นจุดยืนที่ยึดหลักธรรมาภิบาลของพรรคประชาธิปัตย์มาอย่างยาวนาน

  • พิจารณาคุณสมบัติผู้สมัครทั้งสองฝ่ายอย่างรอบคอบ
  • ยึดหลักโปร่งใสและการตรวจสอบจากสภา
  • งดออกเสียงเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา
  • ส่งหัวหน้าพรรคอภิปรายเพื่อแจงเหตุผลชัดเจน

ผลกระทบและมุมมองต่อการเมืองไทย

การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงความระมัดระวังของพรรคประชาธิปัตย์ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียด โดยเฉพาะการโหวตนายกฯ ที่ทุกคะแนนมีค่า มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล อาจทำให้เกิดการถกเถียงในสภาฯ มากขึ้น และเป็นตัวอย่างให้พรรคอื่นๆ พิจารณา หากอภิสิทธิ์ได้อภิปรายจริง คงได้ฟังเหตุผลละเอียดยิบแน่นอน

ในมุมมองส่วนตัว การงดออกเสียงแบบนี้เป็นกลยุทธ์聪明的ที่ช่วยรักษาพรรคไม่ให้ถูกดึงเข้าข้างใดข้างหนึ่ง แต่ก็อาจถูกมองว่าไม่รับผิดชอบ หากสภาต้องการเสถียรภาพ อย่างไรก็ตาม มันเน้นย้ำว่าการเมืองไทยยังต้องการการตรวจสอบที่เข้มข้น

คุณคิดอย่างไรกับมติล่าสุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – มติ สส.ปชป. งดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ ส่ง “อภิสิทธิ์” อภิปรายแจงเหตุผล

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ นัด สส. 19 มี.ค.

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง เพราะเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ วันนี้เรามีรายละเอียดครบถ้วนมาอัปเดตให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ เลยนะ

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งหนังสือด่วนมากถึง สส. ทุกคน เรื่องการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา

วาระสำคัญสุดคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะแจ้งพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธานและรองประธานสภา จากนั้นเข้าสู่เรื่องด่วน คือ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

การประชุมครั้งนี้ไม่มี สว. เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ทำให้เป็นการโหวตแบบ สส. ล้วน ๆ ซึ่งตื่นเต้นไม่แพ้ครั้งก่อน ๆ ขั้นตอนจะโปร่งใสแบบเปิดเผย ทุกคนต้องขานชื่อลงคะแนน ผู้สมัครที่ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของ สส. ทั้งหมด (มากกว่า 250 เสียง จาก 500 ที่นั่ง) เท่านั้นถึงจะชนะ

ขั้นตอนการเสนอชื่อและโหวตนายกรัฐมนตรี

เริ่มจากพรรคการเมืองที่เสนอชื่อผู้สมัครนายกฯ จากบัญชีของพรรคตัวเอง โดยพรรคต้องมี สส. ไม่น้อยกว่า 5% ของสภา หรืออย่างน้อย 25 ที่นั่ง และต้องมี สส. รับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสภา (50 เสียง)

  • เสนอชื่อ: พรรคที่มีคุณสมบัติครบเสนอชื่อ Candidate
  • แสดงวิสัยทัศน์: ผู้ถูกเสนอชื่อกล่าววิสัยทัศน์ต่อ สส. เพื่อโน้มน้าวใจ
  • ลงคะแนน: แบบเปิดเผย เรียกชื่อ สส. ตามลำดับตัวอักษร ขานชื่อผู้ที่เลือกหรือ “งดออกเสียง”
  • ผล: ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง ประธานสภาฯ นำชื่อทูลเกล้าฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

การโหวตแบบนี้ทำให้ทุกเสียงชัดเจน ไม่มีลับ ๆ ล่อ ๆ สส. แต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อประชาชนที่เลือกมา นอกจากนี้ ยังมีวาระอื่น ๆ เช่น การรับทราบพระบรมราชโองการ ซึ่งเป็นพิธีการสำคัญ

ทำไมการโหวตครั้งนี้ถึงสำคัญ? เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลใหม่ที่จะกำหนดทิศทางประเทศไปอีก 4 ปี ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม หรือปัญหาเรื้อรังอย่างคอร์รัปชัน ประชาชนอย่างเราก็ต้องเฝ้าดู สส. ที่เราบริจาคภาษีไปทำงานจริงจังแค่ไหน

นอกจากขั้นตอนหลักแล้ว ยังมีกฎเกณฑ์อื่น ๆ เช่น หากรอบแรกไม่มีใครได้เกินกึ่งหนึ่ง อาจต้องโหวตรอบใหม่ แต่ครั้งนี้คาดว่าจะลุ้นเข้มข้นเพราะพรรคใหญ่หลายพรรคมี Candidate พร้อมลุย

เพื่อให้เข้าใจชัดยิ่งขึ้น ลองนึกภาพ สส. นั่งเรียงกันในห้องประชุมใหญ่ ประธานเรียกชื่อทีละคน “คุณสมชาย ขานชื่อ!” แล้วตอบ “นายกฯ X” หรือ “งด” เสียงดังก้องทั้งห้อง นี่แหละเสน่ห์ของประชาธิปไตยไทย

การโหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้ จะเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เราควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลจะกระทบชีวิตเราทุกคน

คุณคิดว่าใครจะได้เป็นนายกฯ ชื่อนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ อ่าน เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเหตุการณ์ ติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา!

ที่มา – โหวตนายกฯ วันไหน เลขาฯ สภาฯ ออกหนังสือด่วนมากนัด สส. 19 มี.ค. นี้

Scroll to top