นายกฯ อนุทิน

ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน

เรียกได้ว่าสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือปีนี้หนักหนาสาหัสจริงๆ ครับ โดยล่าสุดมีการเคลื่อนไหวสำคัญจากรัฐบาล เมื่อ ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน ทันทีหลังจากได้รับคำสั่งการด่วนจากท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งในขณะนั้นกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรวดเร็วในการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่กำลังเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสครับ

ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน

ภายหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในงาน ม.อ.วิชาการ และงานมหกรรมงานวิจัย ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ปรับแผนการเดินทางทันทีเพื่อมุ่งหน้าสู่ จ.น่าน ในเวลา 15.00 น. เพื่อลงพื้นที่ อ.ปัว อย่างเร่งด่วน โดยการที่ ยศชนัน เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงบทบาทของประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือที่ชัดเจนมากครับ

สถานการณ์ในพื้นที่ อ.ปัว จ.น่าน

บรรยากาศที่ อ.ปัว ตอนนี้ค่อนข้างตึงเครียดมากครับ เพราะฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดมวลน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือน ส่งผลให้เส้นทางคมนาคมหลายสายถูกตัดขาด นายยศชนันจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการดังนี้:

  • ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 24 นิ้ว ในเขตอำเภอเมือง และเครื่องสูบน้ำ 8 นิ้ว จำนวน 11 เครื่อง ในพื้นที่ อ.เวียงสา เพื่อระบายน้ำให้เร็วที่สุด
  • ระดมเครื่องจักรขนาดใหญ่ ทั้งรถแบ็กโฮและรถบรรทุกเทท้ายกว่า 7 คัน เพื่อกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและคอสะพานที่ถูกน้ำพัดพามา
  • ประสานงานกับ พมจ.น่าน เพื่อเข้าช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประสบภัยที่ติดค้างอยู่ตามจุดพักพิงต่างๆ อย่างเร่งด่วน

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของพี่น้องชาวเหนือ และพร้อมที่จะลงพื้นที่จริงเพื่อแก้ปัญหาหน้างานทันที เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านจะคลี่คลายลงในเร็ววัน และขอส่งกำลังใจให้ทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยทุกคนผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีครับ

ที่มา – “ยศชนัน” เปลี่ยนภารกิจบินด่วนจากสุราษฎร์ธานี ขึ้นเหนือลุยช่วยน้ำท่วมน่าน

วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่

สวัสดีครับแฟนข่าวทุกท่าน ช่วงนี้กระแสข่าวการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในแวดวงกระทรวงต่างๆ กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนจับตามองคือเรื่อง วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้ ซึ่งวันนี้เราจะมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดกันครับ

วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เข้า ครม.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ โดยระบุชัดเจนว่ายังไม่ได้มีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. เนื่องจากต้องรอให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติภารกิจจากต่างประเทศเสร็จสิ้นเสียก่อน เพื่อที่จะได้หารือถึงแนวทางที่เหมาะสมที่สุดร่วมกัน

ทำไมการเสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ถึงต้องรอ?

สาเหตุหลักที่ทำให้เรื่องนี้ยังต้องชะลอออกไป เป็นเพราะความรอบคอบในการทำงานครับ เนื่องจาก:

  • ต้องรอการตัดสินใจและหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีหลังจากกลับจากต่างประเทศ
  • ต้องมีการตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามระเบียบราชการ
  • ต้องการสรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมและมีองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ทิศทางอุตสาหกรรมของประเทศ

ทางด้านปลัดคนปัจจุบัน นายณัฐพล รังสิตพล ซึ่งกำลังจะครบวาระ 4 ปีนั้น นายวราวุธได้แสดงความชื่นชมว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถสูงและมีองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมและยานยนต์อย่างเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่นั้น รัฐมนตรีฯ ยืนยันว่าคนในกระทรวงเก่งๆ มีอยู่มากมาย และหน้าที่ของท่านคือการเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดมาขับเคลื่อนกระทรวงต่อไป

ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงต้องเดินหน้าทำงานเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวผมมองว่าการโยกย้ายตำแหน่งเป็นเรื่องปกติของระบบราชการเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถได้เติบโตในสายงานและใช้ศักยภาพใหม่ๆ พัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ เพื่อนๆ ล่ะครับมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง?

