นายกรัฐมนตรี

“หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและหน่วยงานกำกับดูแล เมื่อ “หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช. พร้อมยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตชนและยึดมั่นในความถูกต้องมาโดยตลอด ท่ามกลางกระแสข่าวเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งที่สร้างความสนใจให้กับสาธารณชนเป็นอย่างมาก

“หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยย้ำชัดว่าในฐานะประธาน กสทช. ตนยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังด้วยความจงรักภักดี และที่สำคัญคือ “หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช. ตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่งก็ตาม

มุมมองจาก “หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อการรักษาคนไข้

นอกจากเรื่องบทบาทใน กสทช. แล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ท่านถูกตั้งคำถามเรื่องการประกอบวิชาชีพแพทย์ โดยท่านได้ย้อนถามกลับด้วยความสงสัยว่า การรักษาคนไข้ของตนไปกระทบกับการทำงานใน กสทช. อย่างไร ซึ่งถือเป็นคำถามที่สะท้อนให้เห็นว่าท่านมองว่าการทำหน้าที่แพทย์คือวิชาชีพที่ยึดถือมาตลอดชีวิตและไม่ได้มีความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ใดๆ กับการกำกับดูแลองค์กร

  • ความเป็นมืออาชีพ: ยึดมั่นในการรักษาคนไข้ควบคู่ไปกับงานบริหาร
  • ความโปร่งใส: เน้นย้ำว่าตนเป็นสุจริตชน ไม่เคยทำร้ายใคร
  • ทางเลือกในอนาคต: ระบุว่ามีทางเลือกในใจแล้วสำหรับก้าวต่อไป

หลายคนต่างจับตามองว่าท่าทีของ นพ.สรณ หลังจากวันที่ 13 สิงหาคมจะเป็นอย่างไร เพราะจากการให้สัมภาษณ์ดูเหมือนว่าท่านพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ โดยมองว่าชีวิตคนเราย่อมมีทางเลือกเสมอ ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองทำลงไป ซึ่งท่านยืนยันว่าการทำงานที่ผ่านมานั้นตรวจสอบได้และทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ ถือว่าเรื่องนี้ยังคงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตีความคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ว่าขอบเขตของวิชาชีพเฉพาะทางนั้นมีความทับซ้อนกับตำแหน่งหน้าที่เพียงใด งานนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของท่านจะเป็นอย่างไร และบทสรุปของ กสทช. จะเป็นไปในทิศทางไหน

ที่มา – “หมอสรณ” มั่นใจไม่ได้ทำอะไรผิด ยันทำหน้าที่ประธาน กสทช. ถามรักษาคนไข้กระทบ กสทช. อย่างไร

“ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

เชื่อว่าหลายครอบครัวที่ตัดสินใจซื้อคอร์สเรียนพิเศษหรือคอร์สว่ายน้ำให้ลูกคงเคยหนักใจกับปัญหาการบริการที่ไม่เป็นธรรม ล่าสุดมีกรณีตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ ซึ่งถือเป็นชัยชนะของผู้บริโภคที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากผู้ปกครองท่านหนึ่งซื้อคอร์สว่ายน้ำให้ลูก แต่ทางโรงเรียนกลับปิดสาขาหนีและปฏิเสธการคืนเงินโดยอ้างเงื่อนไขคอร์สหมดอายุ ทั้งที่ไม่ได้มีการชี้แจงที่ชัดเจนตั้งแต่แรก

“ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

การเข้ามาจัดการของนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ สคบ. ในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ผู้บริโภคต้องรอเงินคืนนานนับเดือน แต่เมื่อรัฐเข้ามาประสานงานโดยตรง กลับสามารถเจรจาให้คืนเงินได้ภายในเวลาเพียง 15 วัน ซึ่งถือว่ารวดเร็วและเป็นธรรมอย่างมากสำหรับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

สรุปประเด็น “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการอ้างเงื่อนไข “คอร์สหมดอายุ” เพื่อปฏิเสธความรับผิดชอบนั้นไม่ใช่ข้ออ้างที่ยอมรับได้ หากผู้ประกอบการไม่ได้แจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนตั้งแต่วันที่ทำสัญญา สคบ. จึงมีมาตรการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ตรวจสอบสัญญาการให้บริการของธุรกิจกลุ่มเด็กและครอบครัวทั่วประเทศ
  • เน้นย้ำเรื่องการเปิดเผยเงื่อนไขการใช้บริการ การเปลี่ยนสาขา และสิทธิการขอคืนเงิน
  • ดำเนินคดีทันทีหากพบการปกปิดข้อมูลหรือตั้งเงื่อนไขเอาเปรียบผู้บริโภค

ในฐานะผู้บริโภค เราควรได้รับความคุ้มครองที่เท่าเทียม ไม่ใช่ถูกเอาเปรียบจากธุรกิจที่หวังเพียงผลกำไรโดยไม่สนใจมาตรฐานการบริการ การที่ภาครัฐออกมาตรวจสอบอย่างจริงจังในคดี “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่า ต่อไปนี้ผู้ประกอบการจะต้องมีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อลูกค้ามากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่พ่อแม่ต้องมานั่งกุมขมับกับเงินที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ หากใครพบเจอเหตุการณ์ที่ไม่เป็นธรรมแบบนี้ อย่าปล่อยผ่านครับ ให้รีบแจ้ง สคบ. ทันทีเพื่อให้สิทธิของเราได้รับการปกป้องอย่างถึงที่สุด

ที่มา – “ศุภมาส” ปิดดีลโหด รร.สอนว่ายน้ำเด็กเบี้ยวคืนเงินอ้างคอร์สหมดอายุ

นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน เข็มวันอานันทมหิดล 2569

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าอนุโมทนาบุญมาฝากกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีได้ออกมาเชิญชวนให้พวกเรามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำบุญครั้งใหญ่กับโครงการ นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569” เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่กำลังลำบากครับ

นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569”

โครงการนี้ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาอย่างยาวนาน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ผู้ทรงเป็นพระผู้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาฯ นั่นเองครับ

พลังแห่งการให้ผ่าน นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569”

สำหรับแนวคิดในปีนี้มาในธีม “Care Beyond Cancer” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้รวมถึงพระสงฆ์อาพาธที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษาพยาบาล ซึ่งถือเป็นกุศลอันยิ่งใหญ่มากครับ โดยกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อทางคณะฯ ได้เข้าพบท่านนายกฯ เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการนี้ให้เข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น

ทำไมเราถึงควรสนับสนุนโครงการนี้?

  • เพื่อส่งต่อโอกาสในการรักษาพยาบาลให้ผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • เพื่อเป็นการดูแลพระสงฆ์อาพาธในพื้นที่ห่างไกลและโรงพยาบาลต่างๆ
  • เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในรัชกาลที่ 8
  • เพื่อสร้างสังคมแห่งการให้และแบ่งปันให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

การร่วมสมทบทุนในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบริจาคเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนกำลังใจที่ส่งไปถึงผู้ป่วยที่กำลังเผชิญกับความเจ็บป่วย ให้พวกเขามีแรงสู้และได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตามมาตรฐานทางการแพทย์ครับ หากใครสนใจอยากร่วมทำบุญ สามารถติดตามรายละเอียดผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เลยครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อว่าพลังเล็กๆ ของทุกคนเมื่อรวมกัน จะกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของผู้ป่วยยากไร้หลายคนให้กลับมามีความหวังได้อีกครั้ง มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพลังแห่งความเมตตานี้ไปด้วยกันนะครับ เพราะสุขภาพที่ดีคือพื้นฐานสำคัญของชีวิตคนไทยทุกคน

ที่มา – นายกฯ ชวนร่วมสมทบทุน “เข็มวันอานันทมหิดล 2569” ช่วยผู้ป่วยยากไร้–พระสงฆ์อาพาธ

นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองและองค์กรอิสระ เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่มีการลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ให้พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. โดยนายกฯ ยืนยันว่าการดำเนินการในครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดและไม่มีเรื่องของการเมืองเข้ามาแทรกแซงแต่อย่างใด

เบื้องหลังการตัดสินใจ นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

เหตุผลหลักที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มาจากการที่คณะกรรมการสรรหา กสทช. ได้มีมติให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากตรวจพบว่ามีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ซึ่งนายอนุทินได้ย้ำว่ารัฐบาลเพียงแค่ทำหน้าที่ตามกระบวนการที่ฝ่ายกฎหมายได้ตรวจสอบและให้ความเห็นมาเท่านั้น โดยไม่มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง

ในส่วนของข้อกังวลจากนักวิชาการที่เกรงว่าองค์กรจะเกิดภาวะสุญญากาศในการบริหารงานนั้น นายกฯ ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า:

  • กรรมการท่านอื่นที่ยังเหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้
  • กสทช. เป็นองค์กรอิสระ รัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงการทำงานได้
  • รัฐบาลพร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนหากมีการขอความช่วยเหลือหรือติดขัดในขั้นตอนใด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของการทำงานในองค์กรอิสระภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด การที่ นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ นพ.สรณ พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตาดูต่อไปว่าหลังจากนี้ทิศทางการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและโทรคมนาคมของไทยจะเป็นอย่างไร จะมีการสรรหาประธานคนใหม่เข้ามาสานต่องานอย่างไรให้ไม่กระทบต่อประโยชน์ของประชาชน

ในมุมมองของเรา นี่คือบทเรียนสำคัญว่ากฎระเบียบและคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรระดับประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความโปร่งใสในการตรวจสอบตามขั้นตอนกฎหมายจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้โดยไร้ข้อครหาจากสังคม

ที่มา – นายกฯ เผยลงนามทูลเกล้าฯ “นพ.สรณ” พ้นตำแหน่ง ประธาน กสทช. แล้ว

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก สำหรับกรณี นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต สส.นนทบุรี ที่ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญบุกยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี จนเสียชีวิต ซึ่งล่าสุดทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างดุดัน โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่จัดการคดีนี้ให้ถึงที่สุด

เบื้องลึก นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

นายอนุทิน ได้แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หลังจากที่มีภาพปรากฏว่าผู้ต้องหาอย่างนายฉลองไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือ และยังมีการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างใจเย็น ทั้งที่เพิ่งก่อเหตุอุกฉกรรจ์ นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ. โดยย้ำชัดเจนว่าสถานะของผู้กระทำผิดคือ “ฆาตกร” และต้องไม่มีการให้อภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอดีตนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพลคนไหนก็ตาม

ประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ มีดังนี้:

  • การบังคับใช้กฎหมาย: ต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ผู้ต้องหาต้องถูกควบคุมตัวตามมาตรฐานคดีอุกฉกรรจ์
  • การพกพาอาวุธปืน: ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีใบอนุญาตพกพาปืนที่ยังคงสถานะอยู่ ดังนั้นใครก็ตามที่พกปืนถือว่าทำผิดกฎหมายทันที
  • นโยบายเข้มงวด: สั่งระงับปืนสวัสดิการและกำชับให้ทุกจังหวัดตั้งด่านตรวจค้นอาวุธปืนอย่างจริงจังทั่วประเทศ

ในส่วนของสถานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทยของนายฉลองนั้น ทางนายอนุทินได้ชี้แจงว่าไม่ได้ให้ความสำคัญในประเด็นนี้ เนื่องจากหากมีการกระทำผิดกฎหมายหรือคดีความ สมาชิกภาพก็ถือว่าสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติตามข้อบังคับของพรรคและกฎหมายบ้านเมือง

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกันทุกคน การปล่อยให้ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นภาพลักษณ์ที่ยอมรับไม่ได้ในกระบวนการยุติธรรมของไทย เราในฐานะประชาชนคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถดำเนินคดีนี้ให้เป็นบรรทัดฐานที่ดีต่อสังคมได้อย่างไร เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ สั่งจัดการเด็ดขาด “ฉลอง เรี่ยวแรง” บุกยิง นายก อบจ.

อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ

อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ

กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวลือเรื่อง “อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ” โดยท่านนายกฯ ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย พร้อมกับตั้งคำถามกลับว่าข่าวเหล่านี้มาจากไหนกันแน่

สรุปประเด็นอนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว พร้อมแจงปมไทยลีกคอนเนกชั่น

นายอนุทินได้กล่าวถึงกรณีที่ถูกโยงว่ามีการดึงตัว “งูเขียว” เข้ามาร่วมงานกับพรรคสีน้ำเงิน โดยย้ำว่าเป็นเพียงเรื่องขำขันที่ผู้สื่อข่าวถามขึ้นมาเอง ส่วนประเด็นเรื่องภาพนายเนวิน ชิดชอบ พบกับ สส. พรรคกล้าธรรมที่สนามบอลนั้น นายอนุทินชี้แจงว่าเป็นการทำหน้าที่ประธานสโมสรตามปกติของฤดูกาลแข่งขัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองแต่อย่างใด

  • นายอนุทินยืนยันว่าไม่ได้มีการดีลกับงูเขียวหรือใครทั้งสิ้น
  • ชี้เป้าภาพที่เห็นในสนามบอลเป็นเพียงมิตรภาพจากการแข่งขันกีฬา
  • หยิบน้ำมันเขียวขึ้นมาโชว์ พร้อมมุกเด็ด “ทาแล้วหัวไม่โน”

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ ท่านนายกฯ ยังได้โชว์อารมณ์ขันด้วยการหยิบขวดน้ำมันเขียวขึ้นมาให้สื่อมวลชนดู พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ทาแล้วหัวไม่โน” เพื่อเป็นการตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยท่านระบุว่าไม่ได้ตั้งใจจะพาดพิงถึงฝ่ายพรรคประชาชนหรือใครเป็นพิเศษ แต่แปลกใจที่อีกฝ่ายมักจะ “อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ” โดยการกระโดดออกมาตอบโต้ในสิ่งที่ตนไม่ได้เอ่ยชื่อถึง

นายอนุทินยังได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการทำงาน โดยย้ำว่าการมีสติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และคำสอนที่ว่า “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” นั้น เป็นหลักการที่ตนยึดถือมาโดยตลอด การโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียเป็นเพียงการแชร์หลักการใช้ชีวิต ไม่ได้มีนัยแฝงทางการเมืองเพื่อโจมตีผู้ใด ท่านนายกฯ ทิ้งท้ายด้วยการขอให้ทุกคนใช้สติในการวิเคราะห์ข่าวสาร เพราะบ้านเมืองต้องการความสงบมากกว่าการตีความที่เกินเลยไปไกล

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยมักจะมีสีสันแบบนี้อยู่เสมอ การติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสำคัญมากที่สุดครับ

ที่มา – ไม่รู้ข่าวงูเขียว “อนุทิน” บอกแค่เรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับอีกแล้ว ไม่ได้พูดถึงเขาเลย

รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ เกี่ยวกับการที่ภาครัฐออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ อย่างจริงจังและไม่มีข้อยกเว้น เพราะเรื่องนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรงเลยทีเดียวครับ

รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

ทางด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการสอบสวนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ซึ่งบทลงโทษนั้นถือว่ามีความรุนแรงมาก โดยท่านได้ยกตัวอย่างเคสที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีอดีตปลัดอำเภอเข้าไปพัวพันจนเกิดความเครียดและจบชีวิตตัวเองลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการกระทำผิดในลักษณะนี้นั้นมีโทษที่หนักหนาสาหัสเพียงใด

มาตรการเด็ดขาดเมื่อรัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ

นายกฯ ได้ย้ำเตือนใจข้าราชการทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตคือหัวใจสำคัญ และการที่ใครสักคนต้องเผชิญกับโทษรวมหลายร้อยปีจากหลายคดีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือการไม่ริเริ่มทำสิ่งที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นครับ โดยมาตรการที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่มีดังนี้:

  • การตรวจสอบย้อนหลังการออกบัตรประชาชนในพื้นที่เสี่ยง
  • การใช้ระบบฐานข้อมูลดิจิทัลเข้ามาช่วยคัดกรองเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์
  • การลงโทษทางวินัยและอาญาอย่างเฉียบขาดสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
  • การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประชาชนในพื้นที่เพื่อแจ้งเบาะแส

ในมุมมองของผม การที่ รัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ในครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ารัฐไม่ยอมให้มีการคอรัปชันหรือการละเมิดกฎหมายจนส่งผลกระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของคนไทย โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องบัตรประชาชนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญมากสำหรับพลเมืองไทยครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า กฎหมายบ้านเมืองมีความศักดิ์สิทธิ์เสมอ และไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากตัดสินใจทำผิดกฎหมาย ย่อมต้องได้รับผลของกรรมนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หวังว่าบทเรียนจากกรณีอดีตปลัดอำเภอจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักถึงความถูกต้องเหนือสิ่งอื่นใด

ที่มา – นายกฯ ยันรัฐบาลเข้มงวดเอาผิดขบวนการออกบัตรประชาชนให้ต่างชาติ ชี้โทษรุนแรง

ญี่ปุ่นรำลึก 81 ปี ระเบิดนิวเคลียร์ถล่มนางาซากิ ไว้อาลัยเหยื่อปรมาณู

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นได้ร่วมกันประกอบพิธีรำลึกเหตุการณ์ครั้งสำคัญของโลก นั่นคือ ญี่ปุ่นรำลึก 81 ปี ระเบิดนิวเคลียร์ถล่มนางาซากิ ไว้อาลัยเหยื่อปรมาณู ที่เคยสร้างรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ให้กับมนุษยชาติในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การสูญเสียในครั้งนั้นไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลข แต่คือเรื่องราวของชีวิตผู้บริสุทธิ์นับแสนคนที่ต้องดับสูญไปในพริบตาจากอำนาจทำลายล้างของนิวเคลียร์

ญี่ปุ่นรำลึก 81 ปี ระเบิดนิวเคลียร์ถล่มนางาซากิ ไว้อาลัยเหยื่อปรมาณู

ในช่วงเวลา 11:02 น. ชาวเมืองนางาซากิร่วมใจกันยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยให้กับดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดปรมาณู โดยมีรายงานว่ายอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด ณ ปัจจุบันมีมากกว่า 2 แสนราย การจัดงานในครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสันติภาพและการป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก โดยนายกเทศมนตรีเมืองนางาซากิได้กล่าวถึงความเห็นอกเห็นใจว่าเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

บทเรียนจากอดีตและการสร้างอนาคตที่ไร้นิวเคลียร์

ในงาน ญี่ปุ่นรำลึก 81 ปี ระเบิดนิวเคลียร์ถล่มนางาซากิ ไว้อาลัยเหยื่อปรมาณู ตัวแทนจากผู้รอดชีวิตได้ขึ้นกล่าวคำปฏิญาณเพื่อสันติภาพ โดยย้ำว่าชีวิตมนุษย์ควรได้รับการปกป้องเป็นลำดับแรกเสมอ นอกจากนี้ ผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่นยังได้ย้ำถึงหลักการไม่ข้องแวะกับอาวุธนิวเคลียร์ 3 ประการอย่างเคร่งครัด เพื่อแสดงจุดยืนของประเทศที่เป็นเหยื่อจากอาวุธชนิดนี้เพียงประเทศเดียวในโลก

บทเรียนที่เราได้รับจากเหตุการณ์นี้ ได้แก่:

  • ความสูญเสียจากนิวเคลียร์ส่งผลกระทบต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ
  • การสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจเป็นก้าวแรกของสันติภาพ
  • ความร่วมมือระหว่างประเทศคือกุญแจสำคัญในการกำจัดอาวุธร้ายแรง