ที่มา – “วราวุธ” รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่เข้า ครม. ต้องรอคุยนายกฯ ก่อน

อนุทิน สวนดราม่าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า

อนุทิน สวนดราม่าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมือง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่มีคนตั้งข้อสังเกตและสร้างดราม่ากรณีที่ท่านได้เจอด่านตรวจระหว่างลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ โดยนายอนุทิน ได้กล่าวว่า อนุทิน สวนดราม่าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า เพราะเป็นการตรวจตามปกติและไม่มีการวางแผนล่วงหน้าแต่อย่างใด

เบื้องหลังดราม่าด่านตรวจที่สังคมกำลังสงสัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางไปพื้นที่ อ.บ้านด่าน และได้พบกับด่านตรวจความมั่นคง ซึ่งมีการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายขนยาเสพติดได้ในขณะนั้น นายอนุทินยืนยันว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีรถนำขบวนและไม่มีการเตรียมต้อนรับ จึงเป็นเรื่องบังเอิญที่ท่านผ่านไปพบเจอด่านตรวจดังกล่าว การนำเรื่องนี้ไปสร้างกระแสว่าเป็นเรื่องจัดฉากจึงไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด

  • ไม่มีรถนำขบวนหรือทีมงานแจ้งล่วงหน้า
  • ด่านตรวจปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจปกติ
  • นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้โฟกัสที่การทำงานเพื่อประชาชน

จุดยืนเรื่องการเลือก สว. ปี 67 และสถานการณ์การเมือง

นอกจากประเด็นด่านตรวจแล้ว นายอนุทินยังได้ชี้แจงถึงกรณีที่ฝ่ายค้านพยายามโยงเรื่องการฮั้ว สว. เข้ากับรัฐบาล โดยนายอนุทินย้ำชัดเจนว่า อนุทิน สวนดราม่าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องการเลือก สว. ที่เกิดขึ้นในปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลปัจจุบันจะเข้ามารับหน้าที่ ดังนั้นจึงไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

รัฐมนตรีทุกท่านมีความพร้อมในการชี้แจงต่อสภาฯ หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยจะยึดหลักการทำงานที่ซื่อสัตย์สุจริตและตอบคำถามเพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง สำหรับความพยายามของบางกลุ่มที่ต้องการทำลายความเชื่อมั่น นายอนุทินมองว่าเป็นเพียงเกมการเมืองของผู้ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการยอมรับกติกาและเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติมากกว่าการมุ่งเน้นสร้างข่าวลวงหรือเฟกนิวส์เพื่อสร้างความแตกแยกในสังคม

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง ถือว่านายกรัฐมนตรียังคงรักษาความสงบและรับมือกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้เป็นอย่างดี การมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่แท้จริงแทนการโต้ตอบดราม่าที่ไม่สร้างสรรค์ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้รัฐบาลผ่านพ้นอุปสรรคและเรียกความมั่นใจจากประชาชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” สวนดราม่าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า ย้ำเลือก สว. ปี 67 ก่อนรัฐบาลเข้ามา

นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน

เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นกับข่าวล่าสุดที่น่าสนใจ เมื่อนายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของรัฐบาลไทยในการก้าวไปสู่เวทีโลกเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยทุกคน โดยการเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ยังเป็นการปูทางสู่ความร่วมมือในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงานสะอาด นวัตกรรม และการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดต่างประเทศ

นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน

การเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งนี้ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นก้าวย่างที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในออสเตรเลีย ซึ่งเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 14 ปี รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมในความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเทคโนโลยีขั้นสูง

เปิดโอกาสธุรกิจใหม่ด้วยกลยุทธ์เชื่อมโยงระดับผู้นำ

รัฐบาลไม่ได้ไปเพียงลำพัง แต่ยังนำคณะภาคเอกชนไปร่วมกิจกรรม Business Networking เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้สร้างเครือข่ายและจับคู่ธุรกิจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทำให้นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการหารือเพื่อขยายตลาดสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคเข้าสู่นิวซีแลนด์อีกด้วย

ประเด็นหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการเยือนครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  • การขยายตลาดส่งออก: ผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ให้กว้างขวางขึ้น
  • การดึงดูดการลงทุน: ดึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาพัฒนายังประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
  • ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี: เชื่อมโยง สวทช. ของไทย กับ CSIRO ของออสเตรเลีย เพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์
  • ความสะดวกในการเดินทาง: หารือถึงการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ–โอ๊คแลนด์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและธุรกิจ

ในส่วนของนิวซีแลนด์เอง ก็เป็นโอกาสดีที่ไทยจะยกระดับความสัมพันธ์สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจะสร้างกรอบความร่วมมือที่แข็งแกร่งในระยะยาว การเจรจาโดยตรงกับบริษัทชั้นนำอย่าง Skyline Enterprises หรือ Fisher & Paykel จะช่วยกระตุ้นการลงทุนในไทยได้อย่างมหาศาล และหากถามว่าการไปเยือนครั้งนี้จะส่งผลดีต่อเราอย่างไร คำตอบคือความมุ่งมั่นที่ทำให้นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน จะนำไปสู่การจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะได้เรียนรู้จากระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลก

ในมุมมองส่วนตัว ผมเชื่อว่าการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำภาคเอกชนร่วมคณะ จะช่วยให้การทำธุรกิจระหว่างประเทศมีความคล่องตัวและเห็นผลจริงมากกว่าการหารือเพียงระดับรัฐต่อรัฐ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราจะเห็นการไหลเข้าของเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนที่จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคตครับ

ที่มา – นายกฯ อนุทิน เยือนออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ 17–22 ส.ค. นี้ ตั้งเป้าเปิดตลาด–ดึงลงทุน

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และสังคมไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทาง นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย อย่างเด็ดขาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการแอบอ้างชื่อนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทุจริต

นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย เดินหน้าล้างบางทุจริต

เหตุการณ์เริ่มต้นจากเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ได้มีการเปิดเผยแชตข้อความที่อ้างว่ามี สจ.จังหวัดสตูล เข้ามาเป็นนายหน้าในการทุจริตสอบท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันหนักแน่นว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และจะดำเนินการตรวจสอบทุกขั้นตอนโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยขณะนี้ได้มีการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานหลักเพื่อคลี่คลายคดีนี้

หน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส

เพื่อให้เกิดความกระจ่างและโปร่งใสที่สุด นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่ามีหน่วยงานที่กำลังทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ดังนี้:

  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.): เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.): ดำเนินการตรวจสอบในแง่ของกฎหมายทุจริตประพฤติมิชอบ
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ: ร่วมมือในการสอบสวนขยายผลและรวบรวมพยานหลักฐาน

การทำงานร่วมกันของทั้งสามหน่วยงานนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐเอาจริงกับเรื่องนี้ โดยนายกฯ ได้ย้ำอีกครั้งว่า นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย และไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองระดับไหนก็ตาม หากตรวจสอบพบความผิดจริงต้องถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้มีการพูดถึงเรื่อง “เพดาน” ในการตรวจสอบหรือการปกป้องผู้กระทำความผิด ซึ่งตนขอยืนยันว่าไม่มีเพดานเหล่านั้นในรัฐบาลนี้ ใครทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพราะการสอบคัดเลือกต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อคนรุ่นหลัง

ในมุมมองของประชาชนทั่วไป การที่ผู้นำออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม เพราะเป็นการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับระบบราชการไทย อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคำพูดคือผลลัพธ์ของการตรวจสอบที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้มีใครต้องถูกเอาเปรียบในการสอบเข้าทำงานอีกต่อไป

ที่มา – นายกฯ ย้ำคดีทุจริตสอบไม่มีเส้นสาย ชี้ ปปง. – ป.ป.ช. – ตร. กำลังตรวจสอบ ลั่นหากถึงใครก็คนนั้น

อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน

บรรยากาศสุดประทับใจ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ควงภริยา คุณจ๋า ธนนนท์ ชาญวีรกูล ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งงานนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยไฮไลท์สำคัญที่ทำเอาโซเชียลฮือฮาคือการที่ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับภริยาคู่ใจ

ความหมายมงคลของสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง

สำหรับสร้อยคอทองคำขาวเพชรล้อมทับทิมกินบ่เซี่ยงที่นายกฯ เลือกซื้อนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังแฝงไปด้วยความหมายที่เป็นมงคลอย่างยิ่ง โดยคำว่า “กินบ่เซี่ยง” เป็นภาษาถิ่นที่หมายถึง “กินใช้ไม่หมด” สื่อความหมายถึงความมั่งคั่งร่ำรวย โชคลาภไหลมาเทมาไม่ขาดสาย ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นของขวัญชิ้นพิเศษในโอกาสสำคัญ การที่ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน ในครั้งนี้ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยไปในตัวด้วย

นอกเหนือจากเรื่องเครื่องประดับแล้ว ภายในงานนายกรัฐมนตรียังได้เยี่ยมชมร้านค้าต่างๆ อย่างเป็นกันเอง ไม่ว่าจะเป็น:

  • ร้านไอศกรีมกะทิสดเจ้าดัง
  • บูธชาข้าวกล้องเพื่อสุขภาพ
  • ผลิตภัณฑ์จากย่านลิเภา งานหัตถกรรมชั้นครู
  • ทุเรียนหลินลับแลของดีขึ้นชื่อ

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยรอยยิ้ม โดยมีแม่ค้าหลายรายเข้ามาชื่นชมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ที่สามารถช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าขายของได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งนายกฯ เองก็ได้ให้กำลังใจและรับปากว่าจะพยายามพัฒนาโครงการดีๆ แบบนี้ต่อไป

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีในการสนับสนุนสินค้าไทย แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมุมหวานๆ ของ อนุทิน ควง จ๋า เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทับทิมกินบ่เซี่ยง 1.2 ล้าน ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับครอบครัวควบคู่ไปกับการสนับสนุนสินค้าหัตถกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์ หากใครมีเวลาว่าง อย่าลืมแวะไปเดินชมงานศิลปาชีพประทีปไทยกันได้ตั้งแต่วันที่ 8–16 สิงหาคมนี้ เชื่อว่าคุณจะได้พบกับของดีจากทั่วประเทศและมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไปพร้อมกันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ควง “จ๋า” เดินงานโอทอป ซื้อสร้อยทองคำขาวเพชรล้อมทับทิมกินบ่เซี่ยง ราคา 1.2 ล้านให้

อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศไทยมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมออกมาเผยแผนยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งหัวข้อที่น่าจับตามองที่สุดคือ อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน บนเวทีระดับประเทศครับ

อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเวทีนี้ถึงสำคัญ? ต้องบอกว่าโลกของเราในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งเรื่องของระเบียบโลกใหม่ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องมีทิศทางที่ชัดเจนครับ

การที่ อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน ในงาน The INTANIA Forum ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครั้งนี้ จะเป็นการถอดรหัสความเสี่ยงและโอกาสที่ซ่อนอยู่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยให้ไม่เป็นเพียงแค่ผู้ตาม แต่เป็นผู้กำหนดทิศทางในเวทีโลก

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับเวที The INTANIA Forum

ภายในงานจะมีการพูดคุยและเสนอแนวทางสำคัญหลายด้าน ได้แก่:

  • การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนยุคใหม่
  • การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • กลยุทธ์การทูตเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นคงในภูมิรัฐศาสตร์โลก

รัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เราต้องมาลุ้นกันครับว่าวิสัยทัศน์ที่ท่านนายกฯ จะนำเสนอนั้น จะช่วยให้คนไทยมีความหวังและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด

ในมุมมองของผม นี่ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราไม่เตรียมตัวรับมือกับความผันผวนของโลกตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะเสียโอกาสสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงครับ มาร่วมติดตามกันต่อไปว่าผลลัพธ์จากเวทีนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริงหรือไม่

ที่มา – “อนุทิน” จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี

สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี

กลายเป็นประเด็นที่สร้างรอยยิ้มและได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อสื่อยักษ์ใหญ่ของสิงคโปร์อย่าง Lianhe Zaobao ได้นำเสนอข่าวการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย โดยไฮไลท์สำคัญที่ทั่วโลกกำลังจับตามองคือ การที่ผู้นำไทยโชว์ลูกคอขับร้องเพลงจีนอมตะอย่าง “เถียนมี่มี่” จนได้รับคำชื่นชมว่าเป็นมิติใหม่ของ การทูตด้วยดนตรี ที่น่าประทับใจ

เหตุการณ์สุดประทับใจนี้เกิดขึ้นภายหลังการหารือทวิภาคีระหว่าง นายอนุทิน และ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ กรุงปักกิ่ง ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเอง นายอนุทินได้ร่วมขับร้องเพลงจีนสุดคลาสสิกนี้อย่างตั้งใจ ท่ามกลางเสียงปรบมือและการให้จังหวะจากผู้นำจีนและแขกผู้มีเกียรติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมิตรภาพที่แน่นแฟ้นผ่านภาษาสากลอย่างเสียงดนตรี