ท้ายที่สุด การที่เรายังคงพูดถึงและให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อรำลึกถึงความทุกข์ระทมในอดีต แต่เพื่อเตือนสติชาวโลกทุกคนว่า สันติภาพที่แท้จริงเกิดจากการเลือกที่จะใช้ชีวิตเพื่อปกป้องผู้อื่นมากกว่าการทำลายล้างกัน หวังว่าโลกของเราจะก้าวไปสู่จุดที่อาวุธนิวเคลียร์กลายเป็นเพียงแค่บันทึกในหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้น

ที่มา – ญี่ปุ่นรำลึก 81 ปี ระเบิดนิวเคลียร์ถล่มนางาซากิ ไว้อาลัยเหยื่อปรมาณู

เจาะลึกความสำเร็จ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี นายกฯ ควงภริยาเต้นแอโรบิก

เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่สร้างสีสันและพลังบวกให้กับคนไทยทั้งประเทศเลยทีเดียว สำหรับกิจกรรมสุดคึกคักอย่างโครงการ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ที่เพิ่งจัดพิธีฉลองความสำเร็จไปเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สนามศุภชลาศัย โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาเป็นประธานในพิธีด้วยตัวเอง

บรรยากาศสุดประทับใจในงาน 74 วัน 74 ล้านแคลอรี

ภายในงานเราได้เห็นภาพที่น่ารักและอบอุ่น เมื่อท่านนายกฯ ได้ควงคู่ภริยา คุณจ๋า ธนนนท์ ชาญวีรกูล มาร่วมกิจกรรมออกกำลังกายร่วมกับประชาชนกว่า 7,400 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน โดยไฮไลท์สำคัญคือการที่นายกฯ นำทีมข้าราชการและประชาชนเต้นแอโรบิกต่อเนื่องแบบ 4 เพลงรวด ซึ่งเพลงที่เรียกเสียงกรี๊ดและสร้างความบันเทิงได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเพลง “เชฟบ๊ะ” ของคุณฮาย อาภาพร นั่นเอง

ทำไมโครงการ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ถึงประสบความสำเร็จเกินคาด?

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนไทย โดยจากเป้าหมายที่วางไว้ พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์ม “ก้าวท้าใจ” สามารถเผาผลาญแคลอรีไปได้ถึง 153 ล้านแคลอรี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เกือบเท่าตัว โดยมีปัจจัยความสำเร็จดังนี้:

  • การมีส่วนร่วมของผู้นำ: ท่านนายกฯ ได้แสดงให้เห็นถึงแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพผ่านการออกกำลังกายเชิงรุก
  • การสนับสนุนจากภาครัฐ: มีการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สวนสาธารณะและลานกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย
  • กระแสความร่วมมือ: เกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และกรมอนามัย ที่ช่วยกันปลุกกระแสรักสุขภาพ

รัฐบาลได้เน้นย้ำเสมอว่า การออกกำลังกายไม่ใช่แค่เรื่องของการลดน้ำหนัก แต่คือการสร้างรากฐานของความมั่นคงทางสังคมและสุขภาพของคนในชาติในระยะยาว หากคนในชาติมีสุขภาพดี ก็จะส่งผลดีต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม การที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงรุกและสร้างลานกิจกรรมใกล้บ้าน จึงเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย

หากใครที่พลาดโอกาสในรอบนี้ ไม่ต้องเสียใจไปครับ เพราะกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพดีๆ แบบนี้มีให้ติดตามอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการของกระทรวงสาธารณสุขและกรมอนามัย การหันมาขยับร่างกายวันละนิดเปลี่ยนให้การออกกำลังกายกลายเป็นวิถีชีวิต จะช่วยให้คุณมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน แล้วมาร่วมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งสุขภาพดีไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – ประกาศความสำเร็จ “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” นายกฯ ควงภริยาเต้นแอโรบิก

Scroll to top