พลังแห่งไมตรีผ่านการทูตด้วยดนตรี

สื่อสิงคโปร์ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า การที่ สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่นี่คือกลยุทธ์การทูตที่ทรงพลัง การนำบทเพลงที่เป็นที่รู้จักและเข้าถึงหัวใจของชาวจีนมาถ่ายทอด ช่วยย่นระยะห่างระหว่างผู้นำและประชาชนของทั้งสองประเทศได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-จีนดูเข้าถึงง่ายและอบอุ่นมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เส้นทางการใช้ดนตรีเชื่อมความสัมพันธ์ของนายอนุทินไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่เขาทำมาโดยตลอด ซึ่งสื่อสิงคโปร์ได้รวบรวมเหตุการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การร่วมร้องเพลง My Way กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย
  • การร่วมบรรเลงเครื่องดนตรีพื้นเมืองเมื่อครั้งเยือนประเทศเวียดนาม
  • การโชว์ความเป็นกันเองผ่านบทเพลงเถียนมี่มี่ ณ กรุงปักกิ่ง ในครั้งนี้

ความสำเร็จจากการใช้ สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเจรจาในด้านอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ให้ดำเนินไปได้อย่างราบรื่นและมั่นคงในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนทางการเมือง การแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติตามแบบฉบับของผู้นำที่ใส่ใจความรู้สึกของคู่เจรจา คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการทูตด้วยดนตรีแบบนี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านได้ดีแค่ไหน?

ที่มา – สื่อสิงคโปร์ยก “อนุทิน” ร้อง “เถียนมี่มี่” กลางปักกิ่ง ชูการทูตด้วยดนตรี

จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย–จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวความสำเร็จครั้งใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เพิ่งเดินทางกลับจากการเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการ โดยการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปเยือนเฉยๆ นะครับ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าประเทศไทยกำลังขยับตัวสู่ยุคใหม่ ผ่านแนวคิด จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย–จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล ที่เน้นการสร้างห่วงโซ่การผลิตร่วมกันอย่างยั่งยืน

จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย–จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

การเดินทางในครั้งนี้ท่านนายกฯ ได้แสดงวิสัยทัศน์ในงานประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC 2026) โดยชูแนวคิดการใช้ AI เพื่อคุ้มครองประชาชนและสร้างความรุ่งเรืองร่วมกัน ซึ่งความร่วมมือที่เกิดขึ้นครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีไฮไลท์ที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

สรุปไฮไลท์ความสำเร็จในการเปิดประตูสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

  • การลงทุนครั้งใหญ่: เอกชนจีนยักษ์ใหญ่ตบเท้าเตรียมขยายการลงทุนในไทยสูงถึง 70,000 ล้านบาท สร้างงานให้คนไทยกว่าหมื่นอัตรา!
  • ยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ทั้ง AI, EV, พลังงานสะอาด รวมถึงอุตสาหกรรมอวกาศ ที่ไทยจะได้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีมากกว่าแค่การรับจ้างผลิต
  • ความมั่นคงและชีวิตความเป็นอยู่: ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงผ่านกลไก 2+2 และการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและการค้า

ด้วยเป้าหมายที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง แทนที่จะเป็นเพียงแค่ฐานการผลิตแบบเดิมๆ การเดินหน้า จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย–จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล ครั้งนี้ถือเป็นการปูพรมให้เทคโนโลยีและองค์ความรู้ไหลเข้าสู่บ้านเราอย่างจริงจัง ผ่านทั้ง 15 ข้อตกลงความร่วมมือที่ลงนามกันไว้

ในส่วนของภาคเอกชนไทย ท่านนายกฯ ยังได้นำทัพ “ทีมไทยแลนด์ พลัส” เชื่อมความสัมพันธ์กับ CEO ชั้นนำกว่า 150 ท่าน เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยได้ไปลงทุนในจีน และดึงนักลงทุนจีนให้มาปักหลักที่ไทยมากขึ้น ถือเป็นโมเมนตัมที่ดีมากที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจฐานรากและกำลังคนของเราครับ

สำหรับผมมองว่า ความสำเร็จนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนรวยหรือนักธุรกิจ แต่คือโอกาสของน้องๆ รุ่นใหม่ที่จะได้พัฒนาทักษะ Upskill ในเทคโนโลยีขั้นสูง หากภาครัฐสามารถเปลี่ยนข้อตกลงบนกระดาษให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้จริง เชื่อเหลือเกินว่าประเทศไทยจะพลิกโฉมเป็นฮับดิจิทัลในอาเซียนได้อย่างแน่นอนครับ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดอย่างไรกับก้าวสำคัญครั้งนี้? มาร่วมแชร์ความเห็นกันได้นะครับ!

ที่มา – จบโรดโชว์จีน นายกฯ เชื่อมความร่วมมือไทย–จีนทุกระดับ พลิกไทยสู่พันธมิตรเศรษฐกิจดิจิทัล

Scroll to top